- หน้าแรก
- สืบทอดกิจการหนี้สามสิบล้าน สู่แหล่งท่องเที่ยวอันดับหนึ่งของโลก
- ติดหนี้สามสิบล้าน 245 พระภิกษุมาเยือน
ติดหนี้สามสิบล้าน 245 พระภิกษุมาเยือน
ติดหนี้สามสิบล้าน 245 พระภิกษุมาเยือน
ติดหนี้สามสิบล้าน 245 พระภิกษุมาเยือน
พระภิกษุบนสะพานมองไปที่สวี่จิ้ง
เพียงแค่การมองแวบเดียว ก็ราวกับสายลมเย็นพัดผ่าน นำพาเม็ดทรายเล็กๆ เฉียดผ่านปลายจมูก
กลิ่นอายของฝุ่นดินโบราณและป่าเขาจางๆ โอบล้อมสวี่จิ้งเอาไว้
ทำให้จิตใจของเขาสงบลง
นั่นคือพระนักบวชผู้บำเพ็ญทุกรกิริยา
ต่อให้สวี่จิ้งจะไม่ได้ศึกษาธรรมะ เขาก็ยังสามารถมองเห็นความศรัทธาของพระภิกษุรูปนี้ที่อาจจะเดินทางข้ามน้ำข้ามเขามา จากสัมภาระอันหนักอึ้งและรองเท้าฟางที่สึกหรอ
สวี่จิ้งประนมมือสองข้าง โค้งคำนับพระภิกษุรูปนั้นจากระยะไกล จากนั้นก็ยื่นมือออกไปชี้บอกทางให้เขา
พระภิกษุรูปนั้นก็เผยรอยยิ้ม โค้งคำนับอย่างลึกซึ้งเพื่อตอบรับ ก่อนจะก้าวเดินออกไปทีละก้าวอย่างแน่วแน่ มุ่งหน้าสู่เส้นทางขึ้นเขา
บางทีอาจเป็นเพราะการโปรโมตได้ผล หรือบางทีคนเหล่านี้อาจจะเคยได้ยินตำนานแสงพุทธะบนยอดภูเขาหานซานมาตั้งนานแล้ว
แต่หลังจากพระภิกษุรูปนั้นจากไป ก็มีพระภิกษุรูปอื่นๆ ทยอยปะปนเข้ามากับกลุ่มนักท่องเที่ยวอย่างเงียบๆ
เหล่านักท่องเที่ยวพากันมองสำรวจด้วยความอยากรู้อยากเห็น แต่พระภิกษุส่วนใหญ่มองตรงไปข้างหน้า แววตาสงบนิ่ง สีหน้าเยือกเย็น เพียงแค่ปีนเขาไปอย่างเงียบๆ
มีพระภิกษุที่อายุน้อยกว่าสองสามรูปยิ้มตอบรับ และรู้สึกชื่นชมกับทิวทัศน์ของภูเขาต้าหาน
และยังมีอีกหนึ่งหรือสองรูป...
อืม
สวี่จิ้งมองดูพระอ้วนสองรูปที่สวมจีวรสีเหลือง พุงพลุ้ยอ้วนท้วน มีลูกประคำขนาดเล็กใหญ่พันรอบตัวชั้นแล้วชั้นเล่า ขณะที่เดินไปมาก็มีเสียงโลหะกระทบกันดังแว่วมาจากใต้จีวร
เขาก็เผยรอยยิ้มออกมาเช่นกัน
พระอ้วนมีเยอะแยะไป แต่สองรูปนี้... มองแวบเดียวก็รู้ว่าตั้งใจมาหาเรื่อง
สวี่จิ้งเผยรอยยิ้มเช่นเดียวกัน พร้อมกับยื่นมือชี้บอกทางให้พวกเขา
ทั้งสองคนประดับรอยยิ้ม พยักหน้าตอบรับ ทว่าแววตากลับจับจ้องอยู่ที่สวี่จิ้งอย่างคลุมเครือตลอดเวลา
“...คนนั้นก็คือสวี่จิ้งงั้นเหรอ”
“น่าจะเป็นเขาแหละ หึ ก็แค่เด็กเมื่อวานซืนคนหนึ่ง...”
“ทำเป็นเล่นตัวลึกลับ วันนี้เราสองคนจะแฉเขาให้ดู!”
“ไป...”
เสียงวิพากษ์วิจารณ์แผ่วเบาของทั้งสองคนลอยไปตามสายลม ไม่รู้ว่าสวี่จิ้งได้ยินหรือไม่ เขายังคงยืนนิ่งเงียบอยู่ที่เดิม พลางฮัมเพลงเบาๆ
รอคอยให้แขกของเขาเดินเข้าภูเขาไป
“มาแล้ว”
เขามองตรงไปข้างหน้า ดวงตาเผยรอยยิ้ม มองดูร่างผู้ใหญ่สองเด็กสองที่กำลังกระโดดโลดเต้นเดินทอดน่องมาจากสุดปลายทาง...
————
เส้นทางขึ้นเขาอันราบเรียบเป็นทางที่ต้องเดินผ่าน นักท่องเที่ยวทุกคนทยอยเดินทางมาถึงสถานีม้าชาโบราณท่ามกลางร่มเงาไม้เขียวขจี
สถานีม้าชาโบราณในวันนี้ ค่อนข้างพิเศษเล็กน้อย
การเล่านิทาน ไม่จำเป็นต้องรวบรวมพลังงาน จะมีการเล่าทุกๆ หนึ่งชั่วโมง แต่เนื้อหาจะเป็นแบบสุ่ม
ส่วนน้ำชาและของว่างล้วนให้บริการฟรี ทั้งด้านในและด้านนอกประตู ล้วนมีจุดบริการน้ำดื่มที่เตรียมไว้สำหรับพระภิกษุโดยเฉพาะ
มีนักท่องเที่ยวบางคนแอบเข้าไปนั่งข้างใน เพื่อรอชมการแสดงรอบแรกของวันนี้
และก็มีพระภิกษุเดินเข้าไปอย่างเงียบๆ หลังจากขอน้ำชาหนึ่งถ้วยและดื่มจนหมด ก็เดินทางขึ้นเขาต่อไป
เมื่อออกมาจากสถานีม้าชาโบราณ เส้นทางขึ้นเขาก็ปรากฏขึ้นสามสาย
ทางขวาสุด คือเส้นทางขึ้นลงเขาอันราบเรียบระดับเริ่มต้น ความยากต่ำมาก ภูมิประเทศราบเรียบ ระหว่างช่องว่างของยอดเขามีสะพานแขวนเชื่อมต่อกัน ตลอดทางมีทิวทัศน์งดงามและอุณหภูมิที่เหมาะสม
ส่วนทางขวาที่ค่อนมาทางตรงกลาง คือเส้นทางปีนเขาระดับความยากปานกลาง ประกอบด้วยเส้นทางอันตรายแปลกประหลาดอย่างทางแยกสามแพร่ง เส้นทางผู้กล้า บันไดไต่เมฆา บันไดสวรรค์ 999 ขั้น เป็นต้น สามารถทำให้นักปีนเขาสัมผัสได้ถึงความงดงามตระการตาของภูเขาต้าหาน ทิวทัศน์งดงามเกินบรรยาย ระหว่างทางขึ้นลง หัวใจจะเต้นรัวราวกับตีกลองไม่หยุดหย่อน
และทางซ้ายสุด คือเส้นทางปีนเขาพิเศษที่เพิ่งเปิดใหม่
พวกผิงผิงและกลุ่มของโจวพั่วเป็นผู้นำหน้า หลังจากดื่มชาเสร็จก็รีบเดินทางมาถึงที่นี่ เมื่อมองดูป้ายขนาดใหญ่ตรงหน้า ก็เผยรอยยิ้มออกมา
[กระเช้าลอยฟ้าเมฆาเหิน]
เชือกเส้นหนาพุ่งตรงเข้าไปในส่วนลึกของมวลเมฆ ที่นั่งที่หมุนไปข้างหน้าค่อยๆ เลื่อนไป ก่อนจะถูกพนักงานขวางเอาไว้
“กลุ่มละสี่คน นั่งให้เรียบร้อยแล้วออกเดินทางได้”
ในที่สุด!
ผิงผิงนั่งลงไปด้วยความตื่นเต้น พร้อมกับถอนหายใจด้วยความสบาย
“ภูเขาว่านหยวนเอ๋ย... ในที่สุดก็ทำให้ฉันสบายได้สักที...”
“ทำไมล่ะ” โจวเหยี่ยหัวเราะหยอกล้อ “เมื่อก่อนไม่สบายเหรอ”
“เมื่อก่อนก็สบาย แต่เหนื่อยก็คือเหนื่อยจริงๆ นะ...”
จู้โส่วพยักหน้าอย่างบ้าคลั่งอยู่ด้านข้าง
การเที่ยวเล่นในภูเขาว่านหยวน ไม่ใช่แค่การดูเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องขยับตัวตามไปด้วย ทุกครั้งก็ทำเอาพวกเขาเล่นจนเหงื่อท่วมตัว
คราวนี้ดีเลย นอกจากการนั่งกระเช้าขึ้นเขาอย่างสบายๆ แล้ว ต่อให้ไม่ชอบปีนเขา ก็สามารถมาชมทิวทัศน์อันงดงามของภูเขาต้าหานบนยอดเขาได้แล้ว
พวกเขาหัวเราะ นั่งลงอย่างเป็นระเบียบทีละคน แล้วมุดเข้าไปในมวลเมฆพร้อมกับกระเช้าลอยฟ้า
ส่วนคนอื่นๆ ยังคงนั่งดื่มชาอยู่ในสถานีม้าชาโบราณ เพื่อรอคอยการมาถึงของนักเล่านิทาน
กริ๊ง~
เสียงกระดิ่งประตูดังขึ้น เฉิ่นจวงหันขวับไปด้วยความตื่นเต้น และหันกลับไปมองพร้อมกับนักท่องเที่ยวคนอื่นๆ
แต่...
หืม?
คนที่เข้ามาไม่ใช่นักเล่านิทาน แต่เป็นผู้ใหญ่สองเด็กสอง
นักพรตสองคนที่สวมชุดนักพรตสีน้ำเงินอมม่วง สวมหมวกทรงสูงใบเล็ก เดินยิ้มเข้ามาใกล้
บนตัวของนักพรตหนุ่มมีเด็กสองคนถูกอุ้มและกอดไว้ทางซ้ายและขวา...
กลับกลายเป็นลิงสองตัว
“ราชันวานรเหรอ”
“เวรเอ๊ย”
“ฉันตาฝาดไปหรือเปล่า นั่นมันราชันวานรแห่งหน้าผาอธิษฐานบนภูเขาศักดิ์สิทธิ์ไม่ใช่เหรอ”
“นายไม่ได้ตาฝาดหรอก เพราะฉันก็เห็นเหมือนกัน...”
“ไม่ใช่สิ แล้วลิงตัวนั้นเป็นใครอีกล่ะ ฉันเหมือนจะเคยเห็นเมื่อไม่นานมานี้ ราชันวานรชอบมากเลยนะ กอดรัดฟัดเหวี่ยงทุกวัน...”
“มีแค่ฉันหรือเปล่าที่อยากถาม ว่าทำไมพวกมันสองตัวถึงตามนักพรต... ขึ้นเขามาในวันที่วัดหมื่นพุทธะเปิดทำการวันนี้ล่ะ”
เฉิ่นจวงหันไปมองเสี่ยวหลี่ เสี่ยวหลี่เองก็มีสีหน้างุนงง พร้อมกับโบกมือปฏิเสธเป็นพัลวัน
เขาก็ไม่รู้เหมือนกัน
“บางทีอาจเป็นเพราะการโปรโมต ที่บอกว่าผู้ถือใบรับรองผู้ถือศีลสามารถมาได้ทั้งหมด”
“ใบรับรองผู้ถือศีลนี้ไม่ได้มีแค่พระภิกษุเท่านั้นที่มี นักพรตก็มีเหมือนกัน...”
แต่นักพรตมาเยี่ยมชมวัดพุทธ ไม่ว่าจะมองยังไงก็รู้สึกแปลกประหลาดมาก
อีกอย่าง มาเองก็แล้วไปเถอะ ทำไมถึงพากลิงของภูเขาศักดิ์สิทธิ์มาด้วยล่ะ
ระหว่างพวกเขามีความสัมพันธ์อะไรกันแน่
เจินจวินจื่อเห็นทุกคนมองมาที่พวกเขาสองคน... ลิงบนตัวของพวกเขา จึงจัดแจงให้เหยากวงจื่อนั่งลงก่อน จากนั้นก็ยิ้มให้ทุกคน
“ต้าเซิ่งมีวาสนากับฉัน การมาเยือนในครั้งนี้ มันก็เป็นฝ่ายตามมาเอง~”
ทุกคนยังคงมีสีหน้าสงสัย เจินจวินจื่อจึงตบหน้าผากตัวเอง
“อ้อ! ต้าเซิ่งก็คือราชันวานรตัวนี้ เขามีชื่อนะ... ผู้ตอนรับเป็นคนตั้งให้”
อ้อ!!
ทุกคนกระจ่างแจ้งในทันที จากนั้นก็จ้องมองเขาอีกครั้ง
สรุปว่านายก็เลยพาต้าเซิ่งกับแฟนของมันมาด้วยงั้นเหรอ
“ไม่ใช่สิ... พวกนายมองด้วยสายตาแบบนี้หมายความว่ายังไง”
เจินจวินจื่อยืดอกขึ้น นึกถึงคำอธิบายของสวี่จิ้ง
“เดิมทีเสี่ยวเสียก็อยู่บนภูเขาลูกนี้อยู่แล้ว เธออยากกลับมาดู ฉันก็เลยมาส่งเธอ... ตามหลักแล้ว ต้าเซิ่งทำแบบนี้เรียกว่าตามกลับบ้านแม่ยาย!”
สมแล้วที่เป็นนักพรต
อธิบายได้ชัดเจนแจ่มแจ้ง
เมื่อเห็นว่าทุกคนไม่ถามอะไรแล้ว เขาจึงอุ้มเสี่ยวเสียแล้วนั่งลง พร้อมกับเหวี่ยงต้าเซิ่งไปไว้ข้างๆ
เจ้าลิงแสบตัวนี้ ไม่รู้หรือไงว่าตัวเองหนักแค่ไหน
ทับอยู่บนตัวเขาราวกับภูเขาไท่ซานกดทับ ทำเอาเขาเหนื่อยแทบตาย!
ไปอยู่ข้างๆ เลยไป!
ต้าเซิ่งเหลือบมองเขา แล้วกระโดดขึ้นไปบนโต๊ะ กำลังเตรียมจะหยิบถ้วยชาบนโต๊ะมาเล่น ก็ถูกเด็กรับใช้ในโรงน้ำชาที่พุ่งพรวดเข้ามาแย่งไปพร้อมกับรอยยิ้ม
“ต้าเซิ่ง!!! ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า!”
เขาหัวเราะเสียงดังอย่างโอเวอร์ พร้อมกับยัดถ้วยรูปทรงลูกท้อแบบพิเศษให้กับราชันวานร
“คุณใช้ถ้วยนี้ดื่มนะ~”
ต่อให้เป็น “NPC” ดาวเด่นของแหล่งท่องเที่ยวของพวกเขา ก็ต้องระวังเรื่องการติดเชื้อข้ามสายพันธุ์ สะอาดและถูกสุขอนามัยไว้ก่อน!
ราชันวานรยืนอยู่บนโต๊ะ หางตั้งตรงดิ่ง ขนหน้าอกอันกำยำสั่นไหวไปมา ค่อยๆ รับถ้วยลูกท้อมา
เจินจวินจื่อลูบก้นมัน เป็นการส่งสัญญาณให้มันลงมาดื่ม
ต้าเซิ่งจึงลื่นไหลลงมาอย่างว่าง่าย แล้วนั่งพิงอยู่ข้างๆ เสี่ยวเสีย
[ที่นี่คือบ้านของเธอเหรอเจี๊ยก]
[เมื่อก่อนไม่ได้หน้าตาแบบนี้... แต่บ้านของฉันอยู่บนภูเขา เดี๋ยวขึ้นไปแล้วจะให้ดูนะเจี๊ยก!]
ทุกคนนั่งลงประจำที่ แสงไฟหรี่ลง พร้อมกับเสียงกระดิ่งลมดังกริ๊ง นักเล่านิทานก็มาถึงอย่างอ้อยอิ่ง
“นิทานในรอบนี้ จะเล่าเรื่องราวที่พิเศษสักหน่อย...”
“เรื่องราวมีชื่อว่า——ของขวัญจากเทพแห่งแม่น้ำ”
“ท่านผู้ชมทุกท่าน จะถือว่าเรื่องราวนี้... เป็นแค่เรื่องไร้สาระก็ได้...”