- หน้าแรก
- ราตรีนิรันดร์
- ฟรี บทที่ 530 ตำนานที่ยังมีลมหายใจ
ฟรี บทที่ 530 ตำนานที่ยังมีลมหายใจ
ฟรี บทที่ 530 ตำนานที่ยังมีลมหายใจ
บทที่ 530 ตำนานที่ยังมีลมหายใจ
ฉินหมิงชะงักฝีเท้าลงกะทันหัน ใครกันที่กำลังพึมพำ เป็นการพูดกับทุกคน หรือว่าจงใจกระซิบกระซาบกับเขากันแน่
เสียงนี้ดังขึ้นมากะทันหันเกินไป แฝงไว้ด้วยความเหนื่อยล้าไร้ที่สิ้นสุด ซ้ำยังซุกซ่อนความเก่าแก่กร้านโลกที่ยากจะอธิบาย ราวกับผ่านการชำระล้างจากกาลเวลามาอย่างโชกโชน และกำลังหอบหายใจรวยรินอยู่บนโลกใบนี้
ห้วงเหวลึกขนาดยักษ์ขวางกั้นอยู่เบื้องหน้า มืดมิดไร้ขอบเขต มองแล้วชวนให้ใจสั่นผวา ราวกับสามารถกลืนกินทวยเทพและสรรพสิ่งได้ ลึกล้ำจนสุดจะหยั่งถึง
ฉินหมิงสังเกตผู้คนรอบข้างอย่างแนบเนียน อยากจะดูว่าพวกเขาก็ได้ยินเสียงกระซิบลึกลับและชวนให้ใจคอไม่ดีนั่นด้วยหรือเปล่า
กลุ่มหนุ่มสาวหลายคนต่างก็ก้าวเดินอย่างมั่นคง ไม่ได้แสดงสีหน้าผิดปกติใดๆ ออกมา อาจจะกำลังข่มกลั้นเอาไว้ หรือไม่ก็อาจจะแสร้งทำเป็นใจเย็น
ฉินหมิงอาศัยการสั่นพ้องกับสองคนที่อยู่ใกล้ที่สุด ก็พบว่าในใจของพวกเขาตึงเครียดและกระสับกระส่ายมาก ต่างก็ตั้งตารอที่จะได้เจอ 'วาสนา' ครั้งใหญ่ และไม่ได้ยินเสียงแปลกประหลาดอะไรเลย
เสียงพึมพำนั่น ดูเหมือนจะมุ่งเป้ามาที่เขาคนเดียวจริงๆ งั้นหรือ?
"อ๊ากกก..." เสียงกรีดร้องโหยหวนดังแหลมขึ้นมาจากในห้วงเหวลึกอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย แฝงไปด้วยความเจ็บปวดทรมาน ดูเหมือนจะสิ้นหวังเอามากๆ
มีคนวิ่งโซซัดโซเซหนีตายออกมา ร่างกายโชกไปด้วยเลือด ผมเผ้าหลุดลุ่ยสยาย ใบหน้าซีดเผือดดุจกระดาษสีทอง ตรงหว่างคิ้วมีรอยร้าวราวกับใยแมงมุม ดวงตาเลื่อนลอยไร้แวว
ไม่นาน ผู้คนก็รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ยอดอัจฉริยะรุ่นเยาว์สองคนดันไปหมายตากลุ่มเศษซากหอคอยชิ้นเดียวกัน พอเห็นว่ามันกำลังจะตื่นขึ้นมา ก็เปิดฉากฟาดฟันกันทันที
หนึ่งในนั้นถูกซัดจนกายเนื้อแหลกเหลว พลังจิตหยางแท้ของเขาก็ถูกคู่ต่อสู้ฉีกกระชาก เรียกได้ว่าทั้งสองคนซัดกันจนไฟลุก เป็นศึกนองเลือดที่ต้องตายกันไปข้างนึงจริงๆ
ทว่า ผู้ชนะในท้ายที่สุดก็ไม่ได้ครอบครองเศษซากหอคอยนั่น กลับถูกจิตวิญญาณที่อยู่ในเศษอาวุธพิเศษโจมตีพลังจิตจนได้รับบาดเจ็บสาหัส สายตาเลื่อนลอย
ไม่ใช่แค่เขา ยังมีอีกสิบกว่าคนที่วิ่งโซซัดโซเซ สองมือกุมหัว สีหน้าเจ็บปวดทรมานหนีตายออกมา สนามพลังจิตของพวกเขาก็ถูกโจมตีอย่างหนักเช่นกัน
"อาวุธชิ้นนั้นมีปัญหา มันกำลังคำรามลั่น ปราณอำมหิตพุ่งปรี๊ดขึ้นฟ้าเลย!"
พวกเขาปรากฏตัวอยู่ใกล้ๆเศษซากหอคอย นึกว่ามันตื่นขึ้นมาแล้ว ก็เลยพุ่งเข้าไปหา หวังจะเชื่อมต่อสื่อสารกับมัน ผลคือต่างก็ต้องวิ่งหนีตายหน้าตั้ง หว่างคิ้วอาบเลือดกันเป็นแถว
บัญชีทองคำส่งคำเตือนอย่างจริงจัง "จิตวิญญาณอาวุธบางตนที่เพิ่งตื่นขึ้นมาใหม่ อาจจะมีอาการคลุ้มคลั่งสติแตก ถ้าขืนดึงดันจะเอามาให้ได้ อาจจะถึงขั้นเอาชีวิตไปทิ้ง ต้องรีบตัดใจและถอยห่างออกมาให้ไวที่สุด"
จากนั้น มันก็เน้นย้ำอย่างเข้มงวดสุดๆ ว่า ในห้วงเหวลึกอนุญาตให้แข่งขันแย่งชิงกันได้ แต่ห้ามลงมือหมายเอาชีวิตกัน เรื่องนั้นยอมรับไม่ได้โดยเด็ดขาด!
สงครามกับพวกต่างแดนจ่อคอหอยอยู่รอมร่อ ขืนคนกันเองมาฆ่าฟันกันจนเลือดตกยางออก มันจะไปมีความหมายอะไรล่ะ? บัญชีทองคำตั้งกฎเหล็กให้ทุกคน ห้ามลอบสังหารกันเองเด็ดขาด
"แล้วถ้าหลายคนช่วยกันเรียก จนทำให้อาวุธพิเศษตื่นขึ้นมา แถมมันยังยอมรับคนมากกว่าหนึ่งคนล่ะ จะทำยังไง?"
บัญชีทองคำตอบกลับ "ไม่ผลัดกันครอบครองคนละที ก็ต้องเป็นไปตามที่พวกเจ้าต้องการ นั่นคือประลองกันสักตั้ง ใช้ผลแพ้ชนะเป็นตัวตัดสิน แต่มีข้อแม้ว่าทั้งสองฝ่ายต้องสมัครใจที่จะสู้ ห้ามบังคับขืนใจเด็ดขาด และต้องพยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดการบาดเจ็บล้มตายด้วย"
มันกล่าวเตือนว่า อาวุธบางชิ้นในห้วงเหวลึกนี้เก่าแก่มาก มีอายุขัยยาวนานจนยากจะสืบสาวราวเรื่องได้ ล้วนเป็นผู้อาวุโสที่มีความเป็นมายิ่งใหญ่ทั้งนั้น
ถึงขั้นมีเศษซากอาวุธของจ้าวเมืองอวี้จิง ฝังอยู่ในห้วงเหวลึกนี้ด้วยซ้ำ
บัญชีทองคำเอ่ย "ยอดสมบัติพรรค์นั้นเคยติดตามจ้าวเมืองอวี้จิงรุ่นไหนมา ก็สุดจะสืบเสาะได้แล้ว"
แน่นอนว่า ของวิเศษสุดพิเศษแบบนั้น ต่อให้บังเอิญไปเจอก็ยากที่จะจำได้ อาจจะเสื่อมสภาพและถูกฝุ่นเกาะจนหมดราศีไปตั้งนานแล้วก็ได้
ผู้คนถึงกับอึ้งกิมกี่ อาวุธของจ้าวเมืองอวี้จิง แค่คิดก็บ้าไปแล้ว ยอดฝีมืออันดับหนึ่งของดินแดนนี้ ผู้ที่เคยปกครองทั้งสวรรค์และพื้นดิน
สำหรับพวกเขาแล้ว ตัวตนระดับนั้นมันห่างไกลเกินไป ราวกับมีหุบเหวกว้างนับร้อยล้านลี้ขวางกั้น ราวกับไม่ใช่สิ่งมีชีวิตในมิติเดียวกันเลยด้วยซ้ำ
ทั้งฐานะ ตำแหน่ง รวมไปถึงตบะและระดับพลัง แตกต่างกันราวฟ้ากับเหว
หากสามารถได้รับการยอมรับจากจิตวิญญาณอาวุธระดับนั้นได้ ก็อาจจะได้ล่วงรู้ความลับมากมายของจ้าวเมืองอวี้จิง อย่างเช่น สุดยอดเคล็ดวิชาที่เล่าขานกันในตำนาน เป็นต้น
บัญชีทองคำแจ้งว่า บางทีอาจจะมีเศษซากอาวุธของจ้าวเมืองอวี้จิงมากกว่าหนึ่งรุ่นที่เคยจมลงมาที่นี่
ขณะเดียวกัน มันก็เตือนอีกครั้งว่า อย่าให้ใครริอ่านจะมาท้าทายเส้นตายทางศีลธรรมเด็ดขาด!
"แต่ละคนสามารถหยิบเศษซากอาวุธไปได้มากที่สุดแค่ชิ้นเดียวเท่านั้น" นี่คือข้อบังคับสุดท้ายที่บัญชีทองคำตั้งขึ้น
หลายคนแอบบ่นในใจ จำเป็นต้องเตือนกันขนาดนี้เลยหรือ? ไม่เห็นจะจำเป็นเลยสักนิด จนถึงตอนนี้ มีกี่คนกันเชียวที่ได้รับการยอมรับจากอาวุธพิเศษ? นับนิ้วมือข้างเดียวยังเหลือเลย
"มันไม่มีใครสามารถเอาเศษอาวุธไปได้เกินสองชิ้นด้วยตัวคนเดียวหรอก จริงไหมล่ะ?" เด็กสาวคนหนึ่งพึมพำเสียงแผ่ว
ฉินหมิงเข้าไปในห้วงเหวลึก รอบด้านมืดมิดกว้างใหญ่ ยื่นมือออกไปก็มองไม่เห็นนิ้วมือตัวเอง
พวกที่ระดับพลังสูงๆ สามารถเหาะเหินเดินอากาศได้ชั่วระยะเวลาหนึ่ง ก็พากันบินมุ่งหน้าไปแดนไกลแล้ว ส่วนพวกรุ่นเยาว์ที่ยังละอ่อนอยู่ ก็กำลังปีนป่ายหน้าผา มุ่งหน้าลงสู่ก้นเหว
ตอนนี้ ทั้งเด็กรุ่นเยาว์และคนรุ่นกลางต่างก็สามารถเข้ามาได้ ฝีมือจึงลดหลั่นกันไป
ในหมู่คนวัยกลางคนที่อายุสี่สิบขึ้นไป เมล็ดพันธุ์เซียนบางคนก็บรรลุถึงขอบเขตใหญ่ที่สี่ขั้นสมบูรณ์แล้ว ถึงขั้นมีตัวตึงระดับปรมาจารย์ปะปนอยู่ด้วยซ้ำ
ห้วงเหวลึกขนาดยักษ์ไร้ขอบเขต ราวกับเชื่อมต่อไปยังนรกอันไร้จุดสิ้นสุด
พวกเด็กหนุ่มที่กำลังปีนหน้าผา ดูเหมือนจะไม่มีวันลงไปถึงก้นเหวได้เลย ทว่า บนผนังเหวที่ขรุขระ ก็มีเศษซากอาวุธปักอยู่เหมือนกัน
ตอนที่ฉินหมิงรุดหน้าต่อไป เขาก็พบว่าในห้วงเหวลึกยังมีเกาะลอยฟ้า และอุกกาบาตผิวขรุขระ ลอยเคว้งอยู่กลางอากาศไม่ร่วงหล่นลงไป กระจัดกระจายอยู่ทั่วไปหมด คอยเป็นจุดพักเหนื่อยให้พวกที่บินอยู่บนฟ้าได้
เขาหันกลับไปมอง ก็พบว่ามีคนกลุ่มใหญ่ดำทะมึนอยู่ใกล้ๆ มุ่งหน้าไปในทิศทางเดียวกับเขา
ข้างหน้ามีแสงสว่าง อุกกาบาตก้อนยักษ์ก้อนหนึ่งถูกส่องจนสว่างวาบ บนนั้นมีเศษซากหอคอยตั้งอยู่ แผ่กลิ่นอายอันตรายออกมา มีพลังจิตที่สับสนวุ่นวายกำลังอาละวาดอยู่
มีคนเอ่ยเตือนเพื่อนร่วมทาง "ระวังตัวหน่อย อย่าเข้าไปใกล้แถวนั้น จิตวิญญาณอาวุธของอาวุธชิ้นนั้นมันบ้าไปแล้ว"
พอมาถึงบริเวณนี้ ห้วงเหวลึกก็ไม่ได้มืดมิดไร้ขอบเขตขนาดนั้นแล้ว ยิ่งลึกลงไปก็ยิ่งมีแสงริบหรี่ให้เห็นประปราย ยิ่งเดินลึกเข้าไปก็ยิ่งเยอะขึ้นเรื่อยๆ
พวกมันดูเหมือนหิ่งห้อย ที่กำลังแกว่งไกวอยู่ในห้วงเหวลึก
ถึงขั้นมีลำแสงสว่างจ้าพาดผ่านทะลุพื้นที่มืดมิดไปอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ราวกับดาวตกที่พุ่งทะยานไปอย่างรวดเร็ว
ผู้คนรู้ดีว่า พวกนั้นคือเศษซากยอดสมบัติสุดพิเศษ บางชิ้นก็กำลังอยู่ในสภาวะตื่นตัว กระสับกระส่ายไม่ยอมอยู่นิ่ง
แต่ส่วนใหญ่จะเรียงตัวกันอย่างสะเปะสะปะ สงบนิ่งไม่ไหวติง เปล่งแสงเรืองรองจางๆ ราวกับดวงดาวระยิบระยับที่ประดับประดาอยู่ในทะเลจักรวาลอันลึกล้ำ
"เยอะขนาดนี้เลยหรือ?" หลายคนตกใจ อาวุธระดับนั้นจัดว่าเป็นยอดสมบัติทั้งสิ้น หากสืบสาวกลับไปถึงต้นตอได้ แต่ละชิ้นล้วนมีอดีตที่น่าสรรเสริญและน่าเศร้าสลด
พวกมันคู่ควรแก่การถูกเรียกว่า ตำนานที่ยังมีลมหายใจ
อาวุธประเภทนี้ แค่คิดจะหลอมขึ้นมาสักชิ้นก็ยากเย็นแสนเข็ญราวกับปีนขึ้นสวรรค์แล้ว ไม่เพียงแต่ต้องทุ่มกำลังคนทั้งนิกายเท่านั้น บางทียังต้องผลาญเลือดของเซียนสวรรค์ด้วยซ้ำ นับว่าไม่ง่ายเลยจริงๆ
ยุคสมัยนี้ ไม่มีทางหลอมขึ้นมาได้แน่นอน เพราะเซียนสวรรค์ต่างก็เสื่อมสลายและทยอยล้มหายตายจากกันไปหมดแล้ว
"ไม่ได้เยอะขนาดนั้นหรอก ลองดูทางนั้นสิ ดูเหมือนดวงดาวระยิบระยับก็จริง แต่ความจริงแล้วก็มีแค่ไม่กี่ชิ้นเท่านั้นแหละ พอแตกสลายแล้ว เศษซากมันก็เลยกระเด็นกระจายไปทั่วเป็นดงแบบนี้ไง"
ผู้คนคาดเดากันว่า ในห้วงเหวลึกแห่งนี้ หากดันทุรังเอาเศษซากมาปะติดปะต่อให้กลายเป็นยอดสมบัติที่ค่อนข้างสมบูรณ์ได้ล่ะก็ มีถึงสามสิบชิ้นก็ถือว่าหรูแล้ว
"ทุกท่าน ขอเสียมารยาท ข้าล่วงหน้าไปก่อนล่ะ!" มีคนรีบพุ่งตัวไปตามล่า "ดาวตก" ที่กำลังตื่นขึ้นมา
บางคนก็ใช้วิธีถอดจิตมา พลังจิตหยางแท้สอดประสานกันเป็นเส้นแสงพุ่งทะยานไปในห้วงเหวลึก เดินทางสะดวกสบายจริงๆ ความเร็วก็เหนือกว่าพวกที่เอากายเนื้อเข้ามาเยอะ
"เจ้ามาแล้ว... เข้ามาสิ..."
เสียงลึกลับขาดๆ หายๆ ดังขึ้นข้างหูฉินหมิงอีกครั้ง คล้ายกับกำลังกระซิบกระซาบเรียกหาเขาจากก้นบึ้งอันมืดมิดที่สุดของห้วงเหวลึก
ฉินหมิงมั่นใจแล้วว่า คนรอบข้างไม่ได้มีปฏิกิริยาอะไรผิดปกติ เสียงพึมพำนั่นพุ่งเป้ามาที่เขาคนเดียวจริงๆ
เขาตีหน้าตาย เดินหน้าสำรวจต่อไปอย่างไม่รีบร้อน
บนอุกกาบาตยาวหลายสิบจั้งก้อนหนึ่ง ฉินหมิงเห็นเศษซากดาบยาวสีขาวบริสุทธิ์ปักอยู่บนพื้น เขาจึงรีบเดินเข้าไปดูใกล้ๆ
สำหรับเขาแล้ว พวกดาบยาว ค้อนยักษ์ ขวานเบิกฟ้า อะไรพวกนี้แหละที่ใช้ถนัดมือที่สุดแล้ว
ตอนที่เขาเดินเข้าไปใกล้ ก็มีคนอีกสิบกว่าคนตามมาติดๆ เข้าไปรุมล้อมเศษดาบสีขาวบริสุทธิ์นั่นด้วยสายตาร้อนผ่าว
ฉินหมิงมองแล้วมองอีก เศษดาบชิ้นนี้พังยับเยินเอาการ เหลือแค่ส่วนปลายดาบเท่านั้น เขาพยายามสั่นพ้องดู ก็พบว่าเคล็ดวิชาควบคุมของเจ้านี่มันไม่สมบูรณ์
เขาทำได้แค่ถอนใจเบาๆ กาลเวลามันช่างไร้เทียมทานจริงๆ สามารถชะล้างทุกสรรพสิ่งบนโลกนี้ให้เลือนหายไปได้หมดสิ้น
ฉินหมิงหันหลังเดินจากไป มุ่งหน้าสู่เป้าหมายต่อไป
มีเกาะโดดเดี่ยวเกาะหนึ่งลอยเคว้งอยู่ในห้วงเหวลึก บนนั้นมีหอกยาวที่เหลือแค่ครึ่งท่อนปักอยู่ ตัวหอกเป็นสีแดงฉานดุจทับทิม สุกใสแวววาว ถึงแม้จะไม่มีคมหอกแล้ว แต่ชิ้นส่วนอาวุธที่ใหญ่ขนาดนี้ก็หาดูได้ยากเต็มที
ฉินหมิงพบว่า คนกลุ่มเมื่อกี้นี้พอส่ายหน้าผิดหวังกับเศษดาบสีขาวบริสุทธิ์นั่นเสร็จ ก็พากันแห่ตามเขามาที่นี่ด้วย
. . . . . . . .
ด้านนอกห้วงเหวลึก เซี่ยมู่เจ๋อ ปรมาจารย์จากภูเขาซิงเฉินผู้มีผมสีเงินยวงเต็มหัว กำลัง "พนันขันต่อสนุกๆ" กับคนอื่นอยู่ ปกติเขาจะเป็นพวกวางอำนาจและเย็นชา แต่ตอนนี้กลับมีรอยยิ้มจางๆ ประดับอยู่บนใบหน้า
คนกลุ่มนี้ ถึงบางคนจะดูยังหนุ่มยังแน่น แต่จริงๆ แล้วก็เลยวัยที่จะถูกเรียกว่าคนรุ่นกลางหรือคนหนุ่มสาวไปตั้งนานแล้ว
มีคนเอ่ยเตือน "ตาเฒ่าเซี่ย ได้ยินมาว่าเจ้าเตรียมสัญญาไปให้เขาลงนาม แต่โดนปฏิเสธหน้าหงายกลับมางั้นหรือ? ถึงจะไม่สบอารมณ์ยังไง ก็เพลาๆ หน่อยเถอะ อย่าไปหาเรื่องใส่ตัวแถวนี้เลย"
เซี่ยมู่เจ๋อพยักหน้า เอ่ยว่า "อืม ข้ายึดมั่นในบัญชาของบัญชีทองคำอย่างเคร่งครัด ไม่เคยล้ำเส้นอยู่แล้ว"
"แล้วทำไมเจ้าถึงได้มั่นใจนักมั่นใจหนา ว่าอีกฝ่ายจะคว้าน้ำเหลวในห้วงเหวลึกล่ะ?"
เซี่ยมู่เจ๋อเอ่ยเสียงเรียบ "หมาจิ้งจอกไปเดินเทียบรัศมีกับพยัคฆ์ภูเขา มันจะได้อะไรกลับมาล่ะ? ผู้ใช้แรงงานขอบเขตที่สามไปเดินร่วมทางกับปรมาจารย์ ก็เหมือนเอาแสงหิ่งห้อยไปแข่งกับแสงจันทร์นั่นแหละ นี่มันเรื่องตลกชัดๆ ไม่เจียมตัวเอาซะเลย"
ทันใดนั้น คนที่อยู่ตรงนั้นก็เดาออกทันทีว่า หลานสาวของเขา... เซี่ยจิ้งเสียน น่าจะทะลวงด่านกลายเป็นปรมาจารย์ไปแล้วแน่ๆ
อันที่จริงก็มีข่าวลือมาพักใหญ่แล้วล่ะ ว่าหญิงสาวจากตระกูลเซี่ยคนนี้มีพรสวรรค์สูงส่งเทียมฟ้า เมื่อครึ่งปีก่อนก็มีข่าวหลุดมาว่า นางพร้อมที่จะทะลวงด่านเข้าสู่ขอบเขตใหญ่ที่ห้าได้ทุกเมื่อ
"ได้ยินมาว่า นางฝึกสองเส้นทางควบคู่กันไปด้วยงั้นหรือ?" มีคนเอ่ยถาม
นี่ไม่ใช่ความลับอะไร ถึงอยากจะปิดก็ปิดไม่มิดหรอก เซี่ยมู่เจ๋อพยักหน้าอย่างภาคภูมิใจ เอ่ยว่า "นางบรรลุนิมิตภายในข้ามผ่านปรโลกไปตั้งนานแล้ว เส้นทางสายเทพของนางราบรื่นไร้อุปสรรค หากไม่มีอะไรผิดพลาด ภายในครึ่งปีเส้นทางสายเทพก็สามารถทะลวงด่านเข้าสู่ระดับปรมาจารย์ได้เช่นกัน"
อายุสี่สิบกว่าก็ก้าวเข้าสู่ขอบเขตใหญ่ที่ห้าแล้ว ต่อให้อยู่บนฟ้า ก็ถือว่าเป็นยอดฝีมือระดับสูงสุดๆแล้ว ยิ่งบวกกับความสำเร็จระดับปรมาจารย์ควบสองเส้นทางเข้าไปอีก เซี่ยจิ้งเสียนผู้นี้ก็จัดว่าน่าสะพรึงกลัวอย่างแท้จริง
ฝูงตาเฒ่าถึงกับใบ้กินกันไปหมด ถึงพวกเขาจะมีอาวุโสสูงกว่า แต่ก็ถูกเด็กรุ่นหลังลูบคมเข้าให้ซะแล้ว
ตอนที่พวกเขาอายุเท่าเซี่ยจิ้งเสียน ยังไม่เคยทำผลงานได้อลังการขนาดนี้เลย
ชายชราคนหนึ่งยิ้มหน้าบาน เอ่ยว่า "หลานชายคนโตของข้าก็มีแววจะได้เป็นปรมาจารย์เหมือนกัน อย่างช้าไม่เกินสองปีก็ทะลวงด่านใหญ่ได้แล้ว พี่เซี่ย เรามาดองเป็นทองแผ่นเดียวกันไหมล่ะ?"
เซี่ยมู่เจ๋อปฏิเสธทันควัน "ล้อเล่นอะไรกัน ปรมาจารย์ควบสองเส้นทางในวัยสี่สิบกว่า ภูเขาซิงเฉินของข้าต้องปั้นนางให้เป็นดาวเด่นอยู่แล้ว จะปล่อยให้แต่งออกไปอยู่ถ้ำจื่อเซียวของพวกเจ้าได้ยังไง?"
เขาเป็นพวกวางอำนาจบาตรใหญ่มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว นอกจากอนาคตของตัวเองจะสดใสแล้ว ก็ยังเกี่ยวพันกับความยิ่งใหญ่ของตระกูลเซี่ยด้วย แถมลูกหลานบางคนก็ยังเก่งกาจได้หน้าได้ตาสุดๆ อีกต่างหาก
ปรมาจารย์เฒ่าคนหนึ่งเอ่ยขึ้น "ตาเฒ่าเซี่ย เจ้าเอาหมาจิ้งจอกไปเปรียบเทียบกับพยัคฆ์ภูเขา คำพูดแบบนี้มันจะแทงใจดำไปหน่อยนะ เจ้าจะไปถือสาหาความอะไรกับเด็กมันนักหนา"
เซี่ยมู่เจ๋อส่ายหน้า เอ่ยว่า "อัจฉริยะน่ะข้าเห็นมาเยอะแล้ว หมอนั่นก็แค่ขอบเขตที่สาม แต่ดันกล้ามาดูถูกภูเขาซิงเฉินของข้า! คิดว่าตัวเองเป็นใครกัน? ข้าอุตส่าห์ให้โอกาสเปลี่ยนชะตาชีวิตแท้ๆ คนเราเกิดมาทั้งที จะได้เจอคนใหญ่คนโตมาคอยช่วยเหลือสักกี่คนกันเชียว? หมอนั่นน่ะหรือ นอกจากจะไม่รับน้ำใจแล้ว ยังกล้ามาลบหลู่บารมีปรมาจารย์ ต่อปากต่อคำกับข้าอีก นี่ถ้าไม่อยู่บนฟ้าแล้วมีบัญชาจากบัญชีทองคำคอยคุมเข้มอยู่ล่ะก็ หึ..."
เขาจ้องมองไปที่ห้วงเหวลึก ยิ้มเยาะแล้วเอ่ยว่า "หมอนั่นคิดว่าตัวเองเป็น 'อี้เจี้ยน' (หนึ่งกระบี่) หรือไง? ก็แค่อีหนูรับใช้ หมาจิ้งจอกตัวนึง ชะตาบางประดุจกระดาษ แต่ริอ่านจะใฝ่สูงทะียมฟ้า"
"เจ้าอย่าพูดไปเลยนะ ภูมิหลังของหมอนั่นเคยเป็นที่กังขามาก่อน พวกผู้อาวุโสบางคนก็เคยจับตามองเขาด้วย อย่างเช่น เทียนจุนลู่ ก็เคยสงสัยว่าเขาอาจจะเป็น 'ไท่อี' ก็ได้"
"ถ้าเขาคือไท่อีจริงๆ ถึงจะเทียบชั้นอี้เจี้ยนไม่ได้ แต่ก็เคยขึ้นเป็นอันดับหนึ่งบนบัญชีรายชื่อรุ่นใหม่เชียวนะ ไม่ธรรมดาเลยล่ะ!"
"พี่ชาย เจ้าคิดมากไปเองหรือเปล่า?"
. . . . . . . .
ฉินหมิงประหลาดใจ มองดูคนสิบกว่าคนนั้น
ในห้วงเหวลึกแห่งนี้ยังมีเศษซากอาวุธอีกตั้งเยอะแยะ ไม่เห็นมีความจำเป็นต้องมาเบียดเสียดรุมทึ้งอยู่จุดเดียวกันเลย คนพวกนี้หมายความว่ายังไงกันแน่?
ตอนแรกฉินหมิงก็ไม่ได้ใส่ใจ แต่ตอนนี้เขาต้องเริ่มสั่นพ้องอย่างจริงจัง เพื่อสืบหาที่มาที่ไปและจุดประสงค์ของพวกมันแล้ว
ถึงแม้จะมีอยู่สองสามคนที่ฝีมือฉกาจฉกรรจ์ จิตใจแน่วแน่ ไม่เผยอารมณ์ความรู้สึกออกมาเลยแม้แต่น้อย แต่เขาก็ได้รู้จากคนอื่นๆ ว่า ในกลุ่มนี้มีคนของภูเขาซิงเฉินปะปนอยู่ด้วย
ไม่ว่าเขาจะหมายตายอดสมบัติชิ้นไหน พวกคนของภูเขาซิงเฉินก็จะแห่มาป่วนทันที
ยิ่งไปกว่านั้น เบื้องหลังคนพวกนี้ ยังมีปรมาจารย์หญิงแซ่เซี่ย ผู้มีพรสวรรค์สูงส่งคอยชักใยอยู่อีกต่างหาก
จิตใจของฉินหมิงสงบนิ่ง ไร้คลื่นลมใดๆ ดุจภาพสะท้อนของดวงจันทร์ในบ่อน้ำ กล้ามาแย่งของกับเขาในถิ่นแบบนี้ คิดว่าเขาเป็นลูกพลับนิ่มที่บีบเล่นได้ง่ายๆ หรือไง? รนหาที่ตายชัดๆ
เขาลองทดสอบดู เอาปราณแสงสวรรค์ผสานเข้ากับพลังจิตหยางแท้ แปะไว้บนเศษผ้าขี้ริ้ว แล้วก็แอบลอยออกจากร่างไป ปรากฏว่าไม่มีใครรู้สึกตัวเลยสักนิด เขาสามารถรวมตัวและสลายร่างได้ดั่งใจนึก
ส่วนเรื่องบัญชีทองคำ ก็เดาว่าน่าจะรู้ไส้รู้พุงเขาหมดแล้วล่ะ ยังไงซะ บัญชีรายชื่อรุ่นใหม่ก็เป็น 'พี่น้องคลานตามกันมา' ของมันนี่นา
สุดท้าย ฉินหมิงก็ล้มเลิกความตั้งใจที่จะเอาหอกหักๆ ด้ามนีั สาเหตุหลักก็คือ พลังจิตที่อยู่ในนั้นมันออกจะบ้าบอไปหน่อย เขาเกรงว่าจะโดนของเข้าตัวซะเอง
"อย่างนี้นี่เอง ที่จิตวิญญาณอาวุธบางชิ้นมันสติแตก ก็เป็นเพราะมีพลังจิตหลายสายมาพันพัวกันอยู่ บางทีอาจจะปะปนรอยประทับที่ไม่มีวันดับสูญของคู่ต่อสู้เข้าไปด้วยซ้ำ"
ฉินหมิงคลำหาความจริงได้บางส่วน สีหน้าก็เริ่มจริงจังขึ้นมา อาวุธที่สติแตกไปแล้ว ขืนไปแตะต้องเข้ามีหวังซวยแน่ๆ
"ดูท่าแล้ว คำเตือนและข้อควรระวังทุกอย่างจากบัญชีทองคำ ต้องเอามาใส่ใจให้หนักๆ ซะแล้วสิ"
ตลอดเส้นทางที่มุ่งหน้าต่อไป ฉินหมิงก็ได้ยินเสียงกระซิบกระซาบอันลึกลับดังแว่วมาอีกหลายต่อหลายครั้ง กำลังเรียกหาเขา อยากจะพบเขาให้ได้
เขาไม่ได้สนใจ เตรียมจะไปเฟ้นหายอดสมบัติที่ถูกใจสักชิ้น เพื่อเอามาติดอาวุธให้ตัวเองแบบครบถ้วนก่อนค่อยว่ากัน
ฉินหมิงเห็นเศษซากยอดสมบัติติดๆ กันเป็นสิบๆ ชิ้น บางชิ้นก็ทำเอาเขาใจเต้นตึกตัก ถูกจัดเข้ารายชื่อตัวเต็งไปเรียบร้อย สิ่งที่พบเห็นตลอดทาง มีตั้งแต่เศษหอกยาวสีดำทะมึน ไปจนถึงชิ้นส่วนสำคัญของเต่ายักษ์สีเงิน แล้วก็ค้อนยักษ์สามสีที่เขาถูกใจสุดๆ ...
เขาไม่เคยคิดฝันมาก่อนเลย ว่าจะมีวันไหนที่ได้ใช้ชีวิตหรูหราขนาดนี้ ได้เห็นอาวุธพิเศษมากมายก่ายกอง แถมเขายังมีโอกาสได้เลือกสรรตามใจชอบอีกต่างหาก
เขาเหม่อลอยไปชั่วขณะ นี่มันยังกับฝันไปเลยชัดๆ
เศษซากอาวุธทุกชิ้นก็เหมือนประวัติศาสตร์หน้าหนึ่ง ทั้งหนักแน่น ลึกล้ำ และผ่านโลกมาอย่างโชกโชน ฉินหมิงสั่นพ้องดูหลายรอบ เพื่อหยั่งเชิงดูสภาพของอาวุธที่ตัวเองเล็งไว้ เขาได้เห็นทั้งเลือดและไฟตลบอบอวล การเข่นฆ่าสังหารไร้ที่สิ้นสุด รวมไปถึงเงาร่างอันห้าวหาญที่สาดเลือดย้อมท้องฟ้า จนสุดท้ายก็ร่วงหล่นลงสู่ห้วงเหวลึกอย่างเงียบงัน...
แต่ทว่า ภาพพวกนี้มันเลือนรางมาก ขาดๆ หายๆ ยากที่จะสืบสาวราวเรื่องราวในอดีตได้ครบถ้วน
ถึงจะเป็นอย่างนั้น สุดท้ายฉินหมิงก็ไม่อยากจะไปขุดคุ้ยให้มันลึกซึ้งนักหรอก เพราะมันรู้สึกหดหู่เอามากๆ สัมผัสได้ถึงประวัติศาสตร์ที่ล่วงลับ วีรบุรุษผู้โชคร้าย ราวกับกำลังทะลุผ่านมิติเวลาในอดีต พุ่งทะลักเข้ามาหาเขา ทำเอาขนหัวลุกชันไปหมด
ระหว่างนี้ คนกลุ่มนั้นส่วนใหญ่ก็สลายตัวกันไปหมดแล้ว เหลือแค่สี่คนที่ยังตามติดเขาแจ พวกนี้คือสายเลือดตรงของภูเขาซิงเฉิน ที่ได้รับคำสั่งให้มาคอยจับตาดูเขาไว้
ทันใดนั้น ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นมา "พ่อหนุ่ม เจ้ามีอะไรแปลกๆ นะ ในร่างกายดูเหมือนจะซุกซ่อนพลังจิตเอาไว้มหาศาลเลย เจ้าไม่ธรรมดาจริงๆ"
ฉินหมิงประหลาดใจ เศษซากยอดสมบัติที่เขายังไม่ได้เข้าไปสำรวจ กลับตื่นขึ้นมาเอง ปล่อยคลื่นพลังออกมาเป็นฝ่ายชวนเขาคุยก่อนซะงั้น
เขาเดินเข้าไปจ้องมองของสิ่งนี้ใกล้ๆ
มันมีขนาดเท่าสองฝ่ามือ ถือว่าไม่เล็กแล้วสำหรับที่นี่ จัดอยู่ในระดับ "อาวุธหนัก" ได้เลยล่ะ
ยิ่งไปกว่านั้น บนตัวมันยังมีถึงห้าสี ซึ่งหมายความว่าอย่างน้อยก็ต้องหลอมรวมโลหะประหลาดเข้าไปถึงห้าชนิด ซึ่งหาได้ยากมากในที่แห่งนี้ เห็นได้ชัดว่ามันไม่ธรรมดาเลยจริงๆ
ที่สำคัญที่สุดคือ เศษซากยอดสมบัติชิ้นนี้เป็นฝ่ายชวนคุยก่อน ช่างโดดเด่นสะดุดตา พลังวิเศษเต็มเปี่ยมสุดๆ
มันปล่อยคลื่นพลังออกมา เอ่ยว่า "ถูกฝังลืมมาเนิ่นนานนับอสงไขย ตอนนี้จิตสำนึกใหม่เพิ่งจะตื่นขึ้นมาได้ไม่นาน ข้าอยากจะออกไปเปิดหูเปิดตาข้างนอกสักหน่อย งั้นข้าขอติดสอยห้อยตามเจ้าไปท่องโลกีย์วิสัยสักรอบก็แล้วกัน"
"ร่างจริงของเจ้าคืออะไรล่ะ?" ฉินหมิงเอ่ยถาม
"แผ่นจารึกโลหะประหลาด" มันบอก ซึ่งจะต้องตอบโจทย์ความต้องการของฉินหมิงได้แน่ๆ บนรูปสลักมีอาวุธหลากหลายชนิดสลักเอาไว้ มันสามารถจำแลงร่างออกมาได้หมด
"ตกลง!" ฉินหมิงพยักหน้า
เขารู้ดีว่า อาวุธชิ้นนี้จะต้องมีที่มาไม่ธรรมดาแน่ๆ
เศษซากยอดสมบัติเปล่งประกาย สี่คนที่ตามติดฉินหมิงมาตลอดถึงกับเบิกตากว้าง ตะลึงงันไปถึงขั้วหัวใจ นึกไม่ถึงเลยว่าไอ้เด็กที่ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง ไม่รู้บุญคุณ ไม่รู้จักเกรงกลัวปรมาจารย์เซี่ยมู่เจ๋อ จะมีวาสนาหล่นทับขนาดนี้ ถึงกับมีอาวุธสุดพิเศษยอมตื่นขึ้นมาหาเขาเองเลยเชียวหรือ
พวกเขารีบส่งข่าวไปเรียกเซี่ยจิ้งเสียนที่กำลังสำรวจยอดสมบัติชิ้นอื่นอยู่ไม่ไกลให้มาที่นี่ทันที
ฟึ่บ! ปรมาจารย์หญิงที่เพิ่งจะเลื่อนขั้นมาหมาดๆ ก็พุ่งพรวดมาถึงด้วยความเร็วแสง ร่อนลงบนเกาะลอยฟ้า พร้อมกับหยิบก้อนโลหะเหลวที่อัดแน่นไปด้วยวิถีเต๋าเข้มข้นจนแทบจะละลายไม่ออกออกมา
เศษซากห้าสีเปล่งประกาย เอ่ยขึ้น "ช่างมีน้ำใจจริงๆ ของโบราณที่ได้รับการทะนุถนอมมานานปี สารกระตุ้นความมีชีวิตชีวาที่เอาไว้ใช้ซ่อมแซมยอดสมบัติโดยเฉพาะ เจ้าไปเสาะหามาได้นิดหน่อยสินะ นี่กะจะให้ข้าติดตามเจ้าไปงั้นหรือ?"
"ขอผู้อาวุโสโปรดเมตตาด้วย!" เซี่ยจิ้งเสียนพยักหน้ารับ
สีหน้าของฉินหมิงถมึงทึง นี่มันมาปาดหน้าเค้กกันซึ่งๆ หน้าเลยนี่นา ปรมาจารย์หญิงจากตระกูลเซี่ยมองข้ามหัวเขาไปเลย
เซี่ยจิ้งเสียนสวมชุดดำสนิท รูปร่างเพรียวบาง หน้าตาสะสวยโดดเด่น ปล่อยผมสยาย หางตาขวามีไฝน้ำตาเม็ดหนึ่ง ไม่ว่าจะเดินไปที่ไหนก็จัดว่าเป็นระดับนางฟ้าลงมาจุติ
"ทำเอาข้าลำบากใจเลยนะเนี่ย" เศษซากยอดสมบัติห้าสีถอนหายใจ
เซี่ยจิ้งเสียนปรายตามองฉินหมิง เอ่ยว่า "ในสถานการณ์แบบนี้ เจ้ายังคิดจะมาแย่งกับข้าอีกหรือ? ถอยไปซะ!"
ฉินหมิงไม่สนใจนาง หันไปถามเศษซากอาวุธพิเศษชิ้นนั้นแทน "เจ้าเลือกเองก็แล้วกัน ว่าตกลงจะตามใครไป"
เขาไม่อยากให้มีระเบิดเวลาตามติดอยู่ข้างกายหรอก ถ้าของชิ้นนี้มันสองจิตสองใจ สู้รีบเปลี่ยนไปหาชิ้นใหม่ตั้งแต่เนิ่นๆ ดีกว่า ไม่เห็นจะต้องง้อเจ้านี่เลยสักนิด
แต่ทว่า ถ้าเศษซากยอดสมบัติห้าสีนี่ดันเลือกปรมาจารย์หญิงล่ะก็ ฉินหมิงก็ไม่ติดขัดอะไรที่จะชิงลงมือก่อน สับนางตัวดีจากตระกูลเซี่ยที่มาปาดหน้าเค้กให้เละคาที่ซะ แล้วค่อยไปหาอาวุธชิ้นใหม่ก็ยังไม่สาย
เศษซากยอดสมบัติห้าสีแอบส่งกระแสจิตตอบกลับมา ว่ายินดีจะตามฉินหมิงไป แต่ก็อยากจะเขมือบไอ้สารกระตุ้นที่มีวิถีเต๋าอัดแน่นนั่นด้วยเหมือนกัน
เซี่ยจิ้งเสียนกวาดสายตามองฉินหมิง เอ่ยว่า "ทำไม เจ้ายังไม่ยอมจำนนอีกหรือ? ถ้าเจอเรื่องแบบนี้เข้า เราก็มาประลองกันสักตั้งเพื่อตัดสินแพ้ชนะสิ แต่เจ้ากล้ารับคำท้าหรือเปล่าล่ะ?"
"หลงตัวเองชะมัด เจ้าถามความสมัครใจของยอดสมบัติแล้วหรือยัง?" ฉินหมิงเอ่ยเสียงเย็น
ไม่ไกลออกไป พลังจิตหยางแท้สายหนึ่งพุ่งเข้ามา สว่างเจิดจ้าดุจดวงตะวันแผดเผา ทรงพลังอำนาจสุดๆ เอ่ยขึ้น "อืม ข้าเองก็อยากจะมาร่วมด้วยเหมือนกัน พวกเจ้าสองคนถอยไปให้หมด"
นี่คือพลังจิตที่ผสานปราณแสงสวรรค์กับปัญญาเทวะของฉินหมิง ที่ถอดจิตออกมาเกาะอยู่บนเศษผ้าขี้ริ้ว แล้วก็โผล่มาเนียนๆ ต่อหน้าปรมาจารย์
เห็นได้ชัดว่า อีกฝ่ายไม่ทันสังเกตเห็นความผิดปกติอะไรเลย
"เจ้าเป็นใคร ถึงได้กล้ามาแย่งกับข้า?" เซี่ยจิ้งเสียนเอ่ยถามเสียงเย็น
"เจ้าเป็นตัวอะไรกันฮะ!" พลังจิตหยางแท้ของฉินหมิงตวาดกลับไปอย่างไม่ไว้หน้า ตอนแรกเขาก็กะจะลงมืออยู่แล้ว ตอนนี้แหละจังหวะเหมาะเจาะที่สุด
วินาทีนี้ เขาทำตัวกร่างสุดๆ เอ่ยว่า "ของวิเศษชิ้นนี้เป็นของข้า ไสหัวไปได้แล้ว"
เซี่ยจิ้งเสียนเบิกตากว้าง นางยังไม่เคยเจอใครที่โอหังขนาดนี้มาก่อน โผล่มาปุ๊บก็สั่งปั๊บ ถึงขั้นกล้าไล่ให้นางไสหัวไปอีก
นางเอ่ยเสียงเย็น "อยากจะมาปาดหน้าเค้กงั้นหรือ? ถ้างั้นพวกเราก็มาซัดกันสักตั้งสิ!"
พลังจิตหยางแท้ของฉินหมิงเอ่ย "ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ยายเฒ่าหนังเหนียว เจ้าก็คลานเข้ามาหาข้าสิ!"
ทันใดนั้น เซี่ยจิ้งเสียนก็ปรี๊ดแตก ก่อนหน้านี้นางโดนตะคอกใส่สารพัด นางยังไม่แสดงอารมณ์ใดๆ ออกมาเลย แต่พอได้ยินคำว่า 'ยายเฒ่าหนังเหนียว' เข้าไปเท่านั้นแหละ ถึงกับสติแตกในทันที
"นี่เจ้าพล่ามบ้าอะไรของเจ้า? รนหาที่ตาย!" นางตวาดเสียงกร้าว หน้าตาดุดัน
ฉินหมิงเห็นหน้าขวางหูขวางตา ก็เลยปากหมาใส่เต็มที่ เอ่ยว่า "ตอนที่ข้าพูดดีๆ ด้วย เจ้าก็คือนางฟ้า แต่ถ้าข้าไม่เกรงใจขึ้นมาเมื่อไหร่ เจ้าก็เป็นแค่ยายแก่หง่อมคนนึงนั่นแหละ"
เซี่ยจิ้งเสียนแทบอยากจะถลกหนังหมอนี่ทั้งเป็น นางยังสาววัยสะพรั่ง เพิ่งจะฉายแววโดดเด่นในหมู่ปรมาจารย์ด้วยกัน ยังเป็นสาวน้อยที่สดใสเปล่งปลั่ง ใครจะมาหยามเกียรติไม่ได้เด็ดขาด
ศึกนี้หลีกเลี่ยงไม่ได้แล้ว ปรมาจารย์หญิงตระกูลเซี่ยทุ่มสุดตัว
เดิมทีนางจงใจพุ่งเป้าไปที่ไอ้หนุ่มที่ยืนอยู่ข้างๆ หวังจะชิงตัดหน้าเอายอดสมบัติมาให้ได้ แต่ตอนนี้กลับต้องมาเปิดศึกฟาดฟันกับยอดฝีมือแปลกหน้าซะนี่
ฉินหมิงไม่กั๊กฝีมือเลย งัดเอาวิชาระดับสูงของลัทธิลี้ลับออกมาใช้ ควบแน่นขวานเบิกฟ้าจากนิมิตภายใน เปิดฉากมาก็งัดเอาท่าไม้ตายก้นหีบออกมากะซวกเลย
ตู้มมม!
แสงขวานสว่างวาบเจิดจ้า สาดส่องห้วงเหวลึกอันมืดมิดให้สว่างไสว ท่วงท่าลีลาของเขาช่างดุดันทรงพลังหาใดเปรียบ
เซี่ยจิ้งเสียนตกใจ นางเป็นพวกหยิ่งยโส มั่นใจในตัวเองสูงปรี๊ดดด! แต่ตอนนี้ใจกลับเต้นรัว นางรู้ตัวแล้วว่าเจอคู่ปรับตึงมือเข้าให้แล้ว
ในชั่วพริบตา รอบกายของนางก็สาดแสงสว่างจ้า ราวกับประกายดาวนับร้อยนับพันสายถักทอเข้าด้วยกัน เข้าปะทะกับขวานยักษ์ที่ถูกสร้างขึ้นมาพร้อมกับอักขระเวทนั่น
ฉินหมิงตกตะลึง ผู้หญิงคนนี้เก่งกาจเหลือร้ายจริงๆ ตอนที่เขาสั่นพ้องกับคนอื่น ก็รู้มาแล้วว่าผู้หญิงคนนี้เพิ่งจะทะลวงด่านเข้าสู่ขอบเขตใหญ่ที่ห้าได้ไม่นาน นึกไม่ถึงเลยว่าจะสามารถรับมือกับท่าไม้ตายของเขาได้ตรงๆ แบบนี้
แต่ก็ช่างเถอะ ขวานเดียวไม่ตาย งั้นเขาก็จะฟาดขวานที่สอง ขวานที่สามตามไปเรื่อยๆ ...
คนแถวนั้นแตกตื่นกันไปหมด แล้วก็ต้องตะลึงอ้าปากค้าง การต่อสู้ของสองคนนั้นมันน่าสะพรึงกลัวเกินไปแล้ว ฉีกกระชากความมืดมิดออกเป็นชิ้นๆ ทำเอาบริเวณนั้นสว่างเจิดจ้าบาดตาไปหมด
ฉินหมิงเปิดฉากจู่โจมไม่ยั้ง สับขวานฟาดใส่รัวๆ
"กรี๊ดดด..."
ท้ายที่สุด เซี่ยจิ้งเสียนก็กรีดร้องโหยหวน นางแทบจะถูกสับไหล่ขาดสะพายแล่ง
ฉัวะ!
จากนั้น นางก็ถูกสับขาดครึ่งท่อนอีกระลอก
แสงขวานอันน่าสะพรึงกลัวสับเนื้อหนังมังสาของนางจนขาดกระจุย ตัดกระดูกสันหลังสะบั้น ทำเอานางตัวขาดครึ่งท่อนตรงช่วงเอวพอดี
ในจังหวะเป็นตาย นางก็เปิดใช้งานยันต์เคลื่อนย้ายพริบตากลางอากาศ สาดเลือดกระเซ็นเป็นสายฝน ก่อนจะหนีเตลิดเปิดเปิงไปอย่างทุลักทุเล
อันที่จริง ฉินหมิงโดนบัญชีทองคำขู่ไว้แล้ว ว่าห้ามฆ่าล้างบางคนกันเองในที่แห่งนี้เด็ดขาด เพราะงั้นในวินาทีสุดท้าย เขาเลยไม่ได้ตามไปซ้ำหรือเขวี้ยงขวานตามไป
และไอ้โลหะเหลวที่มีความมีชีวิตชีวานั่น เขาเก็บไว้เรียบร้อยแล้ว
"ขอโทษทีนะ ข้าขอเลือกฉินหมิง" เศษซากยอดสมบัติห้าสีเอ่ยขึ้น
พลังจิตหยางแท้ของฉินหมิงพ่นลมหายใจเย็นชา ลอยละล่องจากไปไกล ก่อนจะม้วนตัวกลับคืนร่างเดิม
"เกินไปแล้วนะ อยู่ใกล้แค่นี้เอง ข้าสัมผัสได้นะเว้ย" เศษซากยอดสมบัติห้าสีบ่นอุบอิบ
ไม่นานนัก ฉินหมิงที่สวมชุดเกราะของเหลวห้าสี ก็ลงมาถึงก้นบึ้งของห้วงเหวลึก และได้เห็นว่าใครเป็นคนเพรียกหาเขา
"ข้ารอมา... นานแสนนานแล้ว!"