- หน้าแรก
- ราตรีนิรันดร์
- ฟรี บทที่ 475 กาลเวลาผ่านไปหนึ่งปีอย่างรวดเร็ว
ฟรี บทที่ 475 กาลเวลาผ่านไปหนึ่งปีอย่างรวดเร็ว
ฟรี บทที่ 475 กาลเวลาผ่านไปหนึ่งปีอย่างรวดเร็ว
บทที่ 475 กาลเวลาผ่านไปหนึ่งปีอย่างรวดเร็ว
"พวกเจ้าทั้งหลายรู้ความผิดของตนหรือไม่!" เสียงตวาดลั่นดังกึกก้องไปทั่วเก้าชั้นฟ้า
บนสวรรค์ ขั้วอำนาจเก่าอย่างภูเขาดวงดาว วังบึงอสนี และอื่นๆ ตั้งแต่ระดับสูงที่กุมอำนาจไปจนถึงศิษย์ที่เพิ่งเข้าสำนัก ต่างก็อกสั่นขวัญแขวน เสียงดังกึกก้องปานฟ้าผ่านั้น ราวกับดังก้องอยู่ข้างหูของพวกเขาทุกคน
ทุกคนรู้ดีว่า ดินแดนชั้นสูงสุดได้ฟื้นคืนชีพขึ้นมาแล้วจริงๆ ความคิดแอบเข้าข้างตัวเองก่อนหน้านี้มลายหายไปจนหมดสิ้น
กระดาษที่เปื้อนเลือดเซียนปฐพีร่วงหล่นลงมาเต็มท้องฟ้า ปลิวว่อนไปทั่ว เมื่อพวกมันระเบิดกลายเป็นเถ้าธุลี ตัวอักษรที่ปรากฏขึ้นมาก็ส่องประกายเจิดจ้า
เหล่าศิษย์รุ่นเยาว์ต่างก็หน้าซีดเผือด นึกว่าเป็นราชโองการที่ร่วงหล่นลงมาจากฟ้านอกพิภพ เพื่อตัดสินความผิดของพวกเขา แต่ละคนจึงหน้าซีดเป็นไก่ต้ม ร่างกายสั่นเทาไม่หยุดหย่อน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อแหงนหน้าขึ้นมอง โครงร่างเลือนรางของเมืองลี้ลับแห่งนั้นก็ปรากฏให้เห็น แม้จะอยู่ห่างไกล แต่กลับแฝงไปด้วยแรงกดดันมหาศาล ราวกับตั้งตระหง่านอยู่กลางใจของพวกเขา
ระดับสูงรู้ดีว่า ดินแดนทั้งสองแห่งอยู่ห่างไกลกันสุดกู่ เสียงที่ดังก้องชัดเจนอยู่ในใจของพวกเขานั้น ดังมาจากรอยแยกของห้วงเหวลึกเบื้องหน้า "ขั้วอำนาจเก่า" บนสวรรค์
กระดาษพิเศษเปื้อนเลือดที่พวกเขาทิ้งลงไปนั้น เป็นสื่อกลางในการสื่อสาร
ก่อนหน้านี้ ระดับสูงบนสวรรค์ก็ใช้มันในการพร่ำสวดภาวนา จัดพิธีกรรมสีเลือด ขอให้บุคคลสำคัญในเมืองอวี้จิงอภัยโทษให้
ในห้วงเหวลึกอันมืดมิด เสียงยิ่งใหญ่และน่าเกรงขามเสียงหนึ่ง ราวกับสายฟ้าฟาด ฟาดฟันทะลวงเข้ามาในใจของพวกเขา ทำให้ทุกคนขนลุกซู่ ร่างกายสั่นสะท้านน้อยๆ
"ราตรีมืดมิดไร้ขอบเขต ปราณทัณฑ์สวรรค์แผ่ขยาย พวกเจ้ามีหน้าที่ปกป้องคุ้มครอง แต่กลับเอาแต่นั่งตระหง่านอยู่บนเก้าชั้นฟ้า ดื่มสุราเสพสุข ฉกฉวยโชคลาภ เคยใส่ใจประชาชนบนพื้นดินบ้างหรือไม่? บนสวรรค์เสียงดนตรีไม่เคยขาดสาย ใช้น้ำอมฤตและชาแห่งวิถีเต๋าเลี้ยงปลาคาร์ฟหลากสี แต่บนพื้นดินกลับมีพายุภัยพิบัติพัดกระหน่ำ นาเพลิงลดน้อยลงทุกวัน พลังวิเศษค่อยๆ เหือดแห้ง เมื่อนำทั้งสองแห่งมาเปรียบเทียบกัน ช่างแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว!"
ชั่วพริบตาเดียว ต่อให้เป็นยอดเซียนปฐพีก็หน้าซีดไร้สีเลือด หมอบกราบลงกับพื้น ไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมาเลย
"นี่คือสวรรค์ของใครกัน? ลิงสวมหมวก บ่าวไพร่ทำตัวเสมอเจ้านาย ยิ่งไปกว่านั้นยังกล้าทำอะไรตามอำเภอใจ ใครให้ความกล้าหาญแก่พวกเจ้าถึงเพียงนี้!?"
เสียงตวาดที่ส่งผ่านรอยแยกของห้วงเหวลึกมาจากดินแดนชั้นสูงสุดนั้น หนักหน่วงรุนแรงยิ่งนัก ราวกับค้อนยักษ์ที่ทุบลงกลางใจของยอดเซียนปฐพี ทำให้พวกเขาตื่นตระหนกและหวาดผวาถึงขีดสุด
เพราะพวกเขารู้ดีว่า สิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ในเมืองอวี้จิงนั้นน่าสะพรึงกลัวเพียงใด ต่อให้อยู่ในยุคที่เทพแท้จริงผุพัง เซียนสวรรค์ดับสูญ บุคคลในดินแดนชั้นสูงสุดก็คงจะมีพลังอำนาจลดทอนลงไปมาก แต่ถึงกระนั้นก็ยังคงข่มขวัญขั้วอำนาจเก่าบนสวรรค์ได้อยู่ดี
ช่วงนี้ เซียนปฐพีจากขั้วอำนาจเก่าออกลาดตระเวนโลกมนุษย์ ทอดสายตามองใต้หล้า จัดขบวนใหญ่โต แต่ทว่าวันนี้กลับถูกด่าทอจนต้องคุกเข่ากราบกราน ไม่กล้าปริปากพูดอะไรออกมาแม้แต่ครึ่งคำ
เสียงนี้ทะลวงผ่านชั้นเมฆดำทะมึน ดังไปถึงภายนอกดินแดนบริสุทธิ์
ในทะเลหมอกราตรี มีขบวนคนกลุ่มหนึ่งเข้ามาใกล้ พวกเขาคือคนที่มีประโยชน์บางส่วน อย่างเช่น ปรมาจารย์ อัจฉริยะที่มีรากฐานกระดูกไม่ธรรมดา เป็นต้น ซึ่งถูก “เสินจวิน”(เทพผู้ทรงอำนาจ) จั๋วคุนและพรรคพวก "อบรมสั่งสอน" และกำราบระหว่างทางลงมาบนพื้นดิน ในตอนนี้กำลังถูกเรือวิเศษส่งตัวขึ้นสวรรค์
"ข้าอยากกลับไปบนพื้นดิน" แววตาหม่นหมองของปรมาจารย์เฒ่าผู้หนึ่งจู่ๆ ก็สาดประกายแสงเทพออกมา พวกเขาถูกแปดเซียนปฐพีสวดคัมภีร์ "ชำระล้าง" อาณาเขตวิญญาณ จึงถูกพาตัวขึ้นสวรรค์มาอย่างไม่เต็มใจ ตอนนี้เขาถูกปลุกให้ตื่นขึ้นด้วยเสียงน่าเกรงขามดั่งสายฟ้าฟาดในดินแดนบริสุทธิ์ ไม่เชื่อฟังคำ "อบรมสั่งสอน" อีกต่อไป
นอกจากนี้ ในทะเลหมอกราตรียังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งกำลังเดินทางอย่างเงียบๆ
นี่คือคนหัวหมอบางส่วนบนสวรรค์ ที่แอบหนีออกมาก่อน
พวกเขารู้ตื้นลึกหนาบาง ดินแดนชั้นสูงสุดส่งเสียงผ่านรอยแยกของห้วงเหวลึก ยังไม่ได้จุติลงมาจริงๆ หากสุดท้ายแล้วมีการเอาผิด ตอนนี้ก็ถือเป็นโอกาสสุดท้ายในการหลบหนีของพวกเขาแล้ว
คนทั้งสองกลุ่มบังเอิญมาเจอกัน คนบนฟ้าที่คอยคุ้มกันปรมาจารย์และอัจฉริยะมา เมื่อเห็นยอดเซียนปฐพีพาลูกหลานแอบหนีออกมาเงียบๆ ก็ถึงกับคอแห้งผากทันที
ทั้งสองฝ่ายไม่ได้พูดคุยอะไรกัน ขบวนทั้งสองกลุ่มต่างก็พุ่งทะยานลงสู่พื้นดิน
ไม่นานนัก ก็มีความลับแพร่กระจายออกมา
"เมืองอวี้จิงฟื้นคืนชีพ บุคคลลึกลับผู้ยิ่งใหญ่รู้สึกโกรธเกรี้ยวกับการกระทำของขั้วอำนาจเก่าบนสวรรค์เป็นอย่างมาก ตวาดด่าอย่างรุนแรง บางทีอาจจะกวาดล้างพวกมันให้สิ้นซากเลยก็ได้!"
"เจ้ารู้รายละเอียดขนาดนี้ได้ยังไง เชื่อถือได้หรือไม่?"
"ปรมาจารย์ที่ถูก 'อบรมสั่งสอน' แล้วส่งขึ้นสวรรค์ไป หลุดพ้นจากการควบคุม แล้วกลับมาแล้ว พวกเขาสัมผัสได้ถึง 'พลังอำนาจแห่งสวรรค์' ที่แท้จริง"
ในวันนั้น ข่าวที่สั่นสะเทือนใต้หล้าถูกเผยแพร่ออกไป บนเก้าชั้นฟ้า ขั้วอำนาจเก่าทุกแห่ง ตั้งแต่ระดับเซียนปฐพีลงมาจนถึงศิษย์ ดูเหมือนจะถูกเอาผิดทั้งหมด
เยี่ยโจว เกิดเสียงเซ็งแซ่อื้ออึง
ข่าวลือราวกับติดปีกบิน แพร่กระจายผ่านประตูหมอกมุ่งสู่ต่างแดน
"พวกทูตสวรรค์เหล่านั้น ในช่วงนี้ทำตัวหยิ่งผยองจองหอง วางท่าประหนึ่งผู้ปกครองใต้หล้า สั่งการเผ่าพันธุ์ต่างๆ ปากก็บอกว่าจะปราบปรามมารร้าย ไม่คิดเลยว่าพวกมันกำลังทำเรื่องเลวทรามต่ำช้า และกำลังจะถูกกวาดล้างแล้ว"
"ยากจะจินตนาการได้เลยว่า เซียนปฐพีผู้ทรงพลังและสูงส่งเหล่านั้น จะถูกด่าทอราวกับหลานชายตัวน้อยๆ คุกเข่าอยู่บนพื้น ไม่กล้าขยับเขยื้อนเลยสักนิด..."
เห็นได้ชัดว่า ข่าวลือและภาพบางอย่างเป็นสิ่งที่ผู้คนจินตนาการขึ้นมาเอง แต่ก็ใกล้เคียงกับความจริงแล้ว
คนบนฟ้าคุกเข่า ถูกสิ่งมีชีวิตในดินแดนชั้นสูงสุดด่าทอ ข่าวที่น่าตื่นตะลึงเช่นนี้แพร่กระจายไปทั่วทุกแห่งหน ทำให้ชื่อเสียงของขั้วอำนาจเก่าบนสวรรค์ได้รับผลกระทบอย่างหนัก
ทั่วหล้าต่างวิพากษ์วิจารณ์ ผู้คนแทบไม่อยากจะเชื่อเลยว่า จะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นได้
ในที่ห่างไกล กลุ่มปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งเองก็กำลังเหม่อลอย แม้แต่พวกเขาก็ยังไม่คาดคิด ว่าสถานการณ์จะพลิกผันเร็วขนาดนี้
เมื่อราชวงศ์จักรวรรดิต้ารุ่ยได้ยินข่าว ก็พากันนิ่งอึ้งราวกับรูปปั้นดินเหนียว พวกเขาเป็นฝ่ายเข้าหาขั้วอำนาจเก่าบนสวรรค์ด้วยตัวเอง ไม่ใช่เพราะถูกกดดันจนต้องยอมจำนน ตอนนี้เมื่อได้ยินข่าวลือเช่นนี้ ล้วนจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว
"เยี่ยโจว จะยังคงรวมเป็นหนึ่งเดียวโดยราชวงศ์รุ่ยของพวกเราได้อยู่หรือไม่?"
เมื่อฮ่องเต้เฒ่าแห่งจักรวรรดิต้ารุ่ยได้ฟัง ก็รู้สึกสูญเสียอย่างหนัก เขารู้ดีว่า "ความฝันที่จะเป็นจักรพรรดิแห่งปฐพี" ของเขาคงพังทลายลงแล้ว
ผู้คนจำนวนมากกลับกำลังหัวเราะ รู้สึกสะใจเป็นอย่างยิ่ง แขกจากสวรรค์ที่เคยทอดสายตามองพวกเขาจากมุมสูง ไม่คิดว่าจะมีวันนี้เหมือนกัน ตอนนี้คงกำลังเอาหัวโขกพื้นอยู่ล่ะมั้ง
"พวกเจ้ารู้หรือไม่ ว่าเสินจวินผู้นั้นและแปดเซียนปฐพียังคงคุกเข่าอยู่บริเวณชายแดนของเยี่ยโจว ไม่กล้าลุกขึ้นมาสักที" มีคนกำลังพูดคุยเรื่องนี้อย่างออกรส
ความจริงแล้ว จั๋วคุนและแปดเซียนปฐพียังไม่ได้ตัดสินใจ พวกเขาไม่ได้กลับขึ้นสวรรค์ และไม่ได้หนีไปต่างแดนในทันที แต่กำลังดูทิศทางลมอยู่
จั๋วคุนก้าวขาข้างหนึ่งเข้าสู่ขอบเขตเทพสวรรค์ อายุมากแล้ว สถานะสูงส่ง เป็นหนึ่งในบุคคลระดับแกนนำที่แท้จริงบนสวรรค์ เขารู้ความลับมากพอ
หลังจากตกใจกลัว เขาก็ตั้งสติได้ และคิดว่าดินแดนชั้นสูงสุดกำลังอยู่ในช่วงนิพพานครั้งใหญ่ คนในนั้นก็ใช่ว่าจะออกมาได้!
ยิ่งไปกว่านั้น เขารู้ดีว่า ฟ้าดินไม่เหมือนเดิมแล้ว วิถีเต๋าเกิดการแปรผัน โลกใบใหญ่ที่แท้จริงกำลังจะถูกเปิดเผยความลับสุดท้าย และจะส่งผลกระทบอันใหญ่หลวงต่อทุกสิ่งทุกอย่าง ต่อให้ในเมืองอวี้จิงจะมีผู้แข็งแกร่งปรากฏตัวขึ้นมา โอกาสสูงมากที่จะผุพังลงไปเหลือเพียงขอบเขตที่เจ็ด
. . . . . . . .
ฉินหมิงเดินทอดน่องอย่างสบายใจ เดิมทีเขาคิดจะหนีไปสักระยะ แล้วออกไปบุกเบิกต่างแดนเพียงลำพัง แต่ตอนนี้คนบนฟ้ากลับสะดุดล้มหัวทิ่ม ไปยั่วให้สิ่งมีชีวิตในเมืองอวี้จิงฟื้นคืนชีพขึ้นมา ตอนนี้เขาจึงไม่รีบร้อนแล้ว
เขากำลังมุ่งหน้าไปยังเมืองฉีเสีย ระหว่างทางก็ครุ่นคิดถึงประสบการณ์ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา
"ร่มจักรพรรดิ แท่นบูชา นายคนใหม่ของอวี้จิง... ซี้ดดด นี่มันข้าไม่ใช่เรอะ?" ฉินหมิงได้ยินข่าวลือระหว่างทาง ก็ถึงกับสูดหมอกราตรีเข้าปอดลึกๆ จิตใจปั่นป่วน
ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน ที่เขามีบารมีขนาดนี้?
เขาบังเอิญไปส่งผลกระทบต่อกระแสฟ้าดินบางอย่างเข้าโดยไม่รู้ตัว
ตามรายงาน เสินจวินจั๋วคุนและแปดเซียนปฐพี เพราะเห็นเงาร่างเบื้องหลังยืนอยู่ใต้ร่มฉัตรสีเหลืองเลือนราง จึงหวาดกลัวสุดขีด เอาแต่คุกเข่าโขกศีรษะไม่ยอมหยุด
ฉินหมิงเผยสีหน้าแปลกใจ จากนั้นก็รู้สึกสะใจเป็นอย่างยิ่ง ไม่คิดไม่ฝันเลยว่า เพียงแค่เงาเลือนรางเพียงมุมเดียวของเขา จะทำให้เซียนปฐพีหวาดกลัว และกราบไหว้บูชาเขาได้
"ฮ่าๆๆ..." เขาหัวเราะลั่นใต้ท้องฟ้ายามค่ำคืน ประสบการณ์อันเลวร้ายที่เคยถูกคนบนฟ้าตามล่าสังหาร ถูกเจือจางลงไปไม่น้อย
เขาแอบกลับมายังเมืองฉีเสียอย่างเงียบๆ ตอนนี้คือช่วงเวลาที่บนสวรรค์วุ่นวายที่สุด ไม่มีใครมาสนใจที่นี่หรอก นับเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการเดินทางอย่างสบายใจของเขา
ในห้องรับแขก เมิ่งซิงไห่จุดกำยานสงบใจชนิดใหม่ที่เพิ่งได้มา มันสามารถช่วยให้จิตใจสงบ อีกทั้งยังมีหมอกสีขาวจางๆ ตัดขาดที่นี่ออกจากโลกภายนอก
"เจ้าปลอดภัยก็ดีแล้ว!" เขามองดูฉินหมิง พลางถอนหายใจด้วยความโล่งอก ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา มีข่าวที่น่าตื่นตะลึงแพร่สะพัดออกมาทุกวัน จิตใจของเขาก็แขวนต่องแต่งอยู่ตลอดเวลา
เริ่มจากทูตสวรรค์จุติลงมา ตามด้วยสี่เซียนปฐพีเหยียบย่างโลกมนุษย์ หลังจากนั้นสี่เซียนปฐพีก็ตายอนาถ และสุดท้ายก็ถึงขั้นมีคนเจาะสวรรค์ทะลุ...
เรื่องราวแต่ละเรื่อง ล้วนน่าสะเทือนเลือนลั่นเกินไป
ฉินหมิงเล่าประสบการณ์การเดินทางออกไปข้างนอกแบบคร่าวๆ ทำให้เมิ่งซิงไห่ตกใจจนเหม่อลอยไปชั่วขณะ
ไม่นานนัก เจ้าเมืองเมิ่งก็ดึงสติกลับมาได้ เอ่ยว่า "จริงสิ มีจดหมายส่งมาหาเจ้าด้วยนะ แถมยังมีคนเป็นห่วงเจ้า ส่งของล้ำค่ามาให้ด้วย"
เส้นทางผลัดกาย ลัทธิลี้ลับ และเส้นทางเซียน ล้วนส่งคนมาแจ้งข่าว ให้ฉินหมิงหนีไปไกลๆ และออกจากเยี่ยโจวไปชั่วคราว
จากนั้น ฉินหมิงก็เปิดจดหมายของเสี่ยวอู๋ออกอ่าน
"พี่หมิง ข้าไม่รู้ว่าท่านจากไปแล้วหรือยัง ตอนที่ท่านได้อ่านจดหมายฉบับนี้ ข้าน่าจะออกเดินทางไปไกลแล้ว ไม่อยู่ในเยี่ยโจวอีกต่อไป มนุษย์เทพจอมโหดแห่งลัทธิลี้ลับที่ตีทะลวงดินแดนต้องห้ามแห่งที่สี่ ไม่ได้เปลี่ยนรูปแบบของร่างกาย ก็กลายเป็นผู้แข็งแกร่งของขอบเขตที่เจ็ดไปแล้ว ข้ารู้สึกไร้ที่พึ่ง และสับสนมาก..."
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า เสี่ยวอู๋จากไปด้วยความรู้สึกหนักอึ้ง เขาบอกอย่างชัดเจนว่า จะไปค้นหาเส้นทางของตัวเองในต่างแดน การปรากฏตัวของฉู่ชางหลาน ยอดมนุษย์จอมโหดแห่งลัทธิลี้ลับ ก้าวขึ้นมาอยู่เบื้องหน้าอย่างเป็นทางการ ได้สร้างแรงกดดันไร้ขอบเขตให้แก่เสี่ยวอู๋
จดหมายของเซี่ยงอี้อู่สอดไส้อยู่ในจดหมายของเสี่ยวอู๋ ทำให้ฉินหมิงคลายความกังวลลงไปได้บ้าง การที่สองคนนั้นเดินทางไปด้วยกัน ต่อให้ไปอยู่ต่างแดนก็ยังมีคนคอยดูแลช่วยเหลือกัน
ในจดหมายของเจียงหรั่น ไม่น่าเชื่อว่าจะมีรอยน้ำหมึกของ "ลิ่วอวี้" (หกปรารถนา) จิตวิญญาณอาวุธของอาวุธพิเศษที่นางครอบครองอยู่ แอบซ่อนข้อความเซียนสีทองทิ้งไว้โดยไม่ให้นางรู้ เมื่อฉินหมิงกระตุ้นพลัง บนหน้ากระดาษก็มีแสงเรืองรองไหลเวียนอยู่
"เสี่ยวฉิน คิดดูหรือยัง?" สรรพนามที่ลิ่วอวี้ใช้เรียกเขาเปลี่ยนไป ดูสนิทสนมกลมเกลียวมากขึ้น
แสงที่ไหลเวียนอยู่บนหน้ากระดาษ มีเสียงที่ชัดเจนส่งออกมา "ไปกับข้าเถอะ ข้าจะพยายามอย่างเต็มที่ เพื่อจัดเตรียมทุกอย่างให้เจ้าอย่างดีเยี่ยม ยกตัวอย่างเช่น คัมภีร์แท้ระดับสูงสุด ยาล้ำค่าที่หายากที่สุด แล้วก็... สนมหรั่น"
"สนมหรั่นคือใครกัน?" เมิ่งซิงไห่สงสัย
"เป็นแค่ตาเฒ่าประหลาดคนหนึ่งที่ชอบพูดจาเหลวไหลน่ะขอรับ" ฉินหมิงกล่าว เขากลัวจริงๆ ว่าเหล่าเมิ่ง(เฒ่าเมิ่ง)จะเข้าใจผิดไปใหญ่
เมิ่งซิงไห่วิจารณ์ว่า "เจียงหรั่นงั้นหรือ? อืม นางมีพรสวรรค์ล้ำเลิศ ต่อให้ซ่อนเร้นความแข็งแกร่งเอาไว้มากมาย แต่ในแดนเซียน นางก็ยังคงเปล่งประกายเจิดจรัส เป็นผู้ที่เหมาะสมจะเป็นผู้นำของเส้นทางเซียนในอนาคต ด้วยฐานะของนาง นับว่าเหมาะสมคู่ควรกับเจ้าอยู่เหมือนกัน"
"เด็กดี ยังต้องลังเลอะไรอีก? ไปกับข้าเถอะ แม้แต่ตัวข้าก็เป็นของเจ้านะ" จิตวิญญาณอาวุธลิ่วอวี้รื้อฟื้นเรื่องเก่าขึ้นมาอย่างหน้าไม่อายอีกครั้ง
เมิ่งซิงไห่ตกตะลึง แอบส่งกระแสจิตถามว่า "ตาเฒ่าประหลาดผู้นี้... เป็นผู้อาวุโสหญิงงั้นหรือ?"
ฉินหมิงปาดเหงื่อ เอ่ยว่า "จิตวิญญาณอาวุธ ไม่ใช่มนุษย์ขอรับ!"
แสงบนหน้ากระดาษสลายไป เห็นได้ชัดว่าเป็นเพียงข้อความที่ทิ้งไว้ ไม่สามารถโต้ตอบกันได้ บนจดหมายทิ้งแผนที่เส้นทางการเดินทางเอาไว้ มุ่งหน้าเข้าสู่ส่วนลึกของโลกแห่งหมอกราตรี
เมิ่งซิงไห่เอ่ยว่า "ต่อให้ในเมืองอวี้จิงจะมีบุคคลสำคัญฟื้นคืนชีพขึ้นมา แต่ดินแดนแถบนี้ในปัจจุบันก็ยังคงสับสนวุ่นวายอยู่ดี เจ้าลองพิจารณาเรื่องเดินทางไกลดูก็ได้นะ"
ฉินหมิงถอนหายใจ จิตวิญญาณอาวุธลิ่วอวี้เคยบอกว่า หากต้องการเข้าไปในดินแดนชั้นสูงสุดแห่งนั้น จำเป็นต้องปลูกฝัง "โซ่เลือด" เพื่อให้แน่ใจว่าสถานะไม่มีปัญหา และจะไม่เกิดภัยแฝงในอนาคต
พอจะจินตนาการได้เลยว่า ต่อให้เป็นสำนักที่เรียกตัวเองว่าชั้นสูงสุด ก็ยังเคยถูกแทรกซึมมาก่อน จึงมีการระแวดระวังที่รัดกุมมาก
แค่ไม่รู้ว่า จิตวิญญาณอาวุธอีกดวงในอาวุธพิเศษที่เจียงหรั่นครอบครองอยู่ ซึ่งเกี่ยวข้องกับสำนักเสวียนหนี่ว์ จะมีข้อเรียกร้องแบบนี้ด้วยหรือไม่
ฉินหมิงรู้สึกว่า การเข้าร่วมกับสำนักในแดนไกล สู้เป็นผู้ฝึกตนอิสระที่ใช้ชีวิตอย่างเสรีไม่ได้หรอก เขาเดินมาจนถึงตอนนี้ได้ ล้วนอาศัยการศึกษาทำความเข้าใจคัมภีร์และวิชาต่างๆ ด้วยตัวเองทั้งสิ้น ไม่จำเป็นต้องพึ่งพารากฐานของสำนักใดๆ เลย
ขอเพียงแค่เขาได้รับคัมภีร์แท้ที่สอดคล้องกัน จะฝึกฝนที่ไหนก็เหมือนกันนั่นแหละ
บนตัวเขามีผ้าขี้ริ้วเฒ่าอยู่ ซึ่งเห็นได้ชัดว่าเป็นของวิเศษที่สามารถก่อให้เกิดความโกลาหลครั้งใหญ่ได้ หากเข้าไปในดินแดนชั้นสูงสุดที่คล้ายคลึงกับเมืองอวี้จิง บุคคลสำคัญที่นั่นก็ใช่ว่าจะไม่รู้สึกถึงความผิดปกติ
ฉินหมิงสังเกตเห็นข้อความที่เจียงหรั่นทิ้งไว้ นางกับหลีชิงเยว่เพียงแค่ออกจากเยี่ยโจวไปชั่วคราว ยังไม่ได้เข้าไปในส่วนลึกของโลกแห่งหมอกราตรี นางเขียนจดหมายมาถามเขาว่า อยากจะเดินทางไกลไปด้วยกันหรือไม่
จากนั้น ฉินหมิงก็เปิดห่อของที่หลีชิงเยว่ส่งมา นอกเหนือจากจดหมายแล้ว ยังมีกล่องไม้ที่หนักอึ้งอยู่อีกใบ
"มันบินมาเองน่ะ" เมิ่งซิงไห่บอก
"หืม?" ฉินหมิงรีบเปิดดูทันที พบว่ามันคือฝาเตาที่ผุพังอย่างหนักชิ้นหนึ่ง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเตาแปดทิศ
เขาตกใจทันที หากเป็นเช่นนั้น อาวุธพิเศษในมือของหลีชิงเยว่ก็ไม่สมบูรณ์แล้ว กลายเป็นอาวุธที่ขาดแหว่งไปแล้ว
"ช่วงนี้เยี่ยโจววุ่นวาย นางขอให้ข้ามาคุ้มครองความปลอดภัยให้เจ้า" จิตวิญญาณอาวุธของเตาแปดทิศแบ่งร่างส่วนหนึ่งมาสถิตอยู่ในฝาเตาโบราณนี้
เมื่อฉินหมิงได้ยิน ความรู้สึกอบอุ่นก็หลั่งไหลเข้ามาในใจ เขาเอ่ยถามว่า "สำนักที่เจ้าสังกัดอยู่ จำเป็นต้องปลูกฝังสิ่งของจำพวกโซ่เลือด โซ่แห่งเต๋าด้วยหรือไม่?"
จิตวิญญาณอาวุธของเตาแปดทิศตอบกลับทันที "ต่อให้ไม่ปลูกฝัง ก็ต้องตรวจสอบเจ้าให้ละเอียดถี่ถ้วนอยู่ดี อืม ร่มบนตัวเจ้าคันนั้นมีปราณมารตลบอบอวล เห็นได้ชัดว่าคงไม่ยอมให้มันเข้าไปในดินแดนชั้นสูงสุดแน่"
"เจ้าคนทำตัวแก่เกินวัย เจ้ารู้ถึงที่มาของข้าหรือ?" ร่มฉัตรสีเหลืองเปล่งแสง ปรากฏตัวออกมาโดยตรง มันหมุนวนอยู่บนหัวของฉินหมิง ในพริบตาก็มีปราณสีม่วงเข้มข้นไหลรินลงมาตามชายครุย
"เจ้าก็แก่มากแล้วเหมือนกัน" ฝาเตาส่งคลื่นความผันผวนออกมา
"ข้ายังอยู่ในวัยหนุ่มแน่นเว้ย"
เมิ่งซิงไห่เหม่อลอย เห็นได้ชัดว่านี่ล้วนเป็นของวิเศษที่ไม่ธรรมดา ล้วนมีที่มาที่ไปอันยิ่งใหญ่
"เจ้ากลายเป็นคนไร้ค่าไปแล้ว" ฝาเตาเสริมขึ้นมาอีกประโยค มันนิ่งสงบดั่งบ่อน้ำลึก ไร้ซึ่งอารมณ์ความรู้สึกใดๆ ทั้งสิ้น
สุดยอดของวิเศษที่ถูกฝุ่นเกาะแน่นอย่างร่มจักรพรรดิ ทันใดนั้นก็สาด "แสงอาทิตย์อัสดง" อันเข้มข้นลงมา ย้อมหมอกราตรีในบริเวณใกล้เคียงจนกลายเป็นสีแดงฉาน
"หยุด!" ฉินหมิงกลัวว่าพวกมันจะทะเลาะกันจริงๆ
เขามองไปที่ฝาเตา แล้วเอ่ยว่า "ความวุ่นวายในเยี่ยโจวกำลังจะสงบลงแล้ว ทางฝั่งข้าก็ไม่ได้มีอันตรายอะไร เจ้ากลับไปเถอะ ในส่วนลึกของโลกแห่งหมอกราตรีนั้นเต็มไปด้วยความลึกลับและสิ่งที่ไม่รู้จัก อันตรายแฝงอยู่ทุกหนทุกแห่ง อาวุธของชิงเยว่ไม่สมบูรณ์แบบนี้ ข้ากลัวว่าจะมีปัญหา"
จิตวิญญาณอาวุธของเตาแปดทิศบอกกล่าว "หากเจ้าปลอดภัยดี นางก็ให้ข้าออกเดินทางในอีกหนึ่งปีให้หลัง ตอนนี้นางอยู่กับเจียงหรั่น คงจะไม่รีบร้อนเดินทางไกลนัก และจะทำการขัดเกลาตัวเองระหว่างทางด้วย"
ความจริงแล้ว หลีชิงเยว่ให้มันอยู่ที่นี่อย่างถาวร เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของฉินหมิง
ในฐานะของล้ำค่าประจำวังแปดทิวทัศน์ (ปาจิ่งกง) เตาแปดทิศย่อมไม่อาจอยู่ในเยี่ยโจวตลอดไปได้ จำเป็นต้องเดินทางไกลอย่างแน่นอน
ฉินหมิงเอ่ยว่า "ความจริงแล้ว เจ้าบินไปตอนนี้เลยก็ได้นะ"
เตาแปดทิศไม่ได้ทำตาม ในเมื่อรับปากว่าจะอยู่ต่อ ก็ย่อมไม่ออกเดินทางก่อนกำหนด
ฉินหมิงสอบถามพิกัดที่เกี่ยวข้องจากมัน เผื่อว่าในอนาคตเมื่อระดับพลังของเขากล้าแกร่งขึ้น จะได้เดินทางไปยังส่วนลึกของโลกแห่งหมอกราตรี ไปตามหาที่ตั้งสำนักของหลีชิงเยว่และเจียงหรั่น เพื่อท่องเที่ยวเปิดหูเปิดตาสักหน่อย
. . . . . . . .
ไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นบนท้องฟ้า และไม่แน่ใจว่าบุคคลสำคัญในเมืองอวี้จิงที่ฟื้นคืนชีพขึ้นมา ได้ทำการคิดบัญชีกับขั้วอำนาจเก่าเหล่านั้นอย่างเต็มรูปแบบหรือไม่
จนกระทั่งเวลาผ่านไประยะหนึ่ง บนเก้าชั้นฟ้าก็มีทูตลงมายังพื้นดินอีกครั้ง แต่ครั้งนี้พวกเขาระมัดระวังตัวและเจียมเนื้อเจียมตัวมากขึ้น ไม่ได้ทอดสายตามองใต้หล้าจากมุมสูงอีกต่อไป
หลังจากนั้น ผู้คนก็พบว่า พวกเขากำลังผลักดันเรื่องๆ หนึ่งอย่างมุ่งมั่นแน่วแน่ นั่นก็คือการรวมพื้นดินให้เป็นหนึ่งเดียว
ยิ่งไปกว่านั้น เหนือชั้นเมฆสีดำสนิท ก็มีแสงเซียนจางๆ สาดส่องลงมา แผ่รัศมีครอบคลุมไปทั่วผืนปฐพี
"นี่คือเรื่องดี!" บนเก้าชั้นฟ้า มีเซียนปฐพีเฒ่าลงมาด้วยตัวเอง และแจ้งให้คนบนพื้นดินทราบอย่างจริงจัง
ทว่า เมล็ดพันธุ์เทพ เมล็ดพันธุ์เซียน และอัจฉริยะคนอื่นๆ จากทุกเส้นทาง ล้วนยังคงอยู่ต่างแดนชั่วคราว ยังไม่ได้กลับมา ทุกคนต่างก็กังวลว่าสถานการณ์ยังไม่สงบลง และอาจจะมีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้นอีก
ฉินหมิงเคยคิดจะเข้าไปในซากปรักหักพังยามราตรี แต่กลับพบว่า ทุกๆ ช่วงเวลาหนึ่ง คนบนฟ้าจะส่งยอดฝีมือเข้าไป เขาจึงเลิกล้มความคิดนั้นไปทันที และจะไม่เข้าใกล้ในระยะนี้
ยิ่งไปกว่านั้น เพื่อความปลอดภัย เขาก็ได้เดินทางออกจากเยี่ยโจวด้วย แต่ก็ไม่ได้ไปไหนไกล เลือกที่จะปลีกวิเวกอยู่ในดินแดนที่มีบ่อน้ำพุเพลิงแห่งหนึ่ง และฝึกฝนอย่างสงบ
กาลเวลาล่วงเลยไป หนึ่งปีผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ฉินหมิงออกจากด่าน ขมวดคิ้วเล็กน้อย พอมาถึงขอบเขตที่สี่ การจะทะลวงด่านย่อยแต่ละด่าน ก็มักจะต้องใช้เวลานานหลายปี หนึ่งปีที่ผ่านมา ระดับพลังของเขาก้าวหน้าขึ้นบ้าง แต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะก้าวขึ้นไปอีกขั้น
เขาไม่ได้รู้สึกท้อแท้เลย เพราะเขาใช้เวลาฝึกฝนมาไม่นานนักก็มาถึงระดับตะเกียงแห่งจิตแล้ว แทบจะไล่ตามเหล่าเมล็ดพันธุ์ชั้นยอดของทุกเส้นทางได้ทันแล้ว
ตอนนี้ เขาจะยังมีอะไรให้ไม่พอใจอีกล่ะ?
ขอเวลาให้เขาอีกสักระยะ ต่อให้ต้องเผชิญหน้ากับเหล่าผู้อาวุโสรุ่นก่อน เขาก็ไม่เกรงกลัว
หากลองพิจารณาดูให้ดี ปรมาจารย์คนใหม่ที่มีอายุเกือบร้อยปี ก็ยังถือว่าเป็น "คนรุ่นหลัง" ที่เปี่ยมไปด้วยพลังชีวิตอยู่นะ พอจะจินตนาการได้เลยว่า ตั้งแต่ขอบเขตที่สี่เป็นต้นไป เส้นทางการฝึกฝนจะยากลำบากเพียงใด
"ข้าก็ถือว่าเร็วมากแล้ว แต่ยังไม่พอ ต้องเร่งความเร็วขึ้นอีก!" ฉินหมิงกำลังพิจารณาว่าควรจะเดินทางไกลไปท่องเที่ยว และบุกเบิกต่างแดนเพียงลำพังดีหรือไม่
ท้ายที่สุดแล้ว หากไม่มีโชคลาภหรือวาสนาหนุนนำ การที่เขาจะกลายเป็นปรมาจารย์ขอบเขตที่ห้าได้ อย่างน้อยก็ต้องใช้เวลายี่สิบถึงสามสิบปี ซึ่งสำหรับคนส่วนใหญ่ นี่ถือว่าเร็วปานสายฟ้าแลบแล้ว แต่สำหรับเขา เขาคิดว่า... มันช้าไป
ในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา ฝาเตามักจะหายตัวไปเป็นพักๆ ไม่มุดกลับเข้าไปในเยี่ยโจว ก็เดินทางไปสำรวจเส้นทางในดินแดนอันห่างไกล ภายใต้เงื่อนไขที่ต้องแน่ใจว่าฉินหมิงปลอดภัย มันก็ไม่ได้อยู่เฉยๆ เลย
"เยี่ยโจวเป็นยังไงบ้าง?" ฉินหมิงเอ่ยถาม เขารู้ดีว่าถึงเวลาที่ฝาเตาต้องจากไปแล้ว
"บนพื้นดินมีพลังวิเศษกระเพื่อมไหว การรวมตัวกันเป็นหนึ่งเดียวยังคงดำเนินต่อไป คนของแต่ละเส้นทางในเยี่ยโจวกำลังรอดูสถานการณ์อยู่ อัจฉริยะและปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งที่เดินทางไปไกล ล้วนยังไม่กลับมา"
ฉินหมิงพยักหน้าพลางเอ่ย "เจ้าไปเถอะ ทางฝั่งข้าสามารถดูแลตัวเองได้"
"ตกลง!" ฝาเตาลอยขึ้นไปในอากาศ สาดแสงเจิดจรัส ในวินาทีสุดท้ายมันได้บอกกล่าวว่า หลีชิงเยว่และเจียงหรั่นยังไม่ได้เดินทางออกจากอาณาเขตของเมืองอวี้จิงอย่างสมบูรณ์ ทั้งสองคนยังไม่ได้แยกจากกัน ล้วนกำลังขัดเกลาตัวเองอยู่ในแดนไกล
การที่บางครั้งมันเดินทางออกไปข้างนอก เห็นได้ชัดว่าเป็นห่วงกายาอัคคีแต่กำเนิด
"อืม พวกนางยังอยู่งั้นหรือ? ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เจ้าก็พาข้าไปหาพวกนางสิ!" ฉินหมิงเอ่ยปาก เดิมทีเขาก็มีความคิดที่จะไปบุกเบิกต่างแดนอยู่แล้ว ตอนนี้ก็ถือโอกาสไปพบกับหญิงสาวทั้งสองคนซะเลย
ฝาเตาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่สุดท้ายก็ตอบตกลง
ไม่นานนัก มันก็กลายร่างเป็นพายุแสงฝน เปลี่ยนสภาพเป็นของเหลวอย่างสมบูรณ์ ปกคลุมลงบนร่างของฉินหมิง กลายเป็นชุดเกราะเทพเจิดจรัส พริบตาเดียวก็แหวกว่ายทะลวงม่านราตรี พุ่งทะยานออกไปไกล
ฉินหมิงถึงกับทอดถอนใจทันที นี่แหละคืออาวุธที่ดีที่สุด ใช้งานง่ายแถมยังรู้ใจ ดีกว่าร่มฉัตรสีเหลืองบนตัวเขา รวมไปถึงผ้าขี้ริ้วเฒ่าที่เงียบกริบมาตลอดหนึ่งปีตั้งเยอะ!