- หน้าแรก
- ราตรีนิรันดร์
- ฟรี บทที่ 395 ดวงตะวันเจิดจรัสถือกำเนิดบนพื้นโลก
ฟรี บทที่ 395 ดวงตะวันเจิดจรัสถือกำเนิดบนพื้นโลก
ฟรี บทที่ 395 ดวงตะวันเจิดจรัสถือกำเนิดบนพื้นโลก
บทที่ 395 ดวงตะวันเจิดจรัสถือกำเนิดบนพื้นโลก
"ทำไมถึงเกิดทัศนียภาพน่าอัศจรรย์แบบนี้ขึ้นมาได้ล่ะ?"
"หรือว่าในยุคสมัยนี้ 'ดวงตะวันเจิดจรัส' กำลังจะถือกำเนิดขึ้นบนพื้นโลก?"
ภายในเมืองดินเผาเกิดความโกลาหลวุ่นวายไปทั่ว แม้แต่บรรดาพวกระดับสูงยังตกตะลึง
ระฆังหยกแขวนลอยอยู่กลางอากาศ แสงเซียนห้าสีสว่างไสวเจิดจ้า สาดส่องทะลุหมอกราตรีมืดมิด เสียงระฆังดังกังวานก้องไปถึงสวรรค์ชั้นเก้า!
"เป็นไปไม่ได้ ต่อให้จะเป็นยุคทองที่มีอัจฉริยะเหนือคนถือกำเนิดขึ้นมามากมายราวกับหมู่ดาวทอแสงเจิดจรัส แต่สิ่งมีชีวิตระดับนั้นก็ไม่มีทางถือกำเนิดขึ้นบนพื้นโลกได้หรอก"
"แต่ความจริงมันก็ฟ้องอยู่ทนโท่ ระฆังหยกห้าสีดังกังวานถึงแปดครั้ง เสียงดังก้องกังวานใสแจ๋ว ถึงกับไปปลุกคนบนฟ้าให้ตื่นขึ้นมาแล้วนะ"
"บางทีอาจจะเกิดข้อผิดพลาดตรงขั้นตอนไหนสักแห่งก็ได้..."
บรรดาพวกระดับสูงแม้จะถกเถียงกันไปต่างๆ นานา แต่ก็รีบลงมือทันที พากันพุ่งพรวดเข้าไปในแดนเซียนห้าสี หวังจะตามหาต้นตอที่ทำให้เกิดทัศนียภาพศักดิ์สิทธิ์และน่าอัศจรรย์นี้
ฉินหมิงตกใจแทบสิ้นสติ เขาแค่เอามือไปแตะศิลาห้าสีตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด ทำการสั่นพ้องและหยั่งรู้ตามปกติ เมื่อเวลาผ่านไปก็เริ่มเข้าใจอะไรบางอย่าง คิดไม่ถึงเลยว่าจะไปกระตุ้นร่องรอยวิถีเต๋าให้ไหลทะลักย้อนกลับเข้ามาในร่าง
เรื่องนี้ย่อมส่งผลดีต่อการฝึกตนและการรู้แจ้งวิถีเต๋าอย่างแน่นอน แต่ทว่าความวุ่นวายมันใหญ่โตเกินไปแล้ว สั่นสะเทือนไปทั่วทั้งเมือง อักขระเวทแห่งวิถีเซียนกระจายอยู่เต็มท้องฟ้า
บนตัวของฉินหมิง ร่องรอยวิถีเต๋าเข้มข้นเริ่มจำแลงรูปลักษณ์ออกมา ก่อตัวเป็นลวดลายเส้นสาย ราวกับเถาวัลย์หรือโซ่ที่กำลังเลื้อยไหล พันเกี่ยวตัดสลับไปมาอยู่ในเลือดเนื้อของเขา
ในตอนแรก ฉินหมิงรู้สึกอบอุ่นไปทั้งตัว ราวกับกำลังได้รับการชำระล้าง
ทว่า ไม่นานนักเขาก็เริ่มรู้สึกไม่ชอบมาพากล นี่มันเหมือนกับถูกประทับตราเสียมากกว่า
ฉินหมิงใจสั่นสะท้าน รีบปล่อยมือทันที ไม่หลงใหลได้ปลื้มไปกับร่องรอยวิถีเต๋าลึกลับที่ไหลทะลักย้อนกลับเข้ามาในร่างกายอีกต่อไป และรีบตัดการเชื่อมต่อในทันที
อย่างไรก็ตาม เขาพบว่า 'โซ่วิถีเต๋า' ที่เปล่งประกายสว่างจ้าเหล่านี้ช่างเหนียวแน่นหนึบหนับราวกับเส้นเอ็นมังกร มันพันเกี่ยวอยู่ในเลือดเนื้อของเขาอย่างรวดเร็ว ยากที่จะตัดให้ขาดได้
ฉินหมิงบังเกิดลางสังหรณ์ไม่ดีขึ้นมา หรือว่านี่คือการถูกแทรกแซง? เขาถึงกับสลัดมันไม่หลุดเชียวหรือ!
"ต้องพึ่งเจ้าแล้วล่ะ!" เขางัดเอาเศษผ้าขี้ริ้วที่ถักทอจากโลหะประหลาดหลากชนิดออกมานาบลงบนศิลาห้าสี
เสียงดังกร๊อบ ราวกับโซ่เซียนถูกกระชากจนขาดสะบั้น ได้ยินชัดเจนเต็มสองหู!
ในที่สุดมือขวาของฉินหมิงก็หลุดพ้นจากศิลาห้าสี ซ้ำเศษผ้าขี้ริ้วผืนนั้นยังดูดกลืนแสงสีสันตระการตาที่อยู่ภายในศิลาห้าสีอย่างบ้าคลั่งราวกับวาฬดูดน้ำ ราวกับเป็นหลุมดำที่ไม่มีวันเต็ม
ในเวลานี้ ฉินหมิงได้ยินเสียงระฆังดังขึ้นสี่ครั้ง นี่คือความวุ่นวายที่เขาก่อขึ้น หากไม่ถูกเศษผ้าขี้ริ้วตัดการเชื่อมต่อเสียก่อน เสียงระฆังก็คงจะยังดังต่อไปเรื่อยๆ
ทว่า ดูเหมือนจะมีคนมารับช่วงต่อ เสียงระฆังดังกังวานใสแจ๋วถูก 'ผู้มาทีหลัง' เชื่อมต่อเอาไว้ เสียงที่ห้า... ดังต่อเนื่องไปจนถึงเสียงที่แปด
"นี่มัน..." เขาชำระล้างร่องรอยวิถีเต๋าที่ตกค้างอยู่ในร่างกายให้บริสุทธิ์ มองเห็นว่าพวกมันเหมือนกับรากไม้หรือโซ่ตรวนจริงๆ ตอนที่ถูกดึงออกมาจากเลือดเนื้อ แต่ละเส้นล้วนโปร่งแสง มองเห็นได้อย่างชัดเจน
เศษผ้าขี้ริ้วที่ปกติมักจะดูเงียบเหงาไร้ชีวิตชีวา ในเวลานี้กลับกวาดล้างทุกสิ่งทุกอย่างอย่างบ้าคลั่งดุจพายุพัดพาเมฆหมอก เปล่งประกายแสงสว่างจางๆ หมอกดำม้วนตัวเดือดพล่าน ดวงตะวันปรากฏขึ้นลางๆ นอกจากนี้ยังมีกรงเล็บยักษ์ข้างหนึ่งโผล่มาให้เห็นวับๆ แวมๆ
ศิลาห้าสีหม่นแสงลง ร่องรอยวิถีเต๋าที่อยู่ภายในดูเหมือนจะเหือดแห้งไปจนหมดสิ้น
"น่าจะพอแล้วล่ะ" ฉินหมิงลองเก็บมันกลับมา แทบไม่ต้องออกแรงเลย การเชื่อมต่อกับศิลาห้าสีก็ขาดสะบั้นลง
เศษผ้าขี้ริ้วกลับมาดูธรรมดาไร้ความโดดเด่น เงียบสงบลงอีกครั้ง
ฉินหมิงรู้ 'นิสัย' ของมันดี ทุกครั้งที่มันตื่นขึ้นมา ล้วนเป็นเพราะได้เจอกับพลังศักดิ์สิทธิ์หรือร่องรอยวิถีเต๋า ไม่อย่างนั้นก็ดูไม่ออกเลยจริงๆ ว่ามันมีความพิเศษตรงไหน
ทางฝั่งเขาสงบราบคาบแล้ว แต่ทว่า ภายในเมืองดินเผากลับเกิดความวุ่นวายครั้งใหญ่!
หลังจากเศษผ้าขี้ริ้วดูดกลืนร่องรอยวิถีเต๋าเข้าไปจนหมด เสียงระฆังก็ดังขึ้นแปดครั้ง ภายในห้วงมิติหมอกเซียนห้าสี แผ่นหินและศิลาหยกทั้งหมดก็หม่นแสงลง ราวกับภาพวาดสีสันตระการตาที่สีลอกจางหายไป กลายเป็นเพียงภาพขาวดำ
ในเวลานี้ ลึกเข้าไปในจวนเซียนปฐพี ยอดอัจฉริยะวัยเยาว์บางคนร่างกายสั่นสะท้าน รู้สึกได้ว่าร่องรอยวิถีเต๋าที่ไหลเข้ามาในร่างกายถูกตัดขาดไปแล้ว
มู่ชิงเหอพุ่งพรวดเข้าไปในโลกหมอกเซียนห้าสี เพื่อตรวจสอบสภาพของเด็กหนุ่มที่นางเป็นคนออกมารับหน้าด้วยตัวเอง
ทว่า นี่คือห้วงมิติห้าชั้น ต่อให้นางอยากจะยื่นมือเข้ามาแทรกแซงกลางคัน หรือบุกทะลวงเข้าไปใกล้ๆ ก็ยังติดขัดไม่ราบรื่นนัก ทำให้ต้องเสียเวลาไปบ้าง
"พวกเจ้ารู้สึกยังไงบ้าง?" นางตะโกนถามเสียงดัง ไล่ตามหาเด็กหนุ่มตามจุดต่างๆ ทีละคน
เมืองดินเผา เกิดความโกลาหลครั้งใหญ่!
บรรดาพวกระดับสูงพากันแห่เข้าไปในหมอกเซียนห้าสี ทว่า กลับพบว่าแผ่นหินทั้งหมดสีลอกจางหายไปหมดแล้ว ทำเอาพวกเขาตกใจกลัวจนแทบสิ้นสติ
ฉินหมิงได้ยินเสียงเอะอะโวยวายดังมาจากข้างนอก จึงรีบเดินตามฝูงชนถอยออกไปอย่างเนียนๆ
"เกิดอะไรขึ้น?" เขาเอ่ยถามคนรอบข้าง
"ไม่รู้สิ ข้ากำลังนั่งสมาธิหยั่งรู้ บังเอิญไปสั่นพ้องเข้ากับร่องรอยวิถีเต๋าเข้าพอดี แต่จู่ๆ แผ่นหินก็สีลอกจางหายไปซะงั้น ราวกับกระแสพลังศักดิ์สิทธิ์บนสวรรค์ชั้นเก้าลดระดับลงอย่างรวดเร็ว จู่ๆ ก็หายวับไปกับตาเลย"
บรรดาคนหนุ่มสาวต่างก็หน้าตาตื่น งุนงงเป็นไก่ตาแตก ไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่
ผู้คนแห่แหนกันออกมายืนอออยู่บนถนน ระฆังหยกที่ลอยอยู่เหนือเมืองดินเผาค่อยๆ เลือนหายไป ทว่าอักขระเวทแห่งวิถีเซียนที่อัดแน่นอยู่เต็มท้องฟ้ากลับยังคงสว่างไสวเจิดจ้า สาดส่องท้องฟ้ายามค่ำคืนจนสว่างโร่
บนถนนสายหลัก เกาฉานในชุดดำไม่หลงเหลือความสงบเยือกเย็นเหมือนอย่างเคย หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงอย่างรุนแรง พึมพำกับตัวเองว่า "ระฆังดังแปดครั้ง นี่มันต้องมีรากฐานที่ลึกล้ำขนาดไหนกัน หรือว่าจะมียอดอัจฉริยะระดับแปดทิวาซ้อนทับถือกำเนิดขึ้นมา?"
ไม่นานนัก ข่าวลือต่างๆ ก็เริ่มแพร่สะพัดออกไป สร้างความฮือฮาไปทั่วทั้งเมือง
"ระฆังดังแปดครั้ง เทียบเท่ากับศักยภาพระดับขอบเขตที่แปด นั่นมันพรสวรรค์ระดับเซียนสวรรค์เลยนะ!"
"ไม่ใช่สิ ร้ายกาจกว่าเซียนสวรรค์เสียอีก ยอดอัจฉริยะระดับแปดทิวาซ้อนทับไม่จำเป็นต้องบรรลุเป็นเซียน ไม่ต้องเปลี่ยนแปลงรูปแบบสิ่งมีชีวิตของตัวเอง แค่เดินต่อไปบนเส้นทางสายเดิม ขีดจำกัดสูงสุดก็จะไม่ถูกปิดตายอีกต่อไป!"
เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง เมืองดินเผาเดือดพล่าน
ไม่มีใครคาดคิดเลยว่า ในหมู่พวกเขาจะมีบุคคลระดับนี้ซุกซ่อนอยู่
"การที่ถูกตรวจพบว่ามีพรสวรรค์ระดับนี้ตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่น เป็นลางบอกเหตุว่าอนาคตของเขานั้นมีเส้นทางให้ก้าวเดินไปได้อย่างไร้ขีดจำกัด เพราะเมื่อระดับพลังเพิ่มพูนขึ้น บางทีเขาอาจจะยังสามารถเปลี่ยนแปลงรากฐานกระดูกของตัวเอง หรือยกระดับพรสวรรค์แต่กำเนิดให้สูงขึ้นไปอีกได้ คนแบบนี้มีศักยภาพไร้ขีดจำกัด ต่อให้อยู่บนสวรรค์ ก็ยังถูกยกย่องให้เป็น 'ดวงตะวันเจิดจรัส'"
พวกระดับสูงในเมืองดินเผาถึงกับอึ้งกิมกี่ไปตามๆ กัน ส่วนผู้คนที่อยู่รอบกายพวกเขาก็ยิ่งวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างดุเดือด พอข่าวลือแบบนี้แพร่ออกไป ย่อมต้องสร้างแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่อย่างแน่นอน
อัจฉริยะวัยเยาว์หลายคนเพิ่งจะเคยได้ยินเรื่องนี้เป็นครั้งแรก ว่าในอนาคตจะมีดาวฤกษ์ดวงใหญ่ส่องสว่างเจิดจรัส รวมถึงจะมีคนที่โดดเด่นเหนือใครราวกับหมู่ดาวล้อมเดือน ซ้ำยังมีสิ่งที่เรียกว่าดวงตะวันเจิดจรัสลอยเด่นอยู่กลางนภาอีกด้วย
ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขายังได้รับรู้อีกว่า คราวนี้ดูเหมือนจะฉีกกฎเกณฑ์เดิมๆ ทิ้งไปหมดแล้ว บนพื้นโลกถึงกับมีอัจฉริยะระดับ "ดวงตะวันเจิดจรัส" โผล่มาให้เห็นด้วย
"หรือว่าข้าจะเผลอไปกระตุ้นทัศนียภาพน่าอัศจรรย์เข้าโดยไม่รู้ตัว จนไปปลุกสิ่งมีชีวิตบนสวรรค์ให้ตื่นขึ้นมากันนะ?" มีคนพูดติดตลก
อักขระเวทแห่งวิถีเซียนบนท้องฟ้าดับวูบลง ในที่สุดเมืองดินเผาก็กลับเข้าสู่สภาวะปกติ
เซียนปฐพีมู่ชิงเหอเหินเวหาขึ้นสู่ท้องฟ้า ก้มลงมองเมืองทั้งเมือง จับตาดูลมพัดหญ้าไหวอย่างใกล้ชิด
ในขณะเดียวกัน บนท้องฟ้ายามค่ำคืนมืดมิดที่กลับมาเงียบสงบอีกครั้ง จู่ๆ ก็มีแสงสายรุ้งเบ่งบาน ชั้นเมฆปริแตก ลำแสงสายหนึ่งพุ่งดิ่งลงมา ร่วงหล่นลงสู่เมืองดินเผา
ยิ่งไปกว่านั้น ตลอดเส้นทางที่ลำแสงพาดผ่าน ยังพกพาละอองแสงจำนวนมหาศาลร่วงหล่นลงมาด้วย ซ้ำยังมีกลีบดอกไม้ที่ส่งกลิ่นหอมกรุ่นโปรยปรายลงมาอย่างต่อเนื่อง ทัศนียภาพช่างดูศักดิ์สิทธิ์และสงบสุขยิ่งนัก
"คนบนฟ้าจุติลงมาแล้ว!" เสียงร้องอุทานดังระงมไปทั่วเมืองดินเผา
บรรดาพวกระดับสูงเป็นฝ่ายออกไปต้อนรับด้วยตัวเอง โค้งคำนับทำความเคารพบุคคลผู้นั้นอย่างนอบน้อม
"คารวะท่านทูตสวรรค์!"
ต่อให้เป็นมู่ชิงเหอ ก็ยังไม่กล้าทำตัวหยิ่งยโสโอหัง
บนท้องฟ้ายามค่ำคืนเหนือเมืองดินเผา ฝนดอกไม้โปรยปราย แสงเซียนเหินเวหาลอยอวล ร่างนั้นถูกห่อหุ้มด้วยโซ่ตรวนแห่งกฎเกณฑ์สวรรค์หนาแน่น มีร่องรอยวิถีเต๋าไหลเวียน ดูสง่างามหลุดพ้นจากโลกโลกีย์จนสุดจะบรรยาย
สิ่งมีชีวิตระดับเซียนปฐพีขั้นสมบูรณ์ตนหนึ่ง เดินทางลงมาจากสวรรค์ชั้นเก้า
ในยุคสมัยที่ไร้ซึ่งเทพสวรรค์และเซียนสวรรค์ นี่ก็คือยอดฝีมือระดับสูงสุดแล้ว!
"ที่แห่งนี้มีดวงตะวันเจิดจรัสถือกำเนิดขึ้นมางั้นรึ?" สิ่งมีชีวิตท่ามกลางละอองแสงสว่างไสวเจิดจ้า ชายเสื้อพลิ้วไหว ดูเลือนราง คาดเดาได้ว่าเป็นชายหนุ่มผู้มีบุคลิกน่าเกรงขาม ยังคงรักษารูปลักษณ์ของมนุษย์เอาไว้
"ตามข้ามาสิ" มู่ชิงเหอเป็นคนนำทางด้วยตัวเอง พาเขาไปดูศิลาห้าสีเหล่านั้น
"สีลอกจางหายไปหมดแล้ว ร่องรอยวิถีเต๋าเหือดแห้งไปจนหมด นี่มัน... เป็นไปได้ยังไง!" โจวเหยี่ยน ทูตเซียนปฐพีที่มาจากสวรรค์ถึงกับตกตะลึง
จากนั้น เขาก็หยิบธงผืนเล็กที่สว่างจ้าดุจดวงตะวันเจิดจรัสออกมา สะบัดผ่านศิลาห้าสีเบาๆ ราวกับกำลังสกัดรอยประทับ เพื่อค้นหาความจริง
"ระฆังดังแปดครั้ง มีคนสั่นระฆัง พิจารณาจากการสั่นพ้องของสี่ครั้งแรก ถือว่าหนักแน่นและทรงพลังมาก คนผู้นี้เพียงคนเดียวก็อาจจะสั่นระฆังได้ถึงแปดครั้ง ไม่ได้ด้อยไปกว่าดวงตะวันเจิดจรัสบนสวรรค์เลย!"
โจวเหยี่ยนพกพาสุดยอดของวิเศษในระดับเซียนปฐพีติดตัวมาด้วย อาศัยธงผืนเล็กเพื่อดักจับร่องรอยวิถีเต๋าไม่ธรรมดาที่หลงเหลืออยู่ ทว่าท้ายที่สุด ในตอนที่กำลังสืบหาต้นตอ กลับคว้าน้ำเหลว
"ไม่ใช่ว่าเกิดข้อผิดพลาดตรงขั้นตอนไหน แต่บนพื้นโลกมีเด็กหนุ่มที่สามารถทัดเทียมกับดวงตะวันเจิดจรัสถือกำเนิดขึ้นมาจริงๆ งั้นรึ?" กลุ่มคนที่ตามมาด้วยต่างก็ตกตะลึงกันถ้วนหน้า
โจวเหยี่ยนพยักหน้าด้วยสีหน้าเคร่งเครียด เอ่ยว่า "มีร่องรอยบ่งชี้ว่า น่าจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ"
"นี่มันฟ้าดินพลิกตลบ สวรรค์เบื้องบนกำลังจะกลับตาลปัตรงั้นรึ?"
ภายในเมืองดินเผา เดิมทีก็มีคนบนฟ้าอยู่บ้างแล้ว พวกเขารู้ตื้นลึกหนาบางดี พอได้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดนี้กับตา ก็รู้สึกตื่นตระหนกตกใจสุดๆ อย่างเช่นคนของขุมกำลังยักษ์ใหญ่อย่างวังอมตะและวิหารจักจั่น
"เมืองอวี้จิงลึกล้ำยากจะหยั่งถึง เดิมทีก็กลับตาลปัตรอยู่แล้ว!" มีคนกระซิบแผ่วเบา
ในเวลานี้ มู่ชิงเหอมีสีหน้าเคร่งเครียด เอ่ยถาม "ทำไมถึงสืบหาต้นตอไม่ได้ล่ะ?"
โจวเหยี่ยนมีสีหน้าหนักอึ้ง เอ่ยตอบ "มีความเป็นไปได้สูงมากที่จะถูกอำนาจภายนอกแทรกแซง"
มู่ชิงเหอเอ่ยถาม "ใครมันจะไปกล้า? หรือว่าจะเป็นสิ่งมีชีวิตระดับเซียนปฐพีขั้นสมบูรณ์ที่อยู่นอกเยี่ยโจว ภายในรัศมีแสงของเมืองอวี้จิง ที่เริ่มรู้สึกไม่พอใจกับสถานการณ์ในปัจจุบันขึ้นมา"
โจวเหยี่ยนลอบส่งเสียงทางจิต เอ่ยว่า "เจ้าลืมไปแล้วรึ ในปีนั้นเคยมีเซียนสวรรค์และเทพสวรรค์หลบหนีออกจากเมืองอวี้จิงมานะ!"
ตอนที่พูดประโยคเหล่านี้ออกมา ร่างกายของเขาก็เกร็งเขม็ง ภายในใจรู้สึกประหม่าอยู่บ้าง ลอบระแวดระวังภัยอยู่เงียบๆ
มู่ชิงเหอชะงักไปครู่หนึ่ง เอ่ยว่า "ตามหลักการแล้ว จุดจบของพวกเขาคงไม่ค่อยสวยนักหรอก ต่อให้ยังมีชีวิตอยู่ ก็คงเอาตัวเองไม่รอดแล้วล่ะมั้ง? ดีไม่ดีอาจจะตายอย่างอนาถบนพื้นโลกไปแล้วก็ได้!"
โจวเหยี่ยนส่ายหน้า เอ่ยว่า "อูฐผอมก็ยังตัวใหญ่กว่าม้า ทุกอย่างเป็นไปได้ทั้งนั้นแหละ"
จากนั้น เขาก็ยืนตระหง่านอยู่กลางท้องฟ้ายามค่ำคืน ก้มลงมองเมืองดินเผา หลังจากกวาดสายตามองไปรอบๆ ก็หันไปเอ่ยกับมู่ชิงเหอว่า "เจ้าจัดการสะสางเรื่องราวที่นี่ก็แล้วกัน ข้าต้องกลับไปแล้วล่ะ เรื่องนี้ผลกระทบไม่ใช่น้อยๆ ต้องรีบกลับไปรายงานพวกตาเฒ่าให้รับรู้"
มู่ชิงเหอพูดไม่ออก นี่เขารีบกลับไปรายงาน หรือว่ากลัวกันแน่ กลัวว่าแถวๆ นี้จะมีเซียนสวรรค์ที่แก่หง่อมใกล้ตายซ่อนตัวอยู่รึ?
คราวนี้ ไม่มีกลีบดอกไม้โปรยปราย ไม่มีแสงสว่างเจิดจรัสหมื่นสาย มีเพียงร่างเรืองแสงร่างหนึ่ง ฉีกกระชากม่านราตรีมืดมิด แล้วหายลับไปอย่างรวดเร็ว
ดวงตางามของซูม่อหรั่นสาดประกายแสงเซียน นางเพิ่งจะได้สติกลับมาจากอาการเหม่อลอย นางกับเกาฉานล้วนมาจากบนสวรรค์ หลังจากได้เห็นและรับฟังเรื่องราวทั้งหมดนี้ ก็รู้สึกเหลือเชื่อเอามากๆ
"บนพื้นโลกก็สามารถให้กำเนิดดวงตะวันเจิดจรัสได้ จะเป็นใครกัน?!" ภายในใจของนางรู้สึกสั่นสะท้านอย่างรุนแรง
ไม่ว่าจะเป็นคนบนฟ้าที่มาพักอาศัยอยู่ที่นี่ชั่วคราว หรือพวกระดับสูงในเมืองดินเผา ต่างก็ติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดมาตั้งแต่ต้น พอได้รับรู้รายละเอียดลึกซึ้ง จิตใจก็ยิ่งว้าวุ่นไม่สงบ
มู่ชิงเหอเรียกตัวจินผูถี, เผยชิงอู๋, เจียงหรั่น และคนอื่นๆ ที่นางหมายตาเอาไว้มาพบ เพื่อสอบถามและตรวจสอบสภาพของพวกเขาอย่างละเอียด
"ข้าคิดว่า ข้านี่แหละที่เป็นคนสั่นระฆังหยกห้าสี!" ในหมู่ยอดอัจฉริยะวัยเยาว์เหล่านี้ มีคนหนึ่งที่มั่นใจในตัวเองสูงมาก
บางคนก็รู้สึกเสียวสันหลังวาบ เพราะว่า สั่นพ้องได้สำเร็จจริงๆ ซ้ำยังรู้สึกได้ว่ามี 'โซ่วิถีเต๋า' เลื้อยไหลเข้ามาในร่างกาย แต่ทว่าประสบการณ์ในตอนนั้นมันไม่ได้สวยงามน่าอภิรมย์อะไรนัก โชคยังดีที่สุดท้ายร่องรอยวิถีเต๋าที่ไหลทะลักย้อนกลับมาก็ได้สลายหายไปจนหมดสิ้น
นิ้วมือของมู่ชิงเหอเปล่งประกายแสงสว่าง ลูบไล้ผ่านร่างของเด็กหนุ่มสาวเหล่านี้เบาๆ
ผลคือ นางเพิ่งจะสัมผัสโดนตัวฉุนหยางจื่อ ก็เห็นว่าบนผิวหนังของเขามีปราณสายเลือดสีทองพวยพุ่งออกมาเป็นสายๆ ชายชราท่าทางน่าเกรงขามคนหนึ่งปรากฏกายขึ้น
"เซียนปฐพีหน้าไหน ริอ่านจะมาปองร้ายลูกหลานของข้า?"
"เซียนปฐพีคุ้มครองเรอะ?" มู่ชิงเหอตระหนักได้ทันทีว่า ฉุนหยางจื่อผู้นี้คงจะได้รับความสำคัญจากเซียนปฐพีในตระกูลมาก ถึงได้ร่ายเคล็ดวิชาล้ำเลิศคุ้มครองเอาไว้
และเมื่อนางสัมผัสโดนตัวเซียวจิ้นเหยี่ย มือหยาบกร้านขนาดยักษ์ข้างหนึ่งก็โผล่พรวดขึ้นมากะทันหัน หมายจะคว้าคอหอยขาวผ่องของนาง!
"ซี้ดดด!" มู่ชิงเหอสูดหมอกราตรีเข้าปอดลึก รีบถอยกรูดออกมาอย่างรวดเร็ว และหยุดมือลงในทันที
ตามคำร่ำลือ เทพเถื่อนเฒ่าที่อยู่ลึกเข้าไปในดินแดนรกร้างทางตอนเหนือ อย่างน้อยก็ต้องอยู่ในระดับเซียนปฐพีขั้นสมบูรณ์ สมคำร่ำลือจริงๆ!
หลังจากมู่ชิงเหอตรวจสอบดูคร่าวๆ ก็ยอมถอดใจ ไม่กล้าใช้ไม้แข็งกับเด็กหนุ่มสาวกลุ่มนี้
ที่จริง ภายในใจของนางรู้สึกสั่นสะท้านอย่างหนัก เด็กหนุ่มสาวเหล่านี้แต่ละคนล้วนมีเบื้องหลังที่ไม่ธรรมดา แต่ละคนล้วนรับมือยาก ในสายเลือดของบางคนมีแสงแห่งเซียนปฐพีคอยคุ้มครองอยู่ ซ้ำยังมีบางคนที่ครอบครองชุดเกราะลึกลับที่ทำเอาแม้แต่เซียนปฐพียังต้องตาร้อนผ่าว สามารถป้องกันตัวเองได้โดยธรรมชาติ!
"ผู้ที่มีศักยภาพไร้ขีดจำกัด ไม่จำเป็นต้องปิดบังหรอกนะ เมื่อก้าวเข้าสู่เมืองบนท้องฟ้าแห่งนั้นได้เมื่อไหร่ ยิ่งมีพรสวรรค์สูงส่ง ก็จะยิ่งได้รับผลประโยชน์มากมายมหาศาล จะได้รับการฟูมฟักสั่งสอนเป็นพิเศษ"
มู่ชิงเหอบอกให้ฟังว่า ภายในศิลาห้าสีนั้นมีวาสนาซุกซ่อนอยู่ หากได้รับการยอมรับจากมัน ก็เท่ากับว่าได้รับตำแหน่งเซียนสวรรค์ จะได้รับการชำระล้างและหล่อหลอมจากโซ่วิถีเต๋า
จากนั้น นางก็เรียกดู 'กระจกส่องฟ้า' ที่แขวนลอยอยู่เหนือเมืองดินเผา อยากจะดูว่ามันสามารถบันทึกภาพเหตุการณ์ที่เป็นประโยชน์เอาไว้ได้บ้างหรือไม่
ครู่ต่อมา มู่ชิงเหอก็มีสีหน้าเคร่งเครียด ค้นพบเบาะแสเข้าจริงๆ หลังจากระฆังหยกห้าสีในเมืองดินเผาดังขึ้นแปดครั้งติดต่อกัน ก็มีเงาร่างเลือนรางสามสาย ทยอยกันเดินจากไป
"หรือว่า 'ดวงตะวันเจิดจรัส' จะปะปนอยู่ในหมู่อัจฉริยะทั่วไป และหลบหนีไปแล้ว?" นางสั่งการให้ลูกน้องออกไปสืบสวนหาความจริง ส่วนตัวเองไม่กล้าขยับตัว
นางรู้สึกหวาดระแวง กลัวว่าเบื้องหลังของดวงตะวันเจิดจรัสนั้น จะมีเซียนสวรรค์แก่หง่อมใกล้ตายคอยหนุนหลังอยู่!
เห็นได้ชัดว่า คนที่นางส่งออกไป ย่อมคว้าน้ำเหลวกลับมา
ภายในวันนั้น ข่าวลือสารพัดรูปแบบแพร่สะพัดไปทั่วเมืองดินเผา ทำเอาผู้คนที่ได้ฟังต่างก็ตกตะลึงจนอ้าปากค้าง
ฉินหมิงพอจะปะติดปะต่อเรื่องราวและเข้าใจสถานการณ์ได้แล้ว ภายในใจรู้สึกไม่สงบเอาเสียเลย
ร่องรอยวิถีเต๋าในศิลาหยกห้าสีนั่น เขาไม่ได้รู้สึกเสียดายเลยสักนิด ไอ้การชำระล้างหรือการหล่อหลอมอะไรนั่น เขาไม่อยากจะไปยุ่งเกี่ยวด้วยเลย
เขาไม่มีวันลืมหรอกนะ ว่าตาเฒ่าหลิวหนีตายออกมาจากเมืองอวี้จิงได้ยังไง
ในครั้งนี้ เขาแค่อยากจะมากอบโกยผลประโยชน์ เสาะหาวาสนา ไม่ได้คิดจะถลำลึกเลยสักนิด แต่ผลสุดท้ายก็เกือบจะถูกดึงเข้าไปพัวพันกับ 'เหตุการณ์ดวงตะวันเจิดจรัส' เข้าจนได้
"พวกเจ้าลองเดาดูสิ ว่าใครกันที่สามารถทำให้ระฆังห้าสีดังขึ้นมาได้?" ฉินหมิงเอ่ยถาม
"พี่สาวข้าไงล่ะ!" ไป๋เหมิงมั่นใจในตัวถังอวี่ฉางสุดๆ
อู๋เย่าจู้เอ่ยว่า "พี่หมิง คนที่ชื่อ 'หยวน(元)' คนนั้น จะเป็น 'หยวน(猿 - ลิง)' หรือเปล่านะ? คนที่หลอมวานรใจสำเร็จน่ะ ต้องแข็งแกร่งดุดันสุดๆ แน่"
เซี่ยงอี้อู่เอ่ย "คนที่หลอมวานรใจคนนั้น มีความเป็นไปได้สูงมากที่จะอยู่ในเมืองดินเผานี้แหละ แต่ว่า ถ้าใช้ชื่อที่ออกเสียงเหมือนกัน มันจะไม่ชัดเจนเกินไปหน่อยหรือ?"
. . . . . . . .
กลางท้องฟ้ายามค่ำคืน ลำแสงพุ่งกระฉูด หมอกราตรีระเบิดกระจาย เมฆมงคลหลายก้อนทยอยกันร่วงหล่นลงมา คนบนฟ้าลงมาอีกแล้ว ซ้ำจำนวนก็ไม่ใช่น้อยๆ มีทั้งคนแก่และคนหนุ่มสาว โดยมีเซียนปฐพีสองคนเป็นผู้นำทัพ
เห็นได้ชัดเลยว่า พวกเขาให้ความสำคัญกับอัจฉริยะวัยเยาว์ในเมืองดินเผาเป็นอย่างมาก คิดว่ามีต้นกล้าชั้นดีถือกำเนิดขึ้นมา จึงอยากจะพาขึ้นไปบนสวรรค์ให้หมด
ภายในวันนั้น มีเซียนปฐพีเหินเวหาเดินทางมาถึงเขตนอกเยี่ยโจว!
ก่อนหน้านี้ตั้งนานแล้ว มู่ชิงเหอเคยส่งคำเชิญไปยังเซียนปฐพีจากต่างแดน ให้มาร่วมพูดคุยกันที่เมืองดินเผา ทว่าวันนี้กลับมียอดฝีมือระดับสูงหลายคนตบเท้าเดินทางมาพร้อมกัน
"ทำไมถึงได้มากันในเวลานี้ล่ะ?" ไม่ว่าจะเป็นมู่ชิงเหอ หรือแม้แต่ทูตสวรรค์เองต่างก็คิ้วขมวดมุ่น
. . . . . . . .
หลิวม่อนั่งอยู่ใต้ต้นไม้ขาวดำ กำลังลูบหัวหมา พลางเอ่ย "เจ้าหมาเอ๊ย ข้ารู้สึกว่าตัวเองชักจะทนไม่ไหวแล้วล่ะ ถ้าข้าตายก่อนเจ้า เจ้ากะจะเอาข้าไปฝังไว้ที่ไหนล่ะ?"
หมาป่าสีเหลืองตัวใหญ่ขนลุกชันไปทั้งตัว หวาดผวาจนตัวสั่น
"เป็นไปไม่ได้หรอกน่า ท่านผู้อาวุโสไม่มีทางตายหรอก!" มันไม่อยากจะทนทรมานมาตั้งห้าร้อยปี แล้วสุดท้ายก็ต้องกลับไปเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง เผชิญกับความยากลำบากแสนสาหัสอีกรอบหรอกนะ
ในระยะเวลาห้าร้อยปีมานี้ มันเคยดับสูญมาแล้ว เคยเลอะเลือนมาแล้ว เลือดเทพในกายเคยไหลจนแห้งเหือดมาแล้ว เรียกได้ว่าเป็นตำนานแห่งเลือดและน้ำตาของแท้
"ช่วงนี้ พอข้าหลับไป ก็มักจะรู้สึกสลึมสลือ ในความฝันก็รู้สึกคับแค้นใจสุดๆ มีสัตว์ประหลาดใกล้ตายสองตัว คิดจะเอาข้าไปทำโอสถบำรุง ทุกครั้งที่ฝัน ข้าโกรธเป็นฟืนเป็นไฟเลยล่ะ"
หมาป่าสีเหลืองตัวใหญ่พยายามเกลี้ยกล่อม "เจ้านายใจเย็นๆ ก่อนนะ โกรธไปก็เสียสุขภาพเปล่าๆ อดทนอีกสักไม่กี่ปี ท่านก็จะบรรลุถึงขั้นสมบูรณ์แล้วนะ"
"เกรงว่าจะทนไม่ไหวแล้วล่ะสิ เจ้าช่วยเอาพัสดุไปส่งให้ข้าหน่อยสิ เอาไปให้ไอ้พวกตาเฒ่าที่ชอบขุดรูพวกนั้นน่ะ ลองถามพวกมันดูสิว่า กล้าไปขุดรังของเทพระดับสูงดูไหม มีความเสี่ยงอยู่บ้าง แต่ผลตอบแทนก็ไม่ใช่น้อยๆ เลยนะ"
. . . . . . . .
เทพหมาเซียนกระบี่ออกเดินทาง สายลมและอสนีบาตพัดกระหน่ำ มันเหินเวหาข้ามผ่านท้องฟ้ายามค่ำคืน
ท้ายที่สุด มันก็ร่อนลงที่นอกเมืองดินเผา ลอบเข้าไปหาบรรดาปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งที่กำลัง 'ก่อสร้างขนานใหญ่' อยู่อย่างเงียบเชียบ
"เทพแห่งสัตว์ป่า เจ้าไม่ได้โดนถลกหนังไปแล้วรึ? ไหงยังไม่ตายอีกล่ะ!" เฮ่อเหลียนเฉิงอวิ๋นพอได้เห็นมันเข้า สีหน้าก็เปลี่ยนไปทันที รีบคว้าเอาลูกศรหักออกมาถือไว้ในมือ
"นี่เจ้าพูดจาภาษาคนเป็นไหมเนี่ย? เอ้า ข้าเอาพิกัดมาส่งให้ สถานที่แห่งนั้นอาจจะมีเทพเจ้าระดับสูงใกล้ตายซ่อนตัวอยู่ตั้งสององค์ พวกเจ้ากล้าไปขุดไหมล่ะ?"
. . . . . . . .
ในเมืองดินเผา ผู้คนมากมายต่างแหงนหน้ามองขึ้นไปบนท้องฟ้า มองออกไปนอกเมือง ที่แห่งนั้นมีแสงเทพน่าพิศวงสาดกระเพื่อม แผ่ขยายมุ่งหน้ามายังเมืองดินเผา
"ไอ้พวกตาเฒ่ากลุ่มนี้ขยันขันแข็งกันจริงๆ แฮะ ขุดหลุมเสร็จไปอีกรูแล้ว!"
"ไม่น่าใช่นะ ลำแสงที่ไหลเวียนอยู่นั่นมันไม่ได้เข้มข้นเลย ทว่าทำไมข้าถึงรู้สึกเหมือนมันแฝงไปด้วยร่องรอยวิถีเต๋าลึกลับที่ดูอันตรายชอบกล ราวกับสัตว์ประหลาดแก่หง่อมใกล้ตาย ที่กำลังแผ่ซ่านกลิ่นอายแห่งความเสื่อมสลายออกมางั้นแหละ!"
"มารดามันเถอะ! นั่นมัน... เซียนสวรรค์ใกล้ตายกำลังฟื้นคืนชีพขึ้นมา!"