- หน้าแรก
- รักซ่อนเร้นของยัยรุ่นพี่ตัวร้ายกับนายนักเขียนอัจฉริยะ
- บทที่ 19 มองย้อนกลับไป
บทที่ 19 มองย้อนกลับไป
บทที่ 19 มองย้อนกลับไป
โรงอาหารที่หนึ่งมีขนาดไม่ใหญ่นัก เล็กกว่าโรงอาหารที่สามถึงหนึ่งในสาม นอกจากราคาถูกแล้วก็ไม่มีข้อดีอะไรอีกเลย แถมอาหารยังรสชาติแย่สุดๆ
ยิ่งไปกว่านั้น แปดสิบเปอร์เซ็นต์ของคนที่มากินข้าวที่โรงอาหารที่หนึ่งล้วนเป็นผู้ชาย มีผู้หญิงนั่งกินข้าวคุยกันอยู่ตามมุมต่างๆ เพียงประปรายเท่านั้น
ช่วงเช้ามีคนมากินข้าวค่อนข้างเยอะ จนแทบจะไม่มีโต๊ะว่าง
หลัวเย่ซื้อซาลาเปาไส้หมูสองลูก น้ำเต้าหู้หนึ่งแก้ว ไข่ต้ม และแพนเค้กข้าวโพด จากนั้นก็เดินไปหาที่นั่งว่างแล้วทรุดตัวลงนั่ง
ถึงแม้จะมีผู้ชายอีกคนนั่งกินข้าวอยู่ที่โต๊ะเดียวกัน แต่ก็ไม่ใช่ปัญหา อีกอย่าง โต๊ะตัวนี้ก็นั่งได้ถึงหกคน พวกเขาจึงนั่งอยู่คนละมุมซึ่งห่างกันพอสมควร
ทันใดนั้น
ผู้ชายเกินครึ่งในโรงอาหารต่างก็หันขวับไปมองที่ประตูทางเข้าอย่างพร้อมเพรียง
หญิงสาวร่างสูงโปร่งในชุดสีดำดูมีระดับเดินก้าวเข้ามา รูปลักษณ์ของเธอช่างเย้ายวนใจ สะกดทุกสายตา จนทำให้อาหารที่ดูไม่น่ากินในตอนแรก กลายเป็นอาหารรสเลิศขึ้นมาในพริบตา
ผู้ชายคนหนึ่งถึงกับยัดซาลาเปาสองลูกเข้าปากรวดเดียว
นั่นซูไป๋โจว ดาวมหาวิทยาลัยเจียงเฉิงไม่ใช่เหรอ ทำไมเธอถึงมาที่โรงอาหารที่หนึ่งได้ล่ะ?
หลัวเย่ไม่ได้สังเกตเห็นอาการผิดปกติของคนรอบข้าง เขายกน้ำเต้าหู้ขึ้นจิบ แล้วก็พบว่ามันมีรสเค็มปะแล่มๆ
ทำไมทางใต้ถึงมีน้ำเต้าหู้แบบเค็มด้วยเนี่ย เขาอยากกินแบบหวาน! แบบหวานต่างหากเล่า!
ซูไป๋โจวซื้ออาหารเช้าอย่างเรียบง่าย จากนั้นก็หันกลับมามองหาที่นั่ง และพบว่าทุกโต๊ะถูกจับจองไปหมดแล้ว
ถึงแม้จะมีที่นั่งว่างเหลืออยู่บ้าง แต่นั่นก็หมายความว่าเธอจะต้องไปนั่งร่วมโต๊ะกับผู้ชาย
ไม่นานนัก เธอก็มองเห็นที่นั่งของหลัวเย่ จึงก้าวเท้ายาวๆ เดินตรงดิ่งไปหาเขาทันที
ทุกย่างก้าวที่ซูไป๋โจวเดินผ่าน อากาศบริเวณนั้นก็ราวกับจะหอมหวานขึ้นมาในทันตา
เวลานี้เธอไม่ได้แต่งหน้าเลยแม้แต่น้อย ทว่าความงามอันเย็นชาและไร้ที่ติของเธอก็ยังคงสะกดทุกหัวใจให้ลุ่มหลง
หลัวเย่สะดุ้งตกใจเมื่อรู้สึกว่ามีใครบางคนมานั่งลงตรงหน้า
เขาเงยหน้าขึ้นมองด้วยความงุนงง และพบว่าเป็นรุ่นพี่นางฟ้า
นี่มันเป็นภาพที่น่าปลื้มปีติขนาดไหนกันนะ?
สีหน้าของหลัวเย่ยังคงค้างอยู่ที่ความไม่สบอารมณ์กับน้ำเต้าหู้รสเค็ม แต่พอได้เห็นซูไป๋โจว ใบหน้าของเขาก็กระตุก สลับไปมาระหว่างความประหลาดใจกับความขัดใจในรสชาติเครื่องดื่ม
ท้ายที่สุด ความประหลาดใจก็มีชัยเหนือความรู้สึกอื่นใด
ทุกคนในโรงอาหารต่างเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
บ้าชะมัด!
ทำไมกัน?
ก็เป็นผู้ชายเหมือนกัน ระดับเดือนมหาวิทยาลัยกันทั้งนั้น โต๊ะของพวกเขาก็มีที่ว่างเหมือนกัน แล้วทำไมไอ้หนุ่มนั่นถึงโชคดีนักวะ?
ไม่นานนัก ผู้ชายคนหนึ่งก็เดินมานั่งลงข้างๆ ซูไป๋โจวด้วยท่าทางเก้ๆ กังๆ
เมื่อเห็นดังนั้น ซูไป๋โจวก็ขมวดคิ้ว แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร
หลัวเย่เองก็ไม่รู้จะพูดอะไรเหมือนกัน
บรรยากาศรอบตัวเริ่มน่าอึดอัด ออร่าเทพธิดาภูเขาน้ำแข็งของซูไป๋โจวแผ่กระจายออกมา ทำเอาผู้ชายที่นั่งอยู่ข้างๆ รู้สึกกดดันจนนั่งไม่ติด
แม้แต่หลัวเย่ยังต้องก้มหน้า ไม่กล้าเงยหน้ามองซูไป๋โจวในเวลานี้
ผ่านไปครู่เดียว ผู้ชายคนนั้นก็รีบยัดข้าวเข้าปากจนหมดแล้วเดินจากไปอย่างรวดเร็ว
ตอนแรกเขาก็แค่อยากจะลองเสี่ยงดวงหวังจะได้นั่งใกล้ชิดกับดาวมหาวิทยาลัย แต่ไม่คิดเลยว่าสาวงามภูเขาน้ำแข็งคนนี้ไม่ใช่ใครหน้าไหนก็เข้าไปนั่งใกล้ๆ ได้
หลัวเย่เริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมรุ่นพี่นางฟ้าถึงได้รับฉายาว่าภูเขาน้ำแข็ง
หลังจากที่ผู้ชายคนนั้นเดินจากไป หลัวเย่ก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก
ความกดดันอันหนักอึ้งเมื่อครู่มลายหายไปในพริบตา
เสียดายก็แต่เขากินข้าวหมดไปแล้วนี่สิ
เขาเช็ดปากแล้วเอ่ยปากอย่างระมัดระวัง "รุ่นพี่ครับ... ผมขอตัวก่อนนะครับ"
"ไม่ได้"
ซูไป๋โจวตอบกลับเสียงเย็น "รอให้ฉันกินเสร็จก่อน"
ถ้าหลัวเย่ลุกไปตอนนี้ เธอจะไม่ต้องนั่งกินข้าวที่โรงอาหารที่หนึ่งนี่คนเดียวหรือไงล่ะ?
อาหารที่นี่ก็รสชาติแย่จะตายชัก เธอจะไปกลืนลงได้ยังไง...
หลัวเย่หัวเราะแห้งๆ แล้วนั่งลงที่เดิม รอจนกว่ารุ่นพี่จะกินเสร็จ
ไม่กี่นาทีต่อมา ซูไป๋โจวก็เช็ดปาก ปรายตามองหลัวเย่แวบหนึ่งโดยไม่พูดอะไร แล้วลุกเดินจากไป
นี่แหละคือนิสัยที่แท้จริงของรุ่นพี่นางฟ้า
หลัวเย่มองตามแผ่นหลังของเธอไป สายตาของเขาแน่วแน่ไม่วอกแวก
ดูเหมือนว่าเขาจะเคยมองตามแผ่นหลังของคนอื่นแบบนี้มาหลายครั้งแล้ว
ตลอดสามปีที่เขาแอบชอบผู้หญิงคนนั้นในสมัยมัธยมปลาย เขาก็มองตามเธอแบบนี้เหมือนกัน เฝ้ามองแผ่นหลังของคนคนนั้น วิ่งตามเงาของเธอ แต่กลับไม่กล้าเข้าไปใกล้เลยแม้แต่น้อย ทำได้เพียงเฝ้ามองอย่างเงียบๆ
แม้แต่กับรุ่นพี่นางฟ้าก็เช่นกัน ครั้งแรกที่เจอกัน เขาก็มองตามแผ่นหลังของเธอ
การรวมตัวกันครั้งแรกของหอพัก เขาบังเอิญเจอเธอและมองตามแผ่นหลังของรุ่นพี่นางฟ้า
เดตแรก ตอนที่เขาไปส่งเธอที่ลานจอดรถของหอพักอาจารย์ เขาก็มองตามแผ่นหลังของเธอ จนกระทั่งถึงตอนนี้
เขา... ทำได้เพียงเฝ้ามองเธอเงียบๆ แบบนี้ คอยปกป้องเธอ โดยที่ไม่สามารถทำอะไรได้เลย เขาไม่รู้ว่ามีอะไรขาดหายไป แต่รู้สึกอยู่เสมอว่ามีบางอย่างผิดปกติ เป็นความรู้สึกในใจที่ยากจะอธิบาย
จนกระทั่ง...
วินาทีก่อนที่ซูไป๋โจวจะก้าวพ้นประตูโรงอาหาร จู่ๆ เธอก็ชะงักฝีเท้าลง
เธอหันหน้ากลับมาเล็กน้อย แล้วมองมาทางหลัวเย่
เมื่อเห็นสีหน้าเหม่อลอยของเขา ริมฝีปากของเธอก็โค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มบางๆ ราวกับกำลังยิ้มให้ แล้วเธอก็เดินจากไป
รอยยิ้มนั้นทำเอาผู้ชายทั้งโรงอาหารใจเต้นไม่เป็นจังหวะด้วยความปีติยินดี
"เทพธิดาภูเขาน้ำแข็งยิ้มให้ฉันด้วยแหละ!!"
"เธอยิ้มให้ฉันต่างหากเล่า!"
"พูดเพ้อเจ้ออะไรวะ ตักน้ำใส่กะโหลกชะโงกดูเงาตัวเองบ้างเถอะ"
"ว่าไงนะเว้ย ฉันนี่แหละเผิงอวี๋เยี่ยนแห่งเจียงเฉิงเชียวนะ"
"ส่วนฉันก็อู๋เยี่ยนจู่แห่งเจียงเฉิงเว้ย"
"พวกแกเงียบไปเลย ฉัน ไอ้หนุ่มคลั่งรักแห่งเจียงเฉิงมีเรื่องจะพูด"
...
ผู้คนรอบข้างเริ่มถกเถียงกันอย่างเอาเป็นเอาตาย แต่มีเพียงหลัวเย่เท่านั้นที่สัมผัสได้ว่ารอยยิ้มของรุ่นพี่นางฟ้านั้น ส่งมาให้เขา
ในที่สุดเขาก็รู้แล้วว่าความรู้สึกที่ขาดหายไปมาตลอดนั้นคืออะไร
มันคือการหันกลับมามอง
มันคือการที่บนเส้นทางที่เขาวิ่งตามแผ่นหลังของเธอ เธอกลับหันมามองและรับรู้ได้ว่ามีใครบางคนคอยยืนอยู่ข้างหลังเธอเสมอมา
จากเส้นทางคู่ขนานที่เดินทางเดียว กลายเป็นการเชื่อมต่อของคนสองคน...
"ทำอะไรอยู่วะ"
เสียงที่ดังขึ้นกะทันหันดึงหลัวเย่ให้หลุดจากภวังค์ เขาเงยหน้าขึ้นและพบว่าเป็นหลี่ฮ่าวหยาง
ด้านหลังของเขาคือหลิวปิงซิน
พวกเขาวิ่งออกกำลังกายยามเช้าเสร็จแล้ว และก็มากินข้าวที่โรงอาหารที่หนึ่งเหมือนกัน
ผู้หญิงที่ยอมตามผู้ชายมากินข้าวที่โรงอาหารใกล้หอพักชายแบบนี้ ดูเหมือนว่าโค้ชฟิตเนสจะโดนความจริงใจของเธอตกเข้าให้อย่างจังเสียแล้ว
อย่างไรก็ตาม เมื่อนึกถึงว่ารูมเมตของหลิวปิงซินคือถังเอินฉี หลัวเย่ก็อดรู้สึกกระอักกระอ่วนใจไม่ได้
"เปล่า ไม่มีอะไร อ้อ จริงสิ ใกล้จะถึงเวลาเรียนแล้ว ฉันจะกลับไปเอาหนังสือเรียน เดี๋ยวฉันหยิบของนายมาให้ด้วยเลยแล้วกัน" หลัวเย่บอก
"โอเค อย่าลืมปลุกพี่ต้าชุยด้วยล่ะ"
หลี่ฮ่าวหยางส่งยิ้มให้ ก่อนจะเดินไปซื้อข้าวกับหลิวปิงซิน
ดูเหมือนว่าหลี่ฮ่าวหยางผู้ซื่อสัตย์จริงใจกำลังจะได้คบกับหลิวปิงซินโลลิขายาวในไม่ช้านี้ ขาดก็แค่จังหวะและโอกาสเท่านั้นแหละ
พอลองคิดดูให้ดี หลังจากผ่านการฝึกทหารมาครึ่งเดือน ตอนนี้ก็เพิ่งจะเปิดเรียนได้เข้าสัปดาห์ที่สอง ยังไม่ถึงเดือนเต็มด้วยซ้ำ
เรื่องราวมันพัฒนาไปเร็วเกินคาดจริงๆ
หลัวเย่เดินกลับมาที่หอพัก เสิ่นเฉียวล่วงหน้าไปจองที่นั่งในห้องเรียนแล้ว เหลือเพียงหวังต้าชุยที่ยังคงนอนหลับสนิท
วันนี้เป็นวันจันทร์ วันที่มีเรียนเยอะที่สุด หรือที่เรียกว่าวันจันทร์นรกแตก
หลัวเย่หยิบโทรศัพท์ขึ้นมา เปิดเสียงจนสุด เปิดเพลง "จีหนี่ไท่เหม่ย" แล้วเอาไปวางไว้ข้างหมอนของหวังต้าชุย
วินาทีที่เสียงดนตรีดังขึ้น หวังต้าชุยก็เบิกตากว้าง เด้งตัวลุกพรวดลงจากเตียง ก่อนจะคว้าลูกบาสเกตบอลใต้เตียงออกมา แล้ววาดลวดลายโชว์สเตปเทพเต้นประกอบเพลงโดยสัญชาตญาณ
จากนั้นเขาก็ได้สติ เมื่อเห็นหลัวเย่ เขาก็ฉีกยิ้มกว้างแล้วพูดอย่างตื่นเต้น "น้องเย่ ฉันฝันว่าได้ขึ้นเวทีแสดงคู่กับเกอเกอะสุดที่รักของฉันด้วยว่ะ"
"เออๆ รู้แล้ว ไปเล่นตรงนู้นไป"
หลัวเย่กดปิดเพลงในโทรศัพท์ ก่อนจะหยิบหนังสือเรียนของตัวเองและของหลี่ฮ่าวหยางขึ้นมา แล้วขู่ว่า "อีกสิบห้านาทีจะเริ่มเรียนแล้ว ถ้านายยังไม่ไปอาบน้ำแต่งตัว ระวังจะโดนปรับตกนะเว้ย"
เมื่อได้ยินดังนั้น สีหน้าของหวังต้าชุยก็เปลี่ยนไปทันที เขารีบตะโกนลั่น "เชี่ยเอ๊ย ไม่ต้องห่วง! เดี๋ยวพี่ต้าชุยของนายจะสไลด์ตัวเข้าห้องเรียนด้วยความเร็วแสงให้ดู!"
"สุดยอดไปเลย"