เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ฟรี บทที่ 485 โลกเปลี่ยนแปลงเร็วเกินไป (รวมสองตอน)

ฟรี บทที่ 485 โลกเปลี่ยนแปลงเร็วเกินไป (รวมสองตอน)

ฟรี บทที่ 485 โลกเปลี่ยนแปลงเร็วเกินไป (รวมสองตอน)


บทที่ 485 โลกเปลี่ยนแปลงเร็วเกินไป (รวมสองตอน)

ความมืดมิดยามค่ำคืน เปลวเพลิง เถ้าถ่านที่ร่วงหล่นปลิวว่อนเต็มท้องฟ้า อบอวลไปด้วยมวลอารมณ์ที่ทำให้ผู้คนสิ้นหวัง ทั้งยังคลอเคล้าไปกับเสียงแผดร้องอย่างบ้าคลั่งที่ดังกึกก้องสะท้อนไปทั่วหมอกราตรี

ร่างกายของฉินหมิงเย็นเฉียบ วิญญาณหม่นหมองลง ราวกับร่วงหล่นลงสู่ห้วงเหวลึกอันมืดมิด รอยเท้าขนาดยักษ์เรืองแสงนั่นกระแทกกระทั้นโลกภายในใจของเขาอย่างรุนแรง

"โลกาดุจไฟกัลป์" คำพูดสั้นๆ เพียงสี่คำ อธิบายความรู้สึกที่แท้จริงที่สุดของเขาในวินาทีนี้ได้จนหมดเปลือก

เมืองยักษ์ทั้งเมือง กลายเป็นเถ้าถ่านสีดำในชั่วพริบตา ผู้คนทั้งเมืองไม่ทันได้ส่งเสียงร้องแม้แต่แอะเดียว ก็สูญสลายไปตลอดกาลในเสี้ยววินาที แสงไฟจากบ้านเรือนนับหมื่นดับวูบลงในชั่วอึดใจ

ฉินหมิงเดินทางออกจากเทือกเขาที่ใช้เก็บตัว จิตใจเต้นระรัว เขามาถึงบริเวณหน้าหมู่บ้านนอกภูเขา ที่นี่คือพื้นที่ชายขอบที่ได้รับผลกระทบจากรอยเท้าเรืองแสง

แสงเพลิงพวยพุ่งเสียดฟ้า บ้านเรือนทุกหลังกำลังลุกไหม้ ชาวบ้านเหล่านั้นมีแววตาว่างเปล่า ล้วนแหงนหน้ามองท้องฟ้า เปลวเพลิงเริ่มลุกโชนขึ้นจากศีรษะ ในปากส่งเสียงครางฮือๆ

ฉินหมิงพยายามดับไฟและช่วยเหลือ แต่กลับพบว่ามันเปล่าประโยชน์โดยสิ้นเชิง พลังจิตของพวกเขาถูกจุดให้ลุกไหม้ จากภายในสู่ภายนอก รูปลักษณ์และจิตวิญญาณเหี่ยวเฉาลงอย่างรวดเร็ว

"ซ่อนตัว... ข้าต้องหลบหนี..."

หลังจากฉินหมิงลองใช้การสั่นพ้องทางจิตวิญญาณ เขาก็จับใจความที่แทบจะเหมือนกันเป๊ะๆ ได้จากเศษเสี้ยวพลังจิตที่สับสนและบ้าคลั่งของคนเหล่านั้น มันทำให้ผู้คนรู้สึกขนหัวลุกซู่เลยทีเดียว

แววตาของทุกคนเลื่อนลอย สูญเสียเจตจำนงของตัวเองไปจนหมดสิ้น ส่งเสียงคำรามต่ำๆ ราวกับสัตว์ป่า

มีเพียงคนส่วนน้อยเท่านั้นที่ยังคงหลงเหลือสัญชาตญาณของตัวเองอยู่บ้าง หญิงคนหนึ่งใช้แรงเฮือกสุดท้ายผลักลูกของนางออกไปนอกหมู่บ้าน แต่มันก็ไร้ประโยชน์ สองแม่ลูกโดนเปลวไฟกลืนกินไปทั้งตัวแล้ว

ฉินหมิงพยายามเข้าไปช่วยอีกครั้ง แต่ก็ยังไม่สามารถดับเปลวเพลิงลงได้ วิญญาณของพวกเขาคือเชื้อเพลิงชั้นดีของแสงไฟนั่น

เด็กน้อยคนนั้นคล้ายกับว่ายังมีพลังจิตของตัวเองหลงเหลืออยู่นิดหน่อย เขากอดแขนของหญิงผู้เป็นแม่เอาไว้ และร้องเรียกออกมาเป็นครั้งสุดท้าย "ท่านแม่..."

จากนั้น สองแม่ลูกก็ล้มลงท่ามกลางความเจ็บปวดและสิ้นหวัง

. . . . . . . .

"ท่านแม่ ข้ากลัว" ณ เมืองเล็กๆ ที่อยู่ห่างออกไปสิบห้าลี้ เด็กหญิงตาบอดคนหนึ่งตัวสั่นเทา รอบกายของนาง แสงเพลิงในเมืองเล็กๆ แห่งนั้นเผาผลาญจนท้องฟ้ายามค่ำคืนกลายเป็นสีแดงฉาน

ฉินหมิงค้นพบว่า ยิ่งมีจิตใจบริสุทธิ์มากเท่าไหร่ สัญชาตญาณและเจตจำนงก็จะยิ่งถูกเก็บรักษาไว้ได้มากเท่านั้น แต่ก็ยังไม่สามารถเปลี่ยนแปลงชะตากรรมได้อยู่ดี วิญญาณของเด็กหญิงตาบอดถูกจุดให้ลุกไหม้ไปเรียบร้อยแล้ว

นี่คือโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นฉากแล้วฉากเล่า

ฉินหมิงเดินผ่านหมู่บ้านและเมืองเล็กๆ มากมายที่ได้รับผลกระทบ เขาได้เห็นภาพความโหดร้ายบนโลกมนุษย์ครั้งแล้วครั้งเล่า

วิญญาณของคนเหล่านั้นถูกเผาจนกลวงโบ๋ เจตจำนงอันบ้าคลั่งเฮือกสุดท้ายล้วนแต่พร่ำเพ้อถึงคำว่า ซ่อนตัว, หลบหนี

แสงเพลิงค่อยๆ มอดดับลง ฟ้าดินกลับคืนสู่ความเงียบงัน หมู่บ้านและเมืองเล็กๆ ที่ได้รับผลกระทบเหล่านั้น ล้วนกลายเป็นดินแดนแห่งเถ้าถ่าน ราวกับถูกลบเลือนหายไปจนหมดสิ้น

ผ่านไปเนิ่นนาน รอยเท้าขนาดยักษ์เรืองแสงทั้งสองรอยในระยะสายตาของฉินหมิงก็หม่นแสงลงและหายไป เขาถึงได้เดินไปข้างหน้า เดินอ้อมไปไกลๆ เพื่อสังเกตการณ์

เมืองขนาดกลางแห่งหนึ่ง มีประชากรถึงแปดแสนคน ยังมีขนาดไม่เท่ากับนิ้วหัวแม่โป้งเท้าของรอยเท้าเรืองแสงก่อนหน้านี้เลยด้วยซ้ำ ทว่าตอนนี้มันถูกทำลายลงแล้ว ที่แห่งนั้นมืดมิดไปหมด

ภายใต้หมอกราตรี ที่สุดขอบฟ้า เมืองยักษ์เมืองหนึ่งซึ่งมีขนาดไม่ถึงครึ่งของฝ่าเท้าเรืองแสง บัดนี้กลับเต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งความตาย

ฉินหมิงสั่นพ้องกับอารมณ์สับสนวุ่นวายที่หลงเหลืออยู่ บริเวณใกล้กับเมืองสองแห่งที่กลายเป็นเถ้าถ่าน มันก็ยังคงเป็นคำสำคัญไม่กี่คำเหล่านั้น

ไม่นานนัก อารมณ์ที่ตกค้างเหล่านั้นก็มลายหายไปในสายลมยามค่ำคืน ไม่หลงเหลืออะไรทิ้งไว้เลย

ก่อนที่คนนอกจะเดินทางมาถึง ฉินหมิงก็ปลีกตัวจากไปอย่างเงียบเชียบ

ในวันนั้นเอง ข่าวคราวก็แพร่สะพัดออกไป มีสิ่งมีชีวิตลึกลับเดินทางพาดผ่าน มองไม่เห็นตัวตนของมัน มีเพียงรอยเท้าเรืองแสงขนาดมหึมาที่ย่ำลงมา เดินตัดข้ามเยี่ยโจว ทำให้สิ่งมีชีวิตล้มตายราวกับใบไม้ร่วง

ข่าวนี้แพร่กระจายไปทั่วทุกสารทิศอย่างรวดเร็วราวกับพายุลูกยักษ์

"นั่นคือเทพสวรรค์ตนหนึ่งหรือเปล่า กำลังเดินไปสู่ความเสื่อมสลายและดับสูญงั้นหรือ" หลายคนอดไม่ได้ที่จะนึกเชื่อมโยงไปในทางนี้ทันทีที่ได้ยินข่าว

ไม่ว่าจะมองยังไง พลังทำลายล้างของมันก็น่าจะก้าวข้ามขอบเขตของเซียนปฐพีไปแล้ว การแสดงออกของมันช่างน่าสะพรึงกลัวซะเหลือเกิน

มันเดินทางท่ามกลางความมืดมิดยามค่ำคืน ก้าวข้ามเทือกเขา เหยียบย่ำเมืองต่างๆ และยังเคยก้าวเข้าไปในดินแดนต้องห้าม ทุกสถานที่ที่มันเดินผ่าน รอยเท้าเรืองแสงนั่นจะแผดเผาทุกสิ่งทุกอย่างจนมอดไหม้

ต่อหน้ารอยเท้านั้น สรรพสิ่งล้วนบิดเบี้ยวและถูกทำลายล้าง ทุกหนแห่งที่มันพาดผ่าน ไม่หลงเหลือร่องรอยของสิ่งมีชีวิตอีกเลย

สิ่งมีชีวิตปริศนาตนนั้นคล้ายกับกำลังหลบหนีอะไรบางอย่าง มันเดินทางไกลไปในหมอกราตรี ก็เหมือนกับตอนที่มนุษย์กำลังเร่งรีบเดินทาง พวกเขาคงไม่ก้มลงมองมดริมทางที่ถูกเหยียบหรอก

สำหรับสิ่งมีชีวิตที่ตายไปแล้ว นี่มันช่างน่าเวทนานัก

ต้องรู้ก่อนนะว่า ตลอดเส้นทางที่มันเดินผ่าน มีมนุษย์และสัตว์ประหลาดตายไปมากเหลือเกิน พอนำมารวมกันทั้งหมด อย่างน้อยๆ ก็ทะลุยี่สิบล้านชีวิตเข้าไปแล้ว นี่คือภัยพิบัติครั้งใหญ่ที่ไม่เคยมีมาก่อนเลยล่ะ

ผู้คนต่างก็อยากรู้ว่า มันคือตัวอะไรกันแน่ และทำไมถึงเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นได้

น่าเสียดาย ที่ท้ายที่สุดแล้วก็ไม่มีใครสามารถวาดภาพรูปลักษณ์ของมันออกมาได้ เพราะมันไม่มีตัวตนให้เห็นเลย มีเพียงรอยเท้าเท่านั้น

"บางทีในส่วนลึกของโลกแห่งหมอกราตรีอาจจะเกิดเรื่องวุ่นวายขึ้น มีสัตว์ประหลาดที่น่ากลัวบางตัวกำลังหลบหนี..."

สุดท้าย ก็เป็นเซียนปฐพีเฒ่าจากบนฟ้าตนหนึ่ง ที่หลังจากออกลาดตระเวนสำรวจไปทั่วทุกพื้นที่อย่างละเอียดแล้ว ได้เอ่ยคำพูดประโยคนี้ออกมา ทำเอาทุกคนถึงกับใจหล่นวูบด้วยความหนักอึ้ง

โลกใบนี้มันกว้างใหญ่เกินไป หมอกราตรีไร้ขอบเขต ต่อให้เป็นเทพสวรรค์ก็ยังเดินไปไม่ถึงจุดสิ้นสุด แข็งแกร่งระดับดินแดนสูงสุด ก็เป็นเพียงแค่อารามชื่อดังแห่งหนึ่งในโลกแห่งหมอกราตรีอันกว้างใหญ่ไพศาลเท่านั้น

เมืองอวี้จิง ในเยี่ยโจวถือเป็นสถานที่อันสูงสุด

แต่มันจะมีสถานะยังไงในส่วนลึกของโลกแห่งหมอกราตรี เรื่องนี้พูดยากทีเดียว

ยังไงซะ เมื่อปีครึ่งที่ผ่านมา ต่อให้เป็นเมืองอวี้จิงที่กลับหัว ก็ยังแตกสลายและระเบิดเป็นผุยผง มันไม่ได้อยู่เหนือสวรรค์อย่างแท้จริง ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนมี 'อายุขัย' ของมัน

หลายวันหลังจากนั้น ขุมกำลังใหญ่ ตระกูลเก่าแก่ และผู้คนจากทุกเส้นทาง ต่างก็พากันเปิดตำราโบราณเพื่อขุดคุ้ยหาความจริง อยากจะดูว่าในประวัติศาสตร์เคยมีโศกนาฏกรรมที่คล้ายคลึงกันเกิดขึ้นบ้างหรือไม่

"มีเบาะแสหลุดรอดมานิดหน่อยจริงๆ ด้วย มันเกี่ยวโยงกับบันทึกที่เลือนลางบางส่วน" มีคนค้นพบเกร็ดประวัติศาสตร์จากตำราหายากเล่มหนึ่ง

"อีกาโบยบินบนนภา เผิงเร้นกายในปรโลก ปฐพีหลั่งเลือดกิเลน สิ่งมีชีวิตในดินแดนสูญสิ้น"

นี่ไม่ใช่หายนะนองเลือดที่เกิดขึ้นในเยี่ยโจว แต่เป็นเรื่องราวในอดีตที่ถูกเล่าขานสืบต่อกันมาจากส่วนลึกของโลกแห่งหมอกราตรี

"ยังมีอีก!" มีคนค้นพบอีกท่อนหนึ่ง

"วันปฐพีแยก มังกรสิ้นชีพในห้วงเหว คุนจมดิ่งในสมุทร เทพสวรรค์เตลิดหนีสู่ป่ากว้าง พืชพรรณอายุยืนยาวมอดไหม้เป็นเถ้าถ่าน"

ไม่ต้องสงสัยเลย นี่ก็ยังคงเป็นเหตุการณ์อันน่าสะพรึงกลัวที่เกิดขึ้นในส่วนลึกของโลกแห่งหมอกราตรีอยู่ดี

แม้จะมีบันทึกไว้คร่าวๆ แต่น่าเสียดายที่ไม่มีรายละเอียด จึงยากที่จะสืบเสาะหาแก่นที่แท้จริงของมันได้

คนบนฟ้าเองก็เข้ามาร่วมวงด้วย มีเซียนปฐพีกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักอึ้งว่า เรื่องนี้ก็ปล่อยให้มันแล้วๆ ไปเถอะ ไม่สามารถสืบสาวราวเรื่องให้ลึกลงไปกว่านี้ได้แล้ว ความน่ากลัวในส่วนลึกของโลกแห่งหมอกราตรีมันเกินกว่าที่ผู้คนในโลกจะทำความเข้าใจได้

ผู้คนมากมายสัมผัสได้ถึงความกดดันจนแทบจะหายใจไม่ออก การเดินทางพาดผ่านของสิ่งมีชีวิตลึกลับเพียงครั้งเดียว ก็กวาดทำลายล้างทุกสิ่งทุกอย่างราบเป็นหน้ากลองตลอดเส้นทาง ทำให้สิ่งมีชีวิตกว่ายี่สิบล้านต้องตายอย่างอนาถ โลกใบนี้มันอันตรายเกินไปแล้ว

ยอดฝีมือบางคนหลังจากไปดูสถานที่จริงแล้ว ก็รู้สึกอึดอัดแน่นหน้าอก เยี่ยโจวที่ตั้งอยู่ซอกหลืบชายขอบขนาดนี้ ยังเจอเรื่องแบบนี้ได้ แล้วในส่วนลึกของโลกแห่งหมอกราตรีที่แท้จริงล่ะ มันจะเป็นยังไงกันแน่?

"อย่าคิดมากไปเลย ข้าว่านะ บางทีสภาพแวดล้อมโดยรวมของฟ้าดินอาจจะเปลี่ยนไปแล้ว ไม่จำกัดแค่ในเขตแดนที่เมืองอวี้จิงปกครอง โลกแห่งหมอกราตรีทั้งใบกำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง บางทีพวกสิ่งมีชีวิตระดับสูงอาจจะเกิดปัญหาอะไรขึ้น ก็เลยต้องหนีตายกัน..." มีคนคาดเดาอย่าง 'สมเหตุสมผล'

หลายวันมานี้ ฉินหมิง หลีชิงเยว่ และเจียงหรั่น คอยส่งข่าวคราวแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน ทำให้รู้ว่าต่างฝ่ายต่างปลอดภัยดี

หญิงสาวทั้งสองหลังจากเข้าใจสถานการณ์ในปัจจุบันของเยี่ยโจวแล้ว ก็แยกย้ายกันกลับไปยังดินแดนฟางไว่

ที่เศษซากภูเขาเฟยเซียนมีหญิงสาวลึกลับมาขวางทาง ตอนนี้ยังมีรอยเท้าเรืองแสงปริศนาโผล่มาอีก โลกนี้ยิ่งผ่านไปยิ่งวุ่นวายเละเทะไปหมด ดังนั้นหลีชิงเยว่และเจียงหรั่นจึงค่อนข้างระมัดระวังตัว และยังไม่ได้ออกเดินทางในตอนนี้

"ท่านอาเมิ่งและคนอื่นๆ ปลอดภัยดีก็ดีแล้ว ไม่รู้ว่าเซี่ยงอี้อู่กับเสี่ยวอู๋จะเป็นยังไงบ้าง ตอนนี้ไปถึงไหนกันแล้วนะ" ฉินหมิงไม่ได้กลับไปยังเมืองฉีเสีย

หลายวันต่อมา มีข่าวส่งมาจากนอกพรมแดน ทุกหนแห่งที่รอยเท้าเรืองแสงพาดผ่าน ล้วนประสบภัยพิบัติกันถ้วนหน้า อย่างเช่นฝ่ายปีศาจ แม้แต่เมืองหลวงเก่าแก่ของพวกมันเมืองหนึ่ง ก็ถูกทำลายล้างจนย่อยยับ

หลังจากข่าวนี้แพร่กระจายออกไป ภายในเขตแดนที่เมืองอวี้จิงแผ่อิทธิพลปกคลุมอยู่ ราวกับมีพายุพัดโหมกระหน่ำในใจผู้คน ระดับสูงของทุกเผ่าพันธุ์ต่างก็ตกตะลึงจนแทบสิ้นสติ

ปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ท่านหนึ่งถอนหายใจ "เละเทะไปหมดแล้ว ข้าว่าโลกใบนี้กำลังฉีกกระชากหน้ากากแสนอ่อนโยนในอดีตทิ้ง ด้วยวิธีการที่โหดเหี้ยมและเย็นชาสุดๆ ด้านที่แท้จริงของมันกำลังเผยออกมาให้เห็น"

ราวกับเป็นการตอกย้ำคำพูดของเขา ครึ่งเดือนต่อมา ที่เขตแดนนอกเมืองอวี้จิง มียอดฝีมือที่ออกไปท่องโลกกว้างเดินทางกลับมา พร้อมกับนำข่าวสารชิ้นหนึ่งกลับมาด้วย

"ดินแดนห่างไกล... พบรอยเท้ากิเลน"

ได้ยินมาว่า ในพื้นที่ที่ค่อนข้างลึกของโลกแห่งหมอกราตรี มีรอยเท้าสัตว์ประหลาดเรืองแสงกำลังวิ่งหนีเตลิดเปิดเปิง ตลอดเส้นทางมันได้ทำลายเมืองสำคัญๆ ไปหลายแห่ง และเหยียบย่ำอารามระดับสูงจนแหลกละเอียด

ถึงจะบอกว่าเป็นรอยเท้ากิเลน แต่ความจริงแล้วมันคือรอยเท้าสีเลือดที่ดูราวกับแสงตะวันรอนต่างหาก ใหญ่โตมโหฬารสุดๆ ไม่รู้ว่าเป็นสัตว์สายพันธุ์ไหนกันแน่ แต่พอถูกเล่าขานผ่านปากของสิ่งมีชีวิตที่กำลังหวาดกลัว มันก็ถูกยกระดับให้กลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไปซะงั้น

"ในส่วนลึกของโลกแห่งหมอกราตรี แค่มีความเคลื่อนไหวครั้งใหญ่สักนิด พื้นที่รอบนอกอย่างพวกเราก็พลอยวุ่นวายตามไปด้วยเลย"

ยังดีที่เหตุการณ์ทั้งหมดค่อยๆ สงบลงในช่วงครึ่งปีหลังจากนั้น

ในช่วงเวลานี้ ฉินหมิงเก็บตัว หยั่งรู้วิชา และฝึกฝนอยู่ตามลำพังในภูเขาลึก นานๆ ทีถึงจะออกไปข้างนอกสักครั้ง เพื่อรับรู้ความเป็นไปของโลกภายนอก

ในช่วงเกือบสองปีที่ผ่านมานี้ เยี่ยโจวเกิดเรื่องราวต่างๆ ขึ้นมากมายเหลือเกิน

ตั้งแต่ขั้วอำนาจเก่าแต่ละแห่งบนฟากฟ้า ถูกบุคคลสำคัญของเมืองอวี้จิงตำหนิสั่งสอน พวกเขาก็เปลี่ยนพฤติกรรมในวันวานไปจนหมดสิ้น

หลังจากค่ายกลปิดผนึกสวรรค์ถูกคนฉีกกระชากจนขาดวิ่น พวกเขาก็ไม่ได้สานต่อหรือซ่อมแซมมันอีก แต่พื้นที่ที่ถูกปิดผนึกไปแล้ว ก็ยังไม่ได้รับการปลดผนึกเช่นกัน

ในขณะเดียวกัน สิ่งที่เรียกว่าโซ่แห่งกฎเกณฑ์ หรือโซ่วิถีเต๋า ก็ไม่ได้ถูกนำมาใช้อีก นับแต่นั้นเป็นต้นมา คนบนฟ้าเหล่านั้นก็แสดงความจริงใจออกมาบ้าง พวกเขาปฏิบัติตามโองการของเมืองอวี้จิงอย่างเคร่งครัด คัดเลือกบุคลากรที่มีความสามารถอย่างเข้มงวด และมอบโอกาสให้

ปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งบางส่วนของเยี่ยโจวกลับมาแล้ว เมล็ดพันธุ์เซียนและเมล็ดพันธุ์เทพต่างก็ทยอยปรากฏตัวออกมาให้เห็น

ยิ่งไปกว่านั้น ตระกูลเก่าแก่และขุมกำลังใหญ่บางแห่งยังเคยขึ้นไปบนฟ้า เมล็ดพันธุ์เซียนและเมล็ดพันธุ์เทพบางคนได้รับการชำระล้างด้วยยาวิเศษเหนือเก้าชั้นฟ้า

"การจะหวังให้ขั้วอำนาจเก่าบางแห่งลดตัวลงมาอย่างสิ้นเชิงน่ะ ข้าว่ามันคงยาก แต่ด้วยความหวาดกลัวต่ออำนาจบารมีของเมืองอวี้จิง ตอนนี้พวกเขาก็ยอมหันหน้าเข้าหาคนบนพื้นดินจริงๆ มีการประนีประนอมและยอมถอยให้บ้างแล้ว"

นี่คือสถานการณ์จริงที่ฉินหมิงได้รับรู้ หลังจากที่เขาเดินออกจากภูเขาลึก

ในจำนวนนั้น เรื่องการรวมเยี่ยโจวให้เป็นหนึ่งเดียว ก็กำลังถูกขับเคลื่อนไปอย่างเป็นระบบระเบียบ และใกล้จะปิดฉากลงอย่างสมบูรณ์แล้ว

เพราะว่า นี่คือเรื่องที่บุคคลสำคัญของเมืองอวี้จิงเคยกล่าวถึงเอาไว้ ตอนที่สั่งสอนขั้วอำนาจเก่าเหล่านั้น

ตอนนี้ ไม่ว่าจะเป็นบนฟ้า หรือบนพื้นดิน ทุกคนต่างก็รู้ดีว่า สถานการณ์ที่สามมหาจักรวรรดิและสิบราชวงศ์ตั้งตระหง่านเคียงคู่กัน กำลังจะจบสิ้นลงอย่างถาวรแล้ว

ในเวลานี้ ทุกฝ่ายต่างร่วมมือกัน เพื่อบุกเบิกสร้างจักรวรรดิเซียนปฐพีอันแข็งแกร่งขึ้นมา

"มีคำกล่าวที่ว่า หลังจากรวมเป็นหนึ่งเดียวแล้ว บัลลังก์จักรพรรดินั้นจะได้รับการคุ้มครองสนับสนุนจากวิถีเต๋าเป็นพิเศษ และจะมีจักรพรรดิปฐพีที่แข็งแกร่งมากๆ ปรากฏตัวขึ้น"

ตั้งแต่ข่าวลือนี้แพร่ออกไป การช่วงชิงตำแหน่งของสามมหาจักรวรรดิก็ยิ่งดุเดือดเลือดพล่านมากขึ้นเรื่อยๆ

"ใต้ผืนดินของเยี่ยโจว มีของบางอย่างที่ขุดไม่ขึ้นและหาไม่เจออยู่ ต่อให้เป็นเทพเจ้าชั้นสูงมาเยือนด้วยตัวเอง มุดลงไปใต้ดินลึกแค่ไหน ก็ต้องกลับมามือเปล่า"

"ก็เพราะเหตุผลนี้นี่แหละ หลังจากที่เมืองอวี้จิงหยุดพัก มันก็ไม่ได้จากไปไหนอีกเลย"

"เล่าลือกันว่า มีเพียงจักรวรรดิเซียนปฐพีที่รวมแผ่นดินเป็นปึกแผ่นเท่านั้น เมื่อได้รับการสนับสนุนจากวิถีเต๋าพิเศษ ถึงจะมีโอกาสดึงดูดของที่อยู่ใต้ดินออกมาได้"

แต่นั่นก็เป็นแค่ความน่าจะเป็นเท่านั้นล่ะนะ ยังไงซะ เมื่อก่อนเยี่ยโจวก็เคยรวมเป็นหนึ่งเดียวมาแล้ว และสามารถดึงดูดของลึกลับบางอย่างออกมาได้สำเร็จ แต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมดหรอก

นี่แหละคือข่าวลือต่างๆ นานาในรอบครึ่งปีที่ผ่านมาของเยี่ยโจว มันค่อยๆ แพร่สะพัดไปทั่วทุกหนทุกแห่ง และผู้คนมากมายก็ปักใจเชื่อไปแล้ว

ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีข่าวลือที่น่าตกใจอีกว่า ในท้ายที่สุดเมืองอวี้จิงจะร่อนลงสู่พื้นดิน และหลอมรวมเข้ากับจักรวรรดิที่รวมเป็นหนึ่งเดียว

หากเป็นเช่นนั้นจริงๆ ผลกระทบที่ตามมาก็คงมหาศาลเกินบรรยาย

ด้วยเหตุนี้ ตำแหน่งของจักรพรรดิปฐพีจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด ผู้คนมากมายตาแดงก่ำด้วยความอิจฉาตาร้อน ไม่มีใครไม่หมายปองมันเลย

ตลอดหลายเดือนมานี้ ความเร็วในการควบรวมของสามมหาจักรวรรดิเห็นได้ชัดว่าเร็วขึ้นมาก

ประเด็นหลักก็คือ บุคคลสำคัญของเมืองอวี้จิงต้องสงสัยว่าฟื้นตื่นขึ้นมาเป็นครั้งที่สอง และได้เน้นย้ำเรื่องนี้เป็นพิเศษอีกครั้ง หากภายในสองปีไม่มีความคืบหน้า ขั้วอำนาจเก่าเหล่านั้นจะต้องถูกลงโทษอย่างหนัก

ยิ่งไปกว่านั้น หากมีการเอาผิดขึ้นมา ก็จะถูกคิดบัญชีทั้งเก่าและใหม่รวมกันเลยล่ะ ถึงตอนนั้นต่อให้เป็นเซียนปฐพีระดับสูง ก็อาจจะหัวหลุดจากบ่าได้เหมือนกัน

"จักรวรรดิต้ารุ่ยร่วงจากกระดานไปแล้ว!" ข่าวนี้ดังกระฉ่อนออกมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย

ในวันวาน ตอนที่เซียนปฐพีจากบนฟ้าจุติลงมา ราชวงศ์ต้ารุ่ยยอมคุกเข่าศิโรราบ เสนอตัวสวามิภักดิ์ทันที แต่ผลสุดท้าย พวกเขากลับกลายเป็นคนแรกที่ถูกคัดออกซะงั้น นี่มันเหนือความคาดหมายของทุกคนจริงๆ

ทำไมถึงลงเอยแบบนี้ล่ะ? นี่คือคำตอบที่หลายคนอยากรู้

ภายในราชวงศ์ต้ารุ่ย เต็มไปด้วยความโศกเศร้าหมองหม่น พวกเขาคุกเข่าศิโรราบได้ถึงพริกถึงขิงที่สุด แต่ผลลัพธ์ก็คือ ตำแหน่งจักรพรรดิปฐพีกลับไร้วาสนากับพวกเขาไปตลอดกาล

"ได้ข่าวมาว่า ปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งและผู้ฝึกตนระดับเจ็ดทิวาซ้อนทับจากทุกเส้นทาง เดินทางกลับมาจากต่างแดนแล้ว แถมยังเชิญกำลังเสริมมาด้วย พวกเขาประสานเสียงคัดค้านไม่ให้ราชวงศ์ต้ารุ่ยขึ้นครองอำนาจ"

เมื่อฝูงชนได้ยินเช่นนั้น ตอนแรกก็ตกตะลึง จากนั้นก็ต่างเผยรอยยิ้มออกมา รู้สึกว่ามันก็สมควรเป็นแบบนี้แหละ

หลังจากนั้น ต้าเฉียนก็ร่วงตามไปติดๆ

สถานการณ์พลิกผันไปอย่างรวดเร็วเกินกว่าที่ผู้คนจะจินตนาการได้ เพียงไม่กี่วัน ทุกฝ่ายก็ร่วมมือกันผลักดัน จนการรวมแผ่นดินเป็นปึกแผ่นบนพื้นดิน กำลังบรรลุข้อตกลงร่วมกันอย่างเต็มรูปแบบ

"เมืองอวี้จิงมีบุคคลสำคัญคอยเร่งรัดเรื่องนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ขั้วอำนาจเก่าบนฟ้าก็เลยร้อนรนกระวนกระวายใจ จึงหันมาประนีประนอมกับคนบนพื้นดิน เพื่อเร่งให้เรื่องนี้สำเร็จลุล่วงไปโดยเร็ว"

หากเซียนปฐพีบนฟ้ายังดึงดันจะผลักดันให้ต้ารุ่ยขึ้นเป็นใหญ่ พวกปรมาจารย์ผู้ก่อตั้ง เทพหมาเซียนกระบี่ และผู้ฝึกตนระดับเจ็ดทิวาซ้อนทับบนพื้นดิน ก็อาจจะไปจับมือกับปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งเคล็ดวิชาคัมภีร์ผ้าไหม เทพเถื่อนเฒ่า และยอดฝีมืออีกกลุ่มหนึ่ง เพื่อลุกขึ้นมาต่อต้านและก่อเรื่องวุ่นวายขึ้นได้

ขั้วอำนาจเก่าเหล่านั้นเคยลิ้มรสความขมขื่นจากพวกนี้มาแล้ว ทั้งเกลียดทั้งโกรธจนเข้าไส้ หากไม่ใช่เพราะมีสิ่งมีชีวิตในเมืองอวี้จิงออกมาเตือนล่ะก็ พวกเขาคงทุ่มเทกำลังทั้งหมดไปกวาดล้างคนพวกนั้นนานแล้วล่ะ

จนถึงตอนนี้ ทุกอย่างก็เป็นอันยุติ จักรวรรดิต้าอวี๋คือผู้ชนะ และความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของการรวมแผ่นดินให้เป็นหนึ่งเดียว ก็จะถูกจารึกโดยพวกเขา

ต่อให้ต้ารุ่ยและต้าเฉียนจะไม่ยินยอมพร้อมใจแค่ไหน ก็ไร้พลังจะกอบกู้สถานการณ์กลับมาได้ นี่คือผลลัพธ์ที่ได้รับการการันตีจากยอดฝีมือทั้งหมดทั้งบนฟ้าและบนพื้นดิน ไม่มีใครกล้าขัดขืนได้

สำหรับราชวงศ์กว่าสิบแห่ง ยิ่งไม่ต้องพูดถึง ทำได้แค่ก้มหน้ารับชะตากรรมเท่านั้น

ส่วนขุมกำลังใหญ่และตระกูลเก่าแก่ที่มีเมืองและศักดินาเป็นของตัวเอง ก็ได้แต่อึ้งกิมกี่ ไร้คำบรรยายใดๆ พวกเขาต้องทำตามโองการของเซียนปฐพีและผู้ฝึกตนระดับเจ็ดทิวาซ้อนทับอย่างเลี่ยงไม่ได้ ใครจะกล้าลองดีขัดคำสั่งบ้างล่ะ?

ในวันนี้ ทั่วทั้งโลกต่างรับรู้กันถ้วนหน้า เยี่ยโจวรวมเป็นหนึ่งเดียวแล้ว

ยิ่งไปกว่านั้น ภายในวันเดียวกัน ก็มีนิมิตประหลาดปรากฏขึ้น จากความว่างเปล่า เหนือท้องฟ้าอันดำมืดไร้ขอบเขต วิถีเต๋าเป็นสายๆ หยดย้อยลงมา และไปหลอมรวมกันที่เมืองหลวงจักรวรรดิต้าอวี๋

คนธรรมดามองไม่เห็นหรอก แต่ใครก็ตามที่ฝึกเนตรวิญญาณหรือเนตรเทวะสำเร็จ ล้วนมองเห็นได้อย่างชัดเจน เมืองหลวงทั้งเมืองถึงกับสว่างไสวขึ้นมาหลายส่วนเพราะเรื่องนี้

"ฝึกวิชาที่นี่ ความเร็วจะเพิ่มขึ้นอีกระดับเลยนะเนี่ย!" มีคนเอ่ยขึ้นด้วยความตกตะลึง

สิ่งที่ทำให้ผู้คนใจสั่นสะท้านมากที่สุดก็คือ อัจฉริยะส่วนน้อยของราชวงศ์ต้าอวี๋ ราวกับได้รับการชำระล้างและขัดเกลา รากฐานศักยภาพและพรสวรรค์ของพวกเขาล้วนถูกยกระดับขึ้น

"นี่... จักรวรรดิเซียนปฐพีที่รวมเป็นหนึ่งเดียว มีอิทธิพลมหาศาลขนาดนี้เลยหรือ?" หลังจากที่ระดับสูงของทุกฝ่ายได้ยินข่าว ตาเฒ่าหลายคนถึงกับหน้าถอดสี

ในความเป็นจริง แม้แต่คนบนฟ้าเหล่านั้นก็ยังเผยสีหน้าตกตะลึง

"เคยมีบันทึกเรื่องราวแบบนี้เอาไว้ ในวันวาน ไท่ซวีก็เคยเกิดเหตุการณ์ทำนองเดียวกัน หลังจากนั้น ต่อให้เมืองอวี้จิงจะจากไท่ซวีไป แต่ราชวงศ์จักรพรรดิปฐพีก็ยังมีสถานะสูงส่งเหนือใคร ยกตนเป็นเผ่าพันธุ์ศักดิ์สิทธิ์ ทุกยุคทุกสมัยล้วนมีเทพเจ้าที่สวรรค์ประทานพรมาจุติ"

นี่คือข้อมูลที่เซียนปฐพีเฒ่าหัวโบราณเหนือเก้าชั้นฟ้า เป็นคนไปเปิดคัมภีร์ค้นคว้ามาด้วยตัวเอง แม้แต่พวกเขาก็ยังใจสั่นไหวและเกิดความคิดไปต่างๆ นานา

"พวกเจ้าต้องรู้นะว่า นี่มันเพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น ยังไม่ได้ประกอบพิธีบวงสรวงสวรรค์เลยแท้ๆ ดันมีการเปลี่ยนแปลงระดับนี้แล้ว"

ตาเฒ่าบางส่วนบนฟ้าอารมณ์พลุ่งพล่านอย่างรุนแรง รู้อย่างนี้ พวกเขาคงลงมาร่วมด้วยตั้งนานแล้ว การจัดแจงให้คนบนฟ้าลงมาทำผลงานรวมแผ่นดินให้เป็นหนึ่ง มันจะไปมีอะไรไม่ดีกันล่ะ

"แต่งงานเชื่อมสัมพันธ์!"

"ส่งคนเข้าไปประจำการที่เมืองหลวงต้าอวี๋!"

"ฮุบศักดินาของต้าอวี๋มาให้ได้ แล้วตั้งตนเป็นเจ้าผู้ครองแคว้น!"

นี่คือแผนรับมือที่พวกเขาคิดออกในวินาทีแรก พวกเขาอยากจะเข้าไปมีส่วนร่วม กอบโกยวาสนา และขอแบ่งเค้กชิ้นงามมาสักชิ้น

ปฏิกิริยาของขุมกำลังใหญ่บนพื้นดิน รวดเร็วกว่าคนบนฟ้าแบบไม่เห็นฝุ่น

ภายในวันนั้น ตระกูลเก่าแก่และลัทธินิกายใหญ่ๆ มากมาย ก็ได้ส่งบุคคลระดับยักษ์ใหญ่เข้าไปในเมืองหลวงจักรวรรดิต้าอวี๋ - เมืองฉงเซียว

พวกเขาประกาศกร้าวว่า จะสนับสนุนต้าอวี๋อย่างเต็มที่ และให้ความร่วมมือในทุกๆ ด้าน ความหมายแฝงก็คือ พวกเขาเองก็เป็นผู้มีส่วนร่วม ไม่ใช่แค่คนยืนดูเฉยๆ ย่อมต้องได้รับตำแหน่งหน้าที่ที่เหมาะสมกลับมาบ้าง

ยกตัวอย่างเช่น มีคนหมายปองตำแหน่งราชครู ทำให้สายการสืบทอดระดับสูงบางแห่งเริ่มห้ำหั่นกันอย่างลับๆ เพราะพวกเขารู้ดีว่า ตำแหน่งนี้อาจจะนำพาสิ่งดีๆ มาให้มากมาย ราชครูจะเจริญก้าวหน้าไปพร้อมๆ กับการรวมแผ่นดินเป็นหนึ่งเดียว และได้รับการเบิกเนตรถ่ายทอดพลัง รวมถึงการคุ้มครองสนับสนุนจากวิถีเต๋าพิเศษด้วย

แน่นอนว่า ก็มีบางคนที่อยากจะแต่งงานกับองค์หญิงของราชวงศ์ เพื่อจะได้เป็นราชบุตรเขย

ชั่วระยะเวลาหนึ่ง เมืองฉงเซียวก็คึกคักไปด้วยผู้คนอย่างล้นหลาม แม้แต่คนบนฟ้าก็ยังแห่กันลงมา

ฉินหมิงทอดถอนใจ ผ่านไปแค่ไม่เท่าไหร่ เยี่ยโจวก็เปลี่ยนแปลงไปเร็วเหลือเกิน

เขาใช้เวลาไปกับการฝึกวิชาอย่างหนักหน่วง ควบคู่ไปกับการออกท่องโลกกว้าง จนในที่สุดก็เดินทางกลับมาถึงเมืองฉีเสีย และได้พบกับเมิ่งซิงไห่ที่จวนเจ้าเมือง

"ท่านอาเมิ่งมองเรื่องนี้ยังไงขอรับ?"

"ก็นั่งดูไปเรื่อยๆ แหละ" ตาเฒ่าเมิ่งหัวเราะ ภายในใจของเขายินดีปรีดาเป็นอย่างยิ่ง ฉินหมิงเก็บตัวไปหนึ่งปี แถมยังออกเดินทางไกลไปอีก หายหน้าหายตาไปปีกว่าๆ ถึงเพิ่งจะกลับมาที่นี่

เมิ่งซิงไห่กล่าวต่อ "ต้าอวี๋ พอทำผลงานรวมแผ่นดินได้สำเร็จ นึกไม่ถึงว่าจะได้รับความเมตตาจากสวรรค์ ชะตากรรมกำหนดให้ต้องพุ่งทะยานขึ้นอย่างรวดเร็ว ขุมกำลังใหญ่ต่างก็เคลื่อนไหวกันอย่างกระตือรือร้น หมายจะกอบโกยผลประโยชน์ให้ได้มากที่สุด ตอนนี้เมืองฉงเซียวกลายเป็นสมรภูมิแห่งลาภยศสรรเสริญไปซะแล้ว..."

ทั้งสองคนคุยกันอยู่นานสองนาน ตาเฒ่าเมิ่งถึงกับเอ่ยปากแนะนำให้ฉินหมิงลองไปเสี่ยงดวงที่เมืองฉงเซียวดูบ้าง

ฉินหมิงส่ายหัว พลางเอ่ย "ข้ายังคงเชื่อเสมอว่า การฝึกฝนมันต้องพึ่งพาตัวเอง ข้าขอรอดูอยู่เงียบๆ ในที่ห่างไกลแบบนี้ไปก่อนก็แล้วกันขอรับ"

จู่ๆ เมิ่งซิงไห่ก็นึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ จึงเอ่ยว่า "จริงสิ เมื่อครึ่งปีก่อน ชุยชงเหอส่งคนให้นำจดหมายมาส่งด้วยล่ะ"

"เรื่องอะไรหรือขอรับ?" ฉินหมิงเอ่ยถาม

เมิ่งซิงไห่วางถ้วยชาลง พลางตอบ "ถึงข้าจะไม่ได้เปิดจดหมายอ่าน แต่ก็พอเดาได้คร่าวๆ ว่า เขาน่าจะอยากมาท้าประลองกับเจ้านั่นแหละ"

"ข้าว่าหมอนี่มันเหลิงจนกู่ไม่กลับแล้วล่ะมั้ง!" ฉินหมิงหัวเราะเยาะ

เขาแกะซองจดหมายออก พอตั้งใจอ่านดู ก็พบว่าเป็นเรื่องนี้จริงๆ ด้วย

เมิ่งซิงไห่รู้สึกไม่พอใจ จึงเอ่ยขึ้น "เอาเปรียบคนที่ระดับต่ำกว่าตัวเอง คิดว่ามันน่าภาคภูมิใจนักหรือยังไง?"

ฉินหมิงยิ้มบางๆ พลางตอบ "เรื่องนี้พูดยากนะขอรับ ตอนนี้ข้าเองก็ยังไม่รู้เลยว่า ใครกันแน่ที่ระดับพลังสูงกว่า"

"หา?" เมื่อเมิ่งซิงไห่ได้ยินเช่นนั้น ก็ถึงกับอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง เขามองไปยังใบหน้าที่ยังดูอ่อนเยาว์และเต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจเบื้องหน้า ภายในใจลึกๆ ของเขาสั่นสะท้านอย่างหนักหน่วง นี่มันความเร็วในการฝึกฝนระดับไหนกันเนี่ย เรียกได้ว่าก้าวกระโดดเลยทีเดียว? พัฒนาเร็วเกินไปแล้ว!

ฉินหมิงวางจดหมายลง แล้วเอ่ย "อืม ชุยชงเหอทิ้งข้อความไว้ บอกว่าถ้าวันไหนข้าเลื่อนขั้นไปถึงขอบเขตใหญ่ที่สี่ได้ ก็ให้ไปประลองกับเขาอย่างยุติธรรม เพราะเขาพยายามจนสุดความสามารถแล้ว ก็ยังไม่สามารถกดพลังเอาไว้ที่ขอบเขตใหญ่ที่สามได้อีกต่อไป"

. . . . . . . .

หนึ่งเดือนต่อมา ต้าอวี๋จัดพิธีบวงสรวงสวรรค์ ในวันนั้นมีนิมิตประหลาดมากมายปรากฏขึ้น มีม้ามังกรลากราชรถศักดิ์สิทธิ์อันเปล่งประกายเจิดจรัสลงมาจากฟากฟ้า มีมังกรสวรรค์ขดตัววนเวียนอยู่เหนือเมืองหลวง มีวิหคเทพลอยถลาลงมา ไอพลังมงคลนานัปการลอยล่องอบอวลไปทั่ว

เมืองหลวงจักรวรรดิต้าอวี๋ - เมืองฉงเซียว ยังคงเกิดการเปลี่ยนแปลงที่น่าตื่นตะลึงอย่างต่อเนื่อง

ในขณะเดียวกัน ขุมกำลังใหญ่ทุกแห่งต่างก็สัมผัสได้ว่า หลังจากที่พวกเขากระโดดเข้ามาร่วมวงในกิจการต่างๆ ของต้าอวี๋ พวกเขาก็ได้รับประโยชน์บางอย่างกลับไปเช่นกัน มีวิถีเต๋าหลั่งไหลเข้ามาหาพวกเขา

"เมืองอวี้จิงหายไปแล้ว!"

บนฟากฟ้า ผู้คนจากขั้วอำนาจเก่าแต่ละแห่งต่างตกตะลึงจนแทบคลั่ง แม้แต่ตาเฒ่าบางคนที่ใกล้จะหมดอายุขัยก็ยังพากันเดินออกมา แหงนหน้ามองขึ้นไปบนท้องฟ้าเบื้องบน ดินแดนเหนือโลกีย์แห่งนั้น กลับว่างเปล่าไม่มีอะไรเหลือเลย!

จบบทที่ ฟรี บทที่ 485 โลกเปลี่ยนแปลงเร็วเกินไป (รวมสองตอน)

คัดลอกลิงก์แล้ว