- หน้าแรก
- แฟนผมไม่ได้มีดีแค่ความสวย
- บทที่ 15 ที่ฉันพูดแบบนี้ ก็เพราะฉันไว้ใจเธอสุดๆ ไปเลยยังไงล่ะ
บทที่ 15 ที่ฉันพูดแบบนี้ ก็เพราะฉันไว้ใจเธอสุดๆ ไปเลยยังไงล่ะ
บทที่ 15 ที่ฉันพูดแบบนี้ ก็เพราะฉันไว้ใจเธอสุดๆ ไปเลยยังไงล่ะ
บทที่ 15 ที่ฉันพูดแบบนี้ ก็เพราะฉันไว้ใจเธอสุดๆ ไปเลยยังไงล่ะ
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเถียงสู้ไม่ได้หรือเพราะคำขู่เรื่องชานม ม่อหนานเป่ยถึงได้เงียบกริบไปตลอดทั้งบ่าย
เธอไม่แม้แต่จะปริปากชวนเขาคุยก่อนในช่วงพักเบรก และไม่ตอบคำถามใดๆ ในคาบเรียนเลยด้วยซ้ำ
ทั้งสองคนไม่มีปฏิสัมพันธ์หรือการจิกกัดใดๆ ต่อกันเลย ตลอดทั้งช่วงบ่ายถึงขั้นต้องใช้วิธีส่งกระดาษโน้ตหากันเวลาต้องแบ่งงานกลุ่ม
ความเงียบงันกะทันหันของม่อหนานเป่ยทำให้หลี่จื่อเชียนรู้สึกไม่ชินเอาเสียเลย
จะพูดกยังไงดีล่ะ? มันเหมือนกับฮัสกี้ที่แฝงตัวเข้าไปในฝูงหมาป่าแล้วพยายามทำตัวเย็นชาหยิ่งยโส มองยังไงมันก็ดูพิลึกพิลั่นไปหมด
อย่างไรก็ตาม หลี่จื่อเชียนถือว่าตัวเองเป็นคนมีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น เมื่อคิดว่าอีกฝ่ายอาจจะบังเอิญนึกถึงเรื่องเศร้าอะไรขึ้นมาได้ ตอนที่เลิกเรียนคาบบ่ายและกำลังจะไปกินข้าวเย็น เขาจึงไม่ได้ทักม่อหนานเป่ยเพื่อทวงถามเรื่องชานม เกรงว่าจะเป็นการซ้ำเติมบาดแผลทางใจในขณะที่เธอกำลังเก็บตัวเงียบ
'เฮ้อ~ ฉันนี่มันเป็นคนดีเกินไปจริงๆ'
แตกต่างจากช่วงพักเที่ยงที่เขาสามารถอู้งานได้อย่างสบายใจ เวลาพักหลังมื้อเย็นนั้นไม่ได้มีมากนัก
สำหรับหลี่จื่อเชียน การแอบไปอู้บนดาดฟ้าตอนเที่ยงก็เพื่อความสงบสุข แต่ตอนเย็น... เขาต้องรีบกลับห้องเรียนเพื่อ... ปั่นการบ้าน จะได้เหลือเวลาว่างเยอะๆ สำหรับแต่งนิยายตอนดึก
เขาอาจจะไม่ได้มีข้อดีอะไรมากมาย แต่เขาเป็นคนขยันและรู้จักตัวเองดีเป็นพิเศษ รู้เสมอว่าเวลาไหนควรทำอะไร
หลังจากที่เขารีบกินมื้อเย็นจนเสร็จและกลับมานั่งในห้องเรียนได้ไม่นาน ม่อหนานเป่ยก็กลับมาเช่นกัน
เมื่อเทียบกับใบหน้าที่ไร้อารมณ์ระหว่างเรียนก่อนหน้านี้ ท่าทีของเธอตอนนี้ดูจริงจังขึ้นเล็กน้อย คิ้วขมวดเข้าหากันแน่น ริมฝีปากเม้มเข้าหากันนิดๆ หลังจากผลักประตูห้องเรียนเข้ามา สายตาของเธอก็พุ่งเป้าไปที่หลี่จื่อเชียนซึ่งกำลังนั่งอยู่ที่โต๊ะทันที
ปัง
เธอก้าวฉับๆ เข้ามาอย่างรวดเร็วแล้วกระแทกแก้วชานมในมือลงบนโต๊ะของหลี่จื่อเชียนเสียงดังลั่น
"เอ้า ชานมของนาย"
เธอเค้นเสียงพูดออกมาทีละคำ พร้อมกับฝืนยิ้มที่ดูแข็งทื่อสุดๆ ออกมา
"..."
ชักจะน่าสงสัยซะแล้วสิ
ในชานมแก้วนี้... คงไม่ได้ใส่อะไรลงไปหรอกนะ???
เมื่อหันไปมองม่อหนานเป่ยที่กลับไปนั่งที่เรียบร้อยแต่ยังคงดื้อดึงเอามือเท้าคางแล้วหันหน้าหนีไปทางอื่น หลี่จื่อเชียนก็ยิ่งรู้สึกว่าเธอมีพิรุธสุดๆ ไม่ว่าจะมองมุมไหนก็ตาม
เมื่อรวมกับความเงียบกริบของม่อหนานเป่ยตลอดทั้งบ่าย จู่ๆ หลี่จื่อเชียนก็เกิดลางสังหรณ์ใจไม่ดีอย่างรุนแรง
'ในชานมแก้วนี้... มีของแปลกๆ ผสมอยู่ด้วยรึเปล่าวะเนี่ย??'
เมื่อคิดได้ดังนั้น หลี่จื่อเชียนจึงเจาะหลอดลงไปด้วยความระแวงเล็กน้อย ก่อนจะลองดูดชิมอย่างระมัดระวัง แล้วเดาะลิ้นเบาๆ สองสามที
รสชาติมันหวานมาก เหมือนกับแก้วที่เขากินเมื่อวานเป๊ะ
ไม่มีรสชาติแปลกประหลาดอะไรเจือปน และตัวแก้วก็ไม่มีร่องรอยน่าสงสัยอะไรเลย
นี่มัน... ก็แค่ชานมธรรมดาๆ แก้วหนึ่งนี่นา
ซี๊ด—
เรื่องนี้ทำเอาเขาอดไม่ได้ที่จะรู้สึกประหลาดใจ
ตอนแรกเขาคิดไว้ว่า ด้วยนิสัยอย่างม่อหนานเป่ย คืนนี้เธอจะต้องปาชานมใส่หน้าเขาสักสิบแก้วแน่ๆ
หรือต่อให้ไม่ทำถึงขนาดนั้น เธอก็คงจะแอบใส่อะไรแปลกๆ ลงไปในชานมเพื่อแก้แค้นเขาอยู่ดี
แต่... ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยเนี่ยนะ?
เขาไปยั่วโมโหเธอตั้งขนาดนั้น แต่ดันไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยเนี่ยนะ?
ถึงแม้จะไม่เข้าใจว่าม่อหนานเป่ยกำลังคิดอะไรอยู่ แต่เขาก็ช็อกสุดๆ ไปเลย
"นี่ ทำหน้าแบบนั้นหมายความว่าไงหะ?"
ตอนที่หลี่จื่อเชียนตัดสินใจดื่มชานม ม่อหนานเป่ยก็หันขวับกลับมาพอดี และด้วยความที่เธอแอบจับตาดูเขาอยู่ตลอด จึงสังเกตเห็นสีหน้าที่เปลี่ยนไปของเขาได้อย่างชัดเจน
อันที่จริง เธอไม่ได้ตั้งใจจะจ้องจับผิดหลี่จื่อเชียนเลย แต่ตอนที่กำลังซื้อชานม จู่ๆ เธอก็นึกขึ้นได้ว่าเมื่อวานตอนกลับมาที่ห้องเรียน เธอเหลือบไปเห็นฉลากบนแก้วชานมของหลี่จื่อเชียนแวบหนึ่ง ซึ่งเธอมั่นใจว่ามันเขียนไว้ว่า 'ชานมวุ้นมะพร้าว'
ที่เธอจ้องหลี่จื่อเชียนเป็นหลัก ก็เพื่อจะยืนยันว่าความจำอันไร้ที่ติของเธอนั้นถูกต้องหรือไม่
แต่... ไอ้สีหน้าที่เปลี่ยนจากระแวงเป็นประหลาดใจ แล้วลามไปถึงขั้นหวาดผวานั่นมันหมายความว่าไง???
เมื่อเจอม่อหนานเป่ยตั้งคำถาม หลี่จื่อเชียนก็ไม่ได้ปิดบังอะไร เขาตอบไปตามความจริงว่า
"ก็หน้าตาของคนช็อกไง"
"แกแม่ง....????"
"นี่เป็นครั้งแรกเลยนะที่ฉันเริ่มสงสัยในนิสัยของเธอ" หลี่จื่อเชียนยังคงแทงใจดำต่อไป
????
"หา? นายคิดว่าทุกคนจะนิสัยเสียเหมือนนายหรือไง?"
"เปล่า ที่ฉันพูดแบบนี้ ก็เพราะฉันไว้ใจเธอสุดๆ ไปเลยยังไงล่ะ
และเพราะฉันไว้ใจในนิสัยของเธอนี่แหละ ฉันถึงได้รู้สึกว่าเรื่องนี้มันเหลือเชื่อสุดๆ"
ถ้าเป็นเขา ต่อให้ต้องพลีชีพ เขาก็จะไม่มีวันยอมให้อีกฝ่ายได้ดื่มด่ำกับชานมแก้วนี้อย่างมีความสุขเด็ดขาด
แต่ม่อหนานเป่ยกลับทำตัวผิดปกติ เอาชานมธรรมดาๆ มาให้เขาเนี่ยนะ... ชานมที่ปกติดีทุกอย่างแถมยังรสชาติถูกปากเขาด้วย?
แบบนี้มันสมเหตุสมผลตรงไหนวะ?
"แกวอนหาเรื่องใช่มั้ยฮะ! บ้าเอ๊ย!"
พอได้ยินแบบนี้ ในที่สุดความอดทนของม่อหนานเป่ยก็ขาดผึง
ถ้าให้สรุปอารมณ์ของเธอตอนนี้สั้นๆ ก็คือ... โคตรจะเสียใจเลย
ตอนนั้นเธอคิดบ้าอะไรอยู่ ถึงได้ตัดสินใจไม่ใส่จิ๊กโฉ่วลงไปในชานมของหลี่จื่อเชียน???
เธอคิดว่าชานมมันก็รสชาติดีอยู่แล้ว ถ้าใส่อะไรลงไปคงเสียดายของแย่
เธอคิดว่าหลี่จื่อเชียนเพิ่งกินมื้อเย็นเสร็จ ถ้าใส่ของแปลกๆ ลงไปในชานมจนทำให้เขาระคายเคืองกระเพาะแล้วอ้วกออกมา มันคงไม่ดีต่อสุขภาพของเขาแน่ๆ
เธอคิดว่าการปฏิบัติตัวกับคนอื่นควรเหลือพื้นที่ไว้ให้กันบ้าง วันหน้าวันตาจะได้มองหน้ากันติด
แต่... ความเป็นจริงก็คือ ตอนนี้หลี่จื่อเชียนกำลังมองเธอด้วยสายตาที่เหมือนกำลังมองดูคนโง่
ความใจดงใจดีอะไรกันช่างแม่งประไร! เหลือพื้นที่บ้าบออะไรกันล่ะ แม่แกสิ!
เธออุตส่าห์เว้นระยะให้เขา แต่เขากลับเอาระยะนั้นมาพ่นน้ำลายใส่หน้าเธอเนี่ยนะ!
'ฉัน * # ¥ @ & @ #& * ¥ '
"ไอ้หมาบ้า ไปตายซะ!"
เหมือนจะรู้สึกว่ายังระบายอารมณ์ไม่พอ ม่อหนานเป่ยจึงสบถด่าออกมาอีกรอบ จากนั้นก็หยิบหนังสือเรียนสำหรับคาบอ่านหนังสือตอนค่ำออกมาจากลิ้นชักโต๊ะ แล้วกระแทกลงบนโต๊ะอย่างแรง ราวกับกำลังปลดปล่อยความคับแค้นใจออกมา
"โอ๊ะโฮ มีคนโกรธแล้วเว้ยเฮ้ย ของขึ้นแล้วสิท่า!
นี่มันอาการของคนทำอะไรไม่ได้เลยได้แต่ฟาดงวงฟาดงาชัดๆ!
คนเราจะเอาความโกรธไปลงที่หนังสือเรียนได้ยังไงกันน้า?"
การไม่ฉวยโอกาสยั่วโมโหชาวบ้านให้กระอักเลือดตาย ถือเป็นเรื่องที่ขัดต่อหลักการใช้ชีวิตของหลี่จื่อเชียนอย่างสิ้นเชิง
โบราณว่าไว้ เมื่อมีโอกาสจงรีบคว้าไว้ ถ้าเขาไม่ยั่วโมโหเธอตอนนี้ แล้วจะไปทำตอนไหน? ถ้าไม่กวนประสาทม่อหนานเป่ยให้สติแตกตอนนี้ แล้วเขาจะไปทวงคืนความยุติธรรมให้กับการถูกด่าทอสารพัดตลอดสองวันที่ผ่านมาได้ยังไง?
"แม่มึงระเบิดไปเถอะ"
"จึ๊ จึ๊ จึ๊"
สิ่งที่มาหยุดการปะทะฝีปากของทั้งสองเอาไว้ ก็คือครูหวัง ครูประจำชั้นที่จู่ๆ ก็เดินกลับมาที่ห้องเรียนเพื่อเอาแผนการสอน
"หืม? กลับมากันเร็วจังเลยนะ?"
ครูหวังมองนักเรียนทั้งสองคนที่นั่งอยู่ในห้องเรียนแล้วเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย
"ค่ะ หนูตั้งใจจะกลับมาทำการบ้าน แล้วก็เลยถือโอกาสปรึกษาหลี่จื่อเชียนด้วยว่า โจทย์ข้อสอบรวมชุดที่ 3 ข้อสองนั่นน่ะ ควรจะลากเส้นสมมติยังไงดีถึงจะเหมาะสมที่สุด
ก่อนเลิกเรียนเราคุยกันคร่าวๆ แล้ว แต่ต่างคนต่างก็รู้สึกว่าวิธีคิดของตัวเองยังไม่ค่อยถูกเท่าไหร่น่ะค่ะ"
คนที่ตอบคำถามครูหวังคือม่อหนานเป่ย
สีหน้าของเธอแตกต่างจากตอนที่เกรี้ยวกราดเมื่อครู่ราวฟ้ากับเหว ตอนนี้ใบหน้าของเธอดูอ่อนโยน น้ำเสียงสดใสไร้เดียงสา และในขณะที่พูด เธอก็ยังยกมือขึ้นทัดปอยผมที่หลุดลุ่ยไว้หลังใบหูอย่างแนบเนียนและใจเย็น
ในมุมมองของหลี่จื่อเชียน ท่าทางสุขุมนุ่มลึกของม่อหนานเป่ยในตอนนี้ ช่างแตกต่างกันคนละขั้วกับยัยสาวปากแจ๋วที่เพิ่งจะกัดฟันกรอดๆ แล้วด่าว่า 'แม่มึงระเบิด' เมื่อไม่กี่วินาทีก่อนหน้านี้ ภาพลักษณ์เด็กดีที่เธอแสดงให้ครูเห็น ทำเอาดูเหมือนว่าเมื่อกี้พวกเขากำลังปรึกษาหารือเรื่องเรียนกันอย่างเป็นมิตรจริงๆ
ไร้สาระสิ้นดี!
สกิลเปลี่ยนหน้ากากไวปรื๊ดนี่มันเป็นทักษะติดตัวของพวกผู้หญิงจริงๆ สินะ!
หลี่จื่อเชียนได้แต่ทอดถอนใจ นั่งฟังครูหวังเอ่ยปากชมม่อหนานเป่ยถึงความขยันใฝ่รู้ของเธอ และมองดูเขาเดินถือแผนการสอนออกจากห้องเรียนไป