- หน้าแรก
- ราตรีนิรันดร์
- ฟรี บทที่ 500 เคียงบ่าเคียงไหล่ก้าวไปข้างหน้า
ฟรี บทที่ 500 เคียงบ่าเคียงไหล่ก้าวไปข้างหน้า
ฟรี บทที่ 500 เคียงบ่าเคียงไหล่ก้าวไปข้างหน้า
บทที่ 500 เคียงบ่าเคียงไหล่ก้าวไปข้างหน้า
หมอกราตรีปกคลุมบางเบา ใต้ต้นไม้ขาวดำ ฉินหมิงและหลีชิงเยว่ยืนสงบนิ่ง หลังจากสวมกอดกันเบาๆ บรรยากาศก็เปี่ยมไปด้วยความสงบเงียบ
บ่อน้ำพุเพลิงส่องประกายระยิบระยับ ไอหมอกสีรุ้งลอยกรุ่น สะท้อนใบหน้าอ่อนเยาว์ของทั้งสองคน ชั่วขณะนั้นทั้งคู่ต่างไร้ซึ่งคำพูด พวกเขาต่างก็มีเส้นทางของตัวเองที่ต้องก้าวเดิน
ครู่ต่อมา หลีชิงเยว่ก็เอ่ยเสียงเบา "ข้าอยากจะแข็งแกร่งขึ้นอีกหน่อย ในอนาคตพวกเราจะได้เคียงบ่าเคียงไหล่กันได้"
ฉินหมิงได้ยินดังนั้น ก็พยักหน้าอย่างหนักแน่น ตอบว่า "ตกลง!"
เตาแปดทิศเรืองแสงจางๆ เอ่ยขึ้น "คัมภีร์แท้บางเล่มมีบันทึกไว้เฉพาะในดินแดนสูงสุดเท่านั้น ส่วนข้าก็เป็นแค่เศษเสี้ยววิญญาณ ความทรงจำขาดหายไปเยอะเลยล่ะ"
เมื่อคิดทบทวนดูอย่างถี่ถ้วน ฉินหมิงก็ตระหนักดีว่า ตำหนักดุสิตเหมาะสมกับการเติบโตและผงาดขึ้นของหลีชิงเยว่มากที่สุด มีเพียงการไปถึงที่นั่นเท่านั้น นางถึงจะสามารถก้าวข้ามขีดจำกัดของกายาอัคคีแต่กำเนิดได้
เขาเองก็หวังว่า ในอนาคตทั้งสองคนจะได้เคียงบ่าเคียงไหล่ร่วมทางกัน
ฉินหมิงมองใบหน้าที่อ่อนโยนและงดงามของนาง ไม่อยากจะรั้งนางไว้ด้วยความเห็นแก่ตัวของตัวเอง
หากพวกเขาเกิดในเมืองยักษ์ เป็นเพียงชายหญิงธรรมดาที่อยู่ห่างไกลจากความวุ่นวาย บางทีนี่อาจเป็นช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความหวังถึงอนาคต แต่ทั้งสองรู้ดีถึงความโหดร้ายของโลกแห่งหมอกราตรี การได้อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขนั้นเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ หากตัวเองไม่แข็งแกร่งพอ ก็ไม่อาจปกป้องอะไรไว้ได้เลย
อย่างเช่นรอยเท้าขนาดยักษ์เรืองแสงที่เหยียบลงมานั่น เมืองยักษ์ระดับใหญ่ยังพินาศกลายเป็นเถ้าถ่านได้ในพริบตา หากเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นใกล้ๆ พวกเขา แค่คิดก็ชวนให้สิ้นหวังแล้ว นั่นคือมหาภัยพิบัติที่สามารถทำให้แผ่นดินพังทลาย ราชวงศ์ล่มสลายได้อย่างรวดเร็ว และนี่ก็เป็นเพียงแค่ 'ระลอกคลื่น' เล็กๆ ที่เกิดขึ้นในมุมหนึ่งของโลกแห่งหมอกราตรีเท่านั้น
ใบไม้ของต้นไม้ขาวดำให้ความรู้สึกเหมือนหยก เมื่อสายลมแผ่วพัดผ่าน ก็จะเกิดเสียงเสียดสีและกระทบกันดังกังวานใส
ตรงหัวมุมถนนหน้าหมู่บ้าน เหวินฮุยวัยหกขวบชะโงกหน้ามองซ้ายมองขวา กะพริบตาปริบๆ ร้องเรียกเสียงอ่อย "ท่านอาเล็ก นี่คือท่านอาสะใภ้หรือขอรับ?"
"ใช่แล้ว" ฉินหมิงพยักหน้ายิ้มๆ
เมื่อหลีชิงเยว่ได้ยินดังนั้น ก็ยิ้มทักทายเด็กน้อยที่มีแววตาไร้เดียงสาอย่างสง่างามผ่าเผย นึกไม่ถึงเลยว่านางจะพกลูกอมติดตัวมาด้วย นางใช้พลังหยางบริสุทธิ์ส่งลูกอมไปให้
เดิมทีเหวินฮุยเป็นเด็กขี้อาย กลัวคนแปลกหน้า แต่ตอนนี้ดวงตาใสซื่อกลับเบิกกว้าง ร้องตะโกนด้วยความดีใจทันที "ท่านอาสะใภ้เป็นนางฟ้า!"
ท่ามกลางหมอกราตรีนอกหมู่บ้าน เจียงหรั่นหัวเราะคิกคักออกมา
"มีท่านอาสะใภ้... อีกคนด้วยหรือขอรับ?" เหวินฮุยมีท่าทีเขินอายเล็กน้อย หันไปร้องเรียกเจียงหรั่นเสียงเบาเช่นกัน
จากนั้น ลู่เจ๋อกับเหลียงว่านชิงสองสามีภรรยาก็ปรากฏตัวขึ้น เชื้อเชิญหลีชิงเยว่และเจียงหรั่นเข้าหมู่บ้าน สองสามีภรรยาจัดการทำอาหารมื้อใหญ่ต้อนรับ
ระหว่างนั้น ผู้ใหญ่บ้านสวี่เยว่ผิงก็เอาซี่โครงจามรีมาให้ หยางหย่งชิงก็เอาขาแพะภูเขามาฝาก...
อวี๋เกิ้นเซิงและหลีชิงอวิ๋นก็ปรากฏตัวขึ้นเช่นกัน พวกเขาเดินเข้ามาในหมู่บ้านซวงซู่ มองสำรวจหมู่บ้านที่ฉินหมิงใช้ชีวิตอยู่มาหลายปีอย่างละเอียดลออครั้งแล้วครั้งเล่า
"ผู้อาวุโส ลำบากพวกท่านแล้วนะขอรับ" ฉินหมิงขอบคุณผู้อาวุโสทั้งสองจากใจจริง
ส่วนปรมาจารย์ของราชวงศ์ต้าอวี๋ผู้นั้น พอมาใกล้ถึงภูเขาขาวดำ เห็นว่าไม่มีปัญหาอะไรแล้วก็ถอยกลับไป
บนต้นไม้ใหญ่นอกหมู่บ้าน นกพูดได้บ่นพึมพำ "ท่านเจ้าขุนเขา นี่พาเมียเข้าบ้านแล้วสินะ? ต่อไปพอถึงฤดูใบไม้ผลิ เขาจะมาหาว่าข้าเป็นนกเจ้าชู้ไม่ได้แล้วนะ"
"ชู้!" กระรอกแดงพ่นคำออกมาแค่คำเดียว
นกราชันย์อสนีบาตเตือนว่า "พวกเจ้าเบาเสียงหน่อย แม่นางสองคนนั้นเป็นถึงยอดฝีมือรุ่นเยาว์ของเผ่ามนุษย์เลยนะ!"
ดึกหน่อย เมิ่งซิงไห่ก็ปรากฏตัวขึ้นเช่นกัน เขาอุตส่าห์นั่งสัตว์วิเศษบินได้ระดับสูงมาจากเมืองฉีเสียโดยเฉพาะ มาร่วมดื่มสุราชั้นเลิศกับอวี๋เกิ้นเซิงและหลีชิงอวิ๋นไปสองไห
"เด็กคนนี้... เพิ่งจะเก้าขวบกว่าเองรึ?" ระหว่างงานเลี้ยง หลายคนมองไปที่เหวินรุ่ยแล้วก็รู้สึกประหลาดใจ
เขามีใบหน้าอ่อนเยาว์แบบเด็กๆ แต่ความสูงกลับเตี้ยกว่าผู้ใหญ่แค่ไม่เท่าไหร่เอง
นี่เป็นผลลัพธ์มาจากการที่ฉินหมิงหักกระดูกเทพยักษ์ของเขา แล้วช่วยหล่อหลอมเลือดเนื้อและเส้นเอ็นให้ใหม่
อวี๋เกิ้นเซิงกล่าว "หักกระดูก ยืดเส้นเอ็น หล่อหลอมเลือดเนื้อ อายุแค่นี้ต้องมาทนทุกข์ทรมานไม่น้อยเลยจริงๆ มาเถอะ ปู่จะสอนวิชาบำรุงชีพให้เจ้าสักบท จะได้ช่วยให้ร่างกายเจ้าแข็งแรงขึ้น"
"ไม่ลำบากเลยขอรับ ขอบพระคุณท่านปู่อวี๋" ถึงแม้เหวินรุ่ยจะอายุยังน้อย แต่ก็มีจิตใจเด็ดเดี่ยว แววตามุ่งมั่นเป็นประกาย
หลีชิงอวิ๋นลูบหัวเขาเบาๆ กล่าวว่า "เส้นทางลัทธิลี้ลับก็เดินได้ด้วยงั้นรึ? งั้นข้าก็จะถ่ายทอดเคล็ดวิชาขัดเกลาร่างกายให้เจ้าสักบทก็แล้วกัน"
เห็นได้ชัดว่า สิ่งที่ผู้อาวุโสทั้งสองถ่ายทอดให้นั้น ล้วนเป็นเคล็ดลับวิชาที่พวกเขาตกผลึกมาจากประสบการณ์ตลอดหลายปีที่ผ่านมา มีสรรพคุณล้ำเลิศพลิกแพลงเรื่องเหนือความคาดหมายได้
"เด็กคนนี้สามารถเดินหน้าไปได้ทั้งสามเส้นทางเลยรึ?" เมิ่งซิงไห่ประหลาดใจ ถึงแม้รากฐานพรสวรรค์ของเหวินรุ่ยจะไม่ได้โดดเด่นอะไร แต่เส้นทางที่เขาสามารถเลือกเดินได้นั้นกลับกว้างขวางมาก
หลีชิงเยว่ขยับเข้ามาใกล้ กล่าวว่า "ข้าจะถ่ายทอดเคล็ดวิชาบำรุงปราณของเส้นทางเซียนให้เจ้าสักบทนะ"
เจียงหรั่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าว "ข้าก็จะถ่ายทอดเคล็ดวิชาให้เจ้าบทหนึ่งเหมือนกัน เป็นวิชาเกี่ยวกับการบำรุงวิญญาณ ถึงแม้ตอนนี้เจ้าจะยังฝึกไม่ได้ แต่ก็จำเอาไว้ก่อนได้นะ"
"ขอบคุณ... ท่านอาสะใภ้ทั้งสองขอรับ" เหวินรุ่ยดูค่อนข้างนิ่งขรึม แต่ยังไงซะก็ยังเป็นเด็ก ตอนนี้เขาดีใจมากๆ โค้งคำนับให้ไม่หยุด
คนถูกเรียกถึงกับทำตัวไม่ถูก โดยเฉพาะเจียงหรั่น นางส่ายหน้ายิ้มๆ แล้วใช้พลังแสงวิญญาณหยางบริสุทธิ์ประคองเขาขึ้นมา
"ไม่เลวเลย เด็กดีช่างเจรจาจริงๆ" อวี๋เกิ้นเซิงกลับพอใจเป็นอย่างมาก พยักหน้าหงึกๆ อยู่ตรงนั้น
หลีชิงอวิ๋นเคยบอกกับฉินหมิงเมื่อนานมาแล้วว่า กังวลว่าหลีชิงเยว่จะกลายเป็นว่าวขาดด้ายบินหายลับไปเพื่อแสวงหาการเข้าใกล้ความเป็นเซียน แต่ตอนนี้เขากลับยิ้มแย้มแจ่มใส เขายินดีที่ได้เห็นภาพตรงหน้านี้
ลู่เจ๋อกับเหลียงว่านชิงมีท่าทีเกร็งๆ มองดูบุคคลที่ราวกับเซียนสวรรค์เหล่านี้ประทานเคล็ดวิชาให้ลูกชายคนโต พวกเขาถูมืออย่างซื่อๆ เอ่ยปากขอบคุณไม่หยุดหย่อน
อวี๋เกิ้นเซิงกล่าว "เด็กคนนี้เป็นเด็กดี จิตใจซื่อสัตย์บริสุทธิ์ เดินหน้าไปได้ทั้งสามเส้นทาง บางทีอาจจะสืบทอดวิชาของเสี่ยวฉินได้ ในอนาคตก็ใช่ว่าจะไม่อาจเปล่งประกายเจิดจรัสได้หรอกนะ"
เหวินรุ่ยส่ายหน้า พูดเสียงเบา "ข้ารู้ตัวดีว่ารากฐานกระดูกของข้าไม่ได้แข็งแกร่ง พรสวรรค์ก็สู้ท่านอาเล็กไม่ได้ ข้าไม่ได้มีเป้าหมายสูงส่ง หรือมีความฝันที่ยิ่งใหญ่อะไรหรอกขอรับ ขอแค่สามารถปกป้องท่านพ่อท่านแม่ น้องชาย ไม่ให้ถูกทำร้าย และปกป้องหมู่บ้านนี้ไว้ได้ก็พอใจแล้วขอรับ"
คำพูดอันซื่อตรงของเขาทำให้คนที่อยู่ตรงนั้นต่างเผยรอยยิ้มอย่างเอ็นดู และพยักหน้าให้เบาๆ
เมิ่งซิงไห่วางจอกสุราลง กล่าวว่า "เด็กน้อยเอ๋ย ความจริงแล้วปณิธานของเจ้าน่ะไม่เล็กเลยนะ เขตแดนภูเขาขาวดำนี่ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ เมื่อก่อนเหนือหมู่บ้านนี้เคยมีว่าวเปื้อนเลือดลอยวนเวียนอยู่ ในบรรดาศัตรูคู่แค้นของมัน อาจจะมีคนที่ยังมีชีวิตอยู่ก็ได้ ถอยหลังไปอีกก้าว ต่อให้ศัตรูเก่าพวกนั้นจะตายไปหมดแล้ว ก็น่าจะมีลูกหลานหรือลูกศิษย์หลงเหลืออยู่บ้างล่ะนะ"
หลีชิงอวิ๋นกล่าว "ไปพูดเรื่องพวกนี้กับเด็ก มันจะเร็วเกินไปหน่อยนะ"
ฉินหมิงตบบ่าเหวินรุ่ยเบาๆ กล่าวว่า "พยายามเข้าก็พอ เรื่องอื่นไม่ต้องคิดให้มากความ"
จากนั้น เขาก็มองไปที่อวี๋เกิ้นเซิงและกล่าวว่า "ผู้อาวุโส ด่านปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่นี้ ท่านก้าวข้ามไปได้หรือยังขอรับ?"
หลีชิงอวิ๋นตกใจสะดุ้ง กล่าวว่า "อะไรนะ ผู้อาวุโสอวี๋มาถึงขั้นนี้แล้วรึ? ยินดีด้วย!"
สีหน้าของอวี๋เกิ้นเซิงแดงปลั่ง กล่าวว่า "ไม่ได้เร็วขนาดนั้นหรอก ข้ายังอยู่ในช่วงทดสอบวิชา คลำทางซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ก็ถือว่าพอมีความหวังอยู่บ้างล่ะนะ ต้องขอบคุณเสี่ยวฉินที่ช่วยต่ออายุขัยให้ข้าอีกแปดสิบปี ไม่อย่างนั้นในยุคสมัยแบบนี้ ข้าจะกล้าดิ้นรนไปทำไมกัน? ตอนนี้อายุขัยข้ามีมากพอแล้ว ข้าเลยกล้าที่จะเสี่ยงเดิมพันสักตั้ง ในช่วงที่กระแสฟ้าดินกำลังพุ่งพล่านถึงขีดสุดนี้แหละ"
"ผู้อาวุโส แบบนี้มันไม่ต่างอะไรกับการได้มีชีวิตที่สองเลยนะขอรับ"
"ผู้อาวุโส ยินดีด้วยนะขอรับ หากก้าวเข้าสู่ขอบเขตปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ได้ล่ะก็ โอกาสก้าวขึ้นเป็นปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งก็อยู่แค่เอื้อมแล้ว อายุขัยก็จะยิ่งยืนยาวขึ้นไปอีก!"
เมิ่งซิงไห่ หลีชิงเยว่ เจียงหรั่น ต่างก็ยิ้มแย้มแสดงความยินดีกับชายชรา ในยุคสมัยแบบนี้ การที่ผู้อาวุโสรุ่นเก่าหลายคนสามารถเอาชีวิตรอดมาได้ก็ถือว่าไม่ง่ายแล้ว หากคิดจะก้าวไปอีกขั้น ล้วนต้องเอาชีวิตเข้าแลกทั้งสิ้น
อายุขัยแปดสิบปีที่ได้มาอย่างไม่คาดฝัน คือที่พึ่งสำคัญที่สุดของอวี๋เกิ้นเซิง เขารู้สึกว่าต่อให้ต้องสูญเสียมันไปก็ไม่เป็นไร และเพราะสภาวะจิตใจที่ 'ปล่อยวาง' แบบนี้นี่แหละ ที่ทำให้เขารู้สึกเหมือนกำลังจะได้ก้าวเข้าสู่ขอบเขตนั้นแล้ว
ทว่า การพยายามเช่นนี้ก็ยังคงอันตรายมากอยู่ดี เขาเพิ่งจะลองหยั่งเชิงแบบหยาบๆ ไปแค่สองครั้ง ก็เสียอายุขัยไปถึงสี่สิบปีแล้ว เขายังเหลือโอกาสอีกแค่สองครั้งเท่านั้น
แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็มีความมั่นใจสูงมากทีเดียว
เมื่อเข้าสู่ระดับลึกซึ้งขั้นสุดยอดของขอบเขตใหญ่ที่ห้า ก็จะถูกเรียกว่า ปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ ซึ่งถือว่าเข้าใกล้ขอบเขตใหญ่ที่หกมากๆ แล้ว
ส่วนปรมาจารย์ ในอดีตอันยาวนาน อย่างน้อยๆ ก็ต้องบรรลุถึงขอบเขตใหญ่ที่ห้าขั้นกลางเสียก่อน ถึงจะได้รับขนานนามเช่นนี้
แต่ในยุคปัจจุบันนี้ ขอแค่เป็นยอดฝีมือที่ก้าวเข้าสู่ขอบเขตใหญ่ที่ห้า หลายคนก็พากันเรียกขานว่าปรมาจารย์แล้ว เพราะตามปกติแล้ว ท้ายที่สุดพวกเขาก็จะสามารถฟันฝ่าไปจนถึงขอบเขตใหญ่ที่ห้าขั้นกลางได้อยู่ดี
ปัจจุบัน หลีชิงอวิ๋นก็อยู่ในสถานะนี้แหละ คืออยู่ในขอบเขตใหญ่ที่ห้าขั้นต้น ถ้าเป็นในยุคโบราณ เขาก็เป็นได้แค่ปรมาจารย์กำมะลอเท่านั้น
แต่ท่านปู่หลีอายุยังน้อย ยังไม่ถึงร้อยปีด้วยซ้ำ จัดว่าเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงในขอบเขตใหญ่ที่ห้า กำลังอยู่ในช่วง 'คนหนุ่มไฟแรง' เขามีเวลาถมเถที่จะขัดเกลาตัวเอง
อวี๋เกิ้นเซิงกล่าว "เสี่ยวหลี ไม่ต้องรีบร้อนไปหรอก เจ้ายังหนุ่มยังแน่น มีเวลาฝึกฝนอีกเยอะ ดีไม่ดีเจ้าอาจจะอยู่รอดปลอดภัยไปจนถึงตอนที่สภาพแวดล้อมอันเลวร้ายนี้สิ้นสุดลง และได้ต้อนรับยุคทองที่กระแสฟ้าดินร่วงหล่นลงมาราวกับห่าฝนก็ได้นะ"
เหวินฮุยวัยหกขวบที่ขี้อายและกลัวคนแปลกหน้า ยืนฟังอยู่ข้างๆ ด้วยความงุนงง ท่านปู่หลีคนนั้นเป็นวัยรุ่นเหมือนพี่ชายเขาเหรอ? แต่หนวดเคราขาวโพลนไปหมดแล้วนะ
"เสี่ยวฉิน อยู่ที่ภูเขาขาวดำน่าจะปลอดภัยดี ช่วงเวลาสั้นๆ นี้ก็อย่าเพิ่งออกไปไหนเลย ตาแก่อย่างข้าขอตัวไปก่อนล่ะ" หลังจากกินอิ่มหนำสำราญ อวี๋เกิ้นเซิงก็ออกเดินทางในยามค่ำคืน เห็นได้ชัดว่าสภาพแวดล้อมเลวร้ายมาก เขาจำเป็นต้องหาสถานที่ที่เหมาะสมเพื่อเร้นกาย รอคอยโอกาสทะลวงด่าน และการออกมาข้างนอกแต่ละครั้งก็ถือเป็นการสูญเสียพลังงานอย่างหนึ่ง
"ผู้อาวุโส ข้าไปกับท่านด้วย" ในฐานะปรมาจารย์ หลีชิงอวิ๋นก็รู้สึกเหมือนกันว่ากระแสฟ้าดินที่ปั่นป่วนอยู่ในขณะนี้ ไม่ค่อยเป็นมิตรกับเขาสักเท่าไหร่ เขาเองก็ต้องไปหาสถานที่พิเศษที่มีพลังวิเศษหนาแน่นเพื่อเก็บตัวฝึกฝนเช่นกัน
เมิ่งซิงไห่ลุกขึ้นยืนเช่นกัน และขอตัวลากลับไปพร้อมๆ กัน
ตกดึก หลีชิงเยว่และเจียงหรั่นเข้ามาในลานบ้านเล็กๆ ของฉินหมิง มองดูที่พักเก่าของเขาด้วยความสนใจใคร่รู้ ทั้งโม่หินหยาบๆ และรอยนิ้วมือที่ฉินหมิงเคยบีบจนแตกตอนที่เขาทดสอบวิชาหลังผลัดกายสำเร็จ
ยังมีเสื่อบนเตียงดินเผา ผ้าห่มเก่าๆ ดูเรียบง่ายเกินไปจริงๆ ยากจะจินตนาการได้ว่า นี่คือที่พักของบุคคลเชิดหน้าชูตาของเส้นทางผลัดกาย
"เมื่อสี่ปีก่อน เจ้าป่วยหนักอยู่ที่นี่ และต้องทนทุกข์ทรมานอยู่อย่างโดดเดี่ยวเป็นเดือนๆ เลยหรือ?" หลีชิงเยว่ถามเสียงนุ่ม ถึงแม้เรื่องนี้จะผ่านไปนานแล้ว แต่ในใจของนางก็ยังอดไม่ได้ที่จะรู้สึกหวั่นไหว
ฉินหมิงพยักหน้า ตอนนั้นเขาเกือบตายจริงๆ พอมองย้อนกลับไป นั่นคือช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุดในชีวิตของเขาเลยล่ะ
"ไม่ง่ายเลยจริงๆ" เจียงหรั่นกล่าว
สองสาวค้างคืนที่นี่ ส่วนฉินหมิงก็ไปนั่งสมาธิอยู่ใต้ต้นไม้ขาวดำที่หน้าหมู่บ้าน
นกพูดได้บินมาอย่างลับๆ ล่อๆ เอ่ยปากว่า "ท่านเจ้าขุนเขา ท่านถูกไล่ออกมาแล้วรึ? ความเชี่ยวชาญแต่ละคนก็ต่างกันไป ในด้านนี้ ใต้เท้าท่านคงไม่ไหวล่ะสิ สู้ข้าไม่ได้เลยสักนิด"
ตู้ม! ขนนกของมันร่วงหลุดไปหลายเส้น ถูกฉินหมิงตบกระเด็นไปซะไกล
"ชู้!" กระรอกแดงตบมือชอบใจ
ยามราตรีตื้น ตอนที่สองสาวเตรียมตัวจะออกเดินทาง พวกนางบอกฉินหมิงว่า ในวันที่พวกนางออกจากเยี่ยโจว จะไม่มาบอกลาเป็นพิเศษแล้ว เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม พวกนางก็จะออกเดินทางทันที
ฉินหมิงสื่อสารกับจิตวิญญาณอาวุธวิเศษทั้งสองชิ้น สอบถามพิกัดที่ตั้ง เผื่อว่าวันหนึ่งข้างหน้า เขาอาจจะบุกเดี่ยวไปยังดินแดนสูงสุดในแดนไกลก็ได้
ยิ่งไปกว่านั้น เขายังสอบถามไปถึงสถานที่ทดสอบ สถานที่ล่าสัตว์ ที่เกี่ยวข้องกับอารามสูงสุด รวมถึงเขตแดนในรัศมีปกครองและพื้นที่ข้างเคียงด้วย
"เจ้าถามซะละเอียดยิบขนาดนี้ ข้าก็ลำบากใจนะเนี่ย มันเข้าข่ายเผยแพร่ความลับแล้วนะ" ที่จริงแล้ว ในใจลิ่วอวี้เริ่มสนใจขึ้นมาแล้ว
ฉินหมิงกล่าว "ผู้อาวุโส พวกท่านเอาแต่ชวนข้าไปเข้าร่วมด้วยไม่ใช่หรือขอรับ? ไม่แน่ว่าสักวันหนึ่ง ข้าอาจจะไปโผล่ในอาณาเขตของพวกท่านด้วยตัวเองก็ได้นะ"
ตอนจากลา ฉินหมิงและหลีชิงเยว่สวมกอดกันเบาๆ สุดท้ายก็ยืนมองส่งสองสาวเดินจากไป กลืนหายไปในความมืดมิดยามราตรี
เขารู้สึกว่า ปัญหาทั้งหมดทั้งมวลนี้ เกิดขึ้นเพราะเขายังแข็งแกร่งไม่พอนั่นเอง
ถ้าเขามีระดับพลังแก่กล้าพอ เมื่อไหร่ที่อยากจะออกเดินทางก็ย่อมทำได้ มีที่ไหนบ้างที่เขาไปไม่ได้?
หลังจากนี้ เขาจะสงบสติอารมณ์ลงอย่างเต็มที่ ทั้งฝึกฝนและรอคอยให้ประตูหมอกราตรีโบราณเปิดออก พยายามก้าวเข้าสู่ขอบเขตปรมาจารย์ให้ได้โดยเร็วที่สุด
ฉินหมิงเร้นกายอยู่ในหมู่บ้านห่างไกล ทำความเข้าใจคัมภีร์ สัมผัสถึงความเปลี่ยนแปลงของกระแสฟ้าดิน ในขณะเดียวกันก็ชี้แนะการฝึกฝนให้เหวินรุ่ย ช่วยหล่อหลอมร่างเทพยักษ์ของเขาให้เข้าที่เข้าทาง
"ไม่เลวเลย นึกไม่ถึงว่าข้าจะได้ 'คัมภีร์หนึ่งปฐมกาล' ซึ่งเป็นคัมภีร์แท้มาครอบครอง" ฉินหมิงพอใจเป็นอย่างมาก ลูบคลำหนังสือหนังสัตว์ที่ดูหยาบกร้านเล่มหนึ่ง
นี่คือของวิเศษที่เขาปล้นมาจากสร้อยข้อมือมิติของชุยชงเหอ เดิมทีมันเป็นแค่สมุดบันทึกความเข้าใจในการฝึกฝน แต่เขากลับใช้พลังสั่นพ้องดึงเอา 'คัมภีร์หนึ่งปฐมกาล' ฉบับสมบูรณ์ออกมาได้
เขารู้สึกว่า เคล็ดวิชานี้เข้ากับระดับตะเกียงแห่งจิตของเขามากๆ คัมภีร์แท้เล่มนี้หากฝึกฝนจนถึงระดับที่ลึกล้ำสุดๆ ก็สามารถใช้แสงไฟแห่งกฎเกณฑ์ขับไล่ความมืดมิด และสร้างกฎเกณฑ์ระเบียบแบบแผนเก่าที่เคยมีอยู่ขึ้นมาใหม่ได้
นอกจากนี้ หากทำตามเคล็ดวิชานี้ ก็สามารถฝึกฝนจนเกิดตะเกียงไฟปฐมกาล เพื่อส่องสว่างนำทางข้างหน้าได้ด้วย
"สมแล้วที่เป็นสุดยอดเคล็ดวิชา เส้นทางของมันกว้างขวางมาก อย่างวิชาหนึ่งปฐมกาลนี้ เดิมทีเป็นวิชาของเส้นทางเซียน แต่ก็เหมาะกับเส้นทางผลัดกายเหมือนกัน สามารถนำไปหลอมรวมเข้ากับเคล็ดวิชาคัมภีร์ผ้าไหมได้"
ฉินหมิงนั่งนิ่งสงบ ทำความเข้าใจอย่างตั้งใจ เขารู้สึกว่าตัวเองสามารถฝึก 'ตะเกียงแห่งจิตปฐมกาล' ได้ ซึ่งมันเข้ากับขอบเขตใหญ่ที่สี่ของเขาเอามากๆ
เขาฝึกเพลิงหลีทักษิณ ไฟศักดิ์สิทธิ์ลิ่วติง และเพลิงสุริยันบริสุทธิ์ของแท้สำเร็จแล้ว ไฟทั้งสามชนิดหลอมรวมกันเป็นตะเกียงแห่งจิต สอดคล้องกับหลักการ 'สามกำเนิดสรรพสิ่ง' สามารถพลิกแพลงวิธีการต่อสู้ได้หลากหลายรูปแบบ
ชั่วพริบตานั้น ตะเกียงแห่งจิตปฐมกาลก็สาดแสงสว่างเจิดจ้า ร่างกายของเขาสาดประกายแสงราวกับกระบี่หยางบริสุทธิ์ พลังโจมตีสังหารน่าสะพรึงกลัว ในขณะเดียวกัน เพลิงแท้สามสมาธิชนิดพิเศษก็ลุกโชนขึ้น ชำระล้างรูปลักษณ์และจิตวิญญาณของเขา
จากนั้น ตะเกียงแห่งจิตปฐมกาลก็เกิดความเปลี่ยนแปลง สาดแสงให้เห็นเป็นรอยประทับมือยักษ์ ประกายกระบี่หยางบริสุทธิ์ ดาบยาวที่ควบแน่นจากปราณแสงสวรรค์... ราวกับดอกไม้ศักดิ์สิทธิ์ที่เพิ่งผลิบาน สาดเทเคล็ดวิชาและวิธีการต่อสู้ต่างๆ ออกมาสู่ภายนอก
"สามกำเนิดสรรพสิ่ง ในทางกลับกัน สรรพสิ่งทั้งหลาย การสร้างสรรค์ต่างๆ สิ่งล้ำค่าทั้งมวล ก็สามารถย้อนกลับมาช่วยส่งเสริมตะเกียงแห่งจิตปฐมกาลได้เช่นกัน" ฉินหมิงครุ่นคิด เริ่มทำความเข้าใจคัมภีร์อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น
ยิ่งเขาทุ่มเทแรงกายแรงใจทั้งหมดลงไปมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งรู้สึกว่าคัมภีร์แท้เล่มนี้กว้างขวางล้ำลึก พลิกแพลงได้เหนือความคาดหมาย ถือเป็นส่วนเติมเต็มที่มีประโยชน์อย่างยิ่งเมื่อนำไปหลอมรวมกับคัมภีร์ผ้าไหม
"ชุยรอง คัมภีร์แท้เล่มนี้อยู่ในมือเจ้านี่มันเสียของจริงๆ" ฉินหมิงรู้สึกว่า การที่ชุยชงเหออ้างว่าตัวเองเข้าใจอย่างทะลุปรุโปร่งและฝึกฝนสำเร็จแล้วนั้น มันยังห่างไกลจากความจริงอยู่มากโข
ในช่วงหลายเดือนต่อมา ฉินหมิงตั้งหน้าตั้งตาฝึกวิชา และช่วย 'ดัดแปลง' ร่างเทพยักษ์ของเหวินรุ่ยจนเข้าที่เข้าทาง กลับมามีรูปร่างสมวัยเด็กเก้าขวบกว่าดังเดิม
ตามหลักแล้ว คนวัยนี้ยังไม่สามารถเดินบนเส้นทางผลัดกายได้ มีเพียงเด็กหนุ่มจากตระกูลใหญ่ระดับสูง ที่มีผู้อาวุโสคอยคุ้มครอง และมียามหัศจรรย์คอยช่วยเหลือเท่านั้น ถึงจะเริ่มฝึกฝนได้
แต่ทว่า เมื่อมีฉินหมิงอยู่ข้างกาย เหวินรุ่ยก็สามารถเริ่มเดินบนเส้นทางผลัดกายได้ก่อนกำหนด โดยไม่ต้องกังวลเรื่องปัญหา 'โตก่อนวัย'
"เหวินรุ่ย ตั้งใจฝึกวิชาเข้าล่ะ ถึงแม้เจ้าจะต้องเผชิญกับความยากลำบากมาบ้าง แต่สภาพแวดล้อมของเจ้าในตอนนี้ก็ดีกว่าข้าในตอนนั้นมาก ข้าเพิ่งจะได้เริ่มฝึกตอนอายุสิบหกนู่น ไม่มีใครคอยคุ้มครองเลยสักคน"
ใบหน้าเล็กๆ ของเหวินรุ่ยเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว กล่าวว่า "ท่านอาเล็ก ข้าจะไม่ทำให้ท่านผิดหวัง ถึงแม้พรสวรรค์ข้าจะไม่มากพอ แต่ข้าจะพยายามเรียนรู้วิชาอย่างเต็มที่ที่สุด เพื่อจะก้าวไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ ข้าหวังว่าสักวันหนึ่ง เมื่อท่านอาเล็กต้องการข้า ข้าจะสามารถช่วยแบ่งเบาภาระ และออกไปต่อสู้แทนท่านได้"
"ดีมาก!" ฉินหมิงลูบหัวเขา ให้กำลังใจ
กาลเวลาล่วงเลยผ่านไปอย่างรวดเร็ว หนึ่งปีผ่านพ้นไป
ในช่วงเวลานี้ เยี่ยโจวยังถือว่าสงบสุข ดินแดนสูงสุดในแดนไกลไม่ได้ส่งใครมาหยั่งเชิง หรือบุกโจมตีอย่างเต็มรูปแบบอีก
แต่ทว่า คลื่นใต้น้ำก็ยังคงปั่นป่วน ยอดฝีมือรุ่นเก่าปรากฏตัวให้เห็นน้อยลงเรื่อยๆ ราวกับเป็นการยืนยันว่า ยุคสมัยนี้จะเป็นยุคที่คนหนุ่มสาววัยฉกรรจ์ก้าวขึ้นมาชูธงนำทัพ
ฉินหมิงไม่รู้เลยว่า หลีชิงเยว่และเจียงหรั่นออกเดินทางไกลไปแล้วหรือยัง เมื่อหนึ่งปีก่อนพวกนางเคยบอกไว้ว่า จะไม่มีการบอกลากันอีก และไม่ต้องไปส่งด้วย
"เวลาผ่านไปเร็วเหลือเกิน เผลอแป๊บเดียวก็ผ่านไปหนึ่งปีแล้ว" ตอนนี้ฉินหมิงอายุยี่สิบเอ็ดปีแล้ว เปลี่ยนจากเด็กหนุ่มวัยละอ่อน ก้าวเข้าสู่ช่วงวัยทองของชีวิต
เขาสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่า ระดับพลังของเขาก้าวหน้าขึ้นอีกแล้ว แต่ก็ยังห่างไกลจากการทะลวงด่านอยู่ดี
เขาไม่ได้รับผลกระทบจากสภาพแวดล้อมที่เลวร้าย แต่ทว่า ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางไหน พอมาถึงขอบเขตใหญ่ที่สี่ก็จะเริ่มฝึกยากขึ้นเรื่อยๆ ต่อให้เขามีพรสวรรค์โดดเด่นเหนือใคร ตามปกติแล้ว เขาก็ยังต้องใช้เวลาอีกราวๆ สามปี ถึงจะก้าวขึ้นไปได้อีกขั้น
ถ้าคำนวณตามนี้ล่ะก็ 'ห้าปี' ที่หลีชิงเยว่บอกไว้ ภายในช่วงเวลานั้นเขาคงยังไม่ถึงขอบเขตปรมาจารย์แน่ๆ คงไม่อาจเดินทางไกลไปเยี่ยมนางได้
ฉินหมิงพึมพำกับตัวเอง "ถ้าอยากจะเลื่อนระดับพลังให้เร็ว ก็ต้องออกไปบุกเบิกจริงๆ นั่นแหละ ขืนมัวแต่หมกตัวอยู่ที่เดิม ก้มหน้าก้มตาฝึกวิชา มันช้าเกินไปจริงๆ"
เขาได้รับข่าวมาว่า ประตูหมอกราตรีโบราณบางบานกำลังจะเริ่มเปิดออกแล้ว
"อืมม ภูเขาขาวดำมันห่างไกลความเจริญเกินไป ดูเหมือนข่าวคราวของข้าจะล่าช้าไปหน่อย ที่แท้ก็มีประตูสองบานคลายผนึกในเบื้องต้นแล้วนี่เอง"
นี่คือข้อมูลล่าสุดที่ฉินหมิงเพิ่งได้รับมาเมื่อไม่กี่วันก่อน เขากระตือรือร้นขึ้นมาทันที ถ้าไม่ใช่โลกที่เต็มไปด้วยภัยพิบัติบ่อยๆ เขาก็เตรียมตัวจะไปสืบเสาะดูสักหน่อย
โลกภายนอกเริ่มปั่นป่วนกันแล้ว ตั้งแต่บนพื้นดินไปจนถึงฟากฟ้า ทุกฝ่ายต่างก็รู้สึกฮึกเหิมตื่นเต้น เพราะโลกต่างมิติที่อยู่หลังประตูหมอกราตรีโบราณนั้น ดูเหมือนจะไม่ธรรมดาเลย ลึกลับซับซ้อนคาดเดายากสุดๆ
"ลึกลับน่ะดีแล้ว ขอแค่ไม่อันตรายจนเกินไป ก็ย่อมมีวาสนาให้ค้นหาแน่นอน และยังสามารถเดินทางไกลได้ด้วย" ฉินหมิงสนใจมากๆ
ตลอดหนึ่งปีมานี้ โลกภายนอกยังคงพูดถึงเขาอย่างไม่ขาดสาย
อย่างเช่นตอนนี้ ก็มีคนบ่นกระปอดกระแปดด้วยความขุ่นเคือง "ฉินหมิงตายไปแล้วรึไง? ทำไมถึงยังไม่ออกมาอีก!"
"เขาเร้นกายอยู่ในหมู่บ้านนั้น ช่างทนต่อความโดดเดี่ยวได้เก่งจริงๆ ผ่านมาตั้งหนึ่งปีแล้ว นึกไม่ถึงเลยว่าเขาจะไม่ออกไปไหนไกล อย่างมากก็แค่เข้าป่าใกล้ๆ เท่านั้นเอง"
คนเรานี่ทนต่อเสียงบ่นไม่ได้จริงๆ ฉินหมิงตั้งหน้าตั้งตาฝึกวิชามาตั้งนาน พอจิตใจสงบนิ่งถึงขีดสุดก็เกิดอยากจะเคลื่อนไหวขึ้นมา เขาตัดสินใจเด็ดขาดแล้ว ว่าจะออกไปสำรวจโลกที่ไม่รู้จักหลังประตูหมอกราตรีโบราณ
ต้องรู้ไว้ด้วยนะว่า ที่นั่นมันแตกต่างจากเขตแดนที่อยู่ภายใต้รัศมีของเมืองอวี้จิงอย่างสิ้นเชิง มันห่างไกลเกินกว่าจะจินตนาการได้ แถมยังพิสดารพันลึก ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเป็นไปได้ทั้งสิ้น
ก็แหงล่ะ ตามตำนานเล่าว่า เทพสวรรค์เหล่านั้นของเมืองอวี้จิง ล้วนแต่ไปบรรลุความสำเร็จในโลกอันลึกลับที่แตกต่างกัน ซึ่งอยู่หลังประตูหมอกราตรีโบราณทั้งสิ้น
"ฝึกฝนคัมภีร์แท้มาหนึ่งปี ถึงแม้ข้าจะยังไม่ทะลวงด่าน แต่วิธีการต่อสู้ก็พัฒนาขึ้นไม่น้อยเลยทีเดียว ปราณด้านลบกระบี่เก้าสี ขวานเบิกนภานิมิตภายใน ตะเกียงแห่งจิตปฐมกาล สนามพลังฮุ่นหยวน และวิชาอื่นๆ ของข้า ก็ฝึกฝนจนมาถึงระดับที่น่าพอใจมากๆ แล้ว ข้าชักอยากจะหาคนมาทดสอบวิชาดูผลลัพธ์ซะแล้วสิ ไม่รู้ว่าจะฟันปรมาจารย์ป่วยหนักให้ตายได้หรือเปล่านะ" ฉินหมิงครุ่นคิด
จากนั้น เขาก็รีบเตือนสติตัวเองทันที ดูเหมือนเขาจะเริ่มเหลิงเกินไปหน่อยแล้ว เป็นคนต้องรู้จักถ่อมตัว จะมาทำตัวหยิ่งยโสอวดดีไม่ได้ แต่เขาก็สมควรแก่เวลาที่จะต้องออกโรงแล้วจริงๆ