เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 30: ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน

บทที่ 30: ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน

บทที่ 30: ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน


บทที่ 30: ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน

มิรานด้าอยากจะตายเสียให้ได้

เขาไม่ได้รู้สึกอยากจะอาเจียน เพราะความรู้สึกอยากอาเจียนนั้นหมายความว่าการฝึกซ้อมมันเกินขีดจำกัดของร่างกายไปแล้ว ซึ่งนั่นคือปฏิกิริยาตอบสนองตามธรรมชาติ

เขาไม่ได้อยากอ้วก แต่เขาแค่รู้สึกอยากตายไปเลยมากกว่า

ความรู้สึกที่เหมือนติดอยู่ตรงจุดที่พละกำลังหมดก๊อกพอดีพอดิบพอดี—ทั้งที่จริงๆ แล้วความอึดของมิรานด้าก็ไม่ได้แย่—เป็นความรู้สึกที่เขาไม่เคยสัมผัสมาก่อนในชีวิต

แต่เขาจะยอมแพ้ไม่ได้

ประการแรก นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เข้าร่วมการซ้อมกับต้นสังกัดใหม่ เขาจะปล่อยให้ใครมาดูถูกไม่ได้ ประการที่สอง เพื่อนร่วมทีมคนอื่นๆ ก็คงผ่านการฝึกแบบเดียวกันนี้มาแล้ว ในเมื่อพวกเขาทำได้ ก็ไม่มีเหตุผลที่เขาจะทำไม่ได้ และประการที่สาม ระหว่างการซ้อมในวันนี้ หัวหน้าผู้ฝึกสอนคนนั้นลงมาซ้อมไปพร้อมๆ กับเขาด้วย ไม่ว่าเขาจะซ้อมหนักแค่ไหน หัวหน้าผู้ฝึกสอนก็ทำในปริมาณที่เท่ากันเป๊ะ...

ด้วยปัจจัยทั้งสามอย่างนี้ ทำให้มิรานด้ากัดฟันสู้ต่อไปทั้งที่อยากจะร้องไห้เต็มที

เขาไม่ได้ยินเสียงเพื่อนร่วมทีมที่กำลังซุบซิบกันอยู่ข้างๆ

อเกวโร: “อา... เจ้าหมอบราซิลคนนี้ความอึดเยี่ยมไปเลยแฮะ ดูเหมือนเขาจะทนได้นานกว่าพวกเราอีก”

ซิเมา: “น่าประทับใจจริงๆ ความเข้มข้นนี่สูงกว่าการซ้อมปกติของฉันอย่างน้อยสิบเปอร์เซ็นต์เลยนะ”

โกเก้: “ผมว่าบอสน่าทึ่งกว่าอีก เด็กใหม่นั่นใกล้จะอ้วกอยู่แล้ว แต่บอสยังไม่มีเหงื่อออกสักหยดเลย...”

ถ้ามิรานด้าได้รู้ว่าที่เขาต้องทรมานหนักกว่าคนอื่น เป็นเพราะเขามีพื้นฐานความอึดที่ดีกว่า เขาคงจะร้องไห้ออกมาตรงนั้นจริงๆ

“นี่มันโหดเกินไปสำหรับผมแล้ว”

หลังจากจบการซ้อมในวันนั้น เดิมทีมิรานด้าอยากจะออกไปชมแสงสีเสียงยามค่ำคืนของกรุงมาดริดเสียหน่อย แต่ตอนนี้ความต้องการนั้นมลายหายไปสิ้น เขาซมซานกลับโรงแรมและหลับสนิททันทีที่หัวถึงหมอน

พอตื่นขึ้นมาในวันรุ่งขึ้น มิรานด้ารู้สึกว่าร่างกายเต็มไปด้วยพลังงาน ราวกับว่าเขาฟื้นตัวได้อย่างสมบูรณ์

เขาอายุยังไม่มาก และพละกำลังก็ฟื้นตัวได้เร็ว

สิ่งนี้ทำให้เขาพกพาความมั่นใจเต็มกระเป๋าขณะมุ่งหน้าไปยังสนามซ้อม

แล้วเขาก็โดนโค้ชเว่ยเคี่ยวเข็ญจนอยากจะร้องไห้อีกรอบ

วันนี้เขาทนได้นานกว่าเมื่อวาน ดังนั้นบทลงโทษในการฝึกซ้อมจึงยาวนานขึ้นตามไปด้วย

อย่างไรก็ตาม โค้ชเว่ยกลับรู้สึกพึงพอใจกับเรื่องนี้

“ไม่เลว ไม่เลว ความอึดของคุณดีมากจริงๆ ผมคิดว่าหลังจากฝึกซ้อมพรุ่งนี้อีกวัน คุณก็น่าจะพร้อมสำหรับการลงสนามแข่งขันแล้ว” โค้ชเว่ยกล่าว

คำพูดนี้ทำให้มิรานด้าเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์

ใช่แล้ว เหลืออีกแค่เพียงวันเดียวเท่านั้น ถึงแม้พรุ่งนี้อาจจะหนักหนาสาหัสกว่าเดิม แต่ฉันจะอดทนให้ได้แน่นอน!

ทว่า การซ้อมในวันที่สามกลับทำให้เขาประหลาดใจอีกครั้ง

แม้ว่าความเข้มข้นของการฝึกจะยังคงสูงอยู่ แต่เขากลับไม่ได้รู้สึกว่ามันทนไม่ไหวอีกต่อไป ในทางตรงกันข้าม เขาสามารถทำทุกรายการที่โค้ชเว่ยกำหนดให้ได้อย่างค่อนข้างสบายมือ

“ดีมาก นัดถัดไปคุณจะยังไม่ได้ลงเล่น แต่คุณสามารถเข้าร่วมการซ้อมตามปกติได้แล้ว ผมหวังว่าความแข็งแกร่งของคุณจะถูกนำมาใช้เพื่อทีมของเราในเร็วๆ นี้” โค้ชเว่ยกล่าวพลางตบบ่ามิรานด้า

มิรานด้าพยักหน้าอย่างหนักแน่น แม้จะเป็นการซ้อมเพียงแค่สามวันสั้นๆ แต่หลังจากผ่านพ้นฝันร้ายสองวันแรกมาได้ สภาพร่างกายของเขาดีขึ้นมากจริงๆ!

เขาไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยว่าจะมีวิธีฝึกความอึดที่มหัศจรรย์ขนาดนี้

“นั่นเป็นเพราะพื้นฐานของหมอนี่ดีอยู่แล้วด้วย ส่วนการซ้อมของผมก็แค่ปรับให้เข้ากับตัวบุคคลเท่านั้น” โค้ชเว่ยคิดในใจ

ในช่วงสามวันที่ผ่านมา โค้ชเว่ยทุ่มสมาธิทั้งหมดไปที่มิรานด้า ไม่ใช่ว่าเขาดูถูกคู่แข่งในลีกที่กำลังจะมาถึง แต่ด้วยสถานการณ์ปัจจุบันของแอตเลติโก มาดริด การฝึกซ้อมแท็กติกมากเกินไปก็ดูจะไม่ค่อยมีความหมายนัก นักเตะกำลังอยู่ในฟอร์มที่ดี และแท็กติกที่ซับซ้อนเกินไปก็ไม่สามารถแก้ได้ในเวลาเพียงไม่กี่วัน ในทางกลับกัน ปัญหาในแนวรับคือสิ่งที่ต้องได้รับการแก้ไขด่วน ซึ่งนั่นคือเหตุผลที่โค้ชเว่ยให้ความสำคัญกับมิรานด้าเป็นพิเศษ

อย่างน้อยตอนนี้เขาก็เห็นแล้วว่าหมอนี่มีความอึดที่ดี ซึ่งเข้ากับแท็กติกของเขา ส่วนเรื่องความสามารถในการเล่นเกมรับ ผลการประเมิน ‘ระดับดีเยี่ยม’ จากระบบย่อมไม่มีทางผิดพลาดแน่นอน

ตอนนี้แอตเลติโก มาดริด รั้งอยู่อันดับที่สิบเอ็ด และช่องว่างจากสองอันดับแรกนั้นห่างไกลกันมาก พวกเขาทำได้เพียงเล่นไปทีละนัด หากนัดอื่นๆ จะมีปัญหาบ้างก็ไม่เป็นไร แต่เขาต้องทำผลงานให้ดีในนัดที่ต้องเจอกับเรอัล มาดริด และบาร์ซ่า

แม้ว่าครึ่งฤดูกาลแรกจะยังไม่จบลง แต่แอตเลติโก มาดริด ก็แข่งกับบาร์ซ่าและเรอัล มาดริด ไปเรียบร้อยแล้ว—ซึ่งสถานการณ์ค่อนข้างย่ำแย่ พวกเขาถูกบาร์ซ่าถล่มยับห้าต่อสองในนัดเยือน และแพ้เรอัล มาดริด ในบ้านไปสามต่อสอง... โค้ชเว่ยรู้ดีว่าในขณะที่นัดอื่นๆ อาจจะมีพลาดพลั้งไปบ้างซึ่งคงไม่ส่งผลต่ออันดับรวมในปีนี้มากนัก แต่เขาต้องหาทางชนะสองทีมยักษ์ใหญ่นี้ให้ได้!

เขาอาจใช้แมตช์อื่นๆ เป็นสนามทดลองได้ เหมือนอย่างที่แพ้เออิบาร์ในโกปาเดลเรย์นัดแรก แต่สำหรับสองแมตช์นี้ เขาต้องสร้างปัญหาให้คู่แข่งให้ได้มากที่สุด เพื่อหยุดยั้งไม่ให้พวกเขาสร้างฤดูกาลที่ยิ่งใหญ่

เพราะดูจากอัตราการชนะของทั้งสองทีมในฤดูกาลนี้แล้ว โอกาสที่พวกเขาจะสร้างประวัติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่นั้นมีสูงมากจริงๆ...

อย่างไรก็ตาม ก่อนที่แอตเลติโก มาดริด จะลงสนามนัดถัดไปพบกับสปอร์ติ้ง กิฆอน ทางด้านเรอัล มาดริด ก็มาตกม้าตายเสียก่อน—พวกเขาบุกไปพ่ายแอธเลติก บิลเบา ศูนย์ต่อหนึ่ง ซึ่งเป็นการปราชัยในลีกเป็นนัดที่สามของฤดูกาล!

“ถ้าบาร์ซ่าแพ้ด้วย โอกาสของเราก็น่าจะดีขึ้นมาอีกนิด...”

แมตช์ของแอตเลติโก มาดริด เริ่มแข่งหลังจากนั้นหนึ่งวัน โค้ชเว่ยจึงนำเหล่านักเตะในศูนย์ฝึกซ้อมทำกิจกรรมสายมู (ไสยศาสตร์) เล็กน้อย โดยการร่วมกันสวดอ้อนวอนขอให้บาร์ซ่าแพ้ในนัดนี้เช่นกัน

ซึ่งโอกาสที่บาร์ซ่าจะแพ้ในนัดนี้ก็ไม่ใช่ว่าไม่มีเลย เพราะในรอบนี้พวกเขาต้องเจอกับเซบีย่า

แม้ว่าเซบีย่าจะพ่ายแพ้มาสองนัดติดต่อกันในลีกนับตั้งแต่ขึ้นปีใหม่—เริ่มจากการถูกแอตเลติโก มาดริด ตบจนเสียขบวน ตามด้วยการแพ้คาบ้านให้ทีมอันดับต่ำกว่าอย่างราซิ่ง ซานตานแดร์ แบบผิดคาด—แต่พวกเขาก็ยังมีศักยภาพ และไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ที่จะสร้างปัญหาให้บาร์ซ่า

อีกอย่าง บาร์ซ่าเองก็ทำได้เพียงชนะหนึ่งและเสมอหนึ่งในสองนัดแรกหลังปีใหม่ และดูเหมือนจะไม่ได้อยู่ในฟอร์มที่ยอดเยี่ยมนัก...

ถึงแม้แต้มระหว่างแอตเลติโก มาดริด กับบาร์ซ่าจะห่างกันถึงยี่สิบสามแต้ม และยังห่างไกลจากการเป็นคู่ปรับกันได้ แต่ท่าทางที่จริงจังของโค้ชเว่ยที่นำนักเตะร่วมกันภาวนาให้บาร์ซ่าแพ้ ก็ทำให้นักเตะรู้สึกขบขันและสนุกไปด้วย

พวกเขายังอยู่อันดับที่สิบเอ็ด แต่กลับคิดเรื่องจะเป็นคู่ปรับกับทีมลุ้นแชมป์—แม้จะดูน่าขำ แต่มันก็แสดงให้เห็นถึงความทะเยอทะยานของหัวหน้าผู้ฝึกสอน!

ใช่แล้ว พวกเราคือแอตเลติโก มาดริด พวกเราเป็นหนึ่งในทีมชั้นนำของลาลีกาอยู่แล้ว ถ้าไม่มีความทะเยอทะยานที่จะท้าชิงแชมป์ จะเรียกตัวเองว่าทีมชั้นนำได้อย่างไร?

ดังนั้นพวกเขาจึงร่วมใจกันอธิษฐานไปพร้อมกับโค้ชเว่ยอย่างกระตือรือร้น

เก้าสิบนาทีต่อมา

“เซบีย่านี่มันทีมอะไรกันเนี่ย? ห่วยแตกสิ้นดี!”

“จะหยุดบาร์ซ่าด้วยฝีเท้าแค่นี้เหรอ? เหอะ!”

“ดูเหมือนว่าจะมีแค่พวกเราเท่านั้นแหละที่หยุดบาร์ซ่าได้!”

เมื่อมองไปที่สกอร์สี่ต่อศูนย์ เห็นนักเตะเซบีย่าที่เดินคอตกอยู่ในสนาม และเหล่านักเตะบาร์ซ่าที่กำลังเฉลิมฉลองกันอย่างสนุกสนาน โค้ชเว่ยก็ถึงกับพูดไม่ออก

เขารู้ดีว่าบาร์ซ่าในฤดูกาลนี้นั้นไร้เทียมทานมาก—ฤดูกาลก่อนพวกเขาสร้างผลงานชิ้นเอกด้วยการคว้าทริปเปิลแชมป์ (สามแชมป์) และในฤดูกาลนี้พวกเขาก็เพิ่งคว้าสแปนิชซูเปอร์คัพ, ยูฟ่าซูเปอร์คัพ และคลับเวิลด์คัพมาครองได้ในคราวเดียว ทำให้กลายเป็นเจ้าของแชมป์หกรายการ (Sextuple) อย่างที่ไม่เคยมีใครทำได้มาก่อน จนแม้แต่เรอัล มาดริด ก็ยังต้องมัวหมองเมื่ออยู่ต่อหน้าพวกเขา

แต่เขาไม่คิดจริงๆ ว่าพวกเขาจะสามารถหั่นทีมที่เก่งกาจอย่างเซบีย่าได้เหมือนหั่นผัก และถล่มไปถึงสี่ต่อศูนย์ขนาดนี้

“เซบีย่าทำไม่ได้ตามความคาดหวัง ช่างหัวพวกเขาเถอะ การจะหยุดบาร์เซโลน่าในฤดูกาลนี้ เราทำได้เพียงพึ่งพาตัวเองเท่านั้น!” โค้ชเว่ยกล่าวอย่างมุ่งมั่น

จบบทที่ บทที่ 30: ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน

คัดลอกลิงก์แล้ว