เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ฟรี บทที่ 390 ผู้ถูกเลือกจากสวรรค์

ฟรี บทที่ 390 ผู้ถูกเลือกจากสวรรค์

ฟรี บทที่ 390 ผู้ถูกเลือกจากสวรรค์


บทที่ 390 ผู้ถูกเลือกจากสวรรค์

"จักจั่นต้าเหลยอินบินโฉบผ่าน" ไป๋เหมิงเปล่งประกายแสงสีทองออกมาจากดวงตา จ้องเขม็งไปยังลำแสงที่บริเวณสุดปลายเส้นขอบฟ้า

'คัมภีร์เทพจักจั่น' มีคนน้อยนักที่จะฝึกฝนจนสำเร็จ แต่ไป๋เหมิงก็คือหนึ่งในนั้น ยิ่งไปกว่านั้น เขายังเคยเสียเปรียบอย่างหนักบนเส้นทางสายนี้มาแล้วด้วย จึงจำฝังใจไม่มีวันลืม

"ท่านพี่ หมอนั่นเหมือนมากจริงๆ นะ!" ไป๋เหมิงมีปฏิกิริยาตอบสนองอย่างรุนแรง ในตอนนั้นที่วัดต้าเหลยอิน นอกจากเขาจะถูกไอ้เด็กหนุ่มชุดดำจมูกโตหูกางนั่นแย่งชิงสระเจ็ดสมบัติไปแล้ว ยังโดนด่าว่าเป็นหมูอีกต่างหาก แถมอีกฝ่ายยังหักดั้งจมูกโด่งเป็นสันสวยงามของเขา ซ้ำยังกระชากใบหูอวบอิ่มมีสง่าราศีของเขาจนฉีกขาดอีกด้วย

ถังอวี่ฉางในชุดกระโปรงสีแดงปลิวไสว พลังของนางลึกล้ำยากจะหยั่งถึง นางถึงกับใช้วิชาย่นระยะทาง พุ่งพรวดเข้าไปประชิดตัวเทพจักจั่นที่กำลังบินโฉบผ่านไปอย่างรวดเร็ว

"เกา..." นางเอ่ยเรียกชื่อออกมาคำหนึ่งด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย

เดิมที นางตั้งใจจะตะโกนว่า "เกาปู้เข่อพาน (สูงส่งจนมิอาจเอื้อมถึง)" ทว่าในชั่วพริบตา นางก็กลืนคำที่เหลือลงคอไปเสียก่อน

เกาฉานในชุดดำ แขนเสื้อปลิวไสว ราวกับเทพจักจั่นเหินเวหา ทะยานฝ่าหมอกราตรี ทุกครั้งที่เขาทิ้งน้ำหนักยืมพลังจากพื้นดิน ก็สามารถดีดตัวพุ่งทะยานออกไปได้ไกลลิบ

จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงคนร้องเรียกเบาๆ ทีแรกเขาก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรนัก เพราะด้วยฐานะอย่างเขา พอเดินออกจากเมืองดินเผา ย่อมต้องมีคนมากมายแห่กันเข้ามาประจบสอพลออยู่แล้ว

แต่ถึงกระนั้น เขาก็ยังเผลอหันขวับกลับไปมองโดยสัญชาตญาณ จากนั้น สายตาของเขาก็ไม่อาจละไปจากภาพเบื้องหน้าได้อีกเลย ซ้ำยังทอประกายเจิดจ้า หญิงสาวผู้นั้นเจิดจรัสราวกับดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ที่ลอยเด่นอยู่กลางนภา ชุดกระโปรงสีแดงพลิ้วไหว ราวกับเทพธิดาจากสรวงสวรรค์กำลังเหินเวหา

เขาประหลาดใจจริงๆ คิดไม่ถึงเลยว่าจะได้พานพบกับโฉมงามสะท้านปฐพีเช่นนี้

มีหญิงสาวหลายคนที่สวมชุดสีแดงแล้วดูไม่จืด ให้ความรู้สึกเหมือนแต่งหน้าจัดจ้านจนเกินงาม จนมักจะถูกคนค่อนขอดว่าดูเป็นพวกสวยแต่รูปจูบไม่หอม

ทว่า หญิงสาวผู้นี้กลับมีบุคลิกสง่างามโดดเด่น ชุดกระโปรงสีแดงชุดนั้นกลับถูกนางสวมใส่จนดูสูงส่งราวกับชุดเครื่องทรงของมเหสี นัยน์ตาดำขลับดุจน้ำหมึก เรือนผมสีดำสนิทหยักศกยาวสยายถึงบั้นเอวพลิ้วไหวไปตามสายลม ช่างงดงามหยดย้อยสะท้านปฐพีอย่างแท้จริง

เกาฉานหยุดฝีเท้าลงอย่างกะทันหัน ร่อนลงสู่พื้นดิน ความงดงามของหญิงสาวผู้นั้นช่างโดดเด่นสะดุดตาเกินไปแล้ว น่าทึ่งสุดๆ เขาจึงเผยรอยยิ้มเจิดจ้าตอบกลับไปในทันที

"บัดซบเอ๊ย มันถึงกับ... ยิ้มซะงั้น" สัตว์ร้ายสีขาวเริ่มมีน้ำโหขึ้นมาบ้างแล้ว

ช่วงหัวค่ำ ป่าเขาลำเนาไพรยังคงมืดมิดดุจห้วงเหวลึก ทว่า บริเวณใกล้กับเมืองคุนหลิงที่มีบ่อน้ำพุเพลิงไหลรินอยู่เบื้องหน้านั้น กลับมีแสงสว่างนวลตา ราวกับจมปรกอยู่ในแสงจันทร์ระยิบระยับ

สัตว์ร้ายสีขาวอยู่ไกลเกินไป จึงมองเห็นได้แค่เลือนราง

ถังอวี่ฉางทะยานฝ่าหมอกราตรีราวกับเทพธิดาจุติ พอได้เห็นใบหน้าของเด็กหนุ่มชุดดำเบื้องหน้าชัดๆ นางก็ขมวดคิ้วมุ่น ดูเหมือนจะจำคนผิดเสียแล้ว

อย่างไรก็ตาม นางก็นึกขึ้นมาได้ว่า ในวันนั้นทั้งสองฝ่ายต่างก็ถอดจิตเข้าไป มีเพียงพลังจิตที่เข้าปะทะกันเท่านั้น จึงยังจำเป็นต้องตรวจสอบให้แน่ใจอีกครั้ง

"แม่นางท่านนี้ พวกเราเคยพบกันที่ไหนมาก่อนหรือไม่?" เกาฉานที่ปกติมักจะสงบเยือกเย็น วันนี้กลับไม่ค่อยสำรวมนัก แรกเห็นก็รู้สึกทึ่งในความงามของนาง พอได้พิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้ว เขาก็ถึงกับเหม่อลอย เพราะรู้สึกคุ้นหน้าคุ้นตานางอย่างประหลาด ราวกับเคยเห็นที่ไหนมาก่อน

ถังอวี่ฉางขมวดคิ้วเรียวสวย รู้สึกว่าผู้ชายคนนี้ 'หน้าหม้อ' เอามากๆ จึงบังเกิดความรู้สึกไม่ชอบใจขึ้นมาในทันที

นางมาจากเผ่าพันธุ์ศักดิ์สิทธิ์เลื่องชื่อ 'ดวงอาทิตย์เจิดจรัส' แบบไหนบ้างล่ะที่นางไม่เคยเห็น ไม่ว่าจะเป็นทายาทของเซียนปฐพี หรือยอดอัจฉริยะดับหนึ่งของเผ่าพันธุ์ระดับสูง ล้วนอยากจะเข้าใกล้นางกันทั้งนั้น แต่วิธีการเข้าหาแบบบ้านๆ ของเด็กหนุ่มตรงหน้านี้ มันช่างไม่น่าประทับใจเอาเสียเลย

ไป๋เหมิงที่ตาเป็นประกายไฟวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา ทว่าพอเห็นใบหน้าของอีกฝ่ายชัดๆ เขาก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ดูเหมือนจะหาผิดคนซะแล้ว

"แซ่เกา บ้านอยู่เมืองอวี้จิงงั้นรึ?" ไป๋เหมิงลองหยั่งเชิงถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

เกาฉานยิ้มบางๆ เขารู้อยู่แล้วล่ะว่าอีกฝ่ายกำลังตีสนิท อยากจะประจบประแจงเขา ทว่าเห็นแก่หน้าหญิงสาวชุดแดง เขาจึงไม่แสดงท่าทีเย็นชาใส่

เขาพยักหน้ารับอย่างสงวนท่าที พลางยิ้มบางๆ เอ่ยว่า "อืม ข้ามาจากเมืองแห่งหนึ่งที่อยู่ภายใต้การปกครองของเมืองอวี้จิง"

"เจ้าฝึก 'สนามพลังซวีหมี' และ 'สนามพลังมารฟ้า' ในตำนานสำเร็จแล้วใช่ไหม?" ไป๋เหมิงถามต่อ

เกาฉานรู้สึกว่าเจ้านี่ช่างเป็นลูกคู่ที่รู้ใจจริงๆ เข้าใจศิลปะการสนทนา เกาถูกที่คันของเขาเข้าอย่างจัง การจงใจพูดถึงความเชี่ยวชาญของเขาแบบนี้ ทำให้เขารู้สึกเบิกบานใจยิ่งนัก

ทว่า ภายนอกเขากลับแสร้งทำเป็นวางมาดเรียบเฉย เอ่ยว่า "อืม ในโลกใบนี้ หากพูดถึงสนามพลังซวีหมีและสนามพลังมารฟ้า ต้นตำรับก็ย่อมต้องเป็นที่พวกเรานี่แหละ"

ไป๋เหมิงคิดในใจว่า 'โป๊ะเชะ' ต่อให้ไอ้จมูกโตหูกาง 'เกาปู้เข่อพาน' ที่เจอคราวก่อนจะไม่ใช่หมอนี่ ก็ต้องเป็นคนจากสำนักเดียวกันนี้แหละ

ถึงยังไง 'คัมภีร์เทพจักจั่น' กับ 'สนามพลังซวีหมี' และ 'สนามพลังมารฟ้า' ก็ล้วนเป็นสุดยอดวิชาของลัทธิระดับสูง การที่ทั้งสามอย่างนี้ไปตกอยู่ในมือของลัทธิเดียวกัน นั่นก็แปลว่า... น่าจะหา 'ต้นตอ' เจอแล้วล่ะ

ต่อให้ไอ้สวะจองหองในวันนั้นจะไม่ใช่หมอนี่ แต่มันก็ต้องมาจากขุมกำลังที่หนุนหลังหมอนี่อยู่แน่ๆ

เกาฉานถึงกับอึ้งกิมกี่ คิดไม่ถึงเลยว่า หญิงสาวชุดแดงจะคลี่ยิ้มหวานหยดย้อยให้เขา แล้วเอ่ยปากท้าประลองกับเขากลางป่ากลางเขาแบบนี้

ถังอวี่ฉางรู้สึกว่าเขาหน้าหม้อเกินไป ตอนเอ่ยปากจึงพูดแทบจะนับคำได้

ส่วนไป๋เหมิงนั้นดูเข้าถึงง่ายกว่า ไม่ได้ฉีกหน้ากันโต้งๆ ตั้งแต่แรก เขาฉีกยิ้มพลางเอ่ย "ช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา ท่านพี่ของข้ากำลังศึกษาคัมภีร์เทพจักจั่น สนามพลังซวีหมี และวิชาอื่นๆ อยู่พอดี ก็เลยอยากจะขอแลกเปลี่ยนวิทยายุทธ์กับท่านสักหน่อยน่ะ"

เกาฉานพยักหน้ารับ รู้สึกว่าเด็กหนุ่มชุดขาวคนนี้ช่างพูดจาได้เข้าหูจริงๆ เพื่อที่จะได้เข้าใกล้เขา อีกฝ่ายคงต้องทำการบ้านมาไม่น้อย ถึงได้รู้เรื่องราวของเขามากขนาดนี้

เขาเผยรอยยิ้มกว้างอย่างอิสระเสรี เอ่ยว่า "เชิญ"

จากนั้น เขาก็ได้ยินเสียงตู้มดังสนั่นหวั่นไหว หญิงสาวชุดแดงยกมือเรียวงามขึ้น จักจั่นต้าเหลยอินก็ปรากฏกาย อสนีบาตไร้ที่สิ้นสุดสาดกระหน่ำลงมาจากความว่างเปล่าอย่างหนาแน่น กลืนกินร่างของเขาจนมิด

เกาฉานแทบอยากจะตะโกนใส่หน้าว่า พวกเจ้าก็แค่อยากจะเข้าใกล้ข้าเท่านั้นเอง จำเป็นต้องเล่นใหญ่ขนาดนี้เลยเรอะ?

ทว่า วินาทีต่อมา เขาก็อ้าปากค้างพูดไม่ออก

เป็นเพราะเขาเสียวสันหลังวาบขนลุกชันไปทั้งตัว สัมผัสได้ถึงอันตรายใหญ่หลวง หญิงสาวโฉมงามสะท้านปฐพีที่อยู่ตรงหน้านี้ ร้ายกาจจนผิดหูผิดตาเลยล่ะ

ทุกท่วงท่าและอิริยาบถของนาง ล้วนแฝงไปด้วยทัศนียภาพน่าอัศจรรย์ นางฝึก 'คัมภีร์เทพจักจั่น' จนถึงระดับที่สูงส่งเอามากๆ ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีร่องรอยวิถีเต๋าไหลเวียน ช่วยเสริมอานุภาพของยอดวิชาให้ร้ายกาจขึ้นไปอีกขั้น

เกาฉานตกตะลึง หญิงสาวผู้นี้ต้องมีเบื้องหลังที่ยิ่งใหญ่สุดๆแน่ หรือว่านางจะเป็นศิษย์เอกสายตรงของเซียนปฐพีกันนะ?

เขาร่างกายเกร็งเขม็ง ทุ่มเทสู้สุดกำลัง หากพลาดพลั้งแค่นิดเดียว เขาอาจจะโดนซัดร่วงและบาดเจ็บสาหัสได้

เกาฉานเน้นฝึกวิชาของสายเซียนเป็นหลัก ในตอนนี้เขาระเบิดแสงหยางบริสุทธิ์ออกมา พร้อมกับกางสนามพลังซวีหมีและสนามพลังมารฟ้าออกไปพร้อมกัน ทั้งสองสนามพลังซ้อนทับกัน ทำเอาห้วงมิติในบริเวณนี้ถึงกับพร่ามัว

รอบตัวเขา กระบี่บินเก้าเล่มหลากสีสันลอยคว้างอยู่กลางอากาศ ก่อตัวเป็นค่ายกลกระบี่ ผสมผสานเข้ากับสองสนามพลังยิ่งใหญ่ ราวกับเป็นแหฟ้าตาข่ายดิน เขามั่นใจว่าสามารถผยองมองข้ามหัวคนรุ่นเดียวกันได้สบายๆ

ทว่า ความแข็งแกร่งของถังอวี่ฉางกลับเหนือกว่าที่เขาคาดการณ์เอาไว้มาก ลำพังแค่จักจั่นต้าเหลยอินที่นางจำแลงรูปลักษณ์ออกมา ก็สยดสยองถึงขีดสุดแล้ว ปีกจักจั่นโปร่งใสพกพาเอาแม่น้ำอสนีบาตพุ่งกระหน่ำลงมา ราวกับกำลังดิ่งพสุธาลงมาจากสวรรค์ชั้นเก้า

เสียงตู้มดังสนั่น จักจั่นตัวนั้นฉีกกระชากมุมหนึ่งของสนามพลังจนขาดวิ่น!

เกาฉานใจหายวาบ ชั่วพริบตาเขาก็รีดเร้นพลังออกมาถึงสิบสองส่วน ภายในสนามพลังของเขา ภูเขายิ่งใหญ่ตระหง่านปรากฏขึ้น ภูเขาซวีหมีในตำนานจำแลงรูปลักษณ์ ตามติดมาด้วยมารฟ้าจุติลงมา!

ส่วนกระบี่บินเก้าเล่มของเขาก็ก่อตัวเป็นค่ายกลกระบี่เสร็จสมบูรณ์แล้ว ผสมผสานเข้ากับพลังจิต แผ่ขยายภาพมายาเซียนเลือนรางออกไป รังสีอำมหิตพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าจากจุดที่เขายืนอยู่

ต้องยอมรับเลยว่า เกาฉานนั้นแข็งแกร่งมาก ก้าวเข้าสู่ขอบเขตใหญ่ที่สี่แล้ว เพียงพริบตา เขาก็ปะทะกับหญิงสาวชุดแดงไปหลายสิบกระบวนท่า

"มีฝีมือไม่เบานี่" ถังอวี่ฉางเอ่ยปาก

ไป๋เหมิงจ้องเขม็งไปที่สนามประลอง เขาตระหนักได้ว่า ชายผู้นี้ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ นับว่าเก่งกาจเอามากๆ แต่ก็ไม่น่าจะใช่หมอนั่นหรอก

เกาฉานตีหน้านิ่ง รู้สึกไม่สบอารมณ์อยู่บ้าง เขาเป็นคนหยิ่งยโสโอหัง อีกฝ่ายถึงกับวิพากษ์วิจารณ์เขาด้วยท่าทียกตนข่มท่าน ซ้ำคำวิจารณ์สั้นๆ นั้นก็ไม่ได้ให้คะแนนเขาสูงส่งอะไรนัก

ชั่วขณะนั้น เขาก็งัดทุกวิถีทางออกมาใช้ พริบตาเดียวก็จำแลงร่างเป็นสี่พักตร์ หันไปทั้งสี่ทิศ แต่ละทิศล้วนมีใบหน้าปรากฏอยู่ ซ้ำยังมีพลังจิตพวยพุ่งขึ้นมา พลังรบของเขาพุ่งกระฉูดทะลุเพดานในทันที!

ภูมิหลังของเขาไม่ธรรมดา ย่อมต้องครอบครองคัมภีร์ระดับสุดยอดประจำสำนักอยู่หลายเล่ม

เพียงแค่วิชานี้วิชาเดียว ก็เพียงพอที่จะทำเอาคนรุ่นเดียวกันมากมายถึงกับสิ้นหวังแล้ว พลังรบของเขาพุ่งสูงขึ้นอย่างกะทันหัน แข็งแกร่งกว่าเมื่อครู่นี้ถึงสี่เท่า หากต้องเผชิญหน้ากับคู่ต่อสู้ในระดับเดียวกัน มีใครบ้างล่ะที่จะรับมือเขาไหว?

ชั่วขณะนั้น คลื่นสนามพลังที่ซ้อนทับกันเป็นชั้นๆ รวมถึงภูเขาซวีหมี และมารฟ้า ฯลฯ ต่างก็ระเบิดอักขระเวทออกมา กระบี่บินเก้าเล่มที่พกพาภาพมายาเซียนมาด้วย ก็แผ่ขยายอาณาเขตออกไปอย่างบ้าคลั่ง...

ถังอวี่ฉางพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า เรือนร่างสูงโปร่งสลัดหมอกราตรีจนสลายไป นัยน์ตาของนางกระจ่างใส เรือนผมสีดำขลับดุจน้ำตก ใบหน้างดงามไร้ที่ติไร้ซึ่งจุดด่างพร้อยใดๆ รอบกายถูกห่อหุ้มด้วยวงแหวนศักดิ์สิทธิ์ซ้อนทับกันหลายชั้น ราวกับเทพธิดาที่ประทับอยู่บนสวรรค์ชั้นเก้า

เกาฉานไล่ตามไปติดๆ เขาคิดว่าอีกฝ่ายคงจะหวาดหวั่น จึงได้ล่าถอยเพื่อหลบเลี่ยง ไม่กล้าปะทะกับเขาที่พลังรบพุ่งทะลุปรอทในเวลานี้

ทว่า พอเขาพุ่งเข้ามาใกล้ ก็รู้สึกแน่นหน้าอกขึ้นมาทันที ร่างกายของเขาถูกสะกดข่มเอาไว้อย่างสมบูรณ์ นั่นมันพลังบ้าอะไรกันเนี่ย?

ชุดกระโปรงสีแดงของถังอวี่ฉางพลิ้วไหว รอบกายของนางมีดอกบัวศักดิ์สิทธิ์สีทองเบ่งบานเป็นหย่อมๆ นางเพียงแค่สะบัดมือเบาๆ ทัศนียภาพน่าอัศจรรย์ก็ปรากฏขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง

นางราวกับเทพสวรรค์ที่ประทับอยู่บนหมู่เมฆ ท่ามกลางฟ้าดิน สรรพสิ่งถือกำเนิด อุกกาบาต เพลิงเซียนแห่งโลก วัดต้าเหลยอิน คุนเผิง ทัศนียภาพนานาชนิดปรากฏขึ้นพร้อมกัน ราวกับจักรวาลที่กำลังหมุนวน บีบอัดเข้าใส่คู่ต่อสู้

"พรวด!" เกาฉานกระอักเลือดคำโต

ร่างสี่พักตร์ของเขาถูกทำลาย ภูเขาซวีหมีหักสะบั้น มารฟ้าถูกคุนเผิงฉีกกระชากจนขาดวิ่น กระบี่บินเก้าเล่มของเขาร่วงหล่นลงไปในวัดต้าเหลยอิน ซ้ำยังมีเสียงระฆังและฆ้องดังกังวานสั่นสะเทือนภาพมายาเซียนของเขาจนระเบิดแหลก

ยิ่งไปกว่านั้น เรียวขายาวสลวยของถังอวี่ฉางก็ตวัดฝ่าหมอกราตรี ฝ่าเท้าเรียวงามเหยียบย่ำลงมา เกิดเป็นระลอกคลื่นสีทองแผ่ขยายออกไป ประทับลงบนร่างสี่พักตร์ของเขาอย่างต่อเนื่อง

เกาฉานกระเด็นลอยละลิ่ว เขาอยู่ในสภาวะที่แข็งแกร่งที่สุด งัดเอาร่างสี่พักตร์ออกมาใช้แล้วแท้ๆ แต่กลับพ่ายแพ้หมดรูป ถึงแม้จะมีคัมภีร์ระดับสุดยอดประจำสำนักเล่มอื่นที่ยังไม่ได้งัดออกมาใช้ แต่ก็คิดว่าคงไม่ใช่คู่มือของหญิงสาวผู้นี้อย่างแน่นอน

"ความจริงแล้ว ข้าแค่อยากจะมาถามหาคนผู้หนึ่งจากเจ้าก็เท่านั้นเอง" ถังอวี่ฉางมีหมอกเซียนห่อหุ้มกาย ชายเสื้อพลิ้วไหว ก่อนจะร่อนลงสู่พื้นดิน

เกาฉานมีสีหน้าเย็นชา แค่จะมาถามหาคน จำเป็นต้องซัดกันรุนแรงขนาดนี้เลยเรอะ?!

เขาไม่ตอบ แต่กลับตั้งคำถามกลับไปว่า "สรุปแล้วพวกเจ้าเป็นใคร มาจากไหนกันแน่?"

"ถังอวี่ฉาง มาจากดินแดนไท่ซวีแสนไกล" หญิงสาวชุดแดงเอ่ยแนะนำตัวอย่างสง่าผ่าเผย

"ไท่ซวี?!" เกาฉานเหม่อลอย สีหน้าเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด

เขาเกิดมาในตระกูลที่ยิ่งใหญ่ ย่อมต้องรู้ความลับมากมายเป็นธรรมดา

เมืองอวี้จิง เคยหยุดพักในสถานที่ต่างๆ มากมาย รัศมีทำการนั้นกว้างใหญ่ไพศาลไร้ขอบเขต

และในหน้าประวัติศาสตร์ เมืองอวี้จิงก็เคยจุติลงมาบนโลกมนุษย์จริงๆ เป็นบางครั้ง โดยหลอมรวมเข้ากับภาพฉายบนพื้นดินจนกลายเป็นหนึ่งเดียว

สถานที่เหล่านั้น มักจะถูกเรียกขานกันว่า ดินแดนที่ถูกเลือกจากสวรรค์!

และไท่ซวี ก็คือหนึ่งในดินแดนที่ถูกเลือก!

ในที่สุดเขาก็เข้าใจแล้วว่า ทำไมตอนเห็นหน้าหญิงสาวผู้นี้ครั้งแรก ถึงได้รู้สึกคุ้นหน้าคุ้นตานัก เขาเคยเห็นภาพวาดของนางมาก่อนจริงๆ นางคือดาวรุ่งที่เจิดจรัสที่สุดของเผ่าพันธุ์ศักดิ์สิทธิ์แห่งไท่ซวี

แม้แต่ในเมืองบนท้องฟ้านั่น ก็ยังมีคนเคยประเมินนางเอาไว้ว่า ในยามที่หมู่ดาวจรัสแสงเต็มท้องฟ้า ถังอวี่ฉางผู้นี้ก็มีสิทธิ์ที่จะกลายเป็นพระจันทร์สุกสกาวดวงนั้น

พูดให้ถูกก็คือ นางเป็นเพียงหนึ่งในผู้ท้าชิงตำแหน่งพระจันทร์เท่านั้น

แต่ถึงกระนั้น มันก็น่าสะพรึงกลัวมากอยู่ดี ในดินแดนที่รัศมีแสงของเมืองอวี้จิงสาดส่องถึง มีหมู่ดาวเปล่งประกายมากมาย ขอเพียงแค่มีความหวังที่จะได้เป็นพระจันทร์ คนประเภทนี้ย่อมต้องมีสถานะที่สูงส่งเหนือใครแน่นอน เกรงว่าคงจะมีพรสวรรค์ระดับเซียนสวรรค์เลยทีเดียว

ส่วนคนที่จะได้กลายเป็นดวงตะวันเจิดจ้านั้น แน่นอนว่าผู้ท้าชิงย่อมไม่ใช่สิ่งมีชีวิตบนพื้นดินเป็นแน่

แม้เกาฉานจะไม่พอใจอยู่บ้าง แต่สีหน้ากลับไม่แสดงออกถึงความเย็นชาแต่อย่างใด เขาทอดถอนใจ พลางเอ่ย "แม่นางถัง หากท่านอยากจะตามหาใคร ก็แค่บอกข้ามาตรงๆ ก็สิ้นเรื่อง ไยต้องทำถึงขนาดนี้ด้วยเล่า?"

เขายอมรับว่า ตอนแรกที่เห็นความงดงามของนาง จิตใจก็แอบหวั่นไหวไปบ้างเหมือนกัน ส่วนตอนนี้เขากลับเยือกเย็นดุจปราชญ์โบราณ ไม่มีเศษเสี้ยวความคิดอกุศลหลงเหลืออยู่อีกเลย

"คนที่ท่านตามหา ไม่แน่ว่าอาจจะเป็นบุรุษเสมอไป อาจจะเป็นสตรีก็ได้ เท่าที่ข้ารู้มา มีคนที่บำเพ็ญเพียรควบคู่กันสองเส้นทางและเชี่ยวชาญวิชาอาคมหลากหลายรูปแบบ อย่างเช่นสตรีที่ชื่อ เจียงหรั่น นางก็ฝึกสนามพลังจนสำเร็จหลากหลายรูปแบบเลยล่ะ"

เขาโยน 'งานหยาบ' ไปให้ถังอวี่ฉาง ช่วงก่อนหน้านี้ที่เห็ดวิเศษต้าเมิ่งอาละวาด และเมืองดินเผาถูกปิดล้อม เขาเคยพ่ายแพ้ให้กับเจียงหรั่นมาแล้ว

อีกฝ่ายใช้วิชาของสายเซียนจำแลง 'คัมภีร์กระจกเทวะแปดทัศนียภาพ' ใช้พลังจิตหยางแท้จำลองสนามพลังรูปแบบต่างๆ ออกมา เคยสะกดข่มเขาจนหมดสภาพมาแล้ว

"ยังมีอีกคนหนึ่ง เขารู้แจ้ง 'คัมภีร์สยบใจ' สามารถแปลงกายได้สารพัดรูปแบบ ไม่มีใครรู้โฉมหน้าที่แท้จริงของเขาเลย ซ้ำเขายังเชี่ยวชาญ 'คัมภีร์เทพจักจั่น' สามารถจำแลงสนามพลังได้หลากหลายรูปแบบอีกด้วย..."

เกาฉานเอ่ยถึงอีกคนหนึ่ง ซึ่งคาดว่าน่าจะหลอมวานรใจสำเร็จแล้ว ฝีมือลึกล้ำยากจะหยั่งถึง ทำให้เขาหวาดระแวงเป็นอย่างมาก

"ยังมีอีกคนหนึ่งชื่อเซียวจิ้นเหยี่ย ปู่ของเขาคือเทพเถื่อนเฒ่า ต่อให้ไม่ใช่เทพสวรรค์ ก็ต้องเป็นตัวตนระดับเซียนปฐพีขั้นสมบูรณ์แน่นอน พลังสายเลือดของเขาน่าสะพรึงกลัวสุดๆ!"

. . . . . . . .

เกาฉานเอ่ยชื่อออกมาติดๆ กันหลายชื่อ เขาหวังจากใจจริงว่า จะมีใครสักคนช่วยสั่งสอนถังอวี่ฉางให้หลาบจำเสียบ้าง

เอาจริงๆ นะ เขาเป็นคนคิดเล็กคิดน้อย

เขารู้สึกว่า วันนี้อยู่ดีๆ ก็เจ็บตัวเปล่า ราวกับเป็นกระโถนรองรับอารมณ์ของผู้ถูกเลือกจากสวรรค์ก็ไม่ปาน

"แล้วข้าจะตามหาตัวพวกเขาได้ยังไง?" หลังจากถังอวี่ฉางอัดเกาฉานไปยกหนึ่งแล้ว ความขุ่นเคืองและโทสะในใจของนาง ก็ระบายออกไปได้กว่าครึ่งแล้วล่ะ

นางก็แค่รู้สึกไม่สบอารมณ์ คราวที่แล้วนางจำลองสนามพลังจิตของไป๋เหมิงเข้าไปในวัดต้าเหลยอิน ไม่สามารถแสดงฝีมือที่แท้จริงของตัวเองออกมาได้เลย

ทว่า พอฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าในวินาทีสุดท้าย บั้นท้ายของนางกลับโดนประทับรอยเท้า ถีบนางกระเด็นทะลุประตูวัดต้าเหลยอินออกมา จิตใจที่เพิ่งจะสงบลงไปเมื่อครู่... ก็กลับมาลุกโชนไปด้วยไฟแค้นอีกครั้ง

"ไปรอที่เมืองดินเผาก็พอแล้ว เมืองบนท้องฟ้ากำลังจะเปิดออก เมื่อถึงเวลานั้น เหล่ายอดอัจฉริยะทุกคนต่างก็ต้องมารวมตัวกันที่นั่น ที่จริง ครั้งนี้ต่อให้ท่านไม่ได้ดั้นด้นมาจากไท่ซวี ในอีกไม่ช้าก็จะได้ยินโองการสวรรค์อยู่ดี"

. . . . . . . .

ที่เมืองคุนหลิง เกาฉานที่มีใบหน้าซีดเซียวเดินทางมาถึง เขาแฝงตัวเข้าไปในสถานศึกษาซานเหอได้อย่างราบรื่น และในไม่ช้า เขาก็พบว่าซูม่อหรั่น คู่หมั้นของเขากำลังเดินเคียงคู่ไปกับฉินหมิง

เขารู้สึกว่า การศึกษา 'คัมภีร์ค้ำจุนโลก' จนผมหงอกเปลี่ยนเป็นสีเขียวขจี ก็ยังไม่สามารถอธิบายถึงความรู้สึกของเขาในตอนนี้ได้เลย

ตามปกติแล้ว ตอนที่ซูม่อหรั่นเดินอยู่ข้างกายเขา สีหน้าของนางยังไม่เคยอ่อนโยนขนาดนี้มาก่อนเลย นางมักจะทำตัวหยิ่งยโสอยู่เสมอ

ทว่า ตอนนี้นางกลับส่งยิ้มหวานหยดย้อยให้กับคนนอกเสียนี่

ฉินหมิงเพิ่งเคยได้ยินเรื่องเมืองบนท้องฟ้าเป็นครั้งแรก และซูม่อหรั่นก็แสดงออกอย่างชัดเจนว่ากำลังพยายามซื้อใจเขา

"ในอนาคตหากเมืองอวี้จิงฟื้นคืนชีพขึ้นมา ขีดจำกัดสูงสุดของเส้นทางผลัดกายก็อาจจะถูกปลดผนึกก็ได้นะ"

ความลับระดับนี้ ทำเอาฉินหมิงประหลาดใจเป็นอย่างมาก มันสร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับเขาไม่น้อยเลยทีเดียว

ซูม่อหรั่นเอ่ยว่า "แน่นอนว่า ยอดคนอัจฉริยะที่แท้จริง ดวงตะวันเจิดจรัส อาจจะสามารถปลดผนึกและทะลวงด่านสวรรค์ได้ด้วยตัวเอง เพียงแต่ต้องอาศัยเงื่อนไขที่เข้มงวดหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นจังหวะเวลา สถานที่ หรือแม้แต่คนรอบข้าง ขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปไม่ได้เลย"

ฉินหมิงรู้มาบ้างแล้วว่า ซูม่อหรั่นมาจากเมืองบนท้องฟ้านั่น เบื้องหลังตระกูลของนางลึกล้ำยิ่งนัก

ในที่ห่างออกไป หลีชิงเยว่และเจียงหรั่นใช้อาวุธวิเศษเฉพาะทาง อาวุธสภาพของเหลวเคลือบติดอยู่ด้านหลัง ช่วยให้สัมผัสรับรู้เฉียบคมขึ้นอย่างมาก ทำให้สามารถดักฟังบทสนทนาของสองคนนั้นได้

"คู่บำเพ็ญเพียรของเจ้าดูเหมือนจะเนื้อหอมไม่เบานะเนี่ย ขนาดคุณหนูผู้สูงศักดิ์จากเมืองบนท้องฟ้ายังชื่นชมเขาขนาดนี้เลย" เจียงหรั่นยิ้ม

หลีชิงเยว่ตอบกลับ "เจ้าไม่ได้บอกหรอกหรือ ว่าเจ้าคือคู่บำเพ็ญเพียรของข้าน่ะ?"

"เจ้ามาทำไม?" ซูม่อหรั่นเห็นเกาฉานเดินเข้ามา เมื่ออยู่ต่อหน้าคนนอก นางก็ยังไว้หน้าเขาอยู่บ้าง สีหน้าของนางดูสงบเยือกเย็น ไม่มีความหยิ่งยโสแต่อย่างใด

ทว่า เกาฉานกลับรู้สึกว่า สายตาของนางดูแหลมคมผิดปกติ

ซูม่อหรั่นเอ่ยขึ้นอีกครั้ง "จริงสิ เจ้าเชี่ยวชาญคัมภีร์ของพวกผู้ฝึกกายาบนเส้นทางเซียน ซ้ำยังศึกษาแนวทางของพวกผู้ใช้แรงงานมาด้วย น่าจะมีคัมภีร์ที่เกี่ยวกับสนามพลังซวีหมีและสนามพลังมารฟ้าเก็บสะสมเอาไว้บ้างใช่ไหม? ฉินหมิงฝึกปราณฮุ่นหยวน แม้จะสามารถจำลองสนามพลังที่คล้ายคลึงกันออกมาได้ แต่ก็อยากจะลองศึกษาคัมภีร์พวกนั้นดูบ้าง เมื่อครู่นี้เพิ่งจะเอ่ยปากขอยืมจากข้าพอดีเลย"

"!!!" เกาฉานแทบจะสติแตก เขารู้สึกว่าตัวเองไม่น่ามาที่นี่ให้เสียเวลาเลยจริงๆ อยากจะหันหลังกลับแล้วเดินหนีไปซะเดี๋ยวนี้เลย!

. . . . . . . .

เมืองบนท้องฟ้ากำลังจะปรากฏตัว ข่าวนี้แพร่สะพัดออกไปอย่างรวดเร็ว ทำเอาเยี่ยโจวแทบจะระเบิดเป็นจุล จากนั้นดินแดนรอบข้างต่างก็ฮือฮากันไปทั่ว

แม้แต่พวกสำนักเซียนปฐพียังให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก นับประสาอะไรกับขุมกำลังอื่นๆ เล่า?

ดินแดนที่อยู่ภายใต้รัศมีแสงของเมืองอวี้จิง ไม่มีความสงบสุขอีกต่อไป

ครึ่งเดือนต่อมา อู๋เย่าจู้และเซี่ยงอี้อู่ก็ปรากฏตัวขึ้น

เสี่ยวอู๋เอ่ยว่า "พี่หมิง พวกเราไปเมืองบนท้องฟ้ากันไหม? ไปเปิดหูเปิดตาบนสวรรค์กันสักรอบเถอะ ตอนนี้ที่เมืองดินเผาเริ่มเปิดรับลงทะเบียนแล้วนะ!"

เซี่ยงอี้อู่กล่าว "บรรดาปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งของทุกเส้นทางกำลังขุดเจาะเส้นทางเพื่อมุ่งหน้าไปยังโลกต่างมิติ ได้ข่าวว่าคราวนี้พวกเขาเอาจริง อาจจะไปสำรวจดินแดนศักดิ์สิทธิ์ก็ได้นะ!"

พวกเขากำลังปรึกษาหารือกันอย่างหนัก ว่าสรุปแล้วจะไปที่ไหนกันดี

ฉินหมิงเอ่ย "ไปดูที่เมืองดินเผากันก่อนเถอะ ดูว่าจะสามารถควบสองอย่างพร้อมกันได้ไหม"

สองวันต่อมา ฉินหมิง หลีชิงเยว่ เจียงหรั่น เสี่ยวอู๋ และคนอื่นๆ ต่างก็มุ่งหน้าไปยังเมืองดินเผาพร้อมกัน

ตลอดการเดินทาง พวกเขาพบเห็นผู้คนมากมาย ต่อให้เป็นอัจฉริยะที่โดดเด่นในระดับเมืองเล็กๆ เมืองเดียว ก็ยังถูกดึงดูดให้มาที่นี่ อยากจะลองพยายามดูสักตั้ง เผื่อจะมีคุณสมบัติพอที่จะได้เข้าไปในเมืองบนท้องฟ้าแห่งนั้น

บนถนน มีคนเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ "ทุกท่าน รู้ไหมว่าทำไมพวกคนจากต่างแดนถึงได้แห่กันมายังกะคนบ้าแบบนี้? สิ่งที่พวกเขากำลังแย่งชิงกันอยู่ ก็คือโอกาสที่จะได้ก้าวขึ้นเป็นเซียนสวรรค์ในอนาคตยังไงล่ะ!"

ซ้ำยังมีคนกระซิบแผ่วเบาอีกว่า "อวี้จิง... ผู้ถูกเลือกจากสวรรค์!"

จบบทที่ ฟรี บทที่ 390 ผู้ถูกเลือกจากสวรรค์

คัดลอกลิงก์แล้ว