- หน้าแรก
- ใครกันที่ทำให้เขาต้องกลายเป็นวายร้าย
- บทที่ 13 เผยอานุภาพ "เคล็ดวิชาคืนชีพ"
บทที่ 13 เผยอานุภาพ "เคล็ดวิชาคืนชีพ"
บทที่ 13 เผยอานุภาพ "เคล็ดวิชาคืนชีพ"
บทที่ 13 เผยอานุภาพ "เคล็ดวิชาคืนชีพ"
คุณย่าหวังที่กำลังจับมือฉินเกอและนั่งยิ้มแก้มปริอยู่บนโซฟา ได้ยินคำแก้ตัวของเจียงอิงเสวี่ยเข้าพอดี
เธอหันไปมองฉินเกอที่นั่งอยู่ข้างๆ และในพริบตาเดียว สีหน้าของเธอก็ดูไม่เป็นธรรมชาติขึ้นมาเล็กน้อย
เจียงอิงเสวี่ยใจเต้นตึกตัก
เธอรู้สึกเสียใจจนอยากจะตบปากตัวเองซะเดี๋ยวนี้เลย
จบกัน!
ข้ออ้างนี้มันฟังไม่ขึ้นเอาซะเลย
เธอเพิ่งจะบอกไปหยกๆ ว่าฉินเกอกำลังคุยธุรกิจอยู่ แต่เสี้ยววินาทีต่อมา เขากลับมาโผล่พรวดอยู่ข้างๆ คุณย่าของเธอซะงั้น
นี่มันตบหน้าตัวเองฉาดใหญ่ชัดๆ
ที่สำคัญที่สุดคือ คุณย่าเป็นคนหัวไวมาก ท่านต้องเดาอะไรออกแน่ๆ
เจียงอิงเสวี่ยจ้องมองฉินเกอที่นั่งอยู่บนโซฟาด้วยความเจ็บใจจนฟันแทบหัก มือเล็กๆ ของเธอกำหมัดแน่น
เป็นความผิดของฉินเกอทั้งหมดเลย!
หมอนี่จงใจแกล้งเธอชัดๆ!
เขาจงใจไม่ตอบข้อความและไม่ยอมเตี๊ยมกับเธอให้ดีก่อน
แล้วตอนนี้ เขาก็กำลังนั่งดูเธอทำตัวหน้าแตกต่อหน้าคุณย่าเนี่ยนะ!
คุณย่าหวังทำหน้าตึงและจ้องมองเจียงอิงเสวี่ยด้วยความหงุดหงิด "นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่เนี่ย?"
ฉินเกอกุมมือหญิงชราไว้แล้วพูดด้วยรอยยิ้มว่า "คุณย่าครับ ดูไม่ออกเหรอครับ?"
"ตอนแรกพวกเราตั้งใจจะเซอร์ไพรส์คุณย่าน่ะครับ แต่เสี่ยวเสวี่ยขับรถช้า ผมก็เลยมาถึงก่อน ผมทนรอเจอคุณย่าไม่ไหว เรื่องมันก็เลยออกมาเป็นแบบนี้แหละครับ"
หญิงชราหันไปหาฉินเกอ ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยรอยยิ้มอันเมตตา "จริงเหรอลูก?"
ฉินเกอพยักหน้าอย่างหนักแน่น "จริงแท้แน่นอนเลยครับคุณย่า ตั้งแต่ครั้งล่าสุดที่เราเจอกัน ก็ผ่านมาสามสิบเอ็ดวัน เก้าชั่วโมง ยี่สิบแปดนาที กับอีกเจ็ดวินาที—อ๊ะ ไม่สิ แปดวินาทีแล้วครับ..."
หญิงชราหัวเราะลั่นกับคำพูดไม่กี่คำของฉินเกอ
เธอกุมมือฉินเกอไว้ แววตาเต็มไปด้วยความเอ็นดูรักใคร่ "ฉินเกอของย่านี่ปากหวานราวกับทาด้วยน้ำผึ้งเลยนะ ไม่ได้โกหกย่าใช่ไหมลูก?"
ฉินเกอส่ายหน้าปฏิเสธรัวๆ "แน่นอนว่าไม่ครับ!"
เมื่อพิจารณาใบหน้าของฉินเกอ หญิงชราก็พึมพำด้วยความสงสัยว่า "ทำไมย่ารู้สึกว่าหลานดูหล่อขึ้นกว่าแต่ก่อนเยอะเลยล่ะ?"
ฉินเกออดไม่ได้ที่จะอยากหัวเราะออกมา
คะแนนเสน่ห์ของเขาก่อนหน้านี้มันเท่าไหร่กันล่ะ?
ตั้งแต่เขากิน 'ยาคืนความเยาว์วัย' กับ 'ยาเพิ่มออร่า' เข้าไป ทั้งบุคลิกและหน้าตาของเขาก็พุ่งปรี๊ดจนทะลุปรอทไปแล้ว
แน่นอนสิว่าเขาต้องหล่อกว่าเมื่อก่อนเยอะ
หน้าตาของเขามันน่าเกรงขามยิ่งกว่ารูปร่างซะอีกนะ จะบอกให้!
เมื่อได้ยินเช่นนี้ เจียงอิงเสวี่ยก็พิจารณาฉินเกอที่อยู่ตรงหน้า
ราวกับว่านี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้มองเขาชัดๆ
ฉินเกอดูเปลี่ยนไปจากเมื่อก่อนจริงๆ ด้วย
เขาดูดีขึ้น มองแล้วสบายตาขึ้น
เธอหาที่ติไม่เจอเลยสักนิด
ถ้าจะให้ใช้คำบรรยายรูปลักษณ์ของเขา คำว่า "หล่อเหลาหาตัวจับยาก" ก็ดูจะเหมาะสมที่สุดแล้ว
ฉินเกอกุมมือที่เหี่ยวย่นของคุณย่าไว้ด้วยมือทั้งสองข้างของเขา "คุณย่าเองก็สวยขึ้นเหมือนกันนะครับ"
รู้ว่าควรจะพูดอะไรในสถานการณ์แบบไหน
เขาเชี่ยวชาญทักษะการเข้าสังคมพวกนี้มาตั้งแต่ตอนอยู่บนโลกแล้ว
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเวลาที่ต้องเผชิญหน้ากับหญิงชราที่รักและเอ็นดูเขาแบบนี้ด้วยแล้วล่ะก็?
หญิงชราตบมือฉินเกอเบาๆ "พูดเป็นเล่นไป ย่าอายุเท่าไหร่แล้วล่ะลูก? หน้าก็มีแต่รอยเหี่ยวย่นเต็มไปหมดแล้วเนี่ย"
ฉินเกอส่ายหน้า "ความสวยงามที่แท้จริงมันฝังลึกอยู่ในโครงหน้าครับ ไม่ใช่แค่ผิวพรรณภายนอก! โครงหน้าของคุณย่าแทบจะสมบูรณ์แบบเลยนะครับ เสี่ยวเสวี่ยก็ได้ความสวยมาจากคุณย่านี่แหละ ไม่อย่างนั้น เธอจะได้เป็นถึงสาวงามอันดับหนึ่งแห่งเมืองอวิ๋นไห่ในตอนนี้ได้ยังไงล่ะครับ?"
"ถ้าย้อนเวลากลับไปสักสองสามทศวรรษนะคุณย่า ตำแหน่งสาวงามอันดับหนึ่งแห่งเมืองอวิ๋นไห่คงต้องเปลี่ยนมือแน่ๆ ครับ!"
เจียงอิงเสวี่ยรีบเข้าไปนั่งเบียดข้างๆ คุณย่า สวมกอดท่านและออดอ้อนด้วยความรักใคร่ "คุณย่าสวยมากจริงๆ ค่ะ ในรูปถ่ายสมัยสาวๆ ของคุณย่า สวยไม่แพ้หนูเลยล่ะค่ะ"
หญิงชราทำเสียงฮึมฮัมในลำคอ แกล้งทำเป็นโกรธ "งั้นก็แปลว่าตอนสาวๆ ย่าก็ยังสวยสู้เสี่ยวเสวี่ยไม่ได้นิดนึงงั้นสิ?"
เจียงอิงเสวี่ยจีบนิ้วเข้าหากันเป็นสัญลักษณ์ว่านิดเดียวจริงๆ "แค่นี้ดเดียวเองค่ะ"
"หลงตัวเองจริงๆ เลยนะหลานคนนี้!" หญิงชราใช้นิ้วจิ้มหน้าผากมนของเจียงอิงเสวี่ย ก่อนที่แววตาของเธอจะหม่นลงด้วยความผิดหวัง "นิสัยแบบหลานเนี่ย มีแค่ฉินเกอคนเดียวเท่านั้นแหละที่ทนได้"
เธอถลึงตาใส่เจียงอิงเสวี่ย "ถ้าวันหน้านี้ย่ารู้ว่าหลานกล้ารังแกฉินเกอล่ะก็ คอยดูนะว่าย่าจะตีหลานให้หลังลายเลย!"
ฉินเกอเบ่งกล้ามแขนโชว์คุณย่า "คุณย่าดูสิครับ กล้ามเป็นมัดๆ ขนาดนี้ เสี่ยวเสวี่ยจะมารังแกผมได้ยังไง? ผมต่อยเธอหมัดเดียวก็กระเด็นแล้วครับ!"
แม้แต่หญิงชรายังถึงกับอึ้งไปชั่วขณะ
เธอปรายตามองหลานสาวที่บอบบางร่างเล็กของเธอ
หญิงชราอดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา
เธอส่ายหน้า ก่อนจะจับมือของเจียงอิงเสวี่ยและฉินเกอมาวางทาบซ้อนกัน
เจียงอิงเสวี่ยพยายามจะดึงมือกลับตามสัญชาตญาณ
ถึงแม้ว่าเธอกับฉินเกอจะเป็นแฟนกันก็ตามทีเถอะ
แต่การถูกเนื้อต้องตัวกันแบบนี้ก็ยังไม่เคยเกิดขึ้นเลยสักครั้ง
เธอรู้สึกอึดอัดนิดหน่อย
อย่างไรก็ตาม ในเมื่ออยู่ต่อหน้าคุณย่า เธอจึงไม่กล้าดึงมือกลับ
เธอทำได้เพียงหน้าแดงซ่านและอดทนไว้อย่างเงียบๆ
หญิงชรามองฉินเกอและพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า "ลูกเอ๊ย เสี่ยวเสวี่ยแค่เป็นคนอารมณ์ร้อนไปหน่อย แต่จริงๆ แล้ว เนื้อแท้เธอไม่ใช่คนเลวร้ายอะไรหรอกนะ"
"ย่าคงไม่วางใจถ้าต้องฝากฝังเสี่ยวเสวี่ยไว้กับคนอื่น"
ดวงตาฝ้าฟางของเธอเอ่อล้นไปด้วยความรู้สึกขณะจ้องมองฉินเกอ "ลูกช่วยสัญญากับย่าได้ไหม ว่าถ้าวันไหนย่าไม่อยู่แล้ว ลูกจะไม่มีวันปล่อยให้เสี่ยวเสวี่ยต้องโดนใครรังแก?"
"ถ้าเธอกล้ารังแกลูก ลูกจะดุจะด่า หรือแม้แต่จะตีเธอก็ได้ แต่ลูกห้ามทอดทิ้งเธอเด็ดขาดเลยนะ"
"ย่ากลัวว่าถ้าย่าจากไปแล้ว จะไม่มีใครคอยห่วงใยเสี่ยวเสวี่ยอย่างแท้จริงอีก"
เจียงอิงเสวี่ยสวมกอดคุณย่า ร้องไห้สะอึกสะอื้นด้วยความน้อยใจ "คุณย่าอย่าพูดจาเหลวไหลสิคะ คุณย่าไม่ตายหรอก คุณย่าต้องอยู่เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรให้หนูไปจนถึงร้อยปีเลยนะคะ!"
หญิงชรานับนิ้วมือตัวเอง "ถ้างั้นย่าก็อยู่ได้อีกแค่สิบสองปีเองน่ะสิ"
เจียงอิงเสวี่ยส่ายหน้า "ไม่เอาค่ะ คุณย่าต้องอยู่ถึงร้อยยี่สิบปี หรือสองร้อยปีไปเลย!"
เธอไม่สนอะไรทั้งนั้น!
เธอแค่รับไม่ได้ที่คุณย่าจะต้องจากเธอไป!
หญิงชราพูดติดตลกตัวเองว่า "ถ้างั้นย่าก็กลายเป็นเต่าพันปีไปแล้วล่ะสิลูก?"
ฉินเกอเสริมขึ้นมาว่า "หรือไม่ก็ตะพาบหมื่นปีครับ"
เจียงอิงเสวี่ยเงยหน้าขึ้นและแหวใส่ฉินเกอ "นายนั่นแหละที่เป็นตะพาบ!"
"นี่หลาน!" หญิงชรายกมือขึ้นทำท่าจะตีเจียงอิงเสวี่ย "เป็นตะพาบแล้วมันผิดตรงไหน? ถ้าย่าเป็นตะพาบ ย่าก็จะได้อยู่ไปอีกตั้งหมื่นปีเชียวนะ!"
"ย่ายังไม่ทันตายเลย หลานก็เริ่มรังแกฉินเกอซะแล้ว"
"นี่กะจะยั่วโมโหให้ย่าอกแตกตายเลยใช่ไหมฮะ?"
หญิงชราคว้ามือเจียงอิงเสวี่ยมาตีหลังมือดังเพียะๆ หลายครั้ง
ถ้าไม่ได้ตีก็คงไม่เป็นไร แต่เพราะออกแรงมากเกินไป
จู่ๆ หญิงชราก็เริ่มหอบหายใจถี่ๆ
อาการหอบเหนื่อยนี้เริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
ภายในเวลาไม่ถึงครึ่งนาที หญิงชราก็เริ่มสั่นเทาเป็นเจ้าเข้า
"ยา! ยา!" เจียงอิงเสวี่ยชี้ไปที่กระเป๋าถือของคุณย่าและร้องเรียกอย่างร้อนรน
ฉินเกอกลั้นใจไม่ร้องท่อนฮุคเพลง (Check it out) สวนกลับไป เขาหยิบแคปซูลยาจำนวนมากออกมาจากกระเป๋า แล้วขมวดคิ้วมองเจียงอิงเสวี่ย "ครั้งสุดท้ายที่ท่านกินยานี้คือเมื่อไหร่?"
เจียงอิงเสวี่ยรีบตอบทันที "เมื่อสองชั่วโมงครึ่งที่แล้วค่ะ"
ฉินเกอส่ายหน้า "ยานี้ออกฤทธิ์ต่อหัวใจแรงมาก กินซ้ำหลายๆ รอบในเวลาไล่เลี่ยกันไม่ได้เด็ดขาด ไม่งั้นมีปัญหาแน่"
เจียงอิงเสวี่ยนึกถึงคำเตือนของหมอขึ้นมาได้ทันที ดวงตาของเธอแดงก่ำขณะพูดว่า "แล้วเราจะทำยังไงดีล่ะ? จริงสิ โทรเรียกรถพยาบาล! เรียกรถพยาบาลเร็วเข้า!"
ฉินเกอยกมือขึ้นห้าม "กว่ารถพยาบาลจะมาถึงก็กินเวลาอย่างน้อยครึ่งชั่วโมง ไม่ทันการหรอก"
เขาอุ้มหญิงชราขึ้นมาไว้ในอ้อมแขน แล้วเดินตรงดิ่งไปยังห้องนอนของเจียงอิงเสวี่ย
หลังจากวางร่างที่กำลังสั่นเทาของหญิงชราลงบนเตียง เขาก็ยื่นมือออกไปและเริ่มนวดคลึงตามจุดฝังเข็มต่างๆ ของเธอด้วยท่วงท่าที่ลื่นไหลเป็นธรรมชาติ
ในทางแพทย์แผนปัจจุบัน อาการของคุณย่าเรียกว่าอาการใจสั่นและความดันโลหิตพุ่งสูงปรี๊ด ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนได้
แต่ในมุมมองของแพทย์แผนจีน มันคือภาวะลมปราณอุดตัน
แพทย์แผนจีนที่มีฝีมือสักหน่อย ก็แค่ต้องนวดคลึงเพื่อทะลวงจุดที่อุดตันให้ลมปราณไหลเวียนสะดวก
ประจวบเหมาะกับที่หลังจากได้รับทักษะทางการแพทย์ "เคล็ดวิชาคืนชีพ" มา ความเชี่ยวชาญในเทคนิคแพทย์แผนจีนของฉินเกอก็พริ้วไหวเป็นธรรมชาติราวกับขยับแขนขาของตัวเอง ซึ่งฝีมือระดับนี้ไม่ได้ด้อยไปกว่าบรรดาปรมาจารย์ชั้นแนวหน้าของวงการแพทย์แผนจีนเลยแม้แต่น้อย!