- หน้าแรก
- ราตรีนิรันดร์
- ฟรี บทที่ 430 อีกด้านหนึ่งของโลก
ฟรี บทที่ 430 อีกด้านหนึ่งของโลก
ฟรี บทที่ 430 อีกด้านหนึ่งของโลก
บทที่ 430 อีกด้านหนึ่งของโลก
ความมืดมิดยามราตรีเข้มข้นขึ้น และไม่รู้ว่าหมอกลงจัดตั้งแต่เมื่อไหร่ แสงสีฟ้าในเกลียวคลื่นค่อยๆ เลือนหายไป มหาสมุทรเริ่มดูลึกล้ำและเงียบงัน สัตว์ประหลาดทะเล ฉลามวิเศษ ฯลฯ ต่างพากันหลบหนี กำลังมีเหตุการณ์น่าสะพรึงกลัวเกิดขึ้น
ฉินหมิงแทบไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง!
ในน้ำทะเลที่ยิ่งดูลึกล้ำลงไปทุกที กลับมีโลงศพลอยเคว้งอยู่ มีศพไร้หัวลอยตุ๊บป่องๆ แถมยังมีเนินฝังศพบางแห่งลอยไปตามน้ำ ดินไม่แตกกระจาย และไม่ได้จมลงไปในทะเล
นี่มันสถานการณ์บ้าอะไรกัน ฉินหมิงรู้สึกว่าบรรยากาศจู่ๆ ก็กลายเป็นลี้ลับและยากจะคาดเดา
แม้ซากปรักหักพังยามราตรีจะไม่มีดวงอาทิตย์เหมือนกัน แต่ความรู้สึกก่อนหน้านี้ค่อนข้างสงบร่มเย็น หรือแม้แต่น้ำทะเลที่เปล่งแสงสีฟ้ายังให้ความรู้สึกศักดิ์สิทธิ์แก่เขาด้วยซ้ำ
แค่พริบตาเดียว ทำไมถึงกลายเป็นสภาพแบบนี้ไปได้?
"เข้าสู่ช่วงราตรีลึกแล้ว" เด็กสาวหูแมวที่บาดเจ็บสาหัสพึมพำแผ่วเบา ดูหวาดกลัวและกังวลใจเล็กน้อย
ฉินหมิงหันไปมองนาง จับจ้องสีหน้าบนใบหน้าขาวผ่องของนาง
เขาตระหนักได้ว่า ความแตกต่างและการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงของซากปรักหักพังยามราตรี เกี่ยวข้องกับเวลา เมื่อเข้าสู่ช่วงราตรีลึก บ่อน้ำพุเพลิงสีฟ้าในทะเลจะเสื่อมถอยลง พอค่อยๆ ดับมอดลง โลกใบนี้ก็ดูเหมือนจะเปลี่ยนไป
มหาสมุทรกลายเป็นสีดำสนิท มีสิ่งของประหลาดๆ โผล่มาเพียบ
ภาพน่าสะพรึงกลัวทีละฉากผุดขึ้นมาบนผิวน้ำ มีเสียงหัวเราะสดใสของเด็กทารกดังแว่วมาตามเกลียวคลื่น ทารกตัวสูงราวๆ หนึ่งเชียะกำลังคลานยั้วเยี้ย แถมยังมีจำนวนไม่น้อยซะด้วย
และท่ามกลางทารกเหล่านั้น ยังมีหัวคนจำนวนมากลอยตุ๊บป่องไปตามคลื่น มีทั้งของชายหญิงวัยผู้ใหญ่ และของสิ่งมีชีวิตอื่นๆ บางหัวก็เลือดอาบ หน้าตาน่าเกลียดน่ากลัว บางหัวก็ผมเผ้ารุงรัง ใกล้จะเน่าเปื่อยเต็มที
ทารกบางคนตัวขาวจั๊วะอ้วนจ้ำม่ำ รอยยิ้มบริสุทธิ์ผุดผ่อง ดูไร้เดียงสาสุดๆ แต่กลับเกาะอยู่บนหัวคนที่เปื้อนเลือด หัวเราะเอิ๊กอ๊ากไม่หยุด ตีน้ำกระเซ็นไปมาท่ามกลางหมอกราตรีบนผิวน้ำทะเล
ส่วนพวกโลงศพ ศพไร้หัว เนินฝังศพ ฯลฯ บางอันก็ใหญ่โตมโหฬาร ถูกคลื่นยักษ์ซัดขึ้นมาเป็นระยะ ทอดเงาดำทะมึนกว้างใหญ่ภายใต้แสงสีฟ้าจางๆ ดูแล้วขนหัวลุกยิ่งกว่าเดิม
ฉินหมิงเสียวสันหลังวาบ เขารู้สึกว่าตัวเองไม่รู้อะไรเกี่ยวกับซากปรักหักพังยามราตรีเลยสักนิด
เขาเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้ายามราตรี ที่นั่นก็น่าสะพรึงกลัวและยากจะคาดเดาไม่แพ้กัน
ม่านฟ้าสีดำสนิท บางแห่งก็แตกสลาย มีสิ่งของบางอย่างโผล่ออกมาพร้อมกับหมอกหนาทึบ มีเงาดำลอยล่อง มีหัวคนร่วงหล่นลงมาทีละหัวๆ แล้วก็มีร่างที่สวมชุดไว้ทุกข์ผลุบๆ โผล่ๆ ทั่วฟ้าดินชุ่มโชกไปด้วยเลือด ไหลทะลักลงมาจากรอยโหว่บนท้องฟ้า
ฉินหมิงเหม่อลอย ในใจยากจะสงบลงได้จริงๆ
โลกใบนี้มีเรื่องประหลาดเยอะกว่าเยี่ยโจวซะอีก ตอนนี้ยังไม่อาจทำความเข้าใจได้
ก่อนหน้านี้ ตอนที่รู้ว่าซากปรักหักพังยามราตรีมีสวรรค์สามสิบหกชั้น เขาก็ยังแอบคิดเชื่อมโยงไปต่างๆ นานา สาเหตุหลักก็คือ ในตำนานเทพเจ้าของโลกความจริง สวรรค์ก็มีสามสิบหกชั้นเหมือนกัน แต่กลับหาเงาไม่เจอเลยสักนิด
ยิ่งไปกว่านั้น เมืองอวี้จิงที่ว่ากันว่าสูงส่งที่สุดในโลกความจริง กลับตั้งคว่ำลงซะงั้น
เรื่องทั้งหมดนี้ ยากที่จะไม่ทำให้เกิดความสงสัยไปต่างๆได้
ตอนนี้ ท้องฟ้าแตกออกเป็นเสี่ยงๆ มีหัวคนร่วงหล่นลงมา มีน้ำเลือดไหลทะลัก เงาผีซ้อนผีผลุบๆ โผล่ๆ ฝาโลงศพหล่นกระแทก ช่างน่าสะพรึงกลัวและพิสดารเหนือจริง
ตำนานและเรื่องเล่าขานของเยี่ยโจว ไม่มีทางเลือดสาดและน่าเกลียดน่ากลัวขนาดนี้หรอก ทุกอย่างมันบ้าบอเกินไปแล้ว
"สิ่งมีชีวิตแห่งกฎเกณฑ์เลือดเนื้อที่พบในเยี่ยโจว ล้วนมีที่มาจากแบบนี้งั้นรึ?" ฉินหมิงเริ่มสงสัย
ถ้าเป็นแบบนั้นจริงๆ สิ่งมีชีวิตท้องถิ่นของซากปรักหักพังยามราตรี ดูเหมือนจะใช้ชีวิตยากลำบากกว่าพวกเขาสะอีก คำว่าทุกข์ยากแสนสาหัสยังไม่พอจะอธิบายได้เลย มองไปทางไหนก็เจอแต่ความน่าสะพรึงกลัว
โลกของซากปรักหักพังยามราตรี ช่วงราตรีตื้นกับราตรีลึกช่างแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว
บนหาดทราย ปูเกล็ดทองที่ถูกฟันขาดสองท่อน พยายามจะแอบหนีไปอย่างเงียบๆ มุดลงไปในมหาสมุทรอันมืดมิด ทันใดนั้น ร่างครึ่งท่อนของมันก็แข็งทื่อ
ฉินหมิงหันขวับกลับมา ตรึงเป้ามันเอาไว้แล้ว
ปูยักษ์สีทองตัวนี้ เกล็ดทั่วร่างส่งเสียงดังเคร้งคร้าง มันชูก้ามใหญ่ที่เหลืออยู่ขึ้นมา ทำท่าชูสองนิ้ว โบกไปมาทางฉินหมิง หมายจะฮึดสู้เฮือกสุดท้าย
ฉินหมิงยื่นนิ้วออกไปสองนิ้ว ลำแสงปราณสวรรค์สว่างจ้าสองสายพุ่งออกไป สวนกลับไปตัดก้ามสีทองขนาดใหญ่ของมันจนขาดสะบั้น
เขาเอ่ยปากถาม "ตรงที่ม่านราตรีแตกสลาย ตรงนั้นเชื่อมต่อไปยังสวรรค์ชั้นที่สองงั้นรึ?"
"เรื่องของสวรรค์ชั้นที่สอง ข้าจะไปรู้ได้ยังไง!" ปูเกล็ดทองคำรามอย่างเจ็บปวด
"ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เจ้าก็จงจากไปอย่างสงบเถอะ" สองนิ้วของฉินหมิงคีบไปทางมันผ่านอากาศ
เสียงลั่นกร๊อบดังขึ้น ปูเกล็ดทองร้องโหยหวน เปลือกแข็งๆ ของมันแตกออกเป็นชิ้นๆ มันอยากจะแผดเสียงคำราม ตายอนาถขนาดนี้ ใครมันจะจากไปอย่างสงบได้ลง? แม้แต่พลังจิตของมันก็ถูกตัดขาด สนามพลังจิตถูกปราณแสงสวรรค์แผดเผาจนมอดไหม้
ผมสีฟ้าใสของหยุนซูเหยาเปื้อนเลือด ใบหน้าขาวซีด ก่อนหน้านี้ถูกฉินหมิงฟันขาเรียวยาวขาดไปข้างหนึ่ง เมื่อกี้ก็ถูกฟันขาดสองท่อนอีก นางล้มฟุบลงบนหาดทราย อนาถและทุลักทุเลสุดๆ
นางเป็นถึงท่านหญิงแห่งน่านน้ำแถบนี้ ฐานะสูงส่ง เคยเจอความเจ็บปวดทรมานแบบนี้ที่ไหนกัน แค่ชั่วข้ามคืนก็ร่วงหล่นจากสวรรค์ลงมาคลุกฝุ่น
ในใจนางรู้สึกสำนึกผิด ทำไมถึงไม่ยอมทำตามคำสั่งของเทพธิดา ทำไมถึงทำอะไรตามอำเภอใจ เอาความชอบส่วนตัวเป็นที่ตั้ง? ผลสุดท้ายกลับต้องมาตกอยู่ในสภาพเช่นนี้
ถ้านางไม่มีอคติ ไม่เลือกข้างอวี้หวง ป่านนี้นางก็คงยังเป็นหญิงสูงศักดิ์ที่อยู่เหนือผู้คน
"เจ้ารู้เรื่องสวรรค์ชั้นที่สองบ้างมั้ย?" ฉินหมิงถาม มองไปที่หยุนซูเหยา สลับกับมองท้องฟ้าที่แตกสลาย อยากจะสืบหาความจริงของซากปรักหักพังยามราตรี
ท่านหญิงเผ่าสมุทรผู้นี้กัดฟันกรอด แม้จะอยากรอดชีวิต แต่เรื่องสวรรค์ชั้นต่อไปนางไม่รู้อะไรเลยจริงๆ
จู่ๆ นางก็สติแตก เพราะนางเห็นเด็กหนุ่มเผ่ามนุษย์คนนั้นกำลังก้มเก็บขาเรียวยาวของนาง แล้วก็ไปเก็บร่างท่อนล่างของนางอีก
นิ้วมือของฉินหมิงเปล่งแสงเทพเบญจธาตุ ปัดผ่านเบาๆ สิ่งที่เรียกว่าขาเรียวยาวก็เผยให้เห็นรูปลักษณ์ที่แท้จริง กลายเป็นหางปลาหลากสีสัน
ในขณะเดียวกัน เขาก็เก็บก้ามใหญ่ของปูเกล็ดทองที่ขาดสะบั้นไป ฯลฯ ของพวกนี้ล้วนเป็นวัตถุดิบชั้นยอด เผลอๆ อาจจะนับว่าเป็น "โอสถวารี" ชนิดหนึ่งด้วยซ้ำ
ต่อให้เขาจะกินไม่ลง ก็สามารถเอาไปแจกคน แจกหมา แจกหนู แจกนกได้นี่นา
"ส่งเจ้าลงนรกด้วยคน" ฉินหมิงยกมือขึ้น เตรียมจะปิดบัญชีชีวิตของท่านหญิงเผ่าสมุทรผู้นี้
"มีอะไรก็มาลงที่ข้า!" อวี้หวงที่ถูกฟันเฉียงไหล่ขาดเป็นสองท่อนเอ่ยปาก ร่างท่อนบนของมันโชกเลือด โซเซไปมา ลอยอยู่กลางอากาศ
ใบหน้าของมันซีดเหลือง ไร้สีเลือด เอ่ยเสียงหนัก "ศึกเลือดครั้งนี้เกิดจากข้า ปล่อยนางไปเถอะ"
ถึงคราวคับขัน มันกลับมีความรับผิดชอบอยู่บ้าง เอาตัวมาขวางหน้าหยุนซูเหยาเอาไว้
ท่านหญิงเผ่าสมุทรขอบตาแดงก่ำขึ้นมาทันที มองแผ่นหลังของอวี้หวง นางก็สะอื้นไห้อย่างน่าเวทนา เศร้าโศกเสียใจเป็นอย่างยิ่ง
ฉินหมิงถอนหายใจ เอ่ยว่า "เห็นชัดๆ ว่าพวกเจ้าเป็นฝ่ายเริ่มก่อน คิดจะมาฆ่าข้า แต่ทำไมไปๆมาๆ พวกเจ้ากลับทำเหมือนข้าเป็นตัวร้ายไปซะได้?"
อวี้หวงเหลือแขนแค่ข้างเดียว ร่างกายที่ขาดวิ่นมีเลือดหยดแหมะๆ เอ่ยอย่างน่าเวทนาว่า "เดิมทีนางเป็นแค่คนนอก แต่เพื่อข้า นางถึงได้เข้ามายุ่งเกี่ยว ข้าอยากจะขอให้เจ้าปรานี ปล่อยนางไปเถอะ"
ฉินหมิงมีสีหน้าเรียบเฉย เอ่ยว่า "นางเข้ามายุ่งเกี่ยวเพื่อช่วยเจ้า แต่กลับนำทัพเผ่าสมุทรมาล้อมปราบข้า พวกเจ้าเอาหน้าที่ไหนมาขอให้ข้าปล่อยนางไป? ในเมื่อเลือกแล้ว ทำผิดพลาดไปแล้ว ก็ต้องจ่ายค่าตอบแทนที่สมควรได้รับ ความโศกเศร้าของพวกเจ้าสำหรับข้าแล้ว มันไร้ค่า!"
"ชิ้ง!"
ร่างกายของอวี้หวงปะทุแสงกระบี่ พลังหยางบริสุทธิ์ลุกโชนอย่างบ้าคลั่ง
ท่ามกลางความมืดมิดยามราตรี ฉินหมิงผมสีดำขลับปลิวไสว สว่างไสวว่างเปล่าดุจเซียน เอ่ยว่า "เจ้าคงไม่ได้คิดว่าจะลากข้าไปตายด้วยกันหรอกนะ? ที่ข้ายังไม่รีบลงมือ ยอมคุยกับเจ้าให้มากขึ้นหน่อย ก็แค่อยากจะรู้ว่า เจ้าได้คัมภีร์แท้ขั้นสูงสุดของเผ่าปีศาจมาหรือเปล่า?"
เมื่อก่อน กองกำลังปีศาจบุกรุกเยี่ยโจว ความจริงแล้วมีเหตุผลที่ลึกซึ้งกว่านั้น สุดยอดของวิเศษที่สูญหายไปของพวกมัน ถูกอารยธรรมลึกลับแห่งหนึ่งแย่งชิงไป ถูกบีบให้ต้องมาเป็นทัพหน้า นอกจากนี้ หลังจากเรื่องราวสงบลง คัมภีร์แท้ขั้นสูงสุดในตำนานของพวกมัน ก็จะปรากฏขึ้นในห้วงแห่งความนึกคิดของมารฟ้าทั้งเก้าที่มีวาสนาต่อกัน
ฉินหมิงไม่ได้ลืมเรื่องนี้ แถมเขายังเคยปลอมตัวเป็น "เหยาอี" เชี่ยวชาญวิชาของเผ่าปีศาจอยู่บ้าง บางทีเขาอาจจะได้สัมผัสกับคัมภีร์ปีศาจไร้เทียมทานเล่มนั้นก็ได้
ในแววตาของอวี้หวงมีความเจ็บปวดปรากฏขึ้น มันเคยเข้าใกล้คัมภีร์แท้เล่มนั้น จิตสำนึกล่องลอย ราวกับมีคนมากระซิบข้างหู อธิบายหลักธรรมอันลี้ลับ
ทว่า น่าเสียดายที่มันได้ยินแค่ลางๆ ไม่สามารถจับใจความของคัมภีร์ได้อย่างแท้จริง มันพลาดไปแล้ว ทำให้มันเจ็บปวดเจียนตายไปพักหนึ่ง
อวี้หวงไม่ได้อยู่ในรายชื่อมารฟ้าทั้งเก้าตน!
พอนึกถึงตอนนี้ มันก็ยังคงรู้สึกยอมรับไม่ได้ ในใจเต็มไปด้วยความโกรธแค้น ไม่ยินยอม และสิ้นหวัง มันเป็นผู้แพ้ ถูกคัดออกในจังหวะที่สำคัญที่สุด
นี่ก็คือเหตุผลหลักที่ทำให้มันเดินทางไกลมายังเยี่ยโจว ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สภาพแวดล้อมเลวร้ายลงอย่างรุนแรงนี้ พูดง่ายๆ ก็คือ หนีมาหลบภัยในต่างแดนนั่นแหละ
ฉินหมิงเห็นสีหน้าของมัน สัมผัสได้ถึงอารมณ์ที่ไม่ยินยอมอย่างรุนแรงของมัน ก็เข้าใจสถานการณ์ได้ทันที
เขารู้สึกผิดหวังอยู่บ้าง เอ่ยว่า "เดิมทีคิดว่าจะคลำหินข้ามแม่น้ำ(หาประสบการณ์จากผู้ที่มาก่อน)ไปพร้อมกับเจ้า สัมผัสกับคัมภีร์ปีศาจไร้เทียมทานเล่มนั้นซะหน่อย คิดไม่ถึงเลยว่าเจ้าจะตกรอบ น่าเสียดายจริงๆ"
อวี้หวงได้ยิน ในใจก็ยิ่งเจ็บปวด อึดอัดใจมากขึ้นไปอีก นี่มันเท่ากับเป็นการเปิดแผลเป็นของมันต่อหน้าเลยนะ
ในขณะเดียวกันมันก็โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ อยากจะด่าว่า: คัมภีร์แท้เผ่าปีศาจเกี่ยวห่าอะไรกับเจ้าด้วยวะ? เจ้าเป็นแค่เด็กหนุ่มเผ่ามนุษย์ จะมาเสียดายหาขนปีศาจอะไร!
อวี้หวงรู้ดี วันนี้มันคงไม่รอดแน่แล้ว จึงระเบิดพลังหยางบริสุทธิ์ออกมาอย่างสุดกำลัง ปราณกระบี่นับพันสาย ทุกรูขุมขนทั่วร่างของมันกำลังพ่นแสงกระบี่ออกมา
อักขระวิถีกระบี่หนาแน่น ปรากฏขึ้นตรงหน้ามัน กลายเป็นแสงกระบี่น่าสะพรึงกลัว พุ่งเข้าฟันเด็กหนุ่มเผ่ามนุษย์ตรงหน้าที่ดูราวกับไร้เทียมทาน
ฉินหมิงฟาดฝ่ามือซ้ายออกไปอย่างดุดัน แสงเทพห้าสีสาดส่อง เสียงดังตู้ม! เขาตบจิตกระบี่ที่ในสายตาคนทั่วไปน่าสะพรึงกลัวสุดๆ จนแตกซ่านไปโดยตรง
อวี้หวงกระอักเลือดคำโต ร่างที่ขาดวิ่นลอยกระเด็นไป
"หืม?" ฉินหมิงใจสั่นสะท้าน สัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่าง เขาจับสัมผัสถึงอันตรายจากบนท้องฟ้ายามราตรีได้อย่างแผ่วเบา ไม้บรรทัดวัดจิตในมือขวาปะทุแสงสว่างวาบ เสียงดังกึกก้องกัมปนาท ฟันงัดขึ้นไปข้างบน
นั่นคือกระบี่ปีศาจเล่มหนึ่ง สีแดงฉาน แฝงไปด้วยแสงสีเลือด แถมยังมีเพลิงสวรรค์ติดมาเป็นสายๆ และยังมีปราณแสงสวรรค์พันอยู่บางส่วน อานุภาพน่าสะพรึงกลัวสุดๆ
ฉินหมิงเอ่ยปาก "วิชาที่หลงเหลืออยู่ของเซียนกระบี่ปีศาจ ยอดฝีมือในตำนานของเผ่าปีศาจ ถึงกับถูกเจ้าคลำหาเคล็ดลับได้บ้างแล้วรึเนี่ย"
มีตำนานเล่าขานว่า กระบี่บินที่เซียนกระบี่ปีศาจท่านนั้นหลอมขึ้นมา มักจะถูกแขวนไว้เหนือเมฆหนาทึบตลอดทั้งปี คอยรับแสงวิเศษจากนอกโลก เพื่อใช้หล่อเลี้ยงกระบี่ และสื่อสารกับร่างกายไปมา
เมื่อใดที่เขาใช้กระบี่เล่มนี้ พลังอำนาจจะสั่นสะเทือนฟ้าดิน แม้แต่อุกกาบาตจากนอกโลกก็จะร่วงหล่นลงมาตามกระบี่นั้นด้วย ฟันคู่ต่อสู้ตาย ทำลายเมืองยักษ์ใหญ่ได้สบายๆ
แน่นอนว่า ตอนนี้อวี้หวงระดับพลังยังไม่สูงพอ ไม่สามารถฝากกระบี่ไว้บนฟ้าได้ มันทำได้แค่ซ่อนกระบี่ไว้ในหมอกราตรีเหนือหัวเท่านั้น
นอกจากนี้ จนป่านนี้มันก็ยังหาโครงกระบี่ที่แข็งแกร่งไร้เทียมทานที่เหมาะกับตัวเองไม่ได้เลย
กระบี่ที่มันซ่อนไว้ในหมอกราตรีนั้น หล่อเลี้ยงขึ้นมาจากจิตใจ ใช้แก่นแท้ของพลังจิตหยางบริสุทธิ์เป็นคมกระบี่ ทำแบบนี้ก็สะดวกต่อการซุกซ่อนด้วย ไม่ถูกคนอื่นจับได้ง่ายๆ
ในช่วงเวลาแห่งความเป็นความตายนี้ มันสู้ตายแล้ว งัดกระบี่ที่แข็งแกร่งที่สุดออกมา!
ทว่า ความเป็นจริงช่างโหดร้าย คมกระบี่หยางบริสุทธิ์อันสว่างไสว แหวกม่านหมอกราตรี ไร้เทียมทานของอวี้หวง กลับเผชิญกับการโจมตีอย่างหนักหน่วง สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง
ไม้บรรทัดวัดจิตในมือฉินหมิงฟันขึ้นไปบนท้องฟ้ายามราตรี ลำแสงถาโถม จิตกระบี่ของเขาน่าสะพรึงกลัว ทำให้จิตกระบี่ของมันสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ประกายแสงหม่นหมองลงอย่างรวดเร็ว
อวี้หวงคำรามลั่น นี่คือจิตกระบี่ที่มันหล่อเลี้ยงมาด้วยแก่นแท้ของพลังหยางบริสุทธิ์ เป็นสิ่งที่เชื่อมโยงกับชีวิตของมัน เป็นไพ่ตายใบสุดท้ายของมันแล้ว
ชั่วขณะนั้น พลังจิตหยางบริสุทธิ์ในกายเนื้อของมันระเหยขึ้นไปทั้งหมด หลุดออกจากร่าง พุ่งเข้าไปในกระบี่ปีศาจที่อยู่กลางท้องฟ้ายามราตรี
มันไม่มีทางเลือกแล้ว ในช่วงเวลาสุดท้าย ต้องทุ่มสุดกำลังเพื่อสู้ตายกับคู่ต่อสู้
ชั่วพริบตา น่านน้ำแถบนี้ก็ถูกแสงกระบี่น่าสะพรึงกลัวสาดส่องจนสว่างไสว มหาสมุทรสีฟ้ากระเพื่อมไหว พวกโลงศพ หัวคน เนินฝังศพ ทารก ฯลฯ ยิ่งมองเห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
บนท้องฟ้ายามราตรี กระบี่ปีศาจขวางฟ้า ปะทุแสงเทพออกมาอย่างต่อเนื่อง ยิ่งมายิ่งสว่างไสว ฉีกกระชากชายหาดแห่งนี้ หน้าผา โขดหินที่อยู่ไม่ไกลปรากฏรอยกระบี่ จากนั้นก็ถูกฟันขาด ร่วงหล่นลงมา
น้ำทะเลที่นี่ยิ่งเดือดพล่าน ถูกแสงกระบี่ทะลวง ระเหยกลายเป็นไอน้ำมหาศาล หมอกขาวพวยพุ่ง บางส่วนของก้นทะเลถึงกับโผล่ขึ้นมาให้เห็นเลย
กระบี่นี้ทุ่มเทพลังชีวิตและจิตวิญญาณทั้งหมดของอวี้หวง เป็นกระบี่สังหารที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดเท่าที่มันจะฟันออกมาได้ มันยอมแลกด้วยชีวิตเพื่อการต่อสู้ครั้งสุดท้าย
"มีฝีมือจริงๆ!" ฉินหมิงเอ่ยปาก สีหน้าเคร่งขรึม รอบกายเขามีปราณแสงสวรรค์น่าสะพรึงกลัวพวยพุ่งขึ้นมา พลังด้านลบศักดิ์สิทธิ์ทั้งห้าชนิดจำแลงร่างออกมา รวมตัวกันที่ไม้บรรทัดวัดจิต
วิหคเพลิงที่หอบเอาเพลิงเทพน่าสะพรึงกลัว เสือขาวที่แฝงไปด้วยความเย็นเยียบของโลหะ... พลังด้านลบสี่สัตว์ศักดิ์สิทธิ์ปรากฏตัวพร้อมกัน ล้วนใหญ่โตมโหฬาร แต่ละชนิดกดทับท้องฟ้ายามราตรี แต่สุดท้ายก็ควบแน่น พันรอบไม้บรรทัดวัดจิต
ฉินหมิงตวัดไม้บรรทัดวิเศษในมือ พลังด้านลบสี่สัตว์ศักดิ์สิทธิ์สั่นพ้องตามไปด้วย ฟันกระบี่ปีศาจที่กำลังระเบิดพลังถึงขีดสุดจนหม่นหมอง สูญเสียประกายแสงไป
จากนั้น กระบี่ปีศาจของอวี้หวงก็ส่งเสียงลั่นกร๊อบ เต็มไปด้วยรอยปริร้าว ใกล้จะระเบิดเต็มที
กายเนื้อของอวี้หวง ดวงตาหม่นแสง พลังชีวิตและจิตวิญญาณของมันเข้าไปอยู่ในกระบี่ปีศาจหมดแล้ว ทั้งคนราวกับเปลวเทียนต้องลม พลังจิตใกล้จะดับมอดเต็มที
"นี่..." มันรู้สึกไร้เรี่ยวแรง สิ้นหวังสุดๆ ผ่านไปปีกว่าๆ มันทุ่มเทสุดกำลังก็ยังไม่ใช่คู่มือของเด็กหนุ่มคนนั้นแล้ว
วินาทีนี้ กระบี่ปีศาจที่มันหล่อเลี้ยงมาด้วยใจก็หักสะบั้น แตกละเอียดเป็นชิ้นๆ
อวี้หวงใจสลาย พลังจิตของมันก็ราวกับจะดับมอดไปพร้อมกับกระบี่ปีศาจเล่มนี้
ฉินหมิงไม่อยากให้มันตายทันที เขารู้สึกว่าวิชาฝากกระบี่ที่เซียนกระบี่ปีศาจทิ้งไว้มันเก่งกาจมาก อยากจะศึกษาดูบ้าง
"เจ้าแข็งแกร่งมากจริงๆ อยู่ขอบเขตใหญ่ที่สี่เหมือนกัน เจ้าต้านทานการโจมตีหลายรูปแบบของข้าได้ ยืนหยัดมาได้จนถึงตอนนี้ ยอดเยี่ยมมาก!" ฉินหมิงชื่นชม เป็นการให้กำลังใจมัน
ที่ฉินหมิงพูดแบบนี้ก็ไม่ได้ฝืนใจพูดหรอก กระบี่สุดท้ายของอวี้หวง ทำให้เขาต้องใช้พลังด้านลบสี่สัตว์ศักดิ์สิทธิ์ร่วมกับคัมภีร์แม่บททั้งห้าเล่มสั่นพ้อง สมควรได้รับคำชมนี้แล้ว
แต่ทว่า อวี้หวงกลับโกรธจนแทบจะกระอักเลือด อีกฝ่ายกำลังชมมัน หรือกำลังยกยอตัวเองกันแน่วะ?
อวี้หวงทุ่มสุดกำลัง สุดท้ายก็ต้องมอดไหม้จนหมดเกลี้ยง ยังทำอะไรอีกฝ่ายไม่ได้เลย ไม่ได้เลือดสักหยด เด็กหนุ่มเผ่ามนุษย์คนนี้กำลังเยาะเย้ยถากถางมันอยู่ใช่มั้ย?
ฉินหมิงกำลังสั่นพ้องกับอารมณ์ความรู้สึกของอีกฝ่าย และจงใจพูดจี้จุดอีกครั้ง "นี่คือคำพูดจากใจจริงของข้า วิถีฝากกระบี่ของเจ้า นับว่าเป็นสุดยอดวิชาจริงๆ พอจะจินตนาการถึงความสง่างามของเซียนกระบี่ปีศาจในอดีตได้เลย"
พออวี้หวงนึกถึงสุดยอดวิชาของเซียนกระบี่ปีศาจ ในใจก็รู้สึกไม่ยินยอมอยู่บ้าง ถ้ามันหาโครงกระบี่ที่เหมาะสมได้ วันนี้อาจจะยังมีโอกาสอยู่
"สุดท้ายข้าก็... พ่ายแพ้!" แววตาของมันไร้ประกายแสงแล้ว
"สู้กันมาจนถึงตอนนี้ เจ้าถูกข้าทำให้บาดเจ็บสาหัสแต่ยังไม่ตาย ก็ถือว่าน่าภูมิใจแล้วล่ะ" ฉินหมิงเอ่ยปาก แถมยังพูดถึงวิถีฝากกระบี่อีกครั้ง ถึงขั้นวิจารณ์ข้อดีข้อเสียเลยด้วยซ้ำ
พลังจิตของอวี้หวงที่ถูกกระตุ้นกระเพื่อมอย่างรุนแรง ดวงตาไม่หม่นแสงขนาดนั้นแล้ว อีกฝ่ายพูดแบบนี้ กะจะเอามันเป็นแค่ฉากหลัง เพื่อยกหางตัวเองงั้นรึ ทุกอย่างก็เพื่อจะโอ้อวดตัวเองสินะ?
แต่ทว่า มันกลับรู้สึกว่าไม่น่าจะใช่ เด็กหนุ่มเผ่ามนุษย์คนนี้จริงจังมาก สีหน้าเคร่งขรึม ไม่น่าจะเป็นคนผิวเผินแบบนั้น
จนกระทั่งสุดท้าย มันก็ตระหนักได้ว่า นี่คือความมั่นใจที่ฝังรากลึกอยู่ในสายเลือดของฉินหมิง เป็นความภาคภูมิใจในตัวเองที่พุ่งปรี๊ด ยิ่งกว่าความเย่อหยิ่งจองหองของมันและเผ่าสมุทรซะอีก
มันกำลังคิดอยู่ว่า เด็กหนุ่มเผ่ามนุษย์คนนี้ไม่ได้รู้สึกว่านี่เป็นการดูถูกคนอื่น แต่เป็นการพูดความจริงอย่างจริงจังและเคร่งเครียดต่างหาก
พออวี้หวงคิดถึงเรื่องพวกนี้ ในใจก็เต็มไปด้วยความอึดอัดใจ อีกฝ่ายกำลังมองลงมาที่มันอย่างจริงจัง มองว่าเรื่องทั้งหมดนี้เป็นเรื่องปกติ
"พรวด!" มันกระอักเลือดคำโต
"เรื่องวิชาของเซียนกระบี่ปีศาจ..." ฉินหมิงไม่อยากให้มันตายกะทันหัน ยังคงชักนำบทสนทนาต่อไป และกระตุ้นคู่ต่อสู้อย่างต่อเนื่อง
ท้ายที่สุด ฉินหมิงก็ค่อนข้างพอใจ คลำหาสุดยอดวิชาในตำนานของเผ่าปีศาจเจอแล้ว ได้ผลเก็บเกี่ยวเพียบ!
"บัดซบเอ๊ย!" ก่อนตาย อวี้หวงรู้แล้วว่าฉินหมิงกำลังคลำหาวิถีฝากกระบี่อยู่ แทบอยากจะแล่เนื้อเถือหนังอีกฝ่ายทั้งเป็น
มันพึมพำอย่างเศร้าสร้อย "หนึ่งปีก่อน ข้าพลาดโอกาสที่ดีที่สุดในการฆ่าเจ้าไป นึกเสียใจภายหลังก็สายไปแล้ว!"
อวี้หวงกระอักเลือดไม่หยุด สายตาจ้องมองฉินหมิงอย่างดุร้าย พลังจิตของมันค่อยๆ ดับมอดลง
ฉินหมิงขบคิด เขามีกระบี่จิ๋วโลหะประหลาดสีขาวบริสุทธิ์อยู่ วัสดุไม่ธรรมดา เอามาฝึกกระบี่ที่แข็งแกร่งที่สุดของเซียนกระบี่ปีศาจ ก็ไม่ต้องปวดหัวเรื่องหาโครงกระบี่แล้ว
เขาก้มมองตั๊กแตนบินสีขาวบริสุทธิ์ที่เผยให้เห็นร่างเดิม เข้าใจแล้วว่าทำไมมันถึงถูกเรียกว่าอวี้หวง มีความพิเศษจริงๆ ด้วย แตกต่างจากน้องชายและลูกพี่ลูกน้องของมันอย่างชัดเจน
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ในตัวอวี้หวงต้องมีเลือดมหัศจรรย์หายากอยู่แน่ๆ
ฉินหมิงเก็บร่างที่ถูกฟันเฉียงไหล่ขาดของมันมา ไม่อยากให้เสียของ
เขาหันไปมองท่านหญิงเผ่าสมุทร เอ่ยว่า "ตาเจ้าแล้ว"
หยุนซูเหยารู้สึกขมขื่นสุดๆ การตัดสินใจผิดพลาดเพียงครั้งเดียว ทำให้ตัวนางต้องมาจบสิ้น ตัวประหลาดคนนี้เก่งกาจกว่าอวี้หวงไปไกลเลย
นางเพิ่งจะรู้จักอวี้หวงได้ไม่นาน จะให้ผูกพันลึกซึ้งอะไรขนาดนั้น ก็คงยังไม่มีหรอก แต่ว่า เมื่อครู่นี้อวี้หวงเอาตัวมาขวางหน้านางไว้ ก็ทำให้นางหวั่นไหวอยู่เหมือนกัน
ฉินหมิงยกมือขึ้น เตรียมจะปิดบัญชีชีวิตนาง ทันใดนั้นก็ชะงักไป เอ่ยว่า "ออกมาเถอะ!"
ในน้ำทะเล ชายหนุ่มคนหนึ่งเดินขึ้นมา ผมยาวสีฟ้าสยาย แววตาคมกริบ รอบกายมีแสงเทพวิจิตรตระการตาพันเกี่ยวอยู่ ราวกับเทพสมุทรเดินขึ้นฝั่ง
เขาถือหอกยาว ดูเหมือนคนอายุยี่สิบเจ็ดยี่สิบแปด ดวงตาลึกล้ำ อายุจริงน่าจะมากกว่ารูปร่างหน้าตา
"ท่านพี่!" หยุนซูเหยาเผยสีหน้าดีใจ รู้สึกมีความหวังที่จะรอดชีวิตแล้ว
ฉินหมิงเอ่ย "ยังมีอีกคน ออกมาด้วยเลยสิ"
อีกด้านหนึ่ง ในน้ำทะเลปรากฏเงาร่างชายวัยกลางคนสวมชุดเกราะสีเงินคนหนึ่ง ผมยาวสีฟ้าเหมือนกัน แผ่กลิ่นอายแข็งแกร่งออกมา ก้าวเดินเข้ามาทีละก้าว อักขระเทพสมุทรสว่างไสวพวยพุ่งขึ้นมาจากเลือดเนื้อ ระดับพลังลึกล้ำ
"ท่านอาหก!" หยุนซูเหยาดีใจสุดๆ
ชายหนุ่มมองมาที่ฉินหมิง เอ่ยปากว่า "ดึกดื่นป่านนี้ เจ้ายังกล้าป้วนเปี้ยนอยู่อีก แถมรู้ว่าพวกข้าแอบตามมา ก็ยังไม่รีบหนีไป ความกล้าหาญน่ายกย่องจริงๆ"
จากนั้น เขาก็เอ่ยเสียงหนัก "ปล่อยน้องสาวข้าเดี๋ยวนี้"
ฉินหมิงนิ่งสงบและเย็นชา เอ่ยว่า "ในใจมีความมั่นใจ ย่อมไม่กลัวเกรง พวกเจ้าก็แค่อยู่ในขอบเขตใหญ่ที่สี่ คนที่ควรจะหนีไป ไม่ใช่ข้า"
"เพิ่งจะเข้าสู่ขอบเขตใหญ่ที่สี่แท้ๆ กล้ากำแหงขนาดนี้เลยรึ" ชายหนุ่มเอ่ย ลงมือทันที ยกหอกแทงเข้าใส่
แม้ชายวัยกลางคนจะไม่ได้ปริปากพูด แต่ก็ลงมือเช่นกัน อักขระเทพสมุทรสีฟ้าครามเบ่งบาน เขาถือดาบยาวเล่มหนึ่ง พุ่งเข้าสังหาร
ฉัวะ!
ฉินหมิงฟาดฝ่ามือออกไป ปราณแสงสวรรค์กระเพื่อมไหว ตัดหัวหยุนซูเหยาที่อยู่ใกล้ๆ ก่อนเลย หัวสวยๆ กลิ้งหลุนๆ ไปบนหาดทราย
ยอดฝีมือเผ่าสมุทรทั้งสองโกรธจัด ระเบิดพลังเทพน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าเดิมออกมาทันที
ฉินหมิงไม่เคยประมาทคู่ต่อสู้ สูดลมหายใจเข้าลึก วงล้อแสงห้าสีสว่างไสวเจิดจ้า ครอบคลุมร่างเขาเอาไว้ตรงกลาง คัมภีร์แม่บททั้งห้าวิชาสั่นพ้อง ผสานกับการสั่นพ้องของพลังด้านลบศักดิ์สิทธิ์ทั้งห้าชนิด
"หืม นี่มัน..." ยอดฝีมือหนุ่มเผ่าสมุทรใจสั่นสะท้าน ในระหว่างการต่อสู้ดุเดือด เขาพบว่าพอโดนวงล้อแสงห้าสีนั่นกวาดผ่าน ความชุ่มชื้นในร่างกายก็สูญเสียไปอย่างรวดเร็ว เขาแทบจะหยุดยั้งมันไม่ได้เลย
"ธาตุทั้งห้าของพวกเราเสียสมดุลแล้ว!" ชายวัยกลางคนก็หน้าถอดสี เขาเองก็กำลังขาดน้ำ แถมเปลวไฟหยางบริสุทธิ์ในร่างกายก็กำลังสว่างวาบอย่างรุนแรง
"นี่แหละคืออานุภาพที่ควรจะมี หลังจากคัมภีร์แม่บททั้งห้าเล่มสั่นพ้องพร้อมกัน!" ฉินหมิงพึมพำ คัมภีร์แม่บททั้งห้าเล่มหลอมรวม สั่นพ้องพร้อมกัน สามารถควบคุมธาตุทั้งห้าได้ และเมื่อจับจังหวะที่เหมาะสมได้ ย่อมสามารถทำให้ธาตุทั้งห้าของคู่ต่อสู้เสียสมดุลได้เช่นกัน
สองยอดฝีมือเผ่าสมุทรมีควันขาวพวยพุ่งขึ้นมาทั่วร่าง เลือดแทบจะลุกเป็นไฟ กายเนื้อกำลังแห้งเหือด ทำให้พวกเขาตื่นตะลึงและหวาดผวา
ไม่นานนัก สองยอดฝีมือเผ่าสมุทรก็ถูกวงล้อแสงนอกร่างกายของฉินหมิงครอบคลุม ธาตุทั้งห้าปั่นป่วน ท้ายที่สุดก็ถูกเขาสังหารเรียบ
ฉินหมิงมองไปที่เด็กสาวหูแมวที่บาดเจ็บสาหัส เอ่ยว่า "เจ้าไปบอกเทพธิดานะ ว่าข้าไม่ได้มีเจตนาลบหลู่นาง วันนี้ข้าถูกคนรังแก ก็เลยต้องสู้กลับ"
ในน้ำทะเล มีฉลามวิเศษ สัตว์ประหลาดทะเล ฯลฯ อยู่ไม่น้อย บางตัวก็หนีไปตั้งนานแล้ว ฉินหมิงไม่สามารถฆ่าปิดปากได้หมดหรอก ดังนั้นเขาจึงจงใจไว้ชีวิตสิ่งมีชีวิตเผ่าสมุทรที่มีตำแหน่งสักหน่อยเอาไว้
สาเหตุหลักก็คือ เด็กสาวหูแมวคนนี้ค่อนข้างเคารพยำเกรงเทพธิดา เคยคัดค้านไม่ให้หยุนซูเหยาเล่นงานตัวประหลาดคนที่สอง ดังนั้นฉินหมิงจึงไว้ชีวิตนาง
ส่วนเรื่องจะให้เป็นฝ่ายดำดิ่งลงไปในทะเลลึก เพื่อไปเข้าเฝ้าเทพธิดาท่านนั้นน่ะรึ? ฉินหมิงไม่ทำแบบนั้นแน่ๆ ทั้งหมดนี้ก็แค่ทำไปตามน้ำ เผื่อวันหน้าบังเอิญเจอกัน จะได้ไม่ถือว่าเขาเสียมารยาท วันนี้ก็ถือว่าปูทางไว้ล่วงหน้าแล้ว
เทพธิดาที่ถูกแช่แข็งมาตั้งแต่ยุคโบราณกาลจนถึงยุคนี้ ไม่ใช่ยอดฝีมือโบราณฟื้นคืนชีพ ก็ต้องเป็น "ดวงตะวันเจิดจรัส" ในยุคโบราณที่มีสุดยอดของวิเศษกำลังฟื้นฟูอาการบาดเจ็บอยู่
ฉินหมิงค่อนข้างหวาดระแวงนาง ตอนนี้เขาจะไม่ไปแหยมกับนางเด็ดขาด
จากนั้น เขาก็เลือกสรร "นำเข้าสินค้า" จากที่นี่ หอบเอา "อาหารทะเล" เหนือธรรมชาติกลับไปเพียบ เผลอๆ อาจจะนับว่าเป็นโอสถวารีด้วยซ้ำ
บนท้องฟ้ายามราตรีและในมหาสมุทร พวกโลงศพ เนินฝังศพ ทารก... ช่างแปลกประหลาดและน่าสะพรึงกลัวจริงๆ ทำให้ในใจรู้สึกกระสับกระส่ายอย่างรุนแรง
ฉินหมิงไม่ได้อยู่นาน รีบจากไปอย่างรวดเร็ว
"ขอบเขตใหญ่ที่สี่แล้ว เยี่ยโจว ข้ากลับมาแล้ว ศัตรูในอดีต คนที่คิดจะเล่นตุกติกกับข้าลับหลัง ถึงคราวที่พวกเจ้าต้องระมัดระวังตัวแล้วล่ะ"
. . . . . . . .
"เจ้าไปเจออะไรมาในซากปรักหักพังยามราตรี ทำไมถึงเอาอาหารทะเลเหนือธรรมชาติกลับมาเยอะขนาดนี้?"
ตรงทางออกถ้ำอาถรรพ์ปฐพีที่เชื่อมต่อกับซากปรักหักพังยามราตรี เหยาหรัวเซียน องค์หญิงสี่แห่งต้าอวี๋ที่พาคนมารออยู่ที่นี่ มีสีหน้าตกตะลึง
ดึกดื่นป่านนี้ ฉินหมิงถึงกับชวนพวกเขากินชาบูอาหารทะเล
จากนั้น นางก็เผยสีหน้าสงสัย เอ่ยว่า "นี่... ดูไม่เหมือนสิ่งมีชีวิตเผ่าสมุทรเลยนะ เนื้อขาวราวกับหยก ขาเรียวยาวมีหนาม..."
"เจ้าพูดถึงไอ้นั่นน่ะรึ ขาของอวี้หวงไงล่ะ" ฉินหมิงตอบกลับพร้อมรอยยิ้ม
"?!"