- หน้าแรก
- ชีวิตสุดเทพของเด็กหลังห้องกับระบบไร้เทียมทาน
- บทที่ 70 - ปัญหาของถนนสายของกิน
บทที่ 70 - ปัญหาของถนนสายของกิน
บทที่ 70 - ปัญหาของถนนสายของกิน
บทที่ 70 - ปัญหาของถนนสายของกิน
ร้านอาหารใหญ่ๆ เก่าแก่พวกนั้นไม่เหมือนกับร้านของครอบครัวลั่วเทียน สำหรับร้านของลั่วเทียน เชฟใหญ่ก็คือตัวเขาเอง ถ้าขืนให้ลั่วต้าสยงไปแข่ง ดีไม่ดีอาจจะไม่ผ่านรอบคัดเลือกด้วยซ้ำ
พูดง่ายๆ ก็คือ ร้านของลั่วเทียนปล่อยของแรงสุดตัวตั้งแต่รอบคัดเลือกเลย
แต่ร้านอาหารเก่าแก่พวกนั้นเขามีประสบการณ์โชกโชน ทุนหนา เชฟเก่งๆ มีเป็นกะตั๊ก ในรอบคัดเลือกพวกเขาคงกั๊กฝีมือไว้แน่ๆ
ดังนั้นแชมป์รอบคัดเลือกของลั่วเทียนนี่อาจจะยังวัดอะไรไม่ได้มากนัก พอลั่วเทียนได้ฟังแบบนี้ สีหน้าเขาก็เคร่งเครียดขึ้นมาทันที
รอบคัดเลือกต้องการแค่ตั๋วผ่านเข้ารอบเท่านั้น ไม่ได้มีผลอะไรกับรอบชิงเลย แถมตอนนี้ลั่วเทียนดันคว้าแชมป์มาได้ ยิ่งเป็นการกระตุกหนวดเสือให้ร้านอื่นระวังตัวแจ ดูท่าเขาจะออกตัวแรงไปหน่อยแฮะ
การแข่งขันครั้งนี้เรียกได้ว่าเสือหมอบมังกรซ่อนโดยแท้ ยอดฝีมือตัวจริงยังไม่โผล่หัวออกมาเลย ผลรอบคัดเลือกแทบจะไม่มีความหมายอะไรเลย
แต่ถึงอย่างนั้นลั่วเทียนก็ยังมั่นใจเต็มร้อย ตอนนี้ทักษะการทำอาหารของเขามาถึงคอขวดที่ 89/100 แล้ว ขอแค่ก้าวข้ามไปเป็นขั้นปรมาจารย์ได้ ไม่ว่าคู่แข่งจะเก่งมาจากไหน เขาก็สยบได้หมดแหละ
"ขอบใจทุกคนมากนะที่มาช่วยอุดหนุนวันนี้ เย็นนี้ฉันเป็นเจ้ามือเลี้ยงข้าวทุกคนเอง" ลั่วเทียนยิ้มบอกกับเพื่อนร่วมชั้น
พอได้ยินแบบนี้ เพื่อนๆ ก็ดีใจกันยกใหญ่ ผู้ชายบางคนถึงกับอุ้มลั่วเทียนโยนขึ้นฟ้าฉลองกันเลยทีเดียว
"ติ๊ง! ซื้อใจคน ความสนิทสนมกับเพื่อนร่วมชั้น +1"
หลังจากระดับความสนิทสนมเพิ่มขึ้น ลั่วเทียนก็สัมผัสได้ชัดเจนเลยว่าเพื่อนๆ ในห้องส่งความหวังดีมาให้เขามากขึ้น ความสัมพันธ์ของพวกเขาแน่นแฟ้นขึ้นไปอีกขั้น
ลั่วต้าสยงเองก็ไม่มีปัญหาอะไรกับการตัดสินใจของลั่วเทียน เกิดเป็นคน ไม่ว่าในอนาคตจะประสบความสำเร็จยิ่งใหญ่หรือใช้ชีวิตไปวันๆ ยังไงก็ต้องมีเพื่อนฝูงคอยอยู่เคียงข้าง
มิตรภาพในวัยเรียนมัธยมปลายนี่แหละบริสุทธิ์ที่สุดแล้ว เพราะเด็กมัธยมยังไม่เคยออกไปเผชิญโลกกว้างที่เต็มไปด้วยการหลอกลวง ดังนั้นจึงไม่มีเล่ห์เหลี่ยม มิตรภาพในช่วงเวลานี้จึงมีค่าที่สุด
จากนั้นลั่วเทียนก็ยกโขยงเพื่อนร่วมชั้นกลับไปที่ร้าน เลี้ยงอาหารมื้อใหญ่ให้พวกเขาอิ่มหนำสำราญ เพื่อนๆ ต่างพากันชมเปาะในฝีมือทำอาหารของลั่วเทียน บอกว่าต่อให้เรียนไม่เก่ง แต่ในอนาคตเขาจะต้องประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่แน่นอน
โจวเต๋อเจิ้งได้ฟังถึงกับอยากจะกลอกตาบน คราวก่อนเขาอุตส่าห์มาร่วมงานเปิดร้านอาหารของลั่วเทียนด้วยตัวเอง ลั่วเทียนถึงขนาดรู้จักกับเศรษฐีคนดังในเมืองตั้งมากมาย อนาคตเขาจะยอมเป็นแค่เชฟธรรมดาๆ งั้นเหรอ?
เรียนเก่ง นิสัยดี อุปนิสัยก็เริ่ด ฝีมือทำอาหารก็เป็นเลิศ แถมยังรู้จักกับพวกผู้ยิ่งใหญ่อีก โจวเต๋อเจิ้งถึงกับเดาอนาคตของลั่วเทียนไม่ออกเลย คิดในใจว่าบางทีสวรรค์ก็ลำเอียงเกินไปนะ ทำไมถึงสร้างคนให้เพอร์เฟกต์ได้ขนาดนี้?
เก่งรอบด้านขนาดนี้ จะไม่ปล่อยให้คนอื่นเขามีที่ยืนบ้างเลยหรือไง?
หลังจากส่งโจวเต๋อเจิ้งกับเพื่อนๆ กลับไปแล้ว สามคนพ่อแม่ลูกก็เริ่มเก็บกวาดร้าน ในตอนนั้นเอง ก็มีเสียงเด็กสาวคนหนึ่งดังมาจากหน้่าประตูร้าน เธอยืนด้อมๆ มองๆ อยู่หน้าร้านมุมถนน
เธอคือซุนเฟยเฟย คนที่เคยขโมยจูบลั่วเทียนนั่นเอง
ลั่วเทียนยังไม่รู้เลยว่าตอนนี้ที่ถนนสายของกินเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นแล้ว ร้านอาหารเก่าแก่หลายร้านในถนนสายของกินเริ่มจะไปไม่รอด แม้แต่ร้านบะหมี่ของซุนเฟยเฟยเองก็ไม่มีลูกค้าเข้าเลย
ซุนเฟยเฟยตั้งใจจะมาขอความช่วยเหลือจากลั่วเทียน แต่พอมาถึงที่นี่ เห็นร้านใหม่ของลั่วเทียน เธอก็ถึงกับอึ้งไปเลย ร้านอาหารของครอบครัวลั่วเทียนทำให้เธอช็อกมาก
แค่ค่าที่กับค่าตกแต่งร้านก็คงเป็นตัวเลขมหาศาลแล้ว ซุนเฟยเฟยแอบกังวลว่าพอลั่วเทียนรวยแล้ว จะไม่เห็นหัวเพื่อนบ้านจนๆ อย่างพวกเธออีก
ยุคนี้คนจนอยู่ในเมืองก็ไม่มีใครเหลียวแล คนรวยอยู่กลางป่าลึกก็ยังมีคนไปหา คนเรามันหน้าเงินกันทั้งนั้นแหละ หมอเทวดาบางคนพอดังแล้วยังไม่เห็นหัวญาติพี่น้องตัวเองเลย นับประสาอะไรกับพวกลั่วเทียนที่เป็นแค่เพื่อนบ้านกันล่ะ
"นั่นลูกสาวบ้านซุนนี่นา เสี่ยวเทียน แกออกไปถามน้องหน่อยสิ ว่าเกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า" เฉินเฟิ่งอิงเห็นซุนเฟยเฟยยืนด้อมๆ มองๆ อยู่หน้าร้าน ก็กระซิบกับลั่วเทียน
ลั่วเทียนพยักหน้า ก่อนจะผลักประตูออกไป
"ซุนเฟยเฟย มาทำอะไรอยู่ข้างนอกล่ะ? มีธุระอะไรก็เข้ามาข้างในสิ" ลั่วเทียนเดินเข้าไปทัก
พอซุนเฟยเฟยหันมาเห็นใบหน้าที่คุ้นเคย ความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจที่อัดอั้นมานานก็พรั่งพรูออกมา ขอบตาแดงก่ำแล้วก็ร้องไห้โฮ เธอโผเข้ากอดลั่วเทียน น้ำตาไหลเปียกชุ่มไปถึงเสื้อของเขา
ลั่วเทียนเองก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ทำได้แค่ปล่อยให้ซุนเฟยเฟยร้องไห้ไปสักพัก ก่อนจะเช็ดน้ำตาออกจากใบหน้าของเธอ
ตอนนั้นเองพ่อกับแม่ของลั่วเทียนก็เดินออกมา พอเห็นซุนเฟยเฟยร้องไห้หนักขนาดนี้ ก็รีบพาเธอเข้าไปในร้าน
"สรุปแล้วมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?" ลั่วเทียนถามย้ำอีกครั้ง
"คุณป้าเฉิน คุณลุงลั่ว พวกคุณยังไม่รู้ใช่ไหมคะ ตั้งแต่ร้านพวกคุณย้ายออกจากถนนสายของกิน ลูกค้าที่ไปเดินก็ลดลงเกินครึ่งเลย ร้านหลายร้านก็เริ่มจะไปไม่รอดแล้ว ร้านอาหารตะวันตกแอร์สส่งคนมาบอกว่าจะเปลี่ยนถนนสายของกินให้เป็นฟู้ดคอร์ต แถมแอร์สยังมาเปิดสาขาใหม่ที่นั่นด้วย ทำให้พวกเราขายของยากขึ้นไปอีก พ่อหนูบอกว่าถ้าสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้น ร้านเราก็คงต้องปิดตัวลงเหมือนกัน ลุงลั่วคะ เมื่อก่อนลูกค้าที่มาถนนสายของกินก็มาเพราะร้านของคุณลุงทั้งนั้น ร้านลุงเป็นร้านเดียวที่พอจะงัดกับบริษัทพวกนั้นได้ ตอนนี้หนูไม่รู้จะทำยังไงแล้วจริงๆ"
"ร้านบะหมี่นั่นพ่อหนูเปิดมาเป็นสิบๆ ปี พ่อรักร้านนั้นเหมือนลูกแท้ๆ หลายวันมานี้หนูเห็นพ่อตื่นมาสูบบุหรี่ตอนดึกๆ ทุกคืนเลย ลั่วเทียน ฉันขอร้องล่ะ นายต้องช่วยถนนสายของกินให้ได้นะ"
พอลั่วเทียนได้ฟัง ก็เลยนึกถึงคำพูดของอู๋เจิ้งตอนแข่งเมื่อกลางวันขึ้นมาได้ ที่แท้อู๋เจิ้งก็เริ่มลงมือบีบคั้นพ่อค้าแม่ค้าในถนนสายของกินอย่างหนักตั้งแต่ที่เขาย้ายออกมานี่เอง
คนพวกนั้นค้าขายเล็กๆ น้อยๆ เดิมทีก็ลำบากอยู่แล้ว พอลั่วเทียนย้ายออกไป ลูกค้าก็หายตามไปด้วย ยิ่งทำให้พ่อค้าแม่ค้าในถนนสายของกินยิ่งแย่ลงไปอีก
อู๋เจิ้งไปเปิดสาขาที่ถนนสายของกิน แย่งลูกค้าที่เดิมทีก็มีน้อยอยู่แล้วไปอีก หลายร้านทนแรงกดดันไม่ไหวก็ต้องจำใจปิดตัวลง บางร้านถึงกับตัดสินใจย้ายออกจากอำเภอฉางเล่อไปเลย
ถ้าอู๋เจิ้งตั้งใจจะสร้างฟู้ดคอร์ตที่ถนนสายของกินจริงๆ พวกพ่อค้าแม่ค้าเล็กๆ อย่างพวกเขาไม่มีทางสู้ได้เลย และถ้าเป็นแบบนั้น ต่อไปถนนสายของกินก็จะไม่มีอีกแล้ว
พ่อของซุนเฟยเฟยผูกพันกับถนนสายของกินมาก เขารับไม่ได้หรอกถ้าถนนสายของกินจะต้องล่มสลายไป พอเฉินเฟิ่งอิงกับลั่วต้าสยงได้ฟัง ก็เข้าใจความรู้สึกของซุนอวี่เป็นอย่างดี
"เสี่ยวเทียน แกช่วยคิดหาวิธีหน่อยเถอะ ยังไงก็คนกันเองทั้งนั้น จะทนดูเฉยๆ ได้ยังไง" เฉินเฟิ่งอิงเป็นคนรักพวกพ้อง พอเห็นเพื่อนบ้านเก่าแก่ต้องโดนบีบให้ย้ายออก เธอก็รู้สึกแย่
แต่ลั่วเทียนกลับคิดอะไรได้มากกว่านั้น เบื้องหลังของอู๋เจิ้งคือเครือเทียนฝู่ ถ้าอย่างนั้นเรื่องที่จะสร้างฟู้ดคอร์ตที่ถนนสายของกินก็คงเป็นแผนของเครือเทียนฝู่
ถ้าเขาออกตัวไปขวาง ก็เท่ากับประกาศศึกกับเครือเทียนฝู่ มองในมุมของผลประโยชน์นี่มันขาดทุนย่อยยับชัดๆ แต่มนุษย์เราเป็นสัตว์สังคม จะให้มานั่งคำนวณแต่ผลประโยชน์ส่วนตัวอย่างเดียวได้ยังไง?
"ติ๊ง! วิเคราะห์สถานการณ์ ทักษะการวิเคราะห์ +1 เปิดใช้งานทักษะการวิเคราะห์ เพิ่มความเร็วในการคิดวิเคราะห์ของโฮสต์"
"ติ๊ง! ใคร่ครวญชีวิต โฮสต์ได้รับความยุติธรรม +1 ความมีน้ำใจนักเลง +1"
(จบแล้ว)