เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 830 - การลาจาก

บทที่ 830 - การลาจาก

บทที่ 830 - การลาจาก


บทที่ 830 - การลาจาก

"เอ๊ะ นี่มีคนกำลังหยั่งรู้กฎจินตานงั้นหรือ?"

"ระดับกึ่งจินตาน สัมผัสได้ถึงกฎจินตานที่ว่างเปล่าเป็นครั้งแรก นี่กำลังจะเชื่อมโยงสำเร็จแล้วหรือ?!"

"ธาตุไม้!"

"คนผู้นี้เป็นชายหรือหญิงกันนะ ช่างโชคดีจริงๆ!"

"การเชื่อมโยงกับกฎจินตานที่ว่างเปล่าเป็นเพียงก้าวแรก การจะหยั่งรู้ให้ถ่องแท้ต่างหากคือหัวใจสำคัญ จินตานน่ะไม่ได้สร้างกันง่ายๆ หรอกนะ!"

กฎจินตานที่ว่างเปล่าสายหนึ่งแผ่ลงมายังสถานที่แห่งหนึ่ง โดยที่ค่ายกลบนเรือไม่สามารถขัดขวางได้ เหล่าผู้ฝึกตนจินตานต่างสัมผัสได้ในทันที พวกเขาต่างเคยผ่านช่วงเวลานี้มาแล้วจึงรู้สึกคุ้นเคยเป็นอย่างดี และทำเพียงแค่ยิ้มรับด้วยความยินดีเท่านั้น เพราะการหยั่งรู้และเชื่อมโยงสำเร็จเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น การจะหยั่งรู้ให้ลึกซึ้งต่างหากที่เป็นกุญแจสำคัญ

ยิ่งหยั่งรู้ได้ลึกซึ้งเท่าไหร่ การสร้างจินตานก็จะยิ่งง่ายขึ้นเท่านั้น ความแตกต่างระหว่างหนึ่งส่วนกับสิบส่วนนั้นราวกับฟ้ากับเหว ทว่าก็ยังไม่มีใครที่สามารถหยั่งรู้ได้ถึงสิบส่วนก่อนที่จะเริ่มสร้างจินตาน เพราะพวกเขาไม่มีเวลามากพอ ระยะเวลาสองร้อยกว่าปีนั้นสำหรับคนส่วนใหญ่ถือว่าไม่เพียงเลย แม้แต่กฎจินตานที่ว่างเปล่าก็ยังยากที่จะหยั่งรู้ได้จนจบ

นอกจากผู้ฝึกตนระดับจินตานและกึ่งจินตานแล้ว คนอื่นๆ บนเรือกลับไม่รู้สึกถึงความผิดปกติใดๆ เลย มีเพียงกลุ่มของนิ่งอ๋องที่อยู่ห้องข้างๆ จางเว่ยตงเท่านั้นที่สัมผัสได้อย่างชัดเจนที่สุด

"นั่นคือห้องของจางเว่ยตง!"

"อาจารย์ก้าวเข้าสู่ระดับกึ่งจินตานแล้วหรือ? ช่างเป็นอัจฉริยะจริงๆ!"

"ความหยั่งรู้ของเขาน่าทึ่งนัก เพิ่งจะบรรลุระดับกลั่นลมปราณอิ่มตัว และกำลังจะออกเดินทางแท้ๆ กลับมาทะลวงระดับได้อีกแล้ว!"

"กฎจินตานธาตุไม้!"

เวลาผ่านไป หน้าห้องของจางเว่ยตงเริ่มมีคนมารวมตัวกันและสนทนาด้วยเสียงเบา ทั้งกลุ่มของพระยาจวี้ลู่และภรรยา, นิ่งอ๋อง, ฉินเลี่ยหั่ว, นักพรตคิ้วแดง และแม่นางซู่เยว่ ประตูห้องยังคงปิดสนิท พวกเขาไม่กล้าส่งเสียงรบกวนเพราะกลัวว่าจะไปทำลายการเชื่อมโยงกฎจินตาน ก้าวนี้สำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้ฝึกตนระดับกลั่นลมปราณอิ่มตัว และโอกาสเช่นนี้ไม่อาจปล่อยให้หลุดมือได้

หลังจากเวลาผ่านไปหนึ่งก้านธูป กฎจินตานก็จางหายไป และภายในห้องก็มีกลิ่นอายพลังใหม่ถือกำเนิดขึ้น

"เชื่อมโยงสำเร็จแล้ว!"

"นี่คือกลิ่นอายของระดับกึ่งจินตาน!"

"น้องจางคืออัจฉริยะแห่งโลกการฝึกตนจริงๆ อีกไม่กี่ปีในหมู่ผู้ฝึกตนจินตานคงจะมีคนเพิ่มมาอีกหนึ่งคนแล้ว!" ฉินเลี่ยหั่วกล่าวชมขณะมองไปที่ประตูห้อง

นิ่งอ๋องเองก็มีความรู้สึกร่วมเช่นกัน เขาพยักหน้าพลางกล่าวว่า "จินตานไม่ใช่จุดหมายปลายทางของอาจารย์หรอก!"

"โอ้? สหายท่านมั่นใจในตัวเขาขนาดนั้นเลยหรือ?" ฉินเลี่ยหั่วถามด้วยความประหลาดใจ

"การหยั่งรู้และเชื่อมโยงเป็นเพียงการเริ่มต้น การจะหยั่งรู้กฎจินตานให้ถ่องแท้นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ด่านนี้เปรียบได้กับการเผชิญหน้ากับความตายเลยทีเดียว!" การจะสร้างจินตานนั้น หากสำเร็จก็จะได้เป็นยอดฝีมือจินตาน แต่หากล้มเหลวก็มักจะเกิดการระเบิดของจินตานจนร่างแหลกเหลว คนที่รอดชีวิตมาได้หลังจากล้มเหลวนั้นมีน้อยนิดเหลือเกิน อาจกล่าวได้ว่าด่านการสร้างจินตานนี้ อันตรายยิ่งกว่าการทะลวงระดับจินตานช่วงกลางหรือช่วงปลายเสียอีก

นิ่งอ๋องเงียบไป ความจริงสิ่งที่ฉินเลี่ยหั่วพูดนั้นถูก ทุกคนต่างก็เคยผ่านประสบการณ์นี้มาแล้ว แต่ลึกๆ ในใจเขาก็ยังคงเชื่อมั่นในตัวจางเว่ยตงอย่างมาก

ฉินเลี่ยหั่วได้แต่ยิ้มขื่นเมื่อเห็นนิ่งอ๋องกลับไปทำหน้าเคร่งขรึมไม่ยอมพูดต่อตามนิสัยเดิม

"อืม สำหรับปรมาจารย์ปรุงยาชั้นยอดแล้ว นอกจากดวงจะซวยจริงๆ ด่านจินตานก็น่าจะผ่านไปได้ไม่ยากนัก!" พระยาจวี้ลู่ให้ความเห็นออกมาหนึ่งประโยค

ฉินเลี่ยหั่วกล่าวเสริม "นั่นสินะ ปรมาจารย์ปรุงยาน่ะเป็นกลุ่มคนที่ร่ำรวยที่สุดเลย แต่น่าเสียดายที่น้องจางมักจะไม่ค่อยรับงานปรุงยาให้ใคร..."

แม้จะรู้ดีว่าวิชาปรุงยาของจางเว่ยตงนั้นสูงส่งมาก แต่ตั้งแต่ขึ้นเรือมา ทุกคนก็ยังไม่เคยเห็นเขาปรุงยาให้ใครเลย แม้แต่คำสัญญาที่ให้ไว้ก็ถูกเลื่อนออกไปก่อน จางเว่ยตงดูเหมือนจะเป็นผู้ฝึกตนที่มุ่งมั่นกับการฝึกตนมากกว่าจะเป็นปรมาจารย์ปรุงยาที่ใช้ชีวิตอย่างสำราญ

ทุกคนรออยู่อีกครึ่งชั่วโหม่ง ในที่สุดประตูห้องก็เปิดออก ทุกคนเตรียมจะเข้าไปแสดงความยินดี แต่คนที่เดินออกมากลับทำให้ทุกคนต้องเงียบกริบ

"เอ่อ..."

"เจ้าหนุ่มมู่เหย่? เป็นเจ้านี่เอง! ทำไมเจ้าถึงอยู่ในนั้นได้ล่ะ? เอ๊ะ เจ้าก้าวเข้าสู่ระดับกึ่งจินตานแล้วงั้นหรือ?" ฉินเลี่ยหั่วจ้องมองมู่เหย่ถงด้วยความประหลาดใจ และพบว่ากลิ่นอายของเขาเปลี่ยนไปแล้ว มันเริ่มแฝงไปด้วยพลังของจินตาน

มู่เหย่ถงเองก็ตกใจที่เห็นคนมารวมตัวกันมากขนาดนี้ เขาจึงรีบตอบว่า "ท่านอาฉิน และผู้อาวุโสทุกท่าน ครั้งนี้ต้องขอบคุณเว่ยตงที่ช่วยเหลือให้ข้าได้หยั่งรู้ข้างๆ จนเชื่อมโยงกฎจินตานได้สำเร็จในที่สุด..."

"โอ้? เจ้าเชื่อมโยงกับกฎธาตุอะไรหรือ?" ฉินเลี่ยหั่วรีบถามด้วยความสงสัย

"ธาตุไม้ครับ..."

"อย่าบอกนะว่าคนที่เชื่อมโยงกฎธาตุไม้ก่อนหน้านี้คือเจ้า? แล้วน้องจางล่ะ? ล้มเหลวหรือ?" ฉินเลี่ยหั่วตกใจ ทุกคนต่างก็รู้สึกว่าหน้าแตกกันไปตามๆ กันที่แสดงความยินดีผิดคน

มู่เหย่ถงกำลังจะตอบ ประตูก็เปิดออกอีกครั้ง ครั้งนี้จางเว่ยตงเดินออกมา ตัวเขายังคงไม่มีกลิ่นอายพลังบ่มเพาะราวกับสามัญชน ทว่าตอนนี้ไม่มีใครกล้ามองว่าเขาเป็นคนธรรมดาอีกแล้ว แม้แต่พวกพระยาจวี้ลู่เองก็แอบประหลาดใจในสถานะของจางเว่ยตง และพากันเดาไปต่างๆ นานาว่านี่คือวิชาปิดบังลมปราณอันอัศจรรย์แบบไหนกันแน่?

"ขอบคุณทุกคนที่เป็นห่วงครับ..." จางเว่ยตงประสานมือยิ้มทักทาย

ฉินเลี่ยหั่วรีบคว้ามือเขาไว้แล้วถามทันที "น้องจาง เมื่อกี้เจ้าได้ฝึกตนด้วยไหม ได้เชื่อมโยงกฎหรือเปล่า?"

จางเว่ยตงตอบอย่างเลี่ยงไม่ได้ "ฝึกครับ แต่ยังขาดไปอีกนิดหน่อย!"

"ล้มเหลวหรอกหรือ? ไม่เป็นไรหรอก วันหน้ายังมีโอกาสอีกเยอะ!" ฉินเลี่ยหั่วกล่าวด้วยความผิดหวังเล็กน้อยก่อนจะรีบพูดปลอบใจเมื่อรู้สึกว่าตัวเองพูดไม่ค่อยดีนัก

"ไม่เป็นไรครับไม่ต้องปลอบข้าหรอก ข้าแค่ลองดูเฉยๆ จะสำเร็จหรือไม่ก็ไม่สำคัญ แต่การเชื่อมโยงกฎจินตานนี่มันยากกว่าที่ข้าคิดไว้จริงๆ..." จางเว่ยตงยิ้มตอบ เขาไม่มีท่าทีท้อแท้หรือเสียใจให้เห็นเลยแม้แต่น้อย ใบหน้ายังคงเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้ม จนทุกคนคิดว่าเขากำลังฝืนยิ้มทั้งที่ในใจเศร้าโศก

มู่เหย่ถงที่อยู่ข้างๆ อยากจะช่วยอธิบายให้จางเว่ยตงบ้าง แต่เขาก็มีความสงสัยอยู่ในใจเช่นกันจึงเงียบไป แต่ลึกๆ เขายังคงเชื่อมั่นว่าการที่เขาสามารถ "เห็น" กฎจินตานได้มากมายขนาดนั้นต้องเกี่ยวข้องกับจางเว่ยตงแน่ๆ ไม่อย่างนั้นเขาหยั่งรู้มาตั้งหลายปีก็ไม่เคยสำเร็จ แต่ทำไมครั้งนี้ถึงได้สำเร็จเสียอย่างนั้น ทว่าเรื่องที่น่าแปลกใจที่สุดคือจางเว่ยตงที่เป็นคนช่วยกลับเชื่อมโยงไม่ได้ แต่เขาสที่เป็นคนดูเฉยๆ กลับทำได้สำเร็จจนน่าตกใจ

ความจริงแล้ว การเชื่อมโยงของจางเว่ยตงนั้นยากเย็นกว่าของมู่เหย่ถงเป็นร้อยเป็นพันเท่า กฎจินตานนับหมื่นสายปรากฏขึ้นมาตรงหน้าจางเว่ยตง แต่เขากลับไม่พบกฎสายไหนที่สามารถเชื่อมโยงกับตัวเองได้เลย อาจจะมีอยู่แต่เขากลับหาไม่เจอในครั้งนี้

เขาคิดว่าเรื่องนี้ช่างประหลาดและพิกลนัก เขามองเห็นกฎจินตานนับหมื่นสายที่เรียงรายกันแน่นขนัดและดูเหมือนจะคว้ามาได้ง่ายๆ แต่กลับไม่มีสายไหนเลยที่ให้ความรู้สึกผูกพันหรือมีวี่แววว่าจะเชื่อมโยงกับเขาได้เลยแม้แต่น้อย

เรื่องนี้ต่างจากที่เขาจินตนาการไว้ไกลลิบ เดิมทีเขาคิดว่าเมื่อระดับพลังและสัมผัสศักดิ์สิทธิ์บรรลุระดับกลั่นลมปราณอิ่มตัวแล้ว การก้าวข้ามด่านที่สำคัญนี้น่าจะเป็นเรื่องง่ายดายเหมือนการจิ้มกระดาษหน้าต่างให้ทะลุ แต่ความเป็นจริงกลับไม่เป็นเช่นนั้น สุดท้ายจางเว่ยตงก็เหมือนแมลงวันที่บินไปมาอย่างไร้ทิศทาง พยายามพุ่งชนไปทั่วแต่ก็ยังหาไม่เจอกฎที่ตนเองต้องการ ในตอนนั้นเขามีความคิดที่จะฝืนเชื่อมโยงกฎสักสายหนึ่งขึ้นมา แต่โชคดีที่ยังคุมสติไว้ได้และไม่วู่วามจนเกินไป

หลังจากออกจากสมาธิ จางเว่ยตงได้ครุ่นคิดอย่างหนักและได้ผลลัพธ์ที่เป็นไปได้ประการหนึ่ง การที่ครั้งนี้หาไม่เจอกฎที่ต้องการ อาจจะเกี่ยวข้องกับผลเต๋าแห่งโชคชะตาที่เขากำลังหยั่งรู้อยู่ เส้นทางของเขาถูกกำหนดไว้แล้ว เขาต้องเชื่อมโยงกับกฎจินตานที่ว่างเปล่าและเกี่ยวข้องกับโชคชะตาเท่านั้น หากเป็นเช่นนี้เรื่องนี้ย่อมเร่งรีบไม่ได้

เขาอาจจะยังเดินมาไม่ถึงจุดนั้น และเนื่องจากใกล้จะเข้าสู่ดินแดนไอหยินแล้ว เวลาจึงไม่อำนวย จางเว่ยตงจึงตัดสินใจยุติการเชื่อมโยงไว้ก่อน และค่อยกลับมาหาวิธีแก้ปัญหาภายหลัง

เนื่องจากคิดว่าจางเว่ยตงกำลังฝืนยิ้ม ฉินเลี่ยหั่วจึงชวนเขาไปที่หอสุราเพื่อพักผ่อนหย่อนใจและถือเป็นการเลี้ยงส่ง โดยมีนิ่งอ๋อง, นักพรตคิ้วแดง, ฮูหยินจวี้ลู่, แม่นางซู่เยว่ และมู่เหย่ถงมาร่วมด้วย ส่วนพระยาจวี้ลู่นั้นไม่ได้มา แม้จะดื่มสุราไม่ได้แต่ก็ใช้ชาแทน ส่วนอาหารถูกสั่งมามากมาย หลายอย่างทำจากวัตถุดิบชั้นเลิศในทะเล ซึ่งจางเว่ยตงก็เพลิดเพลินกับมันมาก ตั้งแต่ขึ้นเรือมาเขายังไม่เคยเข้าหอสุราใหญ่ๆ เลย พอนึกดูแล้วก็น่าเสียดายเหมือนกัน

มีคนเคยพูดว่า การมุ่งมั่นฝึกตนก็เพื่อชีวิตที่ดีขึ้นและการหาความสุขที่มากกว่าเดิม จางเว่ยตงเห็นว่าคำพูดนี้มีเหตุผลทีเดียว อย่างน้อยก็ในเรื่องของการกินการดื่มนี่แหละ

หลังจากการพบปะสังสรรค์จบลงและแยกย้ายกับทุกคน จางเว่ยตง นิ่งอ๋อง และนักพรตคิ้วแดงก็ได้เดินขึ้นมาบนดาดเรือ บริเวณหัวเรือมีบรรพชนมาถึงแล้ว เมื่อเห็นทั้งสามคนก็เพียงแต่พยักหน้าให้เบาๆ แล้วหันไปจ้องมองหมอกไอหยินที่อยู่ไกลออกไปหมื่นจ้างด้วยความเหม่อลอย

จางเว่ยตงทั้งสามสัมผัสได้ถึงบรรยากาศอันเคร่งเครียด เดิมทีอยากจะคุยอะไรกันบ้างแต่ตอนนี้ก็ไม่กล้าพูด จึงได้แต่หลับตาพักผ่อนกันไป เพียงครู่เดียว บรรพชนท่านอื่นๆ ก็มาถึงจนครบถ้วนแต่ต่างก็นิ่งเงียบไร้คำพูด

จีเทียนหลิน ผู้อาวุโสแห่งหอเทพโอสถ แม้ระดับพลังจะไม่สูงสุด แต่ใบหน้าดูเป็นมิตรที่สุด และชอบเป็นคนกลางคอยประสานงานและดำเนินกิจกรรมต่างๆ ทุกครั้งที่มีการรวมตัวเขามักจะเป็นคนเปิดบทสนทนาเสมอ

"ในเมื่อทุกคนมาถึงและเตรียมตัวพร้อมแล้ว ตอนนี้ก็นำกุญแจออกมาเถอะ..." จีเทียนหลินกวาดสายตามองทุกคนก่อนจะทำลายความเงียบ

จางเว่ยตงและคนอื่นๆ นำกุญแจออกมา ทันทีที่กุญแจทั้งสิบเอ็ดดอกเข้าใกล้กัน แสงสีทองเจิดจ้าก็พลันเชื่อมโยงถึงกัน ปรากฏเป็นภาพวังทองคำตรงกลาง และที่หน้าวังนั้นมีสัตว์ประหลาดสี่เท้าที่มีเขาเดี่ยวสีเงินกำลังโบยบินและคำรามกึกก้อง ท่ามกลางแสงสีทองนั้นมันดูโดดเด่นจนน่าเกรงขาม เมื่อละสายตาออกไป กลิ่นอายนั้นก็ดูเหมือนจะเลือนหายไปทันที

"เป็นยอดฝีมือระดับจักรพรรดิอสูรอิ่มตัวจริงๆ กลิ่นอายเพียงเล็กน้อยนี้ แม้จะผ่านไปหลายหมื่นปีแล้ว ก็ยังข่มขวัญยอดฝีมือจินตานได้อยู่!" ราชันอสูรอ๋าวเฟิงมีสีหน้าเคร่งขรึมอย่างหาได้ยากพลางพึมพำออกมา แววตาของเขาเต็มไปด้วยความหลงใหล จักรพรรดิมังกรทะเลเงินคือเป้าหมายที่เขาใฝ่ฝันถึงอย่างชัดเจน

ความจริงแล้ว เมื่อถึงระดับจักรพรรดิอสูร ย่อมสามารถแปลงกายเป็นมนุษย์ได้อย่างสมบูรณ์ แต่ตอนนี้อ๋าวเฟิงยังแปลงกายไม่สมบูรณ์นัก เนื่องจากไม่สามารถขัดเกลาเขาหยกขาวบนศีรษะได้ หรือบางทีเขาอาจจะไม่อยากปิดบังมัน เพราะนั่นคือสัญลักษณ์และความภาคภูมิใจของเผ่ามังกรทะเลหยก และอ๋าวเฟิงสัมผัสได้ลึกๆ ว่า หากกลิ่นอายนี้ถูกปล่อยออกมาอย่างเต็มที่ มันสามารถสังหารตัวตนอย่างเขาได้ในพริบตา

"ตัวตนระดับจักรพรรดิอสูรหรือยอดเทพวิญญาณก่อเกิดนี่น่ากลัวจริงๆ!" หวังเทียนหลงแห่งหอแปดสมบัติจ้องมองเงาของจักรพรรดิมังกรทะเลเงินที่โบยบินอยู่ด้วยสายตาที่เป็นประกายพลางกล่าวออกมา คนอื่นๆ ต่างพากันเงียบงันแต่แววตานั้นปิดไม่มิด

"โอกาสในวังมังกรมีเพียงครั้งเดียว ใครจะพบวาสนาของตนหรือไม่นั้น ย่อมขึ้นอยู่กับความสามารถและวาสนาของแต่ละคน เรื่องนี้ทุกคนเห็นพ้องต้องกันใช่หรือไม่?" จีเทียนหลินกล่าวอย่างเคร่งขรึม

"ย่อมเป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว!" ทุกคนพยักหน้า

"ทว่า ก่อนจะเข้าไปในวังมังกร ทุกท่านต้องมีข้อตกลงร่วมกันอย่างหนึ่ง คือห้ามลงมือต่อกันโดยไม่มีเหตุผล เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุกับกุญแจวังมังกร มิฉะนั้นทุกคนคงต้องคว้าน้ำเหลวกันหมด!" จีเทียนหลินกล่าวต่อ

"หากมีใครแหกกฎนี้ คนอื่นๆ สามารถร่วมกันจัดการได้ทันที!"

"ใครกล้าฝ่าฝืน ก็คือศัตรูของข้า จะต้องอยู่กันไปข้างหนึ่ง!" ราชันอสูรอ๋าวเฟิงเอ่ยปากเป็นคนแรก

"ถูกต้อง ทุกคนควรเห็นแก่ส่วนรวมเป็นสำคัญ ก่อนจะเข้าวังมังกร ทางที่ดีอย่าได้แตกคอกันเอง มิฉะนั้นจะต้องรับผิดชอบต่อผลที่ตามมาจากการทำให้ทุกคนโกรธแค้น เฮอะๆ!"

"ไม่มีปัญหา!"

"ดี ในเมื่อเห็นตรงกันแล้ว เช่นนั้นก็ตกลงตามนี้ ตอนนี้ให้รวมปราณแท้เข้าไป!"

กุญแจทั้งสิบเอ็ดดอกพลันสาดแสงสีทองออกมาอย่างรุนแรง ก่อตัวเป็นเส้นทางเสมือนจริงที่ทอดตรงไปข้างหน้า

"ตามมา ไปกันเถอะ!" ทุกคนต่างมีกำลังใจและพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า

"อาจารย์ เชิญ!"

"สหายท่าน เช่นนั้นข้าไม่เกรงใจแล้วนะ!" นิ่งอ๋องโยนกระบี่บินออกมา มันขยายใหญ่ขึ้นจนกว้างหนึ่งจ้างก่อนจะเชิญให้จางเว่ยตงขึ้นไปยืน และพุ่งตามทุกคนไป

"รักษาตัวด้วย!" จางเว่ยตงยืนบนกระบี่ใหญ่พลางประสานมือลาพวกฉินเลี่ยหั่ว ก่อนจะหันหลังมุ่งหน้าต่อไปอย่างเด็ดเดี่ยว

"รักษาตัวด้วย!" นิ่งอ๋องพูดน้อยเพียงพยักหน้าให้ทุกคนแล้วบังคับกระบี่ตามขบวนไป ส่วนนักพรตคิ้วแดงที่บินเคียงข้างมาก็ดูจะตื่นเต้นไม่น้อย เขาโบกมือลาอย่างสง่างาม

ทั้งสิบห้าคนจากไปแล้ว บนดาดเรือยังมีบางคนที่มาส่ง และเฝ้ามองทุกคนที่หายลับไปในหมอกไอหยินด้วยเสียงทอดถอนใจและเงียบงันไปตามๆ กัน

"เรือหวงเฟิงออกเดินทาง เตรียมข้ามผ่านดินแดนไอหยิน ทุกคนเตรียมพร้อมรับมือศัตรู!" เสียงคำรามกึกก้องดังมาจากบนเรือ นั่นคือเสียงของผู้อาวุโสหลิว

(จบแล้ว)

จบบทที่ บทที่ 830 - การลาจาก

คัดลอกลิงก์แล้ว