เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 82 น้าเมตตา หลานกตัญญู(ฟรี)

ตอนที่ 82 น้าเมตตา หลานกตัญญู(ฟรี)

ตอนที่ 82 น้าเมตตา หลานกตัญญู(ฟรี)


ตอนที่ 82 น้าเมตตา หลานกตัญญู

เมื่อกลับมาถึงหน่วยปราบมาร เซวียชิงซานก็ระดมกำลังคนเข้าทำการสืบสวนฟ่านเจิ้งฉีและภรรยาอย่างเร่งด่วน

ฉินเส้าโหยวไม่ได้เข้าร่วมการสืบสวนด้วย

วันนี้เขาเหนื่อยล้ามาทั้งวัน จากการคุ้มกันเด็กๆ ไปส่งที่อารามอวี้หวง พอกลับมาถึงเมืองลั่ว เดิมทีตั้งใจจะพาเพื่อนร่วมงานไปผ่อนคลายที่ตรอกจับแมว แต่กลับต้องมาเจอกับคดีผีเลือดฆ่าปิดปากจนต้องทำงานล่วงเวลามาจนถึงป่านนี้ จะบอกว่าไม่เหนื่อยก็คงโกหก

เซวียชิงซานสังเกตเห็นความเหนื่อยล้าบนใบหน้าของเขาและจูซิ่วไฉ จึงอนุญาตให้พวกเขาไปพักผ่อนได้

ฉินเส้าโหยวไม่ได้ทำเป็นเกรงใจ เขากล่าวคำว่า 'ลำบากหน่อยนะขอรับ' แล้วก็พาจูซิ่วไฉ หลวงพี่หม่า และลูกน้องคนอื่นๆ แยกย้ายกันไป

แน่นอน เขาไม่ลืมที่จะส่งคนไปแจ้งข่าวให้กับกลุ่มของนายกองน้อยซุนที่ยังเฝ้าสังเกตการณ์อยู่ที่ตรอกจับแมวให้ทราบด้วย

พวกจูซิ่วไฉ หลวงพี่หม่า และคนอื่นๆ แยกย้ายกันไปหาอะไรกิน

เดิมทีพวกเขาตั้งใจจะไปหาอะไรอร่อยๆ กินและเที่ยวเล่นที่ตรอกจับแมว

แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ดูระบำทราย แถมข้าวก็ยังไม่ได้กิน ท้องหิวโซมาจนถึงตอนนี้

พวกเขาชวนฉินเส้าโหยว: "ใต้เท้า ไปด้วยกันไหมขอรับ?"

"พวกเจ้าไปเถอะ ข้าจะไปเยี่ยมท่านพ่อท่านแม่ที่เรือนพักด้านหลังสักหน่อย"

หลังจากแยกย้ายกับพวกลูกน้อง ฉินเส้าโหยวก็กลับไปที่ห้องทำงาน หยิบเนื้อปีกเสือก้อนหนึ่งออกมาจากสัมภาระ และถือห่อขนมกระดาษติดมือมาด้วย ก่อนจะมุ่งหน้าไปยังเรือนพักด้านหลัง

เป้าหมายของเขาคือการไปบอกกล่าวให้พ่อแม่และพี่สาวคนที่สามสบายใจ และเพื่อขอยืมห้องครัวของบ้านพี่สาว ทำอาหารปีศาจกินในคืนนี้

เมื่อเห็นฉินเส้าโหยวกลับมาอย่างปลอดภัย พ่อแม่และพี่สาวก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก

พวกเขาทั้งสามคนเป็นห่วงและเฝ้ารอคอยข่าวคราวของเขามาโดยตลอด

"คดีจัดการเรียบร้อยแล้วรึ?" ฉินเต้าเหรินทำหน้าขรึมถาม ท่าทางเหมือนคน 'เป็นห่วงนะ แต่ฟอร์มจัดไม่ยอมพูดตรงๆ'

ฉินเส้าโหยวส่งยิ้มให้: "เรียบร้อยแล้วขอรับ"

"ก็ดีแล้ว" ฉินเต้าเหรินพยักหน้ารับ ไม่ได้ซักไซ้ต่อว่าเขาไปสืบคดีอะไรมา เพราะในฐานะอดีตคนของหน่วยปราบมาร เขารู้กฎระเบียบดี อะไรที่ไม่ควรถามก็ไม่ควรถามเด็ดขาด

ส่วนผู้เป็นแม่ ฉินหลี่ซื่อ หลังจากไต่ถามสารทุกข์สุกดิบของลูกชายแล้ว ก็พูดขึ้นมาว่า: "เจ้าช่วยไปเกลี้ยกล่อมพี่สามของเจ้าทีสิ บอกให้นางตีลูกให้น้อยลงหน่อย วันนี้พอพวกเรามาถึงก็เห็นนางกำลังตีเสี่ยวเป่าอยู่เลย ห้ามยังไงก็ไม่ยอมฟัง"

ฉินเส้าโหยวชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปมองพี่สาม "พี่สาม นี่พี่เขยเพิ่งจะไม่อยู่บ้าน ท่านก็ตีลูกเขาเลยรึ? เดี๋ยวพอกลับมา เขาไม่เอาเรื่องท่านแย่เหรอ?"

พี่สาวคนที่สามถลึงตาใส่เขา: "คำพูดคำจาอะไรของเจ้าเนี่ย? เสี่ยวเป่าไม่ใช่ลูกของพี่เขยเจ้าคนเดียวสักหน่อย แล้วอีกอย่าง ไอ้เรื่อง 'หมาไม่เห่า หมายถึงคนคุ้นเคยมาหา' นั่นน่ะ ข้าตีจบไปตั้งนานแล้ว ที่พ่อกับแม่มาเห็นตอนข้ากำลังดุน่ะ เป็นเพราะเขาทำผิดตอนกินข้าวเย็นต่างหาก"

ฉินเส้าโหยวเดาะลิ้นด้วยความทึ่ง ในใจคิดว่าหลานชายคนนี้นี่มันตัวตึงจริงๆ

เขามองไปรอบๆ ไม่เห็นวี่แววของเซวียเสี่ยวเป่า จึงถามว่า: "แล้วหลานข้าล่ะ?"

พี่สามตอบ: "โดนตีจนเหนื่อย เลยหลับไปแล้วล่ะ"

พูดจบ นางก็ลุกขึ้นเพื่อจะไปดูอาการลูกชายที่ห้องนอน ว่าห่มผ้าดีหรือเปล่า

แม้ช่วงนี้จะเข้าสู่ฤดูร้อน อากาศเริ่มร้อนอบอ้าว แต่ในช่วงกลางดึก โดยเฉพาะช่วงค่อนสว่าง อากาศก็ยังคงเย็นยะเยือกอยู่บ้าง

ผู้ใหญ่อาจจะไม่เป็นไร แต่เด็กอาจจะจับไข้ได้ง่ายๆ

พี่สามเพิ่งจะเดินไปถึงหน้าประตูห้องนอน ก็ได้ยินเสียงแมวร้องดังแว่วออกมาจากข้างใน

จากนั้นนางก็ตกใจกับสิ่งที่เห็นภายในห้อง จนต้องรีบกวักมือเรียกเสียงสั่นเครือ: "ท่านพ่อ น้องเล็ก รีบมาดูนี่สิ"

ฉินเต้าเหรินและฉินเส้าโหยวรีบวิ่งเข้าไปดู ก็เห็นเซวียเสี่ยวเป่านั่งตัวแข็งทื่ออยู่บนเตียง สีหน้าเหม่อลอย ดวงตาเลื่อนลอยไร้แวว

ฉินหลี่ซื่อที่เดินตามมาเห็นเข้า ก็เริ่มตื่นตระหนก: "เสี่ยวเป่าเป็นอะไรไป? หรือว่าจะมีสิ่งชั่วร้ายเข้าสิง?"

ฉินเส้าโหยวขมวดคิ้ว

สิ่งชั่วร้ายงั้นรึ? ที่นี่คือหน่วยปราบมารนะ ปีศาจหน้าไหนมันจะเหิมเกริมกล้าบุกเข้ามาก่อเรื่องถึงในนี้? แบบนี้มันรนหาที่ตายชัดๆ ไม่ใช่หรือไง?

ฉินเต้าเหรินเองก็รู้สึกว่าเรื่องนี้มีพิรุธ

ในขณะที่สองพ่อลูกกำลังจะเข้าไปตรวจดูอาการของเซวียเสี่ยวเป่า จู่ๆ เซวียเสี่ยวเป่าก็ยืดตัวตรง หันหน้าไปทางประตูห้อง แล้วพูดด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่จงใจดัดให้แปลกไปว่า

"ท่านแม่ ข้าคือปรมาจารย์แห่งปราชญ์ ข้ามาประทับร่างของเซวียเสี่ยวเป่าก็เพื่อจะบอกท่านว่าเซวียเสี่ยวเป่าเป็นเด็กฉลาดและรู้ความ ท่านควรจะตีดุด่าเขาน้อยลงหน่อย ไม่อย่างนั้นข้าจะแสดงปาฏิหาริย์มาตีท่านแทน! อ้อ แล้วก็นะ น้าเล็กของเขาไม่ใช่คนดี ท่านและท่านตาท่านยายต้องช่วยกันตีดุด่าเขาให้มากๆ ด้วย..."

ความหวาดวิตกของฉินหลี่ซื่อและพี่สามมลายหายไปในพริบตา เมื่อได้ยินคำพูดของเซวียเสี่ยวเป่า

ส่วนฉินเต้าเหรินได้แต่ส่ายหน้ายิ้มแห้งๆ

ฉินเส้าโหยวถลึงตาใส่เซวียเสี่ยวเป่า พลางสบถในใจ: ไอ้เด็กแสบ ข้าอุตส่าห์ดีกับเจ้ามาตลอด เจ้าอยากจะให้คนมารุมทุบตีข้าเนี่ยนะ?

พี่สามที่ยืนจ้องดูการแสดงของลูกชายด้วยสายตาเย็นชา ในที่สุดก็ทนไม่ไหว พูดแทรกขึ้นมาว่า: "ท่านปรมาจารย์แห่งปราชญ์ใช่ไหม? ท่านสั่งสอนจบหรือยัง?"

เซวียเสี่ยวเป่ายังไม่รู้ตัวว่าภัยมาถึงตัว ยังคงทำเป็นพูดต่อไป: "ยังไม่จบ ท่านแม่ ห้ามขัดจังหวะข้า ไม่อย่างนั้นข้าจะลงโทษท่านให้สาสม! เซวียเสี่ยวเป่าเป็นเด็กดี ท่านต้องซื้อถังหูลู่ให้เขากินเยอะๆ อย่าบังคับให้เขาท่องตำรามากนัก ให้เขาได้เล่นตามใจชอบบ้าง..."

พี่สามทนฟังต่อไปไม่ไหว เดินเข้าไปที่เตียง เอื้อมมือไปบิดหูเซวียเสี่ยวเป่าอย่างแรง พร้อมกับด่าทอ: "เจ้าเด็กบ้า! บังอาจมาเล่นละครตบตาข้า แถมยังแอบอ้างเป็นปรมาจารย์แห่งปราชญ์อีกรึ? ช่างกล้าหาญชาญชัยนักนะ! ยังคิดจะตีตูดข้าอีกใช่ไหม? มาสิ! ข้าจะจัดการเจ้าเดี๋ยวนี้แหละ จะตีตูดข้าใช่ไหม มาตีเลย!"

เซวียเสี่ยวเป่าเจ็บจนร้องจ๊าก: "โอ๊ยๆ ท่านแม่ ปล่อยมือเถอะ เจ็บ... ข้าคือปรมาจารย์แห่งปราชญ์นะ ท่านต้องทำความเคารพข้าสิ"

"ยังจะมาเล่นละครอีกใช่ไหม?" พี่สามโกรธจนเลือดขึ้นหน้า คว้าไม้ขนไก่ที่วางอยู่ข้างๆ ขึ้นมาหมายจะฟาด

คราวนี้เซวียเสี่ยวเป่าลืมสวมบทปรมาจารย์ไปเลย เขากระโดดหนีลงจากเตียงด้วยความหวาดกลัว หวังจะวิ่งไปหลบหลังฉินหลี่ซื่อ: "ท่านยาย ช่วยข้าด้วย"

ฉินเส้าโหยวที่ยืนดูอยู่ข้างๆ อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ

หลานชายคนนี้ จะบอกว่าโง่ก็ไม่เชิง เพราะยังอุตส่าห์คิดแผนแกล้งผีเข้าเพื่อข่มขู่คนอื่น แถมยังรู้ว่าเวลาโดนตีต้องวิ่งไปหาที่พึ่งอย่างยาย

แต่จะบอกว่าฉลาดก็ไม่ใช่ เพราะตอนที่แกล้งถูกปรมาจารย์ประทับร่าง ดันหลุดปากเรียกแม่เรียกน้าออกมาซะงั้น

ฉินเส้าโหยวส่ายหน้า ไม่คิดจะเข้าไปยุ่งกับเรื่องวุ่นวายนี้ เขาหันหลังเดินตรงดิ่งไปยังห้องครัว

หลังจากก่อไฟเสร็จสรรพ ฉินเส้าโหยวก็จัดการหั่นเนื้อปีกเสือให้เป็นชิ้นๆ ตามสูตรในตำราอาหารลึกลับ นำไปทอดในน้ำมันร้อนๆ จนสุกได้ที่ แล้วตักขึ้นสะเด็ดน้ำมัน จากนั้นก็เติมซีอิ๊ว เหล้า และเครื่องปรุงอื่นๆ ลงไปตุ๋นด้วยไฟอ่อนๆ

ในระหว่างที่รอปีกเสือตุ๋นน้ำแดงได้ที่ เขาก็ไม่ปล่อยเวลาให้เสียเปล่า เริ่มลงมือทำอาหารจานหลัก... 'ข้าวอบผีเด็ก'

นี่คือเมนูใหม่ที่เขาได้รับหลังจากปราบผีทารกได้สำเร็จ

วิธีทำก็คือ การนำวิญญาณของผีทารกไปหุงรวมกับข้าวสวย

ข้าวที่หุงสุกแล้ว เมล็ดข้าวจะดูดซับเลือดผีจนกลายเป็นสีแดงสดใส ดูน่ารับประทาน แถมยังจับตัวกันเป็นก้อนกลมๆ มองดูเผินๆ คล้ายกับหัวคน จึงเป็นที่มาของชื่อเมนูนี้นั่นเอง

มีทั้งข้าวอบหม้อดิน แล้วก็มีข้าวอบหัวคนแล้ว... เมื่อไหร่จะมีเมนูคนฝูเจี้ยนโผล่มาบ้างน้า? (มุกตลกจีน แซวว่าคนมณฑลกวางตุ้งชอบกินคนมณฑลฝูเจี้ยน)

ตามที่ระบุในตำราอาหารลึกลับ ข้าวอบผีเด็กนี้ เมื่อรับประทานเข้าไป จะช่วยบำรุงจิตวิญญาณและเสริมสร้างสมาธิให้แข็งแกร่งขึ้น

ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการฝึกฝนเข้าสู่ขอบเขตการฝึกยุทธ์ขั้นที่เจ็ด 'ระดับหลอมสมาธิ'

ฉินเส้าโหยวบริหารเวลาได้อย่างยอดเยี่ยม พอข้าวอบผีเด็กหุงสุก ปีกเสือตุ๋นน้ำแดงก็เปื่อยได้ที่พอดี

ข้าวอบผีเด็กหอมกรุ่นน่ารับประทาน ราดด้วยน้ำซุปปีกเสือตุ๋นน้ำแดง รสชาตินั้นอร่อยล้ำสุดบรรยาย

ส่วนปีกเสือตุ๋นน้ำแดงก็เปื่อยนุ่มกำลังดี รสชาติกลมกล่อม หอมกลิ่นเนื้อผสมผสานกับกลิ่นเหล้าอ่อนๆ

ฉินเส้าโหยวสวาปามอาหารในห้องครัวอย่างเอร็ดอร่อย เสียง 'ซู้ดซ้าด' ดังไม่ขาดสาย

ในเรือนหลัก เซวียเสี่ยวเป่าที่ถูกทำโทษให้คุกเข่าอยู่

เดิมทีเขาก็รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจอยู่แล้ว พอได้กลิ่นหอมหวลที่ลอยมาจากห้องครัว มันก็ยิ่งไปกระตุ้นพยาธิในท้องของเขาให้ร้องครวญคราง เขาทนไม่ไหวจนหลุดเสียงร้องไห้โฮออกมาดังก้อง

เมื่อฉินเส้าโหยวจัดการข้าวอบและปีกเสือจนเรียบวุธ ล้างกระทะชามเสร็จสรรพ พอเดินออกมาจากห้องครัว ก็ได้ยินเสียงร้องไห้ของเซวียเสี่ยวเป่า

ตอนแรกเขานึกว่าหลานชายยังคงถูกทำโทษด้วยการเฆี่ยนตี แต่พอเดินไปดูก็พบว่า เซวียเสี่ยวเป่ากำลังคุกเข่าร้องไห้อยู่บนพื้น

ฉินเส้าโหยวจึงเอ่ยถาม: "แม่เจ้ากับคนอื่นๆ ไปไหนกันหมด?"

เซวียเสี่ยวเป่าตอบพลางสะอื้น: "ท่านแม่อยู่ในห้องนอน บอกว่าถ้าข้าคุกเข่าไม่ครบชั่วยาม ห้ามขึ้นเตียงนอนเด็ดขาด ส่วนท่านตากับท่านยาย ก็ไปพักผ่อนที่เรือนปีกข้างแล้ว"

ฉินเส้าโหยวถามต่อ: "แล้วนี่เจ้าร้องไห้เพราะถูกสั่งให้คุกเข่างั้นรึ?"

เซวียเสี่ยวเป่าปาดน้ำตาที่หางตา พลางส่ายหน้า: "ถูกทำโทษให้คุกเข่ามีอะไรให้น่าร้องไห้กันล่ะ? ข้าเห็นท่านพ่อโดนท่านแม่สั่งให้คุกเข่าบ่อยๆ ยังไม่เคยเห็นเขาร้องไห้เลยสักครั้ง"

ฉินเส้าโหยวแอบรู้สึกเวทนาอยู่ในใจ: ดูเหมือนว่าสถานะในบ้านของพี่เขยจะไม่ต่างอะไรกับท่านพ่อของข้าเลยแฮะ...

จากนั้นเขาจึงถามอีกครั้ง: "แล้วเจ้าร้องไห้ทำไมล่ะ?"

เซวียเสี่ยวเป่าช้อนตามองเขาแล้วถามกลับ: "น้าเล็ก เมื่อกี้ท่านแอบกินอะไรอยู่ในครัวเหรอ? กลิ่นมันหอมชะมัดเลย"

ฉินเส้าโหยวถึงบางอ้อ ที่แท้หลานชายคนนี้ก็ร้องไห้เพราะทนหิวจากกลิ่นหอมของอาหารปีศาจนี่เอง?

แต่เขาไม่กล้าเอาอาหารปีศาจให้เซวียเสี่ยวเป่ากินหรอก กลัวว่ากินแล้วจะเกิดปัญหาตามมา

แต่เขาก็เตรียมของบางอย่างมาด้วย เขาหยิบห่อขนมที่เตรียมไว้ออกมาจากอกเสื้อ แล้วยื่นให้เซวียเสี่ยวเป่าด้วยรอยยิ้ม

"เลิกร้องไห้ได้แล้ว ดูสิว่าน้าเอาอะไรมาฝาก"

เมื่อเซวียเสี่ยวเป่าเปิดห่อขนมออก รอยยิ้มก็เบ่งบานบนใบหน้าทันที

"ถั่วเคลือบน้ำตาล!"

เขารีบหยิบถั่วเคลือบน้ำตาลเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ อย่างมีความสุข

ถั่วเคลือบน้ำตาลห่อนี้ ฉินเส้าโหยวเพิ่งซื้อมาตอนที่เดินทางกลับเข้าเมือง เดิมทีตั้งใจจะเอามาให้เซวียเสี่ยวเป่าตั้งแต่ช่วงบ่าย แต่ตอนนั้นหลานชายกำลังโดนทำโทษอยู่ จึงหาจังหวะให้ไม่ได้ เลยต้องเก็บไว้จนถึงตอนนี้

ฉินเส้าโหย่วลูบหัวเซวียเสี่ยวเป่าเบาๆ พลางยิ้มถาม: "อร่อยไหมล่ะ? น้าดีกับเจ้าไหม?"

เซวียเสี่ยวเป่าเคี้ยวถั่วตุ้ยๆ พลางพยักหน้ารัวๆ: "น้าเล็ก ท่านดีกับข้ามากเลย เดือนอ้ายปีหน้า ข้าจะไม่ไปตัดผมเด็ดขาด ท่านวางใจได้เลย" (เป็นความเชื่อโบราณว่า การตัดผมในเดือนอ้าย (เดือนแรกของปี) จะทำให้ลุง/น้าชายเสียชีวิต)

ฉินเส้าโหยวถึงกับอึ้งไป: "ตัดผมเดือนอ้าย?"

เซวียเสี่ยวเป่าตอบซื่อๆ: "ก็ตอนบ่ายที่ท่านยุให้ท่านแม่เอาไม้ขนไก่ฟาดข้า ข้าก็กะไว้แล้วว่า พอถึงเดือนอ้ายปีหน้า ข้าจะไปโกนหัวซะเลย"

ไอ้หนูเอ๊ย เอ็งนี่มันเข้าข่าย 'ลูกผู้ชายแก้แค้นสิบปีก็ยังไม่สาย' จริงๆ สินะ!

เรื่องบุญคุณความแค้นแยกแยะได้ชัดเจนขนาดนี้ โตขึ้นเอ็งต้องเป็นใหญ่เป็นโตแน่ๆ...

จบบทที่ ตอนที่ 82 น้าเมตตา หลานกตัญญู(ฟรี)

คัดลอกลิงก์แล้ว