- หน้าแรก
- วิกฤตวันสิ้นโลก ยอดนักสู้พันล้านสกิลผู้กอบกู้โลก
- บทที่ 270: ขนของต๋าจี่น้อยเปลี่ยนเป็นสีชมพูจริงๆ ด้วย! สิ่งมีชีวิตขนาดยักษ์ในเงามืด (ฟรี)
บทที่ 270: ขนของต๋าจี่น้อยเปลี่ยนเป็นสีชมพูจริงๆ ด้วย! สิ่งมีชีวิตขนาดยักษ์ในเงามืด (ฟรี)
บทที่ 270: ขนของต๋าจี่น้อยเปลี่ยนเป็นสีชมพูจริงๆ ด้วย! สิ่งมีชีวิตขนาดยักษ์ในเงามืด (ฟรี)
ภายในห้องถ่ายทอดสด
ผู้ชมต่างก็อึ้งกิมกี่ไปตามๆ กัน
"จบกัน อาคังไปเรียนรู้วิชานี้มาตั้งแต่ตอนไหนเนี่ย..."
"มองแวบเดียวก็รู้เลยว่าเป็นลูกศิษย์ที่เทพซูสอนมากับมือ..."
"ทางฝั่งเต๋อจื่อก็ใช้ท่าพันปีแห่งความตายเหมือนกัน ไม่รู้ว่าสองคนนี้มีอะไรเกี่ยวข้องกันหรือเปล่าแฮะ..."
"ฉันจำได้ว่า... เต๋อจื่อเคยไปขอคำแนะนำเรื่องการล่าสัตว์ป่าจากเทพซูนี่นา หรือว่า..."
"ดูเหมือนว่าพวกเขาจะมาจากสำนักเดียวกันสินะ..."
"อย่าพูดแบบนั้นสิ... การโจมตีจุดอ่อนสามารถลดพลังการต่อสู้ของสัตว์ร้ายลงได้อย่างมากเลยนะ..."
"มีชายชราคนหนึ่งเคยกล่าวไว้ว่า 'แมวขาวหรือแมวดำไม่สำคัญ ขอแค่จับหนูได้ก็คือแมวที่ดี!' อย่าไปสนเลยว่ามันคือกระบวนท่าอะไร ขอแค่ใช้ได้ผล มันก็คือกระบวนท่าที่ดีทั้งนั้นแหละ..."
...การต่อสู้จบลงแล้ว
กล่องเสบียงของอาคังได้รับการอัปเกรด
เสบียงเดิมกลายเป็นบัตรกักเก็บความร้อนชั่วคราว
ผลของมันคือ: หลังจากใช้งาน มันจะให้ความอบอุ่นแก่ร่างกายทั่วทุกส่วนเป็นเวลาหนึ่งชั่วโมง เหมือนกับแผ่นประคบร้อนเลย
แม้มันจะเป็นไอเทมแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง แต่คุณสมบัติของมันก็ถือว่ายอดเยี่ยมมาก
อย่างไรก็ตาม ฤดูหนาวกำลังจะสิ้นสุดลงแล้ว
เขาควรจะรับมันมาดีไหมนะ?
อาคังรู้สึกลังเลนิดหน่อย
เหลือกิจกรรมประจำสัปดาห์ของฤดูหนาวอีกแค่ครั้งเดียวเท่านั้น
ถ้าเขามีบัตรกักเก็บความร้อน เขาก็จะมีไพ่ตายเพิ่มอีกหนึ่งใบหากต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่หนาวจัดสุดขั้วในตอนนั้น
แต่ถ้าเขาไม่รับมันมา เขาก็อาจจะได้ของที่ดีกว่านี้เมื่อไปท้าทายในชั้นต่อไป
หลังจากพิจารณาอย่างรอบคอบ ในที่สุดอาคังก็ตัดสินใจรับรางวัลมา
แม้เขาจะไม่รู้ว่ากิจกรรมในสัปดาห์หน้าจะเป็นยังไง?
แต่ความสำคัญของภารกิจประจำสัปดาห์ย่อมสูงกว่ากล่องเสบียงเพียงกล่องเดียวอย่างแน่นอน
การรับรางวัลเสร็จสิ้น
เขาแลกตั๋วใบใหม่
จากนั้นอาคังก็ก้าวเข้าสู่ชั้นต่อไป
ราคาตั๋วระดับปกติคือเนื้อ 20 ชั่ง
ตราบใดที่ขยันออกล่าสัตว์ ก็แทบจะไม่มีแรงกดดันอะไรเลย
เมื่อมาถึงชั้นที่สาม
คู่ต่อสู้ของอาคังกลายเป็นสุนัขสองตัว
ตัวใหญ่หนึ่งตัวและตัวเล็กอีกหนึ่งตัว
พวกมันดูดุร้ายสุดๆ!
"โฮ่ง~~~"
"โฮ่ง~~"
สุนัขทั้งสองตัวแยกเขี้ยวขู่ ดูแล้วไม่น่าจะรับมือได้ง่ายๆ เลย
อาคังค่อยๆ ล้วงมือเข้าไปในกระเป๋า
ในตอนนั้นเอง สุนัขตัวใหญ่ก็พุ่งเข้าชาร์จเป็นตัวแรก
อาคังรีบดึงห่ออะไรบางอย่างออกมาจากกระเป๋าแล้วปาออกไป
"กินปูนขาวของฉันไปซะ!!!"
โพละ
ปูนขาวระเบิดใส่หน้าสุนัขตัวใหญ่อย่างจัง
ตาของมันแสบร้อนอย่างหนัก
ทำให้สุนัขตัวใหญ่สูญเสียทิศทางไปในพริบตา
อาคังฉวยโอกาสก้าวไปข้างหน้าและใช้หอกแทงทะลุคอของคู่ต่อสู้
จากนั้นก็ใช้หอกแทงซ้ำเข้าที่ลำตัวอีกสองที
สุนัขตัวใหญ่ร้องครวญครางอย่างน่าเวทนา และไม่นานก็ล้มลงขาดใจตาย
เมื่อเหลือแค่สุนัขตัวเล็กเพียงตัวเดียว การต่อสู้ก็ง่ายขึ้นเยอะ
การท้าทายเสร็จสิ้น
อาคังรับรางวัลจากหีบสมบัติและถูกเทเลพอร์ตออกมาอย่างรวดเร็ว
รางวัลของเขาคือแตงกวาหกผล
แม้ของรางวัลจะดูธรรมดาไปหน่อย
แต่การได้กินแตงกวาทุบกลางฤดูหนาวแบบนี้ รสชาติของมันก็ถือว่ายอดเยี่ยมไม่เบาเลยล่ะ
หลังจากออกจากหอคอยสัตว์ป่าบรรพกาล
อาคังพักผ่อนอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็รีบถืออาวุธออกไปล่าสัตว์... ในขณะที่ซูฮั่นก็กำลังทำสิ่งเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม ในขณะที่คนอื่นๆ กำลังออกล่าสัตว์
เขากลับกำลังทำการกวาดล้าง
ซูฮั่นสะพายธนูและลูกธนูไว้บนหลัง ถือหอกยาวไว้ในมือ พร้อมกับมีหมาป่าหกตัวเดินตามหลัง
ใครบ้างล่ะจะไม่กลัวเมื่อเห็นกองกำลังขนาดนี้?
ในเวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง
สัตว์ป่ารอบๆ หลุมหลบภัยก็ถูกแก๊งอันธพาลกลุ่มนี้กวาดล้างจนหมดสิ้น
หมาป่าโดดเดี่ยวธรรมดาๆ ยังไม่ทันจะได้วิ่งหนี ก็ถูกต้าฮุยไล่ตามทันและกดลงกับพื้นได้อย่างง่ายดาย
ส่วนฝูงหมาป่าขนาดเล็ก
เรียกได้ว่าพวกมันไม่มีทางสู้เลยแม้แต่น้อย
พวกมันพยายามจะพุ่งเข้าโจมตี แต่ไม่ว่าจะเป็นขนาดตัวหรือพลังการต่อสู้ พวกมันก็สู้หมาป่าที่ซูฮั่นเลี้ยงไว้ไม่ได้เลย
ในจำนวนนั้น
หรูฮวาและเสี่ยวฮุยแอบอู้งานอยู่ตลอดเวลา
แม้พวกมันจะช่วยอะไรไม่ได้มาก แต่พวกมันก็ยังส่งเสียงเชียร์ให้กำลังใจทีมได้
เวลา 15:00 น.
สัตว์ป่าในรัศมีสิบห้ากิโลเมตรทางทิศตะวันออกของหลุมหลบภัยถูกกวาดล้างจนเหี้ยน
และสัตว์ป่าที่ถูกสังหารมีดังนี้
หมาป่าแปดตัว
สุนัขสองตัว
กวางโรโง่สามตัว และกวางอีกหนึ่งตัว
มีการส่งคืนเกิดขึ้นทั้งหมดสามครั้ง
สองครั้งเป็นกวางโรโง่ และอีกหนึ่งครั้งเป็นกวาง
โชคดีไม่เบาเลยแฮะ
การกวาดล้างสิ้นสุดลง
ซูฮั่นใช้รถเลื่อนขนของดรอปกลับบ้านทีละตัวๆ
เนื่องจากไม่มีช่องเก็บของระบบ สัตว์ป่าที่ล่ามาได้ในช่วงบ่ายจึงต้องรีบนำไปแปรรูปทันที
ไม่อย่างนั้น ถ้าเอาไปใช้เป็นตั๋วตรงๆ
หนังสัตว์ก็จะไม่ถูกนำมาคำนวณเป็นน้ำหนักน่ะสิ!
รีดเลือด
ถลกหนัง
ชำแหละ
ท่ามกลางความวุ่นวาย
ช่วงบ่ายก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว
สำหรับมื้อค่ำ
ซูฮั่นกินเนื้อกวางและเนื้อกวางโรสดๆ
ส่วนหนึ่งเอาไปเสียบไม้ย่าง
อีกส่วนหนึ่งเอาไปทำชาบู
เนื้อกวางสดๆ นั้นอร่อยมาก ย่างจนน้ำมันหยดหยาดเยิ้ม
ยิ่งพอกินคู่กับผงยี่หร่าที่เพิ่งคั่วมาใหม่ๆ ด้วยแล้ว
กลิ่นมันก็ยิ่งหอมหวนยั่วน้ำลายสุดๆ
ส่วนเนื้อกวางโร
เจ้านี่อวบอ้วนกว่ากวางโรในบ้านเกิดของเขาซะอีก
เมื่อเทียบกับเนื้อกวาง มันจะละเอียดและนุ่มกว่าเล็กน้อย
"หงิง หงิง หงิง..."
ต๋าจี่น้อยที่กำลังนอนหลับสนิท ได้กลิ่นหอมของเนื้อก็รีบวิ่งมาขอแบ่งอาหารทันที
เจ้าตัวเล็กนี่จริงๆ แล้วไม่ได้เป็นสัตว์เลือกกินหรอกนะ
แต่ทุกครั้งที่ซูฮั่นกินอะไร เธออากจะตามมาขอชิมด้วยเสมอ
"เอ๊ะ... ขนของแกเปลี่ยนเป็นสีชมพูได้จริงๆ ด้วยเหรอเนี่ย?"
ไม่ได้เจอกันมาทั้งบ่าย
จู่ๆ ซูฮั่นก็พบว่าขนของต๋าจี่น้อยมีสีชมพูแซมขึ้นมาเยอะเลยจริงๆ
ตอนแรก ขนของเธอเป็นสีขาวเงิน
แต่ตอนนี้ หางฟูๆ ฟ่องๆ ของเธอมีสีชมพูเยอะขึ้นมาก และขนบนหลังของเธอก็เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงด้วย แม้สีจะไม่ชัดเจนเท่าที่หางก็ตาม!
ถ้าลองดมใกล้ๆ
ก็จะได้กลิ่นหอมจางๆ โชยมาจากตัวของต๋าจี่น้อยด้วย
ซูฮั่นหย่อนเนื้อกวางย่างชิ้นหนึ่งลงในชามใบเล็กและพูดด้วยรอยยิ้ม "ดูไม่ออกเลยนะเนี่ย ว่าแกจะเป็นสายพันธุ์พิเศษจริงๆ..."
เจ้าตัวเล็กก้มหัวลงดม และเมื่อได้กลิ่นหอมเข้มข้นของเนื้อ
ดวงตาของเธอก็เป็นประกาย และรีบก้มหน้าก้มตากินอย่างเอร็ดอร่อย
หลังอาหารค่ำ
ซูฮั่นพาฝูงหมาป่าออกไปกวาดล้างต่อ
ใครใช้ให้เขาเลี้ยงสัตว์ไว้ตั้งเยอะแยะล่ะ?
ถ้าไม่กวาดล้างภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้น สัตว์เลี้ยงพวกนั้นก็อาจจะตกอยู่ในอันตรายได้
ภายใต้ท้องฟ้ายามค่ำคืน
แสงของจันทร์สีเลือดสว่างไสวเจิดจ้าจนแสบตา
ซูฮั่นออกจากหลุมหลบภัยและเริ่มเดินลาดตระเวนไปตามริมทะเลสาบ
เพิ่งจะเดินไปได้ไม่ถึงสิบนาที เงาดำทะมึนก็พุ่งพรวดออกมาจากป่า
ความเร็วของมันรวดเร็วมาก
มันไม่เพียงแต่จะหลบหลีกเอ้อร์ฮาได้อย่างง่ายดาย แต่ยังหลบการพุ่งตะครุบของต้าฮุยได้อีกด้วย
ในเวลานี้ ในที่สุดซูฮั่นก็ได้เห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของเงาดำทะมึนนั่น
มันคือลิงซ์ขนาดยักษ์ที่กำลังตกอยู่ในสภาวะคลุ้มคลั่ง
"โฮก~~~"
ลิงซ์วิ่งห้อตะบึงฝ่าดงหิน
ไอ้ขี้ขลาดพยายามจะเข้าไปขวาง แต่มันก็ช้าไปก้าวหนึ่ง ทำได้เพียงยืนดูศัตรูพุ่งตรงดิ่งไปหาเจ้านายของมันอย่างหมดหนทาง
"แกอยากจะเต้นรำด้วยงั้นเหรอ?"
"หึ... น่าสนใจดีนี่ แต่น่าเสียดายนะ... ที่แกดันเลือกคู่ต่อสู้ผิดคน!"
ภายใต้แสงจันทร์
ซูฮั่นเผยรอยยิ้มจางๆ ออกมา
บ่ายนี้เขายังไม่ได้ออกแรงเลยสักนิด มีแต่พวกต้าฮุยที่ออกล่าสัตว์
ดูเหมือนว่าในที่สุดเขาก็จะได้ยืดเส้นยืดสายบ้างแล้วสินะ
ซูฮั่นยืดไหล่และค่อยๆ เดินเข้าไปหาลิงซ์
ระยะห่างระหว่างทั้งสองฝ่ายลดลงอย่างรวดเร็ว
เมื่อเขาเดินเข้าไปในระยะโจมตีของลิงซ์ อีกฝ่ายก็พุ่งเข้าใส่ทันที
ซูฮั่นก้าวหลบไปด้านข้างอย่างรวดเร็ว และในขณะที่หลบการโจมตี เขาก็คว้าขาหลังของลิงซ์เอาไว้
"เสียใจด้วยนะไอ้หนู..."
"เกมโอเวอร์แล้วล่ะ..."
ซูฮั่นเหวี่ยงลิงซ์และฟาดมันลงกับพื้นอย่างแรง
จากนั้นก็ฟาดไปทางซ้ายที ทางขวาที
ภายใต้ท้องฟ้ายามค่ำคืน
ตอนแรก ลิงซ์ยังพอจะส่งเสียงร้องโหยหวนออกมาได้บ้าง
แต่หลังจากถูกเหวี่ยงไปสองสามที มันก็เงียบกริบไปเลย
"ชิ... กากจริงๆ ด้วย แค่นี้ก็จอดซะแล้ว..."
ซูฮั่นปล่อยมือด้วยสีหน้าดูแคลน
ร่างของลิงซ์ค่อยๆ ร่วงลงไปกองกับพื้น
การโจมตีอันรุนแรงเมื่อกี้ได้บดขยี้กระดูกทุกชิ้นในร่างกายของมันจนแหลกละเอียดไปหมดแล้ว
ด้านข้าง
หรูฮวาเมื่อเห็นฉากอันน่าสะพรึงกลัวเช่นนี้ ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกสั่นสะท้านในใจ
โชคดีที่วันนั้นเธอไม่ได้ขัดขืนตอนที่โดนจับ
ไม่อย่างนั้น จุดจบของเธอก็คงไม่ต่างอะไรกับไอ้เจ้านี่หรอก!
หลังจากฆ่าลิงซ์เสร็จ ซูฮั่นก็เตรียมจะสำรวจต่อไป
แต่จู่ๆ เงาดำขนาดยักษ์ก็พุ่งพรวดออกมาจากป่าราวกับรถบรรทุกเบรกแตก
มันมีรูปร่างล่ำสันกำยำ และพื้นดินก็สั่นสะเทือนไปตามจังหวะการวิ่งของมัน
เมื่อเห็นเงาดำพุ่งตรงไปหาเอ้อร์ฮา ซูฮั่นก็ตะโกนลั่นทันที "ไอ้โง่ รีบหลบไปเร็วเข้า!"
เอ้อร์ฮาสะดุ้งตกใจ
เมื่อได้ยินเสียงของเจ้านาย มันก็รีบกระโดดหลบไปด้านข้างทันที
ตูม
ได้ยินเพียงเสียงดังสนั่นหวั่นไหว
ต้นไม้ที่อยู่ข้างหลังจุดที่เอ้อร์ฮาเพิ่งจะยืนอยู่ ถูกเงาดำร่างยักษ์ชนจนหักโค่นลงมาอย่างง่ายดาย
ถ้าไอ้หมาป่าหน้าโง่นั่นหลบไม่ทันเมื่อกี้ล่ะก็ ป่านนี้คงโดนทับแบนเป็นกล้วยปิ้งไปแล้ว!!!
เมื่อมองดูเงาดำที่ชนต้นไม้จนหักโค่น ซูฮั่นก็พูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า "เป็นไปตามคาด ไอ้เจ้านี่จริงๆ ด้วย..."