เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 160 - งานเลี้ยงเริ่มขึ้น

บทที่ 160 - งานเลี้ยงเริ่มขึ้น

บทที่ 160 - งานเลี้ยงเริ่มขึ้น


บทที่ 160 - งานเลี้ยงเริ่มขึ้น

ยังไงก็ยอมให้หุบเขาช่างเหล็กกดหัวไม่ได้เด็ดขาด สำนักค่ายกล หุบเขาช่างเหล็ก ตำหนักโอสถ สำนักยันต์ ทั้งสี่สำนักนี้ต่างมีเรื่องบาดหมางกันมาอย่างยาวนาน

ต่างก็เป็นสำนักที่มีลักษณะพิเศษเฉพาะตัว ด้วยเพราะฐานะของผู้สร้างค่ายกล ช่างหลอมอุปกรณ์ นักปรุงยา และผู้สร้างยันต์ จึงเป็นที่นับหน้าถือตาของบรรดาผู้ฝึกตน และมีสถานะสูงส่ง

แม้ระดับพลังอาจจะไม่แข็งแกร่งนัก แต่กลับมีเส้นสายมากมายเหลือล้น

ดังคำกล่าวที่ว่าศัตรูร่วมวงการ ดังนั้นทั้งสี่สำนักนี้จึงแทบจะไม่มีใครยอมใครเลย

เมื่อเห็นว่ากำลังจะโดนหุบเขาช่างเหล็กข่มรัศมี ผู้อาวุโสใหญ่แห่งสำนักค่ายกลจะยอมรับได้อย่างไร

"ท่านประมุขฉีสยง ขอคุยด้วยเป็นการส่วนตัวสักหน่อยได้ไหม?"

เขาหันไปยิ้มให้ฉีสยง ฉีสยงขมวดคิ้วมุ่น นี่มันเวลาไหนแล้ว ยังจะมาขอคุยเป็นการส่วนตัวอีก?

แต่เมื่อเห็นสีหน้ามั่นใจของผู้อาวุโสใหญ่ ฉีสยงก็ยอมตามไปคุยในที่ลับตาคนในที่สุด

"พูดมา มีเรื่องอะไร"

"ท่านประมุขฉีสยง เรื่องในวันนี้ทางสำนักค่ายกลของเราเสียมารยาทก่อนก็จริง แต่ทว่าทางหุบเขาช่างเหล็กก็มีความผิดเช่นกัน ดังนั้น..."

ยังไม่ทันที่ผู้อาวุโสใหญ่จะพูดจบ ฉีสยงก็เข้าใจเจตนาของเขา จึงตัดบททันที

"เรื่องนี้ข้าจะเป็นผู้พิจารณาตัดสินเอง ผู้อาวุโสใหญ่ไม่ต้องเป็นห่วง"

ฉีสยงคิดว่าตัวเองเข้าใจความหมายดีแล้ว แต่ทว่าเขาเข้าใจจริงๆ หรือ? อย่างน้อยในสายตาของผู้อาวุโสใหญ่ ฉีสยงไม่เข้าใจเลย แบบนี้มันหมายความว่าจะเข้าข้างหุบเขาช่างเหล็กชัดๆ

เอาเถอะ ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าก็คงต้องใช้ไม้ตายสุดท้ายแล้ว

เขาหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกมาจากแหวนมิติ แล้วยื่นส่งให้ฉีสยงอย่างนอบน้อม ฉีสยงทำหน้างุนงง เจ้าเอากระดาษให้ข้าทำไม?

"หมายความว่ายังไง?"

"ท่านประมุขฉีสยงลองดูสิขอรับ"

ถึงจะยังงงๆ แต่ฉีสยงก็รับกระดาษแผ่นนั้นมา ทว่าพอเปิดดู เขาก็ถึงกับหน้าถอดสีในพริบตา

"ณ วันนี้ หงจุน ประมุขยอดเขากระบี่เทวะแห่งสำนักเต้าอี และชิงสือ ได้กู้ยืมหินวิญญาณระดับสุดยอดจำนวนสิบล้านก้อนจากสำนักค่ายกล"

เนื้อความมีเพียงสั้นๆ ทว่าทำเอาฉีสยงถึงกับมุมปากกระตุกยิกๆ ในขณะที่ผู้อาวุโสใหญ่ที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็เอ่ยขึ้นอย่างระมัดระวัง

"ท่านประมุขฉีสยงดูสิขอรับ นี่คือสัญญากู้ยืมที่ท่านประมุขยอดเขาหงจุนเขียนให้สำนักค่ายกลของเรา แต่ทว่าสำนักค่ายกลของเรากับสำนักเต้าอีมักจะมีความสัมพันธ์อันดีต่อกันมาโดยตลอด รักใคร่กลมเกลียวดุจพี่น้อง หินวิญญาณระดับสุดยอดสิบล้านก้อนนี้ เรายังไม่รีบร้อน..."

"หงจุน เป็นเจ้าอีกแล้ว ไอ้แก่หน้าด้าน เจ้าคิดว่าศิษย์พี่ใหญ่อย่างข้าจัดการเจ้าไม่ได้จริงๆ ใช่ไหม?"

ฉีสยงไม่ได้ฟังสิ่งที่ผู้อาวุโสใหญ่พูดเลยแม้แต่น้อย ในเวลานี้เขาโกรธจนฟิวส์ขาดไปแล้ว

ไอ้ตาแก่สองคนนี้ หายหัวไปดื้อๆ ก็ว่าแย่แล้ว ยังจะไปก่อหนี้ไว้ตั้งสิบล้านอีก ดี ดีมาก ช่างเป็นศิษย์น้องที่ประเสริฐเสียจริง

ฉีสยงโกรธจนตัวสั่น และในตอนนั้นเอง เสียงของหวังเถี่ยซู่ก็ดังมาจากด้านหลัง นางแอบตามมาตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ จึงได้ยินบทสนทนาของพวกเขาทั้งหมดอย่างชัดเจน

"แค่หินวิญญาณระดับสุดยอดสิบล้านก้อนเอง ข้าจะใช้หนี้แทนพี่หงเอง"

เมื่อได้ยินดังนั้น ผู้อาวุโสใหญ่ย่อมไม่ยินยอม เขาแค่นหัวเราะเสียงเย็น

"เจ้า? เจ้าไม่มีสิทธิ์ นี่คือสิ่งที่ท่านประมุขยอดเขาหงจุนกู้พวกเราไป แค้นมีหัว หนี้มีเจ้าของ"

ล้อเล่นหรือไง ถ้าให้เจ้าชดใช้หนี้แทน แล้วสำนักค่ายกลของข้าจะได้ประโยชน์อะไรล่ะ ทว่าหวังเถี่ยซู่ก็ไม่ใช่คนที่จะถูกจัดการได้ง่ายๆ เช่นกัน นางหัวเราะเสียงเย็นพลางตอบโต้

"ข้ากับพี่หงเป็นคู่รักนักพรตกัน หนี้ที่เขาก่อไว้ ข้าเป็นคนใช้หนี้แทน แล้วมันจะผิดตรงไหน?"

"เจ้ากับหงจุนเป็นคู่รักนักพรตกันหรือ? ทำไมข้าไม่เคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อนเลย?"

"เรื่องที่เจ้ายังไม่เคยได้ยินยังมีอีกเยอะ ไก่วิเศษในหุบเขาช่างเหล็กของพวกข้าออกไข่มาแปดฟองในวันนี้ ตาแก่แบบเจ้าเคยรู้เรื่องนี้ด้วยหรือ?"

"เจ้า..."

ทั้งสองเริ่มปะทะคารมกันอีกครั้ง ในเวลานี้ฉีสยงก็เริ่มใจเย็นลง เขามองดูสัญญากู้ยืมในมือ ประกายตาเย็นเยียบวาบขึ้น มุมปากกระตุกเป็นรอยยิ้มเยือกเย็น

"ศิษย์น้อง ในเมื่อเจ้าไร้น้ำใจก่อน ก็อย่าหาว่าศิษย์พี่ไร้คุณธรรมก็แล้วกันนะ"

พูดจบเขาก็หันไปพูดกับผู้อาวุโสใหญ่

"เถี่ยซู่เป็นคู่รักนักพรตของหงจุนจริงๆ เรื่องนี้ข้ายืนยันได้ นางมีสิทธิ์ที่จะชำระหนี้แทนหงจุนอย่างแน่นอน"

เมื่อได้ยินดังนั้น ผู้อาวุโสใหญ่ก็ถึงกับอึ้งไป ส่วนหวังเถี่ยซู่กลับมีสีหน้าดีใจสุดขีด

พี่ใหญ่ยอมรับสถานะของนางแล้วงั้นหรือ?

ชั่วขณะนั้น หวังเถี่ยซู่ก็เกิดอาการเขินอายขึ้นมาเสียอย่างนั้น นางบิดตัวไปมาพลางเอ่ยกับฉีสยง

"พี่ใหญ่ เรื่องน่าอายแบบนี้ ท่านเอาไปบอกคนนอกได้ยังไง ข้ากับพี่หงยังไม่ได้กราบไหว้ฟ้าดินกันเลยนะ"

อุแหวะ...

ฉีสยงพยายามกลั้นอาการคลื่นไส้ไว้สุดฤทธิ์ ไอ้เรื่องบ้าบอพวกนั้น เจ้าเป็นคนพูดเองทั้งหมดไม่ใช่หรือไง?

ตอนนี้จะมาเขินอายหาพระแสงอะไร ก็เรื่องทั้งหมดเจ้าเป็นคนพูดออกมาเองทั้งนั้น

แต่พอคิดถึงหินวิญญาณระดับสุดยอดสิบล้านก้อน ฉีสยงก็จำต้องฝืนยิ้ม

"เถี่ยซู่เอ๊ย ยังไงมันก็เป็นเรื่องที่ต้องเกิดขึ้นอยู่แล้ว พูดช้าพูดเร็วก็เหมือนกันนั่นแหละ"

หงจุนไอ้แก่หน้าด้าน คิดจะให้สำนักชดใช้หนี้ให้งั้นหรือ ฝันไปเถอะ วันนี้ข้าจะสอนให้เจ้าได้รู้จักวิชาสลับดอกต่อกิ่งเอง

ทว่าคำพูดต่อมาของหวังเถี่ยซู่ กลับทำเอาฉีสยงแทบจะทนไม่ไหวอีกต่อไป

"แล้วแต่พี่ใหญ่จะจัดการเลยจ้า"

เจ้าพอได้แล้วมั้ง! คำพูดพวกนี้เจ้าเป็นคนพูดออกมาเองทั้งนั้น ข้าไปจัดการบ้าอะไรของเจ้า

"สือซง"

"ขอรับ"

"เรื่องสัญญากู้ยืม เจ้าไปจัดการซะ ส่วนเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ ก็ลงโทษตามกฎของสำนัก"

ฉีสยงโยนสัญญากู้ยืมให้สือซง แล้วรีบเดินจากไปทันที ทนไม่ไหวแล้วจริงๆ ทนไม่ไหวแล้วโว้ย

ส่วนสือซงที่รับสัญญากู้ยืมมา ก็ถึงกับยืนอึ้ง ข้าอีกแล้วหรือ? ข้าเป็นถึงประมุขหอคุมกฎนะเว้ย ท่านเห็นข้าเป็นเด็กรับใช้หรือไง?

แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะยศถาบรรดาศักดิ์มันค้ำคออยู่ เขาเป็นศิษย์พี่ใหญ่ เป็นประมุขสำนัก ส่วนตนเองเป็นศิษย์น้อง เป็นแค่ประมุขหอ

หลังจากนั้น สือซงก็นำตัวหวังเถี่ยซู่ เฉินว่าง และผู้อาวุโสใหญ่แห่งสำนักค่ายกลกลับไปยังหอคุมกฎ

ภายใต้การเป็นพยานของเขา หวังเถี่ยซู่ก็ชำระหนี้หินวิญญาณระดับสุดยอดสิบล้านก้อนแทนหงจุน เมื่อเห็นแสงสว่างเจิดจ้าจากหินวิญญาณเหล่านั้น สือซงก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมา พวกช่างหลอมอุปกรณ์ นักปรุงยาพวกนี้ มันรวยล้นฟ้ากันจริงๆ นะเนี่ย

เมื่อจัดการเรื่องหนี้สินเสร็จสิ้น ต่อมาก็ถึงคราวชำระความเรื่องการต่อสู้

ก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าการจ่ายค่าชดเชย ซึ่งสำหรับสำนักค่ายกลและหุบเขาช่างเหล็กที่รวยล้นฟ้าแล้ว เงินแค่นี้มันขนหน้าแข้งไม่ร่วงหรอก จิ๊บจ๊อยมาก

เรื่องราวคลี่คลายไปได้ด้วยดี แต่หวังเถี่ยซู่กับเฉินว่างก็ยังคงไม่ลงรอยกันอยู่ดี ทว่าด้วยคำเตือนของสือซง ทั้งสองจึงไม่ได้ลงไม้ลงมือกันอีก แต่การปะทะคารมกันนั้น ย่อมเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

"หงจุนคู่ควรที่จะอยู่ถ้ำพำนักใหญ่ขนาดนั้นหรือ ถ้ำพำนักนั่นควรจะเป็นของพี่ใหญ่ข้าต่างหาก"

"เหอะ พี่หงรับเลี้ยงพี่ใหญ่ของเจ้า ถือเป็นพระคุณอันใหญ่หลวง แล้วเจ้ายังมีหน้ามาพูดแบบนี้อีกหรือ?"

"เจ้าพูดจาภาษาอะไรของเจ้า?"

"ข้าก็พูดแบบนี้แหละ ทำไม?"

"เจ้า... ดี คอยดูเถอะ"

"คอยดูก็คอยดู กลัวที่ไหนล่ะ"

ทั้งคู่เถียงกันไปตลอดทางจนออกจากหอคุมกฎ เมื่อเห็นเช่นนั้น สือซงก็รู้สึกคิ้วกระตุกยิกๆ เขาหันไปสั่งผู้ดูแลที่อยู่ข้างๆ

"ไปจับตาดูพวกมันไว้ ใครกล้าลงมือ ก็จับมันขังซะ ไม่ต้องเกรงใจ"

"อ่า ข้าไปหรือขอรับ?"

"ถ้าเจ้าไม่ไปแล้วจะให้ข้าไปหรือไง?"

"ขอรับ"

หลังจากนั้นก็ไม่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นอีก คืนนั้นผ่านไปอย่างสงบสุข รุ่งเช้าวันต่อมา ยอดเขาหลักของสำนักเต้าอีก็ถูกประดับประดาจนดูแปลกตาไปถนัดตา

บริเวณลานกว้างด้านหน้า มีการจัดเตรียมโต๊ะเตี้ยและเบาะรองนั่งไว้เป็นจำนวนมาก

ผลไม้วิเศษ สุราเซียน ก็ถูกจัดเตรียมไว้พร้อมสรรพ

วันนี้คือวันงานเลี้ยงต้อนรับชิงสืออย่างเป็นทางการ และเมื่อเวลาผ่านไป ตัวแทนจากสำนักต่างๆ ก็ทยอยเดินทางมาถึง และพากันเข้านั่งประจำที่ ภายใต้การนำทางของผู้ดูแลสำนักเต้าอี

(จบแล้ว)

จบบทที่ บทที่ 160 - งานเลี้ยงเริ่มขึ้น

คัดลอกลิงก์แล้ว