- หน้าแรก
- ราตรีนิรันดร์
- ฟรี บทที่ 460 กระบี่ฟันคนบนสวรรค์
ฟรี บทที่ 460 กระบี่ฟันคนบนสวรรค์
ฟรี บทที่ 460 กระบี่ฟันคนบนสวรรค์
บทที่ 460 กระบี่ฟันคนบนสวรรค์
บนหาดทราย ฉินหมิงยืนต้านลมยามค่ำคืน เส้นผมสีดำสนิทปลิวไสว นัยน์ตาบนใบหน้าหล่อเหลาเปล่งประกายเจิดจรัสดุจดวงดารา เปล่งเสียงดังกึกก้องดั่งอสนีบาต ทำเอาหมอกราตรีระเบิดกระจาย ซ้ำยังทำให้เกลียวคลื่นในท้องทะเลม้วนตัวซัดสาดขึ้นสู่ท้องฟ้าครั้งแล้วครั้งเล่า เสียงดังสนั่นหวั่นไหวจนแก้วหูแทบแตก
"เกิงอวี้!" ชายชราอวี๋ป๋อเทาที่เพิ่งเอ่ยปากเมื่อครู่นี้ตะโกนลั่น เส้นผมสีเงินยวงชี้ตั้งชันราวกับลูกศรนับไม่ถ้วน โกรธจนเลือดขึ้นหน้า ดวงตาแดงก่ำ
ในบรรดาเจ็ดคนที่ถูกฟันหัวหลุดกระเด็นไปนั้น มีหลานชายคนเล็กของเขาอยู่ด้วยคนหนึ่ง เด็กหนุ่มที่ติดตามลงมาในครั้งนี้ เดิมทีก็เพื่อมาชุบมือเปิบเอาความดีความชอบ การได้เดินทางไกล จุติลงมาบนโลกมนุษย์สักครั้ง ย่อมเป็นการสั่งสมประสบการณ์และบารมีทางอ้อมให้หนาแน่นขึ้น
ต้องรู้ไว้ว่า เมื่อ "ขั้วอำนาจเก่า" ของเมืองอวี้จิงฟื้นคืนชีพขึ้นมา การแข่งขันภายในก็ดุเดือดเลือดพล่านไม่เบา
ไม่ว่าจะเป็นการปีนป่ายขึ้นไปบนต้นไม้วิถีเต๋า หรือการเข้าไปใน "รังแม่เหล็กสวรรค์" เพื่อยกระดับสนามพลังจิต หรือการได้รับการจัดสรรทรัพยากรอย่างเต็มที่ ฯลฯ อัจฉริยะที่เข้าแถวรออยู่มีไม่น้อยเลยทีเดียว
คนที่ผลงานไม่โดดเด่น ต่อให้คิดอยากจะใช้ทางลัดก็ต้องไปต่อแถวอยู่รั้งท้าย
ตามข้อมูลที่เขาสกัดมาจากบัญชีรายชื่อรุ่นใหม่ จิ้งเจี้ยไผ่ (พวกเน้นระดับพลัง) เป็นเพียงเด็กหนุ่มคนหนึ่ง เพิ่งจะบรรลุขอบเขตใหญ่ที่สองขั้นสมบูรณ์หมาดๆ แม้จะเป็นอัจฉริยะที่เหลือเชื่อเพียงใด แต่ก็ถูกจำกัดด้วยระดับพลัง ดังนั้นไม่ว่าจะเชิญเขาขึ้นสวรรค์ดีๆ หรือจะมัดตัวเขาเหินเวหาขึ้นสู่เก้าชั้นฟ้า ก็ไม่น่าจะมีอันตรายอะไร
แต่ทว่า ตอนนี้กลับมีคนตายไปต่อหน้าต่อตา ซ้ำยังมีทายาทสายตรงของตระกูลใหญ่บางตระกูลบนสวรรค์รวมอยู่ด้วย
"จัดทัพ ปิดล้อมสังหาร" ดวงตาของอวี๋ป๋อเทาลุกเป็นไฟ เส้นผมสีเงินชี้ตั้งชัน พลังจิตหยางแท้เบ่งบาน ทั่วทั้งร่างดูราวกับลูกไฟยักษ์ที่กำลังลุกโชน
ไม่ต้องรอให้เขาสั่งการ ผู้คนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างก็ลงมือกันตั้งแต่แรกแล้ว คนจากเก้าชั้นฟ้าจุติลงมา จู่ๆ ก็ตายไปรวดเดียวเจ็ดคน นี่ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ เลยนะ
สาเหตุที่พวกเขาไม่ได้งัดเอาโซ่อักขระเวทออกมาใช้ตั้งแต่แรก ก็เพราะสังเกตเห็นว่าบนร่มยักษ์ที่มีหมอกดำม้วนตัวพวยพุ่งอยู่นั้น มีอักขระแห่งกฎเกณฑ์พันธนาการอยู่ ถึงกับเคยถูก "สักยันต์" มาก่อนหน้านี้แล้ว
ฉินหมิงตัดสินใจเด็ดขาดกว่าพวกเขาเสียอีก ลงมืออย่างรวดเร็วและดุดัน เมื่อตัดสินใจจะลงมือแล้ว ก็ไม่มีทางหยุดชะงัก การสังหารคนเจ็ดคนเป็นเพียงแค่ "การอุ่นเครื่อง" ของเขาเท่านั้น
นี่เป็นเพียงแค่การเปิดม่าน เขาไม่มีความคิดที่จะรั้งมือเลยสักนิด
"อ๊ากก!" ชายหนุ่มคนหนึ่งร้องลั่น กลางหว่างคิ้วปรากฏรูโหว่ขนาดใหญ่ กระบี่บินหยางบริสุทธิ์พุ่งทะลวงผ่านไป เจาะทะลุกะโหลกศีรษะของเขาได้อย่างง่ายดายราวกับฉีกกระดาษ
วินาทีต่อมา แสงหลิวกวงสว่างวาบ หญิงสาวอีกคนก็หงายหลังล้มตึงลงบนหาดทราย ขมับทั้งสองข้างถูกเจาะทะลุ เลือดสดๆ ทะลักทลายออกมาไม่หยุด
นี่ขนาดยังมีคนตายไปก่อนหน้านี้ตั้งเจ็ดคนแล้วนะ ทำให้กลุ่มคนมีการเตรียมพร้อมรับมือ แต่ก็ยังมีคนทยอยล้มตายไปทีละคนอยู่ดี
เสียงดังกังวาน เบื้องหน้าคนที่สิบปรากฏโล่ห้าสีขึ้นมา มันคือของวิเศษที่ค่อนข้างหายากชิ้นหนึ่ง ถึงกับสามารถต้านทานการโจมตีระลอกแรกของปราณด้านลบกระบี่เก้าสีเอาไว้ได้ ลองจินตนาการดูสิว่าโล่ใบนี้มันไม่ธรรมดาขนาดไหน
ทว่า เมื่อปราณด้านลบกระบี่เก้าสีพุ่งทะยาน รังสีกระบี่ฟาดฟันไปทั่วสารทิศ ทำเอาท้องทะเลสั่นสะเทือนจนเกลียวคลื่นม้วนตัวพุ่งทะยาน โล่ห้าสีใบนั้นก็แตกดังเป๊าะ ถูกปราณด้านลบกระบี่ฮุ่นหยวนฟันขาดสะบั้น
แสงกระบี่กรีดวาดผ่าน หญิงสาวรูปร่างอรชรอ้อนแอ้นที่อยู่ด้านหลังโล่ห้าสี ก็เริ่มมีรอยแตกร้าวตั้งแต่กลางหว่างคิ้ว ลุกลามลงมาเรื่อยๆ รอยเลือดซึมออกมาอย่างรวดเร็ว เสียงดัง ฉัวะ! ร่างของนางขาดเป็นสองท่อน ล้มลงไปคนละทาง
"ชิงเหอ!" หญิงชรานางหนึ่งถือไม้เท้า ร่างกายสั่นเทาเล็กน้อย ลูกหลานที่นางโปรดปรานที่สุดกลับต้องมาล้มตายไปเมื่อครู่นี้เอง
นางมีชื่อว่า เวินอวี้หนิง ร่างกายที่หลังค่อมงุ้มยืดตรงขึ้นมาทันที ไม้เท้าในมือส่งเสียงมังกรคำราม ปรากฏร่างเงาของมังกรสวรรค์พุ่งทะยานขึ้นมา ขนาดใหญ่โตมโหฬาร บีบอัดเต็มพื้นที่ความว่างเปล่า
ฉินหมิงไม่ปริปากพูดอะไร สังหารคนไปสิบคนรวด จนกระทั่งตอนนี้ความเร็วในการโจมตีของเขาถึงได้ถูกสกัดกั้นเอาไว้ ถูกม่านแสงชั้นหนึ่งกางกั้น นั่นคือแสงแห่งค่ายกลที่ซ้อนทับกันเป็นชั้นๆ
ชายหนุ่มฉกรรจ์และคนชราฝั่งตรงข้ามต่างก็ถือธงผืนใหญ่คนละผืน รีบกางค่ายกลพันธนาการเซียนที่เปี่ยมไปด้วยรังสีอำมหิตอย่างรวดเร็ว
บรรยากาศยามค่ำคืนดูนุ่มนวล ภายในทะเลมีน้ำพุเพลิงสีน้ำเงินพวยพุ่งขึ้นมา หลอมรวมเข้าด้วยกัน ทั่วทั้งผืนน้ำดูกระจ่างใสราวกับแก้วผลึก ราวกับมีอัญมณีสีน้ำเงินเปล่งประกายจำนวนมหาศาลหลอมละลายรวมกันอยู่
สายลมทะเลพัดพากลิ่นคาวเลือดโชยมา คนหนุ่มสาวจากบนสวรรค์เพิ่งจะจุติลงมาบนพื้นดินเป็นครั้งแรก เพียงชั่วพริบตาก็มีคนสิบคนต้องทิ้งชีวิตนอนตายอยู่ริมชายฝั่งทะเลไปตลอดกาล
ข้างกายฉินหมิง ร่มฉัตรสีเหลืองขยายใหญ่ขึ้นลอยอยู่กลางท้องฟ้ายามราตรี ร่างพลังจิตสามดวงที่หลุดลอยออกจากร่างของคนที่เพิ่งถูกสังหารไปเมื่อครู่นี้ ก็ถูกจับกุมตัวมาดูดกลืนเข้าไปในร่มฉัตร
ตั้งแต่ตัวร่มไปจนถึงก้านร่ม ล้วนถูกแกะสลักลวดลายมังกรและหงส์ จารึกตัวอักษรเอาไว้ พร้อมกับมีลวดลายเมฆาประดับประดา ซ้ำทั่วทั้งคันยังเป็นสีเหลืองทองอร่ามตา ดูเป็นของล้ำค่าในขบวนเสด็จขององค์จักรพรรดิอย่างแท้จริง
มันหมุนวนอย่างช้าๆ ราวกับมีเสียงมังกรและหงส์ประสานเสียงร้อง มีทางช้างเผือกลอยวนอยู่ แฝงไปด้วยความน่าเกรงขามสุดๆ
ฉินหมิงยืนอยู่ใต้ร่มฉัตร ถูกมันขับเน้นให้ดูโดดเด่น แม้อายุยังน้อย แต่กลับดูน่าเกรงขามโดยไม่ต้องแสดงอารมณ์โกรธ ดูราวกับกษัตริย์หนุ่มที่กำลังเสด็จประพาส
ในซากปรักหักพังยามราตรีแห่งนี้ วันนี้เขาเพิ่งจะลองใช้กระบี่เป็นครั้งแรก ก็กวาดล้างศัตรูไปได้เป็นกอบเป็นกำ เมื่อเผชิญหน้ากับค่ายกลที่เจิดจรัสเบื้องหน้า เขาก็หยุดมือลงชั่วคราว
"พอใจหรือยัง" เขาเอ่ยถามของวิเศษสายมารที่หมุนวนอยู่เหนือหัวด้วยตัวเอง
"ก็พอใช้ได้ แต่คราวหน้าเจ้าเบามือหน่อยเถอะ ปราณด้านลบกระบี่กวาดผ่าน ร่างพลังจิตของพวกเขาก็แทบจะแหลกสลายอยู่แล้ว อ่อนแอลงกว่าเดิมตั้งเยอะ" กลิ่นอายของร่มฉัตรสีเหลืองดูแข็งแกร่งขึ้นเล็กน้อย คลื่นพลังที่ส่งออกมาก็ชัดเจนกว่าเมื่อก่อน
มันไม่ได้พูดเกินจริงหรอก ปราณด้านลบกระบี่หลากหลายชนิดของฉินหมิงพุ่งทะยานออกมาพร้อมกัน เก้าชนิดหลอมรวมเป็นหนึ่ง นี่คือขอบเขตขั้นสมบูรณ์ของปราณเก้าวิถีอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเอาไปแสดงที่ไหนก็ย่อมต้องสร้างความตื่นตะลึงได้อย่างแน่นอน
ปราณด้านลบกระบี่ฮุ่นหยวนเช่นนี้ เป็นผลพวงมาจากการวิวัฒนาการและยกระดับของปราณแสงสวรรค์หายาก ตอนที่สังหารคู่ต่อสู้ ย่อมต้องทำให้พลังจิตของอีกฝ่ายได้รับบาดเจ็บสาหัสไปด้วย ราวกับดวงตะวันเจิดจรัสสาดส่อง มีอานุภาพทำลายล้างร่างพลังจิตได้อย่างรุนแรง
ฉินหมิงปรายตามองมันแวบหนึ่ง เอ่ยว่า "เรียกร้องเยอะจริงนะ เลิกพูดเรื่องข้าเถอะ ดูตัวเองก่อนสิ รูปร่างหน้าตาก็เปลี่ยนไปแล้ว รังสีรัศมีก็ควรจะเปลี่ยนตามไปด้วยไหม? หมอกดำทะมึนที่เจ้าปล่อยออกมากำลังจะกลืนกินข้าอยู่แล้วเนี่ย นี่มันขบวนเสด็จประพาสขององค์จักรพรรดิบ้าอะไรกัน? ดูยังไงก็เหมือนสัตว์ประหลาดจากเหวอเวจีเสด็จชัดๆ"
นี่คือเรื่องจริง แม้ร่มฉัตรสีเหลืองจะตัวมันเองจะเป็นสีเหลืองทองอร่าม มีแสงจากทางช้างเผือกปรากฏขึ้น มีเงาร่างมังกรทะยานฟ้า หงส์โบยบิน แต่กลับมีแสงสีดำพวยพุ่ง น่าขนลุกสุดๆ
"ได้!" เมื่อมันหมุนวน ก็ปล่อยคลื่นพลังเลือนรางออกมา ยอมรับข้อเสนอของเขา
"เกิงอวี้..."
"ชิงเหอ!"
ภายในค่ายกล อวี๋ป๋อเทาดูราวกับสิงโตเฒ่าสีเงิน เส้นผมสีเงินยุ่งเหยิง ชี้หน้าด่าฉินหมิง ทั่วทั้งร่างลุกโชนไปด้วยแสงอักขระเวทเจิดจ้าบาดตา
หญิงชราเวินอวี้หนิงเองก็ปลดปล่อยพลังจิตหยางแท้ทะลักทลาย ดูราวกับอีกาทองคำที่กำลังเปล่งแสงสว่างวาบ นางปวดใจสุดๆ นอกจากจะโกรธแค้นเด็กหนุ่มที่อยู่เบื้องหน้าแล้ว นางก็ยังรู้สึกไม่พอใจผู้ร่วมเดินทางด้วยเช่นกัน
นางโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ เอ่ยว่า "ตกลงพวกเจ้าสืบข่าวกันมายังไงเนี่ย จิ้งเจี้ยไผ่เป็นคนของขอบเขตใหญ่ที่สองจริงรึเปล่า?"
"เจ้าอย่ามาเกรี้ยวกราดใส่ข้านะ ลูกหลานของข้าก็ตายในหน้าที่เหมือนกัน นี่เป็นข้อมูลที่เซียนปฐพีเฒ่าสกัดมาจากบัญชีรายชื่อรุ่นใหม่ด้วยตัวเอง น่าจะมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นนั่นแหละ"
พวกเขาเกือบจะทะเลาะเบาะแว้งกันเอง ต่างก็อารมณ์เดือดดาล เด็กหนุ่มสาวสิบคนที่ตายไป มีหลายคนที่มีภูมิหลังไม่ธรรมดา ล้วนลงมาเพื่อ "ชุบตัว" หาผลงานทั้งสิ้น
เวินอวี้หนิงตวาดลั่น "จิ้งเจี้ยไผ่, ไท่อี เจ้ามันอำมหิตเกินไปแล้ว พูดผิดหูคำเดียวก็ลงมือฆ่าคน สันดานเลวทรามต่ำช้าของแท้!"
อวี๋ป๋อเทาที่ดูเหมือนสิงโตพิโรธสีเงินยิ่งเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา "เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น ข้าไม่สนหรอกนะว่าเจ้าจะเป็นผู้ครองอันดับหนึ่งหรือไม่ คำสั่งของเซียนปฐพีเฒ่าก็ไม่มีความหมายอีกต่อไปแล้ว วันนี้ต้องสับเจ้าให้เละเป็นชิ้นๆ ให้ได้ คนพรรค์นี้จะปล่อยให้ขึ้นสวรรค์ไปได้ยังไง? นี่มันตัวหายนะชัดๆ!"
ด้านหลัง เจียงเยี่ยนและเฉิ่นเวยที่อยู่ในกลุ่มที่สองแทบจะกลายเป็นหิน เมื่อเห็นปราณด้านลบกระบี่เก้าสีพุ่งทะยานฟ้า แล้วคาดเดาได้ว่าไท่อีกับจิ้งเจี้ยไผ่คือคนคนเดียวกัน พวกเขาก็อารมณ์พลุ่งพล่าน ยากที่จะสงบสติอารมณ์ลงได้
ทั้งสองคนตระหนักได้ว่า พลังจิตหยางแท้ที่พวกเขาส่งออกไปก่อนหน้านี้ คงต้องจบเห่แล้วแน่ๆ น่าจะถูกไท่อีฟันตายไปแล้วล่ะ
ฉินหมิงสีหน้าสงบเยือกเย็น เอ่ยว่า "คิดว่าข้าไม่รู้รึไงว่าโซ่อักขระเวทคืออะไร? คิดจะเอาเครื่องจองจำมาสวมให้ข้า วันหน้าต่อให้ข้ากลายเป็นเทพสวรรค์ก็ยากที่จะสลัดหลุดจากการควบคุมของพวกเจ้าไปได้"
ยิ่งไปกว่านั้น เขาก็แค่ชิงลงมือเป็นฝ่ายได้เปรียบก่อนก็เท่านั้นเอง
หากเมื่อครู่นี้เขาปฏิเสธไปอย่างสุภาพ อีกฝ่ายย่อมต้องลงมืออย่างเด็ดขาด โจมตีอย่างรวดเร็วและรุนแรงดุจสายฟ้าฟาดอย่างแน่นอน เพราะเจียงเยี่ยนและเฉิ่นเวยที่ภูเขาขาวดำก็ได้ทำให้เห็นเป็นตัวอย่างมาแล้ว พวกเขาก็ทำแบบนี้นี่แหละ จู่ๆ ก็งัดโซ่ออกมา หมายจะพันธนาการตัวเขาเอาไว้
"อยากได้อะไร ก็ต้องแลกมาด้วยความทุ่มเทสิ? ทรัพยากรบนสวรรค์ไม่ได้ลอยมาตามลมเสียหน่อย" ชายชราผู้หนึ่งเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
ฉินหมิงเอ่ย "ข้าบอกว่าไม่เอาก็ได้ ไม่ขึ้นสวรรค์ ไม่ต้องการทรัพยากรของพวกเจ้า ทำไมพวกเจ้าถึงต้องดึงดันคิดจะพาตัวข้าไปให้ได้ด้วยล่ะ?"
ยิ่งไปกว่านั้น ตอนที่เขาอยู่บนสวรรค์ ตามกฎเกณฑ์ของเมืองอวี้จิง เขามีคุณสมบัติพอที่จะเข้าใกล้ดอกไม้วิถีเต๋าได้ แต่ผลสุดท้ายกลับถูกคนที่ฟื้นคืนชีพขึ้นมาจากขั้วอำนาจเก่าช่วงชิงไปเสียได้
ตอนนี้ พวกมันกลับมาทำตัวเป็น "ผู้มีพระคุณ" หยิบยื่นโชควาสนาเพียงเศษเสี้ยวที่หลุดลอดออกมาจากง่ามนิ้วให้เขา แล้วยังคิดจะเอาโซ่ตรวนมาสวมให้เขา เพื่อให้เขาคอยรับใช้พวกมันในอนาคตอีก นี่มันช่างวางอำนาจบาตรใหญ่เสียจริงๆ
หญิงชราเวินอวี้หนิงน้ำเสียงเย็นเยียบ เอ่ยว่า "คนเราต้องรู้จักยำเกรงบ้าง เบื้องบนสามฉื่อมีเทพยาดา เหนือเก้าชั้นฟ้ามีเทพเจ้าที่แท้จริงสถิตอยู่!" (ฉื่อ = มาตราความยาวของจีน 1 ฉื่อ = 33.3 ซม.)
ฉินหมิงไม่โกรธ กลับเอ่ยประชดประชันกลับไปว่า "ที่ข้าตวัดกระบี่ฟันไปเมื่อครู่นี้ ข้าฆ่าลูกเทพ หลานเทพไปงั้นรึ? พวกเจ้าต่อให้มาจากบนสวรรค์ คอก็ไม่ได้แข็งแกร่งอะไรมากมายนี่นา ข้าฟันกระบี่เดียวก็ขาดกระจุยแล้ว!"
ทันใดนั้น กลุ่มคนเฒ่าคนแก่ฝั่งตรงข้ามที่สูญเสียลูกหลานไปต่างก็ถลึงตาใส่ด้วยความโกรธแค้น
"พวกเจ้ามัวยืนบื้ออะไรอยู่ รีบจัดทัพสิ! ปิดล้อมสังหารมันพร้อมกันเลย!" อวี๋ป๋อเทาหันหน้ากลับไป มองไปยังคนกลุ่มที่สอง
ร่างจริงของเจียงเยี่ยนและเฉิ่นเวยมีเบื้องหลังที่ยิ่งใหญ่ ตัวพวกเขาเองก็เป็นอัจฉริยะที่มีชื่อเสียงโด่งดังพอตัวในเหนือเก้าชั้นฟ้า พอได้ยินดังนั้น พวกเขาก็นำคนเข้ามาปิดล้อมทันที
"ร่างแยกของพวกเรา ถูกเจ้าฆ่าทิ้งแล้วใช่ไหม?" เฉิ่นเวยเอ่ยปาก ใบหน้าขาวผ่องดุจหิมะเต็มไปด้วยความหนาวเหน็บ รูปร่างอรชรอ้อนแอ้นก้าวรุกคืบเข้ามาใกล้ แฝงไปด้วยรังสีสังหารที่ไม่อาจลบล้างได้
"ใช่!" ฉินหมิงตอบกลับอย่างเรียบง่ายชัดเจน
เสียงดังกังวาน เฉิ่นเวยชูง้าววาดวงเดือนขึ้นมา เป็นถึงผู้หญิงแท้ๆ แต่นางกลับใช้อาวุธหนักแบบนี้ ชุดเกราะบนร่างของนางส่งเสียงดังก๊องแก๊ง
ส่วนเจียงเยี่ยนก็ชักดาบสวรรค์ออกมา แสงดาบสว่างวาบสะท้อนให้เห็นหาดทรายริมทะเลที่แฝงไปด้วยความเหน็บหนาว ทะเลก็พลอยมีเกลียวคลื่นม้วนตัวสูงหลายสิบตลบตามไปด้วย
เฉิ่นเวยเอ่ยปาก "พวกเราหวังดีไปเชิญเจ้าขึ้นสวรรค์ มอบโชควาสนาให้เจ้า แต่กลับถูกเจ้าฆ่าร่างแยกทิ้ง ไม่รู้จักเห็นคุณค่าของโอกาสเปลี่ยนชะตาชีวิตที่หาได้ยากยิ่ง จากการก้าวกระโดดจากพื้นดินขึ้นสู่สรวงสวรรค์ คนยโสโอหังย่อมต้องพบกับหายนะ!"
เจียงเยี่ยนเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ "พวกเราปฏิบัติต่อเจ้าอย่างอ่อนโยนและเป็นมิตร ไม่คิดจะบังคับมัดตัวเจ้าขึ้นสวรรค์ พูดจากันดีๆ แท้ๆ แต่กลับถูกเจ้าฉวยโอกาสหาช่องโหว่ ให้หน้าแล้วไม่รับใช่ไหม?"
ฉินหมิงสัมผัสได้อย่างลึกซึ้งถึงความหยิ่งยโสของคนบนสวรรค์ คนที่วางตัวสูงส่งเหนือใคร พอหว่านล้อมไม่เป็นผล ก็งัดเอาโซ่อักขระเวทออกมาหมายจะจับตัวคนกะทันหัน แบบนี้เรียกว่าอ่อนโยน เป็นมิตร พูดจากันดีๆ งั้นรึ?
เขาไม่ยอมจำนนลุกขึ้นสู้ เข้าปะทะกับอีกฝ่าย แบบนี้คือคนยโสโอหังย่อมต้องพบกับหายนะงั้นสิ?
ฉินหมิงไม่ได้โกรธเกรี้ยว สีหน้ายังคงสงบเยือกเย็น เอ่ยว่า "สั่งเสียจบแล้วรึ? พวกเจ้าก็เป็นแค่กองกระดูกใต้คมกระบี่ เป็นแค่เศษซากใต้ฝ่ามือเท่านั้นแหละ ตอนนี้มีโอกาสพูดก็รีบๆ พูดให้มันเยอะๆ เข้าไว้เถอะ"
คนกลุ่มที่สองแห่กันเข้ามากรูล้อม พวกเขาเดิมทีต้องการจะตามหาไท่อี ตอนนี้เป้าหมายของพวกเขา-จิ้งเจี้ยไผ่ กลับกลายเป็นคนคนเดียวกันกับเป้าหมายที่คนกลุ่มแรกเลือกเป้าเอาไว้เสียแล้ว
สีหน้าของเจียงเยี่ยนดำทะมึนลง เอ่ยว่า "เจ้าโอหังพยศขนาดนี้ ดูหมิ่นสายเลือดแท้ของเมืองอวี้จิง ต่อให้เคยครองอันดับหนึ่งในบัญชีรายชื่อ ชื่อเสียงจอมปลอมนั่นก็ไม่ใช่ยันต์คุ้มภัยอีกต่อไปแล้ว อนาคตของเจ้าถูกตัวเจ้าเองทำลายป่นปี้ไปหมดแล้ว!"
"ตัดหนทางของตัวเอง!" คำพูดของเฉิ่นเวยยิ่งเรียบง่ายและแทงใจดำ
มีบางคำที่พวกเขาไม่ได้พูดออกมา เพื่อความปลอดภัย หลังจากจับตัวไท่อีได้แล้ว จะต้องลบความทรงจำของเขาทิ้ง เลี้ยงดูให้เป็นผู้ใช้แรงงาน หรือไม่ก็เปลี่ยนให้กลายเป็นเครื่องจักรสังหารไปเลย
"เขายังจะมีอนาคตและหนทางอะไรเหลืออยู่อีก รุมฆ่ามันซะ!" หญิงชราเวินอวี้หนิงเอ่ยปาก ไม่คิดจะไว้ชีวิตเด็กหนุ่มตรงหน้าเลยแม้แต่น้อย
"ฆ่า!" หลังจากกองกำลังประจำที่แล้ว อวี๋ป๋อเทาผู้มีเส้นผมสีเงินชี้ตั้งชันก็ตวาดลั่น
ค่ายกลทั้งสองค่ายเปล่งแสงสว่างวาบ ล้วนมีอักขระเวทน่าสะพรึงกลัวสว่างไสวเจิดจรัสถักทอประสานกัน ส่งเสียงดังกึกก้อง พุ่งตรงเข้าหาฉินหมิง หมายจะบดขยี้เขาให้แหลกละเอียด
ฉินหมิงไม่หวาดหวั่น คว้าเอาร่มฉัตรสีเหลืองลงมา หุบร่มฉัตรลง ใช้มันเป็นหอกยาว ออกแรงพุ่งทะยานไปข้างหน้าอย่างดุดัน
เสียงระเบิดดังตู้ม ปลายด้ามร่มกลายเป็นปลายหอก เจาะทะลวงค่ายกลไปค่ายหนึ่ง เมินเฉยต่อการพุ่งชนของลำแสงอักขระเวทเหล่านั้น มันหลอมสร้างจากโลหะประหลาด เคยเป็นถึงสุดยอดของวิเศษที่ถูกฝุ่นเกาะ อยู่ที่นี่ไม่มีทางได้รับความเสียหายอย่างแน่นอน
ฉินหมิงดูราวกับแสงหลิวกวง ขับเคลื่อนปราณด้านลบกระบี่เก้าสี พุ่งทะยานตามร่มยักษ์เข้าไป ฉีกกระชากมุมหนึ่งของค่ายกล เปิดฉากโจมตีเข้าใส่คนเหล่านั้นอย่างดุเดือด
ชั่วพริบตานั้น ปราณด้านลบกระบี่ฮุ่นหยวนก็พุ่งทะยาน ราวกับสายน้ำตกที่กรีดวาดผ่าน ทันใดนั้นก็มีหัวคนกลิ้งหลุดกระเด็นออกไป ฉินหมิงที่ปล่อยตัวปล่อยใจอย่างเต็มที่ ทุ่มสุดตัวลงมือ ช่างน่าสะพรึงกลัวสุดๆ
ตอนที่เขาประลองกระบี่อยู่บนเก้าชั้นฟ้านั้น เขายังไม่เคยทุ่มสุดตัวขนาดนี้มาก่อนเลย
"อ๊ากก..." เสียงร้องโหยหวนดังก้อง ก่อให้เกิดความวุ่นวายโกลาหลขึ้นภายในค่ายกล ไม่มีใครคาดคิดเลยว่า ร่มยักษ์สีเหลืองในมือเขาจะน่าสะพรึงกลัวขนาดนี้ สามารถงัดแงะมุมหนึ่งของค่ายกลให้เปิดออกได้
เสียงดังกังวาน พวกเขาไม่มีทางเลือกอื่น จำเป็นต้องงัดเอาโซ่อักขระเวทออกมาใช้โดยตรง
ฉินหมิงอยู่ใต้ร่ม บุกทะลวงตามมันเข้ามา คอยระแวดระวังไม้ตายก้นหีบของอีกฝ่ายอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นตอนนี้จึงมีท่าทีสงบเยือกเย็น เอ่ยว่า "เสี่ยวหวง(น้องเหลือง) ออกมารับแขก!"
ท่ามกลางแสงสีทองเจิดจรัส มีโซ่อักขระเวทสองเส้นพุ่งทะยานเข้ามา หมายจะมัดตัวฉินหมิงเอาไว้ มันถักทอขึ้นมาจากอักขระเวท ซ้ำยังมีตัวอักษรลึกลับไหลเวียนอยู่อีกด้วย
ทว่า พวกมันกลับถูกสกัดกั้นเอาไว้ ล้วนถูกร่มฉัตรสีเหลืองขวางทางเอาไว้ได้ทั้งหมด เข้าไปพัวพันอยู่บนร่างของร่ม ท้ายที่สุดก็กลายเป็นรอยสักสองรอยบนร่มฉัตร
คนทั้งสองกลุ่มไม่ได้ตื่นตระหนกลนลาน เพราะเตรียมใจรับมือเรื่องนี้มาล่วงหน้าแล้ว ก่อนหน้านี้ก็เคยเห็นรอยสักบนร่มฉัตรมาก่อนแล้ว
คนกลุ่มแรกลงมืออย่างกะทันหัน ตามหลังโซ่อักขระเวทมาติดๆ พวกเขางัดเอาไม้ตายที่แข็งแกร่งที่สุดในการเดินทางครั้งนี้ออกมาใช้-นั่นก็คือโซ่วิถีเต๋า พวกเขาไม่เชื่อหรอกว่า อาวุธมหาประลัยระดับนี้จะยังถูกสกัดกั้นเอาไว้ได้อีก
ทว่า เพียงไม่นานพวกเขาก็ต้องตกตะลึง สีหน้าเริ่มซีดเผือด
ร่มฉัตรสีเหลืองสั่นสะท้าน หมอกดำเดือดพล่าน มันฝืนทนรับเอาไว้ ปล่อยให้โซ่วิถีเต๋านั้นร่วงหล่นลงมา เลื้อยพันรอบด้ามร่มของมัน แต่กลับไม่สามารถสะกดข่มมันเอาไว้ได้เลย
ท้ายที่สุด โซ่วิถีเต๋าก็กลายเป็นลวดลายบนตัวของมันไปด้วย
"เคยเป็นถึงสุดยอดของวิเศษ ต่อให้ได้รับความเสียหาย ก็ยังสามารถดูดซับโซ่วิถีเต๋าได้อีก นี่มัน..." กลุ่มคนตระหนักได้ว่า ร่มฉัตรสีเหลืองนั่นเป็นอาวุธระดับไหนกันแน่ ในใจรู้สึกหวาดผวา ทันใดนั้นก็เริ่มใจฝ่อขึ้นมาแล้ว
"ฆ่า!"
ฉินหมิงแบกร่มฉัตรสีเหลืองเอาไว้บนหัว เสพสุขกับขบวนเสด็จประพาสขององค์จักรพรรดิ พุ่งทะยานบุกทะลวงไปข้างหน้า ปราณด้านลบกระบี่เก้าสีกรีดวาดผ่านไปที่ใด ทันใดนั้นก็มีหัวคนร่วงหล่นลงมา หรือไม่ก็มีคนถูกผ่าครึ่งท่อน
เพียงชั่วพริบตาสั้นๆ ก็มีคนตายไปถึงหกคนรวด!
ในสายตาของทุกคน นี่มันไม่ต่างอะไรกับเทพปีศาจวัยเยาว์ที่ทะลวงฝ่าออกมาจากห้วงเหว อาบไล้เลือดของพวกเขามุ่งหน้าต่อไป กล้าหาญชาญชัยไร้ผู้ต่อต้าน ไร้เทียมทาน!
ในเวลานี้ ร่มฉัตรสีเหลืองอยากจะเติมเต็มความปรารถนาที่ฉินหมิงเคยเอ่ยไว้ก่อนหน้านี้ มันไม่ปล่อยหมอกดำทะมึนออกมาอีกต่อไป แต่กลับเปล่งแสงสีนุ่มนวล ดึงดูดร่างพลังจิตเหล่านั้นเข้ามา
บนพื้นดิน ศพเหล่านั้นทยอยกันระเบิดแตกกระจาย หมอกเลือดระเหยฟุ้งขึ้นมา ย้อมพื้นที่บริเวณที่ร่มยักษ์ตั้งอยู่จนแดงฉาน
"ทัศนียภาพแบบนี้เป็นยังไงบ้าง? ถือได้ว่าเป็นโชคดีสิริมงคลมาเยือนเลยนะ" ร่มฉัตรสีเหลืองทำให้หมอกเลือดเปล่งประกายแสง พื้นที่บริเวณนี้กลายเป็นสีแดงอร่าม มันหลงตัวเองคิดว่านี่มันช่างศักดิ์สิทธิ์และเป็นสิริมงคลสุดๆ เข้ากับสถานการณ์ได้ดีทีเดียว ราวกับกำลังรองรับโชควาสนาสีแดงก้อนโต
"เลือดสาดกระจายขนาดนี้ เจ้าว่าไงล่ะ?" ฉินหมิงไม่อยากจะวิจารณ์อะไรให้มากความ
ร่มฉัตรสีเหลืองหิวจัดจริงๆ ตอนนี้พอได้จับกุมร่างพลังจิตบริสุทธิ์ อารมณ์ก็ดีสุดๆ ถึงขั้นพูดจาฉะฉานขึ้นมาเลยทีเดียว เอ่ยว่า "งั้นตกลง เดี๋ยวข้าจะช่วยเจ้าเนรมิตภาพศักดิ์สิทธิ์อย่างปราณสีม่วงมาจากทิศตะวันออกให้ก็แล้วกัน"
สำหรับคนอื่นๆ แล้ว การจับคู่แบบนี้มันคือฝันร้ายชัดๆ
คนสองกลุ่มโดยสารเรือไม้สองลำเดินทางมาถึง รวมกันแล้วมีแค่ห้าสิบกว่าคนเท่านั้น เวลาผ่านไปแค่นี้ ก็มีคนตายไปแล้วถึงสิบหกคน ความสูญเสียมันน่าสะพรึงกลัวเกินไปแล้ว
ฉินหมิงพุ่งทะยานไปข้างหน้า อาณาเขตวิญญาณของตัวเองแผ่ขยายออกไป ราวกับจะบิดเบือนท้องฟ้ายามราตรี เขาจ้องเขม็งไปที่หญิงชราเวินอวี้หนิง ยายแก่คนนี้ตอนลงมือ ปากก็ยังพ่นคำสาปแช่งไม่หยุด ทันใดนั้นนางก็กลายเป็นเป้าหมายในการล่าสังหารทันที
ระลอกคลื่นที่จับต้องได้แผ่ขยายออกไป ฉินหมิงปลดปล่อยอาณาเขตวิญญาณออกมาอย่างไม่ปิดบัง น่าสะพรึงกลัวสุดๆ การสกัดกั้นทั้งหมดตลอดเส้นทาง ไม่ว่าจะเป็นกระบี่บินหรือหอกยาวที่พุ่งกระฉูดเข้ามา ล้วนถูกจองจำเอาไว้ จากนั้นก็ถูกบิดเบือนจนหักสะบั้น
ฉินหมิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา "ยายแก่ ในเมื่ออยากจะแก้แค้นให้ลูกหลานขนาดนี้ สู้ไปอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันเลยไม่ดีกว่ารึ เจ้าก็เข้ามาอยู่ในร่มฉัตรสีเหลืองนี่แหละ มาเป็นนางกำนัลแก่ๆ ก็แล้วกัน!"
เขาทะลวงฝ่าเข้าไปจนถึงระยะประชิดแล้ว มีหลายคนพุ่งเข้ามาช่วยเหลือ ผลปรากฏว่าล้วนถูกปราณด้านลบกระบี่เก้าสีของเขาต้อนให้ถอยร่นกลับไป
หญิงชราเวินอวี้หนิงเห็นเขามือเปล่าไร้อาวุธ ปลดปล่อยปราณด้านลบกระบี่เก้าสีออกไปโจมตีคนอื่นๆ ในดวงตาของนางก็สาดประกายแสงศักดิ์สิทธิ์วาบ ทั่วทั้งร่างลอยตัวขึ้นไปในอากาศ หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับไม้เท้าในมือ ราวกับเซียนโบยบินจากนอกโลก พุ่งทะยานเข้าหาฉินหมิงด้วยตัวเอง
ไม้เท้าหัวมังกรของนางมีมังกรยักษ์ตัวหนึ่งพุ่งกระฉูดออกมา ดูราวกับกระบี่ยักษ์ที่กำลังบินวนเวียน พุ่งฟาดฟันเข้าใส่ฉินหมิง
ทว่า ท่ามกลางสายตาที่ตกตะลึงของนาง ฉินหมิงกลับก้าวเท้ายาวๆ พุ่งพรวดเข้ามา ไม่มีความคิดที่จะหลบหลีกเลยแม้แต่น้อย ใช้ร่างกายเนื้อเข้าปะทะตรงๆ
อันที่จริง ภายนอกร่างของฉินหมิง อาณาเขตวิญญาณได้ครอบคลุมท้องฟ้ายามราตรีเอาไว้ ทำให้ประสาทสัมผัสของทุกคนดูเหมือนจะคลาดเคลื่อนไป ระลอกคลื่นลึกลับขยายตัวออก แผ่ซ่านออกไปล่วงหน้าเขาก้าวหนึ่ง
เสียงมังกรคำรามดังกึกก้อง มังกรยักษ์ตัวนั้นถูกอาณาเขตวิญญาณพันธนาการเอาไว้ จากนั้นก็ถูกบิดเบือนอย่างรุนแรง เสียงดัง โพละ! ร่างมังกรใหญ่โตระเบิดแตกกระจายกลางอากาศ
สิ่งที่เรียกว่ามังกรยักษ์กลายเป็นกระบี่ เมื่ออยู่ต่อหน้าอาณาเขตวิญญาณที่ฉินหมิงกางออกอย่างเต็มพิกัด กลับอ่อนแอเปราะบางปานนั้น
ในขณะเดียวกัน ไม้เท้าหัวมังกรในมือของหญิงชราเวินอวี้หนิงก็ระเบิดแตกกระจายไปด้วย
ส่วนฉินหมิงที่บุกประชิดเข้ามาถึงตัว ไม่ได้ใช้กระบี่ ซ้ำยังไม่ได้ปล่อยหมอก อาศัยเพียงแค่อาณาเขตวิญญาณที่แผ่ขยายออกไป บุกทะลวงเข้ามาอย่างง่ายดายราวกับเดินเข้าพื้นที่ร้าง หญิงชราถูกจองจำเอาไว้แล้ว ลอยคว้างอยู่กลางอากาศ
ร่างกายของนางแผ่ซ่านพลังหยางแท้ออกมา พยายามดิ้นรนขัดขืนอย่างหนัก แต่ผลปรากฏว่าไร้ประโยชน์ เสียงดัง โพละ! ราวกับมีฝ่ามือขนาดยักษ์ที่มองไม่เห็น ฉีกกระชากนางจนเลือดสาดกระเซ็นไปทั่วความว่างเปล่า
เวินอวี้หนิงถูกอาณาเขตวิญญาณที่ฉินหมิงปลดปล่อยออกมาบดขยี้จนแหลกละเอียด ศพไม่เหลือซาก!
"ผู้มีชื่อเสียงระดับขอบเขตใหญ่ที่สี่... สิ้นชีพ!" คนอื่นๆ หน้าซีดเผือด
ตอนนี้ค่ายกลทั้งสองค่ายที่คนสองกลุ่มกางเอาไว้ค่อนข้างปั่นป่วนวุ่นวาย ฉินหมิงอาศัยจังหวะนี้พุ่งทะลวงเข้าไปสังหาร เขาหมายหัวเจียงเยี่ยนและเฉิ่นเวยที่อยู่ในกลุ่มที่สองเอาไว้แล้ว
"เคร้ง" เจียงเยี่ยนชักดาบสวรรค์ออกมา ฟันดาบที่แข็งแกร่งที่สุดออกไป นี่คือดาบที่เขาสะสมพลังมาหลายปี หลังจากที่ยืนหยัดอยู่ในขอบเขตใหญ่ที่สี่ขั้นกลางได้สำเร็จ ไม่เคยฟันเจตจำนงแห่งดาบแบบนี้ออกมาเลย วันนี้เขาทุ่มสุดกำลังแล้ว
เบื้องหลังของเขา มหาสมุทรกระเพื่อมไหว คลื่นยักษ์โหมกระหน่ำ คล้อยตามเจตจำนงแห่งดาบของเขาพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้ายามราตรี ทัศนียภาพน่าสะพรึงกลัวสุดขีด เขากำลังควบคุมพลังธรรมชาติของฟ้าดิน
ดาบนี้ราวกับพกพามหาสมุทรทั้งผืนมาด้วย เจตจำนงแห่งดาบยกระดับจนถึงขีดสุด แสงสว่างเจิดจ้าบาดตา
ทว่า ฉินหมิงเมื่อเผชิญหน้ากับดาบนี้ กลับมีสีหน้าสงบเยือกเย็น นิ้วทั้งห้าของเขาเปล่งประกายแสง หลังจากดึงเอาปราณด้านลบกระบี่เก้าสีกลับมา ควบแน่นกลายเป็นกระบี่หลากสีสันเล่มหนึ่งในมือ เขาตวัดฟันออกไปอย่างลวกๆ
เสียงดังกังวาน ดาบสวรรค์ในมือของเจียงเยี่ยนหักสะบั้น หลังจากนั้นก็แตกกระจายเป็นเศษเล็กเศษน้อยนับร้อยชิ้น ต่อมาตัวเขาเองก็เกิดรอยร้าว แสงกระบี่ภายในร่างทะลักทลาย
หลังจากนั้น เขาก็ระเบิดแตกกระจายเสียงดังตู้ม แสงกระบี่เก้าสีทะลักทลายออกมาจากร่างของเขา
ชั่วพริบตานั้น คนทั้งสองกลุ่มต่างก็ร้องอุทานด้วยความตกใจ ต้องรู้ไว้ว่าเจียงเยี่ยนคืออัจฉริยะที่มีชื่อเสียงโด่งดังพอตัวเหนือเก้าชั้นฟ้า เบื้องหลังไม่ธรรมดาเลย ไม่อย่างนั้นคงไม่มีคุณสมบัติพอที่จะเป็นผู้นำทัพร่วมกับเฉิ่นเวยได้หรอก
ผลปรากฏว่าเพียงแค่ปะทะกันชั่วพริบตา เขาก็ถูกไท่อีตวัดกระบี่ฟันจนระเบิดตู้ม!
"แค่นี้เนี่ยนะ? อัจฉริยะบนสวรรค์ก็งั้นๆ แหละ มาเป็นหลานขององค์จักรพรรดิในร่มฉัตรสีเหลืองกันให้หมดเลยแล้วกัน" ฉินหมิงเอ่ยอย่างราบเรียบ ท่าทีสบายๆ ยืนตระหง่านอยู่ใต้ร่มฉัตร
เหนือเก้าชั้นฟ้า สัตว์ประหลาดเฒ่าบางคนกำลังจิบชา หนึ่งในนั้นเอ่ยขึ้นอย่างเรียบเฉย "อืม ไม่รู้ว่าบนพื้นดินรู้ผลหรือยังนะ คาดว่าน่าจะพาตัวผู้ครองอันดับหนึ่งกลับมาได้สักคนแล้วล่ะมั้ง"