- หน้าแรก
- นิติเวชขวัญใจมหาชน
- บทที่ 1332: รวมกันเป็นซอง แยกกันเป็นมวน
บทที่ 1332: รวมกันเป็นซอง แยกกันเป็นมวน
บทที่ 1332: รวมกันเป็นซอง แยกกันเป็นมวน
เจียงหยวนยื่นบุหรี่จงฮวาให้หลี่เจ๋อหมินหนึ่งมวน ก่อนจะแจกจ่ายให้ผู้เชี่ยวชาญคนอื่นๆ โดยรอบ แล้วช่วยจุดไฟให้หลี่เจ๋อหมิน
ส่วนมู่จื้อหยางและพวกที่ตามมาด้วยกัน ต่างก็ควักบุหรี่จงฮวาที่ได้มาจากผู้สนับสนุนเดียวกันออกมาจุดสูบกันเองสไตล์บริการตัวเอง
หลี่เจ๋อหมินอัดควันเข้าปอดลึกๆ แล้วหลับตาลงอย่างฟินสุดขีด ความฟิน 1% มาจากบุหรี่ ส่วนอีก 99% มาจากความสะใจ
สำหรับคนสายเทคนิค สิ่งที่เสพติดที่สุดก็คือความรู้สึกที่ได้รับการให้เกียรติแบบนี้นี่แหละ จะเพราะอาวุโสกว่า หรือเพราะตัววิชาความรู้ก็ช่างเถอะ สรุปสั้นๆ คือพวกเขาแค่ต้องการ "ความลำเอียง" และ “ความใส่ใจ” จากระดับหัวหน้านั่นแหละ
และเจียงหยวนในวันนี้ วันที่ก้าวขึ้นมาคุมมหกรรมล่าลายนิ้วมือด้วยตัวเอง ย่อมถือเป็นระดับหัวหน้าไปโดยปริยาย
กลุ่มคนยืนอัดบุหรี่กันที่หน้าประตูคนละมวน พอแนะนำตัวทำความรู้จักกันเสร็จสรรพ ก็พากันเดินเข้าไปในตึกที่ทำการของตำรวจภูธรเมืองอันวาน
สภาพแวดล้อมของกองบังคับการเมืองอันวานถือว่าดีกว่ากองกำกับการสืบสวนสอบสวนอยู่ไม่น้อย อย่างน้อยๆ จำนวนห้องประชุมก็มีเยอะกว่า สเปกห้องก็สูงกว่า และมีอุปกรณ์ต่างๆ ค่อนข้างครบครัน คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์พื้นฐานที่พวกผู้เชี่ยวชาญลายนิ้วมือต้องใช้ก็จัดหามาได้ง่าย ไม่เหมือนตอนอยู่กองกำกับสืบสวนที่เผลอๆ ต้องไปตระเวนหยิบยืมเขามาทั่ว
พอพวกหลี่เจ๋อหมินเดินเข้าประตูไป ก็เห็นว่ามีคนนั่งทำงานอยู่ในห้องประชุมแล้วยี่สิบสามสิบคน ทุกคนต่างนั่งจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์ เข้าสู่โหมดทำงานกันเรียบร้อยแล้ว
ถ้าพูดในมุมของผู้เชี่ยวชาญลายนิ้วมือ จำนวนขนาดนี้ถือว่าเยอะมากทีเดียว เทียบเท่ากับกำลังพลจากสิบกว่าเมืองมารวมกันเลยด้วยซ้ำ
ถ้าเป็นเวลาปกติ ผู้เชี่ยวชาญพวกนี้รวมตัวกันแค่สัปดาห์เดียว ก็สามารถสอยแก๊งอาชญากรสามคนร่วงได้สบายๆ ยิ่งในงานมหกรรมล่าลายนิ้วมือแบบนี้ ไม่ต้องออกไปทำคดี ไม่ต้องนั่งประชุม ประสิทธิภาพในการทำงานยิ่งมากขึ้นไปอีก ผู้เชี่ยวชาญหลายคนชอบโมเดลการทำงานแบบ "ทีมเฉพาะกิจที่ไม่ได้ทำเฉพาะคดีเดียว" แบบนี้มาก ได้มาหมกตัวอยู่ในที่ที่หนึ่ง มีคนคอยดูแลเรื่องกินเรื่องอยู่ สามารถทุ่มสมาธิทำงานของตัวเองไปได้แบบไม่ต้องมีอะไรให้พะวง
อย่างหลิวจิ่งฮุ่ยเนี่ย น่าจะเพราะเข้าร่วมทีมเฉพาะกิจบ่อยเกินไป จนชักจะเริ่มไม่อยากกลับบ้านตัวเองแล้วมั้ง
"อ้าว เหล่าหลี่มาแล้วเหรอ" มีคนเห็นหลี่เจ๋อหมินเข้าก็เอ่ยทักทายขึ้นมา
ผู้เชี่ยวชาญบางคนที่กำลังยุ่งๆ อยู่ก็พยักหน้าทักทายพอเป็นพิธี แล้วรีบหันไปจัดการลายนิ้วมือตรงหน้าต่อให้เสร็จก่อน
หลี่เจ๋อหมินพยักหน้ารับคำทุกคน ก่อนจะหาจังหวะหันมายิ้มแซวเจียงหยวน "นี่นายขนผู้เชี่ยวชาญจากซานหนานมาเพียบเลยเหรอ? ขนข้ามมาถึงผิงโจวขนาดนี้ ทางกองบัญชาการมณฑลไม่เฉ่งเอารึไง?"
"ก็ถือว่าช่วยเหลือซึ่งกันและกันน่ะครับ ปกติซานหนานกับผิงโจวก็ร่วมมือกันบ่อยอยู่แล้ว" เจียงหยวนยิ้มอธิบาย
เขารู้ดีว่าทั้งสองมณฑลนี้เปรียบเสมือนกิ่งทองใบหยก การทำให้ความปลอดภัยของผิงโจวดีขึ้น ย่อมส่งผลดีต่อมณฑลซานหนานด้วย ทางกองบัญชาการมณฑลซานหนานย่อมเข้าใจเหตุผลนี้ดี เพียงแต่เมื่อก่อนติดปัญหาเรื่องจะจัดสรรเวลายังไง ร่วมงานกันสะดวกรึเปล่า และจะร่วมงานกันในรูปแบบไหนเท่านั้นเอง
ในระดับมณฑลอาจจะมีความซับซ้อนอยู่บ้าง แต่ในระดับเมืองหรืออำเภอ ความร่วมมือระหว่างซานหนานกับผิงโจวนั้นมีเยอะมาก แม้แต่สถานีตำรวจอำเภอหนิงไท่เองก็ยังเคยข้ามมาจับคนร้ายที่ผิงโจวบ่อยๆ และหัวขโมยในผิงโจวก็ชอบหนีไปซ่อนตัวที่ซานหนานเหมือนกันนั่นแหละ
ส่วนคำถามที่ว่าทำไมไม่หนีออกนอกประเทศไปเลยล่ะ? คำตอบคือระดับของอาชญากรรมมันยังไปไม่ถึงขั้นนั้น คนส่วนใหญ่ยังอยากใช้ชีวิตปกติ ไม่อยากทิ้งถิ่นฐานบ้านเกิดไปไหน หรือไม่ก็กลัวการลักลอบข้ามพรมแดนกันทั้งนั้น
หลี่เจ๋อหมินเดาะลิ้นเบาๆ ทึ่งในความสามารถ "นายคนเดียวนี่ขับเคลื่อนกองบัญชาการมณฑลได้ถึงสองที่เลยนะ สุดยอดจริงๆ"
"ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกครับ เรื่องมหกรรมล่าลายนิ้วมือพวกนี้ เราก็มีทรัพยากรที่พร้อมใช้อยู่แล้ว แค่เปลี่ยนสถานที่ เปลี่ยนเวลาจัดงานนิดหน่อยเท่านั้นเอง"
เจียงหยวนไม่อยากแบกรับชื่อเสียงนี้ไว้คนเดียว จึงเปลี่ยนประเด็น
"เอาเป็นว่า เราสองคนนั่งโต๊ะติดกันดีไหมครับ?"
สมัยที่เจียงหยวนร่วมงานมหกรรมล่าลายนิ้วมือกับหลี่เจ๋อหมินครั้งแรก เวลาว่างพวกเขาก็มักจะคุยกันสัพเพเหระ สูบบุหรี่ด้วยกัน ถือเป็นช่วงเวลาการทำงานที่เพลิดเพลินมากทีเดียว
"แบบนั้นก็วิเศษเลยสิ" หลี่เจ๋อหมินยิ้มรับคำพลางจัดแจงให้ลูกน้องที่ตัวเองพามานั่งใกล้ๆ วางแผนจะช่วยกันทำงานเป็นทีม
การดูลายนิ้วมือไม่จำเป็นต้องใช้คนเดียวเสมอไปในการลากจุดลักษณะเฉพาะ เพราะแต่ละคนมีความเข้าใจและมุมมองต่อรายละเอียดของลายนิ้วมือที่แตกต่างกัน
ลายนิ้วมือทั่วไปน่ะตรวจสอบคนเดียวไม่มีปัญหาหรอก แต่พอมาถึงระดับงานมหกรรมล่าลายนิ้วมือ... ลายนิ้วมือที่ส่งมามักจะเป็นพวกที่เคยผ่านมือผู้เชี่ยวชาญคนอื่นมาแล้วสองสามรอบทั้งนั้น ในจังหวะนี้เอง ความลึกซึ้งในการวิเคราะห์โครงสร้างที่ละเอียดอ่อนจึงสำคัญมาก โดยเฉพาะตอนที่จะต้อง "ชี้ขาดฟันธง" คนที่ศึกษามาลึกซึ้งกว่าจะกล้าตัดสินใจมากกว่า
ดังนั้น การใช้คนสองสามคนช่วยกันลากจุดลักษณะเฉพาะของลายนิ้วมือชิ้นเดียวจึงค่อนข้างได้เปรียบ แน่นอนว่าโดยภาพรวมแล้วมันค่อนข้างเปลืองทรัพยากรบุคคล ถ้าไม่ใช่คดีอุกฉกรรจ์ระดับสะเทือนขวัญจริงๆ ปกติจะไม่มีทางได้รับสิทธิพิเศษแบบ "สามคนรุม" แบบนี้หรอก
"งั้นพวกเรามาเริ่มกันเลยไหมครับ?" เจียงหยวนนั่งลงที่ประจำตำแหน่งของตัวเองพลางกวักมือเรียกหวังชวนซิงและพวกให้มาช่วยล็อกอินระบบเครือข่ายภายใน ชงน้ำชาเทกาแฟให้พวกหลี่เจ๋อหมิน
#
บรรยากาศในห้องประชุมส่งอิทธิพลต่อพวกหลี่เจ๋อหมินอย่างรวดเร็ว ทำให้ทุกคนหันไปจดจ่อสมาธิอยู่กับลายนิ้วมือตรงหน้า
กว่าหลี่เจ๋อหมินจะรู้ตัวว่าจุดบุหรี่มวนที่สองขึ้นมาสูบ เขาก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าพวกตนเพิ่งจะก้าวลงจากรถมาหมาดๆ แท้ๆ แต่ดันเปิดโหมดเริ่มงานกันเฉยเลย
หัวหน้างานสายเทคนิคเนี่ย เวลาทำงานมันช่างให้อารมณ์ที่แตกต่างออกไปจริงๆ
แน่นอนว่านี่เป็นเพราะกองบัญชาการมณฑลผิงโจวและตำรวจภูธรเมืองอันวานให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีด้วยแหละ
เจียงหยวนเองก็ค่อนข้างชอบสไตล์การทำงานของผิงโจวเหมือนกัน แม้จะดูหยาบๆ ไปบ้าง แต่ก็จริงใจและใช้งานได้จริง
ขณะเดียวกัน พวกอาชญากรในผิงโจวก็ยังคงรักษาภาพจำเดิมๆ ไว้ได้อย่างเหนียวแน่น นั่นคือมีความ "หยาบและจริงใจ" เหมือนกันเป๊ะ!
บางคนย่องเบาก็ไม่ใส่ถุงมือ บางคนปล้นก็ไม่ใส่ถุงมือ แม้แต่บางคนฆ่าคนตายก็ยังไม่ใส่ถุงมือเลยด้วยซ้ำ!
อันที่จริง สองอย่างหลังนี่พบเห็นได้บ่อยในมณฑลอื่นๆ เหมือนกัน เพราะการฆ่าคนหรือการปล้นชิงทรัพย์มักเป็นการตัดสินใจชั่ววูบหน้างาน
แต่การลักทรัพย์ย่องเบาเนี่ยสิ... มาถึงยุคนี้แล้ว หัวขโมยยังไม่เรียนรู้วิชาการพรางตัวขั้นพื้นฐานแบบนี้เลย ถือเป็นเรื่องที่ค่อนข้างแปลกประหลาดทีเดียว
แต่ลายนิ้วมือที่เปรียบเทียบง่ายเกินไป ย่อมไม่มีทางหลงเหลือมาถึงจุดนี้ได้ และลายนิ้วมือจากคดีเล็กคดีน้อยก็ไม่ถูกส่งมาที่นี่ด้วย
ที่สำคัญที่สุดคือ ฐานข้อมูลลายนิ้วมือของผิงโจวเองก็ทำออกมาได้ค่อนข้างหยาบเช่นกัน ซึ่งสิ่งนี้เป็นตัวฉุดให้อัตราการเปรียบเทียบลายนิ้วมือให้เจอเป้าหมายลดลงไปมาก
ลายนิ้วมือชุดแรกๆ ที่เจียงหยวนจัดการ—ลากจุดลักษณะเฉพาะได้ง่ายมาก แต่พอเอาไปเปรียบเทียบในระบบ กลับไม่พบเป้าหมายที่ตรงกันเลยสักรายเดียว
เจียงหยวนไม่ได้รีบร้อน แม้แต่ที่ซานหนานเอง เรื่องแบบนี้ก็เกิดขึ้นเป็นประจำ เพราะคนที่ทำความผิดบ่อยๆ ย่อมรู้ดีว่าห้ามทิ้งลายนิ้วมือไว้ให้ตำรวจง่ายๆ
ดังนั้น ถ้าไม่ใช่คนที่เคยต้องโทษคดีอาญาหรือคดีลหุโทษมาก่อน—ก็ไม่จำเป็นต้องทิ้งลายนิ้วมือเอาไว้เลย รวมถึงการทำบัตรประชาชนใบใหม่หรือทำพาสปอร์ต—บางคนถึงกับยอมสละสิทธิ์ไม่ทำมันไปเลยก็มี
ส่วนในมุมมองของตำรวจ ฐานข้อมูลลายนิ้วมือที่ได้มาจากการทำบัตรประชาชนหรือพาสปอร์ตนั้นถือว่าแยกส่วนออกไป ถ้าคิดจะหยิบยกมาใช้ จะต้องทำเรื่องยื่นขออนุมัติเป็นกรณีพิเศษ
ดังนั้น ปกติแล้วทุกคนมักจะเปรียบเทียบจากฐานข้อมูลลายนิ้วมือของพวกที่มีประวัติอาชญากรรมติดตัวมาก่อนเป็นอันดับแรก ถ้าเทียบแล้วไม่เจอจริงๆ ค่อยทำเรื่องขอใช้ฐานข้อมูลส่วนอื่นๆ ต่อไป
แต่ในช่วงมหกรรมล่าลายนิ้วมือ การใช้ทรัพยากรส่วนนี้จะทำได้ง่ายและผ่อนคลายขึ้นเยอะ มักจะมีเจ้าหน้าที่เฉพาะกิจคอยประสานงานยื่นเรื่องขออนุมัติให้ และคอยส่งผลการตรวจสอบย้อนกลับมาให้อย่างรวดเร็ว
คดีแรกที่เจียงหยวนเปรียบเทียบจนเจอเป้าหมาย ก็คือการเปรียบเทียบเจอจากฐานข้อมูลส่วนขยายนี้นี่เอง
ลายนิ้วมือแฝงนี้เก็บกู้มาจาก "เชือกสนตะพายวัว" ขนาดของมันมีเพียงประมาณครึ่งเดียวของลายนิ้วมือปกติเท่านั้น และเนื่องจากเชือกมีลักษณะหยาบกระด้าง ต่อให้เป็นลายนิ้วมือเพียงครึ่งเดียวนั้น ก็ยังขาดๆ หายๆ จนทำให้จุดลักษณะเฉพาะของลายนิ้วมือในหลายๆ ตำแหน่งใช้งานไม่ได้เลย
แต่เจียงหยวนกลับจรดปากกาลงลายเซ็นอย่างมั่นใจเกินร้อยเปอร์เซ็นต์ว่า "ยืนยันเป็นบุคคลเดียวกัน"
ถ้าเทียบกับมหกรรมล่าลายนิ้วมือครั้งก่อน วิชาลายนิ้วมือของเขาได้ยกระดับจากระดับ 3 (วิธีการวิเคราะห์ลายนิ้วมือแบบฉงชิ่ง), ยกระดับจากระดับ 4 (วิธีการวิเคราะห์ลายนิ้วมือแบบชิงเต่า) ทะยานขึ้นสู่ วิเคราะห์ลายนิ้วมือระดับ 6 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว!
ยิ่งไปกว่านั้น เจียงหยวนยังมีเวลาโบนัสพิเศษ +1 อีกตั้ง 400 กว่านาทีที่ยังไม่ได้กดเปิดใช้งานเลยด้วยซ้ำ
ด้วยสเปกโหดระดับเทพขนาดนี้ ต่อให้รื้อฟื้นมหกรรมล่าลายนิ้วมือที่ซานหนานขึ้นมาใหม่ ก็สามารถฆ่าล้างบางได้สบายๆ
นับประสาอะไรกับที่ผิงโจว... ถือว่าพวกโจรที่นี่คราวซวยก็แล้วกัน!
----------
(จบบทที่ 1332)