- หน้าแรก
- บันทึกตำนานขององค์ชายหกผู้ตกอับ
- บทที่ 190 - นักบวชก็กำจัดภูตผีปีศาจได้หรือ
บทที่ 190 - นักบวชก็กำจัดภูตผีปีศาจได้หรือ
บทที่ 190 - นักบวชก็กำจัดภูตผีปีศาจได้หรือ
บทที่ 190 - นักบวชก็กำจัดภูตผีปีศาจได้หรือ
ณ เจียวโจวอันห่างไกล นักบวชกิเลนยืนอยู่หน้าประตู บรรดาลูกหลานตระกูลใหญ่หลายคนที่อยู่ตรงหน้าปากก็พร่ำบ่นไม่หยุด
"ไต้ซือ ท่านเข้าไปดูหน่อยเถอะ หากท่านไม่มองสักตา พวกเราก็ใจคอไม่ดีเลย"
นักบวชกิเลนไม่มีความรู้สึกแง่ลบใดๆ กับลูกหลานตระกูลใหญ่เหล่านี้ เขายิ้มแล้วกล่าว "กั้วซานเฟิงชนิดนี้ คนท้องถิ่นล้วนรู้จักกันดี ผ่านมานานขนาดนี้แล้ว กลิ่นพวกนั้นก็คงเลือนหายไปหมดแล้ว"
"วันนี้ที่ผู้น้อยมา ก็เพราะเห็นว่าเหนือท้องฟ้าจวนของพวกท่านมีแสงพุทธธรรมสาดส่อง จึงมาเยี่ยมชมสักหน่อย"
นักบวชกิเลนเพิ่งกลับมาจากจวนอ๋อง ตอนที่ออกมาก็ได้รับมอบหมายภารกิจมาด้วย
เช่น คนเหล่านี้สามารถรวบรวมเงินได้เท่าไหร่ แล้วหลังจากรวบรวมเงินมาได้แล้ว ยังมีก๊อกสองอีกหรือไม่
อย่างไรเสีย การทำโครงการแบบนี้ หากไม่มีเงินทุนสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง มารดามันเถอะ โครงการต้องถูกทิ้งร้างแน่นอน
ลูกหลานตระกูลใหญ่แล้วอย่างไร ตระกูลใหญ่ก็เคยทำโครงการทิ้งร้างมาแล้ว ยิ่งมีชื่อเสียงโด่งดัง ก็ยิ่งมีโอกาสทิ้งร้างสูง
ดังนั้น นักบวชกิเลนจึงมาปรากฏตัวที่หน้าจวนที่พักของลูกหลานตระกูลใหญ่ในเมืองชั้นในของเจียวโจว พร้อมกับสวดมนต์ภาวนา
และก็เป็นไปตามคาด คนหลายคนเดินโอบเอวแม่นางที่เพิ่งจะสวมเสื้อผ้าเสร็จออกมา
"ไต้ซือ ท่านดูสิ ที่บ้านของข้ามีพระพุทธรูปหยกองค์หนึ่ง ยังไม่ได้เบิกเนตร ท่านจะลองเข้ามาดู แล้วนำกลับไปเบิกเนตรที่อารามหานซานดีหรือไม่"
"ไต้ซือ แม่นางที่อยู่ตรงหน้าข้านี้เลื่อมใสในตัวท่านมานานแล้ว ท่านอยากจะเบิกเนตรให้นางด้วยหรือไม่"
นักบวชกิเลนอายุยังน้อย เด็กหนุ่มไม่อาจจะแก่แดดไปเสียหมดได้
หน้าแดงก่ำ
"ไต้ซือ ท่านอย่าได้เขินอายไปเลย ไหนๆ ก็มาแล้ว ข้าจะขอคุยเรื่องธุระกับท่านสักหน่อย ผู้อาวุโสในตระกูลของข้าได้ส่งคนนำเงินมาแล้ว 300,000 ก้วน ตระกูลของพี่น้องคนอื่นๆ ก็พกเงินมาด้วย คาดว่าอย่างน้อยคงรวบรวมได้สัก 2,000,000 ก้วน ท่านวางใจเถอะ พวกเราจะมอบเงิน 10,000 ก้วนให้ไต้ซือสร้างอารามก่อนเลย"
นักบวชกิเลนท่องนามอมิตาภพุทธะ
แม้จะไม่รู้ว่าตัวเลขที่คนเหล่านี้พูดจะถูกต้องหรือไม่ แต่การได้รู้ตัวเลขคร่าวๆ ก็นับว่าเป็นเรื่องดี
เมื่อหันหลังกลับ ระหว่างทางที่เดินผ่านจวนอ๋อง นักบวชกิเลนก็ทำสัญลักษณ์มือส่งไปที่ต้นไม้เหนือศีรษะ จากนั้นก็เดินจากไป
ส่วนภายในจวนอ๋อง ตรงหน้าหลี่อินมีแบบแปลนเรือขนาดใหญ่กางวางอยู่
นี่คือสิ่งที่ลั่วปินหวังทำในช่วงนี้
"ท่านอาจารย์ เรือลำใหญ่นี้ ข้าคิดว่าตัวเองก็หูตากว้างไกลมาตั้งแต่เด็ก แต่กลับไม่เคยพบเห็นมาก่อนเลย"
"เรือลำนี้เรียกว่าเรือมหาสมบัติ เมื่อลมพัดมา ก็แล่นฝ่าคลื่นลมไป" หลี่อินเอามือไพล่หลัง ในหัวจินตนาการถึงภาพเรือมหาสมบัติแล่นฝ่าคลื่นลมบุกเบิกเส้นทางน้ำกลางมหาสมุทร
หากแขวนธงหัวกะโหลกไว้ที่หัวเรือ แล้วเอาผ้าปิดตาจางเซี่ยงสักข้าง แบบนั้นก็คงเข้าท่าดี ไม่ใช่โจรสลัดหรอกหรือ
"คาดว่าจะสร้างเสร็จเมื่อไหร่"
"ท่านอาจารย์ ช่างฝีมือในโรงงานตอนนี้ไม่พอใช้แล้ว หากเรียกตัวมาทั้งหมด ไม่เกินครึ่งปี จะต้องสร้างเสร็จอย่างแน่นอน"
ลั่วปินหวังครุ่นคิดครู่หนึ่ง "แน่นอนว่า ข้าไม่มีทางเรียกตัวช่างฝีมือทั้งหมดในโรงงานออกมาหรอก"
อย่างไรเสีย ตอนนี้ในโรงงานก็ต้องผลิตเกลือป้อนตลาดเป็นจำนวนมาก ผลิตน้ำตาลจำนวนมาก ผลิตกระดาษของต้าถัง ผลิตหลิวหลีจำนวนมาก รวมถึงเครื่องมือเหล็กและสุราแรง ล้วนหยุดไม่ได้แม้แต่วินาทีเดียว
"ไม่เป็นไร เขียนจดหมายไปฉางอัน บอกว่าเจียวโจวต้องการรับสมัครช่างฝีมือ ช่างฝีมือคนใดที่พาครอบครัวมาย้ายถิ่นฐานมาอยู่เจียวโจว จะได้รับค่าแรงเริ่มต้นวันละ 10 เหวิน หากมีความสามารถโดดเด่นก็ไม่มีเพดานจำกัด ขอเพียงยอมมา ก็จะมอบเงินตั้งตัวให้ 100 ก้วน มาถึงปุ๊บก็จ่ายเงินปั๊บ จ่ายค่าเดินทางให้ด้วย"
ลั่วปินหวังถึงกับตาค้าง ไม่ใช่นะ ท่านอาจารย์ หากมีช่างฝีมือมาเยอะขนาดนั้น จะต้องใช้เงินเท่าไหร่กัน
ตอนนี้เงินในคลังของหลี่อินมีเยอะจนไม่มีที่เก็บแล้ว การนำเงินออกไปใช้ เพื่อแลกกับค่าชื่อเสียงต่างหากที่เขาต้องการ
เว่ยเจิงในเวลานี้ก็ตบหน้าอกแสดงความกระตือรือร้นขึ้นมาทันที
"จดหมายฉบับนี้ ข้าจะเป็นคนเขียนเอง ท่านอ๋องพักผ่อนเถิด"
ณ เมืองฉางอัน เวลาครึ่งค่อนวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ม้าสีขาวที่อยู่ด้านหลังนักบวชฝ่าหนีเริ่มมีอาการเหนื่อยล้า พระไตรปิฎกที่บรรทุกอยู่บนหลังถูกวางลงบนพื้น ม้าขาวค่อยๆ ก้มลงกินหญ้าอ่อนทีละคำ
"ม้าขาวของไต้ซือช่างดีเหลือเกิน ขาวจริงๆ"
ตลอดช่วงเช้าที่ผ่านมา นักบวชฝ่าหนีไม่พูดไม่จาเลยสักคำ เอาแต่เดินวนเวียนอยู่ในจวนตระกูลหลู เมื่อเดินไปยังมุมมืดบางแห่ง ก็มักจะขมวดคิ้ว ส่งเสียงครางต่ำๆ ในลำคอ เปลี่ยนท่าทางของมือ ท่องบทสวดมนต์หนึ่งถึงสองคำ หรือบางครั้งก็ถึงกับกระทืบเท้า
เวลาผ่านไปโดยไม่รู้ตัว สถานที่ที่เดินผ่านไปก็เริ่มเยอะขึ้น ภายในจวนอันกว้างใหญ่แห่งนี้ กลับมีสถานที่แบบนี้ถึงกว่า 30 แห่ง ช่างน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก
บรรดาคนของตระกูลใหญ่ต่างก็เหงื่อตกกันหมดแล้ว
"ไต้ซือ หรือว่าไปดูที่เรือนของข้าก่อนดี เรือนของข้าหันหน้าเข้าหาแสงแดด ไม่อับชื้น"
"ข้าว่าไปพักผ่อนที่เรือนของข้าก่อนดีกว่า กินอาหารเจ แล้วค่อยจัดการเรื่องสำคัญก็ยังทันนะ"
ในที่สุด นักบวชฝ่าหนีก็เอ่ยปาก
"ผู้น้อยเสวียนจั้ง เพิ่งกลับมาจากอารามต้าเหลยอินทางทิศตะวันตก สิ่งอัปมงคลบนตัวพวกท่านมีความแตกต่างกันไปมากมาย คาดว่าในบ้านของแต่ละคนคงจะมีของไม่สะอาดอยู่"
"อมิตาภพุทธะ สวรรค์มีเมตตา ในเมื่อผู้น้อยเห็นแล้ว ย่อมไม่อาจนิ่งดูดายได้"
ผู้นำตระกูลหลายคนมองหน้ากัน เสวียนจั้งงั้นหรือ
"ชื่อนี้ฟังดูคุ้นๆ นะ"
"ใช่ ข้าได้ยินมาว่า เมื่อหลายปีก่อนมีนักบวชรูปหนึ่งออกจากฉางอัน เดินทางไปเทียนจู๋ ดูเหมือนจะชื่อเสวียนจั้ง"
"เสวียนจั้งคนนั้นคือเสวียนจั้งคนนี้งั้นหรือ"
"อันนี้ก็ไม่แน่หรอกนะ เทียนจู๋เป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งพุทธศาสนา หรือว่าการเดินทางครั้งนี้ เขาได้กลายเป็นนักบวชชั้นสูงไปแล้ว"
ขณะที่คนเหล่านั้นกำลังซุบซิบกันอยู่ นักบวชฝ่าหนีแทบจะกระเจิงไปกับสายลมแล้ว สาเหตุหลักก็คือศีรษะล้านๆ มันค่อนข้างหนาว
อากาศที่เจียวโจวดีมาก แต่อากาศที่ฉางอันนั้นรับมือไม่ค่อยไหว
ตามแผนการเดิม เขาจะต้องสร้างชื่อเสียงให้โด่งดังในฉางอัน จากนั้นก็ยุยงให้ตระกูลใหญ่ส่งเงินไปทางเจียวโจวให้หมด
เมื่อลองคิดดูแล้ว เรื่องนี้ราวกับปีนขึ้นสวรรค์ ความเจริญรุ่งเรืองของฉางอัน มากกว่าเจียวโจวในตอนนี้ถึง 10 เท่าเป็นอย่างน้อย
คนพวกนี้เป็นคนโง่หรืออย่างไร
นักบวชฝ่าหนียิ้มบางๆ "ในเมื่อพวกท่านเคยได้ยินชื่อเสียงของผู้น้อย เช่นนั้นก็ดีแล้ว"
"วันนี้ผู้น้อยกลับมาที่ฉางอัน หากพวกท่านยินดีจะจัดพิธีสุ่ยลู่ให้ผู้น้อย ผู้น้อยก็จะเป็นคนจัดการขจัดความเดือดร้อนในบ้านให้แก่พวกท่านเอง"
พิธีสุ่ยลู่ ก็แค่การชุมนุมทางพุทธศาสนาที่ยิ่งใหญ่หน่อยเท่านั้น จะเสียเงินสักกี่บาทกันเชียว
"ไต้ซือ ท่านวางใจเถอะ เรื่องนี้ พวกเรารับจัดการเอง"
"ไต้ซือ ท่านดูสิ่งอัปมงคลนี้..."
นักบวชฝ่าหนีพยักหน้า "ไม่ต้องรีบ ในวันจัดพิธีสุ่ยลู่ ผู้น้อยจะลงมือสังหารภูตผีปีศาจด้วยตนเอง"
สูดลมหายใจ เมื่อคำว่าภูตผีปีศาจสองคำปรากฏขึ้น คนของตระกูลใหญ่ก็ไม่สามารถสงบนิ่งได้อีกต่อไป
พระราชวัง หลี่ซื่อหมินกำลังพิจารณากระดาษในมือ เมื่อลูบดูแล้วรู้สึกเรียบเนียนมาก เวลาใช้เช็ดก้น เขาก็ใช้กระดาษนี้ รู้สึกดีมาก
ในเวลานี้เอง เงาดำสายหนึ่งก็ปรากฏขึ้นที่นอกประตู จากนั้นก็มายืนอยู่ในเงามืดของโถงว่าราชการ
"ฝ่าบาท เสวียนจั้งกลับมาแล้วพ่ะย่ะค่ะ"
"เสวียนจั้งหรือ" หลี่ซื่อหมินเลิกคิ้ว "นักบวชที่แอบหนีออกจากดินแดนต้าถัง ไปเทียนจู๋ผู้นั้นน่ะหรือ"
หลี่ซื่อหมินลุกขึ้นยืน ปากก็พึมพำว่า "นักบวชผู้นั้นแอบหนีออกไปในปีนั้น เจิ้นยังคิดว่าเขาต้องตายระหว่างทางแน่นอน คิดไม่ถึงเลยว่าจะยังกลับมาได้"
"ฝ่าบาท เสวียนจั้งบอกว่า ในจวนของตระกูลใหญ่มีสิ่งอัปมงคล พรุ่งนี้เขาจะจัดพิธีสุ่ยลู่ กำจัดภูตผีปีศาจพ่ะย่ะค่ะ"
สมองของหลี่ซื่อหมินตามไม่ทันเล็กน้อย "การกำจัดภูตผีปีศาจเป็นเรื่องของลัทธิเต๋าไม่ใช่หรือ เกี่ยวอะไรกับพุทธศาสนาของเขาด้วย"
เงาดำไม่พูดอะไร เขาก็ไม่รู้เหมือนกัน