- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นมือปราบ ข้าจะกินปีศาจให้หมดโลก
- ตอนที่ 71 ตรอกจับแมว(ฟรี)
ตอนที่ 71 ตรอกจับแมว(ฟรี)
ตอนที่ 71 ตรอกจับแมว(ฟรี)
ตอนที่ 71 ตรอกจับแมว
เมื่อกลับมาถึงหน่วยปราบมารเมืองลั่ว ท้องฟ้าก็เริ่มจะมืดค่ำลงแล้วจริงๆ
ฉินเส้าโหยวสั่งให้จูซิ่วไฉไปรายงานการส่งมอบภารกิจคุ้มกัน และนำใบตอบรับไปเก็บเข้าแฟ้มประวัติ
ส่วนตัวเขาเอง พร้อมกับหลวงพี่หม่าและลูกน้องคนอื่นๆ ก็ช่วยกันเคลื่อนย้ายร่างของนักรบเว่ยและนักรบเหยาเข้าไปเก็บไว้ในห้องเก็บศพ
รอจนถึงพรุ่งนี้เช้า ค่อยพาร่างของพวกเขาทั้งสองคนกลับบ้าน
ภายในห้องเก็บศพ แสงสว่างสลัวเลือนลาง อากาศเย็นยะเยือก
ภายใต้สภาพแวดล้อมเช่นนี้ เมื่อมองดูศพของเว่ยและเหยา ฉินเส้าโหยวก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกโศกเศร้าขึ้นมาอีกครั้ง
ตอนที่เดินทางออกจากหน่วยปราบมารเมืองลั่ว ทั้งสองคนยังคงดูร่าเริงมีชีวิตชีวา ทว่าเพียงไม่กี่วันให้หลังที่กลับมา พวกเขากลับต้องมานอนทอดร่างอยู่ใต้ผ้าดิบในห้องเก็บศพเสียแล้ว
ฉินเส้าโหยวจุดธูปหกประทัด เทียนสองคู่ หลังจากทำความเคารพนักรบเว่ยและนักรบเหยาแล้ว เขาก็นำไปปักไว้ในกระถางธูปของห้องเก็บศพ พลางพึมพำเบาๆ ว่า "เดินทางปลอดภัยนะขอรับ หากมีสิ่งใดที่ต้องการให้พวกเราทำให้ ก็มาเข้าฝันบอกกันได้เลยนะขอรับ"
หลวงพี่หม่าที่ยืนอยู่เคียงข้างเขา ประสานมือไว้ที่หน้าอก ปากก็สวดคาถาส่งวิญญาณเสียงแผ่วเบา
เหล่านักรบที่ตามเข้ามาช่วยงาน กลับดูจะชินชากับความเป็นความตายเสียแล้ว
พวกเขาพนมมือไหว้ศพของเว่ยและเหยา ก่อนจะหันมาพูดติดตลกกับฉินเส้าโหยวว่า:
"ใต้เท้าขอรับ หากวันข้างหน้าพวกข้าตายไป ท่านไม่ต้องมาจุดธูปจุดเทียนอะไรพวกนี้นะขอรับ พวกข้าไม่ชอบ ท่านแค่เอาเหล้ากับเนื้อมาวางไว้หน้าโลงศพพวกข้าก็พอ พวกข้าจะได้มีเหล้ากินมีเนื้อแกล้มระหว่างเดินทางไปปรโลก"
"ใช่ๆ แล้วก็อย่าลืมเผาตุ๊กตากระดาษแบบที่หน้าอกตู้มๆ ก้นเด้งๆ ไปให้ด้วยนะขอรับ จะได้มีเพื่อนแก้เหงาระหว่างทาง..."
ฉินเส้าโหยวถลึงตาใส่เหล่านักรบพวกนั้น ก่อนจะเอ็ดตะโรกลับไปว่า: "จะให้ข้าเผายาบำรุงไตไปให้พวกเจ้าด้วยเลยไหมล่ะ? พวกเจ้าหัดพูดจาให้มันเป็นมงคลหน่อยไม่ได้หรือไง? ทำไมถึงชอบปักธงตายให้ตัวเองกันนักฮึ คิดจะทำตัวเป็นแม่ทัพเฒ่าบนโรงงิ้วหรือไงกัน?"
เหล่านักรบที่โดนด่าก็ไม่โกรธเคืองอะไร ได้แต่ยืนหัวเราะแหะๆ
ฉินเส้าโหยวส่ายหน้าอย่างระอา เขาล้วงกำเหรียญทองแดงออกมาจากอกเสื้อ ยัดใส่มือนักรบคนหนึ่ง แล้วสั่งว่า: "เจ้าไปซื้อเหล้ากับเนื้อมาสักหน่อยสิ ให้เฒ่าเว่ยกับเฒ่าเหยาได้มีอะไรกินรองท้องในปรโลกบ้าง"
"ได้เลยขอรับใต้เท้า ข้าจะรีบไปเดี๋ยวนี้" นักรบรับคำ ก่อนจะหันหลังวิ่งออกจากห้องเก็บศพไปซื้อเหล้าและเนื้อ
ฉินเส้าโหยวเดินออกจากห้องเก็บศพเช่นกัน เพื่อไปสอบถามความคืบหน้าของคดีหร่วนเซียงเซียงและผีในภาพวาด จากเพื่อนร่วมงานที่รับผิดชอบดูแล
ทว่าผลลัพธ์กลับทำให้ฉินเส้าโหยวต้องผิดหวัง
ทางฝั่งของหร่วนเซียงเซียงนั้น แม้จะส่งคนไปดักซุ่มดูมาหลายวัน แต่ก็ยังไม่พบความเคลื่อนไหวที่ผิดปกติใดๆ
ส่วนคดีผีในภาพวาด ยิ่งไม่มีความคืบหน้าอะไรเลย
เจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบต่างก็โอดครวญ: "พวกเราเองก็อยากจะเร่งรัดคดีให้มีความคืบหน้าเหมือนกันขอรับ แต่ใต้เท้าเซวียดันเกณฑ์กำลังคนไปปราบปรามนิกายบัวดำที่อำเภอฟางถิงซะเยอะ พวกเราเลยขาดแคลนคนอย่างหนัก ลำพังแค่จัดเวรยามลาดตระเวนในเมืองตอนกลางคืน ก็ยังแทบจะไม่พออยู่แล้ว..."
เนื่องจากเซวียชิงซานใช้ข้ออ้างว่าไปปราบปรามนิกายบัวดำที่อำเภอฟางถิงในการนำกำลังไปที่อำเภอเหมียนหยวน เหล่าคนที่อยู่โยงเฝ้าหน่วยจึงยังไม่รู้ความจริง
ฉินเส้าโหยวเองก็จนปัญญา คงต้องรอให้ส่งศพเฒ่าเว่ยกับเฒ่าเหยากลับบ้านเรียบร้อยก่อน เขาถึงจะหาทางไปสืบเรื่องนี้ด้วยตัวเอง
อีกทางหนึ่งก็คือ รอให้เซวียชิงซานกลับมา แล้วค่อยไปเร่งรัดท่านอีกที
หลังจากจัดการธุระปะปังเสร็จสิ้น ฉินเส้าโหยวก็เดินไปที่เรือนพักด้านหลังของที่ทำการหน่วยปราบมาร เพื่อไปเยี่ยมเยียนพี่สาวของเขา
พี่สาวสามของเขา หรือนายหญิงเซวียฉิน ในฐานะภรรยาของนายกองร้อยก็พักอาศัยอยู่ที่นี่
ตอนที่ฉินเส้าโหยวไปถึง เซวียฉินซื่อกำลังดุด่าลูกชายอยู่พอดี
"พี่สาม นี่พี่เขยข้าเพิ่งจะไม่อยู่บ้าน ท่านก็ด่าลูกชายเขาเลยรึ? เดี๋ยวพอเขากลับมา จะไม่โดนเขาเล่นงานเอาหรอกหรือ?" ฉินเส้าโหยวพูดแหย่
เซวียฉินซื่อแค่นเสียงฮึดฮัด: "รอเขากลับมาก่อนเถอะ ใครจะเล่นงานใครก็ยังไม่รู้หรอก"
"น้าเล็ก ช่วยข้าด้วย" เซวียเสี่ยวเป่า เด็กชายหัวโจกมองมาที่เขาด้วยสายตาอ้อนวอน ราวกับเห็นพระมาโปรด
ฉินเส้าโหยวช่วยพูดไกล่เกลี่ย: "พี่สาม เห็นแก่หน้าข้าเถอะนะ ใจเย็นๆ ก่อน"
จากนั้นเขาก็ถามด้วยความสงสัย: "ว่าแต่เจ้าเด็กนี่มันไปทำผิดอะไรมาล่ะ? ถึงทำให้ท่านโกรธเป็นฟืนเป็นไฟขนาดนี้?"
เซวียฉินซื่อฟ้องว่า: "วันนี้อาจารย์สอนคัมภีร์ 'ซานจื้อจิง' แล้วสั่งให้กลับมาท่องจำให้ได้ แต่เจ้านี่ท่องไปท่องมา ดันเถียงว่าในหนังสือเขียนผิดซะงั้น"
ฉินเส้าโหยวถึงกับอึ้ง: "เขียนผิด? ประโยคไหนล่ะ?"
"ก็ประโยคที่ว่า 'หากไม่สั่งสอน นิสัยย่อมเปลี่ยนไป' ไงล่ะ" เซวียเสี่ยวเป่าทำหน้าภาคภูมิใจสุดๆ "หมาไม่เห่า (พ้องเสียงกับคำว่า หากไม่สั่งสอน) จะแปลว่านิสัยเปลี่ยนไปได้ยังไงล่ะ? มันแปลว่าคนคุ้นเคยมาหาต่างหาก! พอเห็นคนคุ้นหน้า หมามันก็เลยไม่เห่าไง น้าเล็ก ท่านว่าข้าพูดมีเหตุผลไหมล่ะ"
"มีเหตุผลสุดๆ" ฉินเส้าโหยวพยักหน้าหงึกๆ แล้วหยิบไม้ขนไก่ยื่นส่งให้เซวียฉินซื่อ: "พี่สาม ด่าเฉยๆ มันเจ็บคอนะ เอานี่ไป ฟาดมันเลย"
หลังจากช่วยพี่สาวตีหลานชายอยู่ที่เรือนพักด้านหลังอยู่พักใหญ่ ฉินเส้าโหยวถึงค่อยเดินกลับมาที่เรือนด้านหน้า
เพิ่งจะก้าวเข้าห้องทำงาน ก็เห็นจูซิ่วไฉเดินเข้ามาหา
"ใต้เท้า ทางฝั่งท่านจัดการธุระเสร็จเรียบร้อยแล้วหรือยังขอรับ?" จูซิ่วไฉเดินเข้ามาถามเสียงเบา
ฉินเส้าโหยวพยักหน้าตอบ: "จัดการไปได้ส่วนใหญ่แล้วล่ะ ทางฝั่งเจ้าล่ะ ส่งมอบภารกิจเสร็จแล้วใช่ไหม? ใบตอบรับเก็บเข้าแฟ้มเรียบร้อยนะ? ไม่มีอะไรติดขัดใช่ไหม"
"จัดการเรียบร้อยหมดแล้วขอรับ ไม่มีอะไรผิดพลาด" จูซิ่วไฉรายงาน
เขาหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกระซิบต่อว่า: "ใต้เท้า พวกนายกองน้อยซุนยังรออยู่ข้างนอกนะขอรับ ท่านเห็นว่าพวกเราควรจะออกเดินทางกันตอนไหนดี ข้าจะได้ไปบอกพวกเขา"
"ตอนนี้เลยก็แล้วกัน ยังไงก็ไม่มีธุระอะไรแล้วนี่"
พูดจบ ฉินเส้าโหยวก็เดินนำจูซิ่วไฉออกจากห้องทำงาน ตรงดิ่งไปยังลานฝึกซ้อมของหน่วยปราบมาร
บรรดาผู้พิทักษ์ราตรีที่ร่วมขบวนคุ้มกันเด็กๆ กลับมา ต่างก็จัดการธุระของตัวเองเสร็จสิ้นและเตรียมตัวพร้อมแล้ว กำลังรอคอยอยู่ที่นั่น
เมื่อเห็นฉินเส้าโหยวเดินเข้ามา บรรยากาศก็กลับมาครึกครื้นขึ้นทันที
ฉินเส้าโหยวรู้ดีว่าพวกเขาตั้งตารอสิ่งใด จึงไม่พูดพร่ำทำเพลงให้เสียเวลา สั่งให้ทุกคนออกเดินทางทันที
แต่นายกองน้อยซุนกลับร้องเรียกเขาไว้เสียก่อน: "ใต้เท้าฉิน ท่านจะไปทั้งชุดนี้เลยรึขอรับ?"
ฉินเส้าโหยวชะงักไปครู่หนึ่ง "ทำไมล่ะ ข้าแต่งตัวแบบนี้มันมีอะไรไม่เหมาะสมตรงไหน?"
"ไม่เหมาะสมอย่างแรงเลยล่ะขอรับ"
นายกองน้อยซุนชี้มือไปที่ตัวเขา
"ท่านยังไม่ได้ถอดชุดเกราะเลยนะ จะใส่ชุดเกราะไปเต้นระบำทรายได้ยังไงล่ะขอรับ? การเต้นระบำทรายน่ะ หัวใจหลักมันอยู่ที่การแนบชิดเนื้อแนบเนื้อ สัมผัสความรู้สึกจากการเสียดสีโยกย้ายส่ายสะโพก ถ้าท่านใส่เกราะไป แล้วมันจะไปแนบชิดเนื้อกันได้ยังไง จะไปสัมผัสความรู้สึกดีจากการเสียดสีได้ตรงไหนล่ะขอรับ?"
ฉินเส้าโหยก้มลงมองตัวเอง ก็พบว่ายังสวมชุดเกราะอยู่จริงๆ
คงเป็นเพราะใส่เกราะมาหลายวันติดจนชิน พอถึงเมืองลั่วก็เลยลืมถอดไปเสียสนิท
แต่ถ้าเขามาถอดเกราะเอาตอนนี้ คนอื่นจะไม่เข้าใจผิดเอาหรือ ว่าเขาจงใจถอดเกราะเพื่อไปเต้นระบำทรายที่ตรอกจับแมวโดยเฉพาะ?
แบบนั้นเขาไม่กลายเป็นพวกเฒ่าหัวงูไปเลยเรอะ?
จูซิ่วไฉดูออกว่าฉินเส้าโหยวมีความรู้สึกลังเล จึงรีบพูดแทรกขึ้นมาว่า: "ใต้เท้า ตามกฎของหน่วยปราบมาร หากอยู่ในเมืองและไม่ได้ปฏิบัติภารกิจ ห้ามสวมใส่ชุดเกราะเด็ดขาดนะขอรับ ท่านรีบถอดออกเถอะขอรับ จะได้ไม่เกิดปัญหาตามมาทีหลัง"
ซิ่วไฉนี่มันช่างรู้ใจจริงๆ
ฉินเส้าโหยวปรายตามองจูซิ่วไฉด้วยความชื่นชม ก่อนจะหาทางลงให้ตัวเองอย่างเนียนๆ: "โชคดีที่ซิ่วไฉรีบเตือน ไม่งั้นข้าคงทำผิดกฎไปแล้ว ใครก็ได้มาช่วยข้าถอดเกราะทีสิ"
จูซิ่วไฉรีบก้าวเข้ามา พร้อมกับนักรบอีกสองสามคน ช่วยกันปลดชุดเกราะให้ฉินเส้าโหยว แล้วนำไปเก็บไว้ที่คลังแสง
เมื่อร่างกายเป็นอิสระไร้พันธนาการ ฉินเส้าโหยวก็ยืดเส้นยืดสายเล็กน้อย ก่อนจะหันไปยิ้มและตะโกนบอกทุกคน: "เอาล่ะ ออกเดินทางได้!"
แต่นายกองน้อยซุนก็ยังชี้ไปที่เอวของเขาอีก: "ใต้เท้าฉิน ดาบเล่มนั้น... ก็ไม่เห็นจำเป็นต้องพกไปเลยนี่ขอรับ?"
ครั้งนี้ฉินเส้าโหยวไม่ได้ถอดดาบออก เขาตบฝักดาบเบาๆ แล้วยิ้มตอบ: "ยังไงก็ต้องพกดาบติดตัวไว้แหละน่า เผื่อเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นมา จะได้มีไว้ป้องกันตัว แถมการพกดาบก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการเต้นระบำทรายนี่นา"
พวกนายกองน้อยซุนแอบบ่นในใจ: ไปเที่ยวตรอกจับแมวยังจะพกดาบไปอีก... คนที่รู้ก็คงเข้าใจว่าท่านจะไปจับแมว แต่คนที่ไม่รู้ คงนึกว่าท่านไปหาเรื่อง
ต่างจากพวกนายกองน้อยซุน จูซิ่วไฉและลูกน้องคนสนิทต่างคุ้นเคยกับฉินเส้าโหยวดี แถมพวกเขาก็ยังพกดาบติดตัวกันมาทุกคนด้วย
เมื่อพวกนายกองน้อยซุนเห็นภาพนั้น ก็พากันแอบถอนหายใจในใจ: หัวหน้าเป็นยังไง ลูกน้องก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ แฮะ
แต่ด้วยความที่วันนี้ฉินเส้าโหยวเป็นเจ้ามือ เป็น 'ป๋า' จ่าย พวกนายกองน้อยซุนจึงไม่อยากจะขัดใจอะไรให้มากความ
ขบวนชายฉกรรจ์กลุ่มใหญ่ เดินเท้าออกจากหน่วยปราบมาร มุ่งหน้าตรงไปยังตรอกจับแมว
สิ่งที่ทำให้ฉินเส้าโหยวประหลาดใจก็คือ หลวงพี่หม่าก็อยู่ในขบวนนี้ด้วย
พอถามดูถึงได้รู้ว่า หลวงพี่หม่าถูกจูซิ่วไฉลากตัวมาด้วยแบบไม่เต็มใจ
"ข้าแค่อยากจะสวดมนต์นั่งสมาธิเงียบๆ แต่ซิ่วไฉก็ดึงดันจะลากข้ามาให้ได้ บอกว่านี่เป็นการรวมพลทำกิจกรรมกลุ่มครั้งแรก ถ้าข้าไม่ไปก็แปลว่าไม่ให้เกียรติกัน"
หลวงพี่หม่าทำหน้ามุ่ยราวกับคนอมทุกข์
จูซิ่วไฉกลับพูดหยอกล้อว่า: "สวดมนต์นั่งสมาธิมันจะไปสนุกอะไรล่ะ? ถ้าวันนี้ท่านสามารถเทศนาให้พวกนางรำยอมกลับใจละทิ้งอาชีพนี้ได้สักคนสองคน นั่นสิถึงจะเรียกว่าได้สร้างบุญกุศลอันยิ่งใหญ่"
หลวงพี่หม่าทำหน้าครุ่นคิด คล้ายจะเห็นด้วย
ไม่นานนัก ขบวนก็เดินทางมาถึงตรอกจับแมว
ตรอกแห่งนี้ค่อนข้างแคบ ความกว้างพอให้รถม้าผ่านได้เพียงคันเดียว ถนนปูด้วยอิฐหิน สองข้างทางเป็นเรือนพักที่ก่อด้วยอิฐสีเทา มีทั้งขนาดเล็กและใหญ่สลับกันไป
ที่หน้าประตูของแต่ละเรือน ล้วนแขวนโคมไฟสีแดงสดไว้หนึ่งคู่ แสงไฟที่สาดส่องลงมาในยามค่ำคืน ช่างดูเย้ายวนและดูลึกลับยิ่งนัก
ภายใต้แสงโคมแดงนั้น มีเด็กรับใช้หน้าตาจิ้มลิ้มยืนคอยเรียกลูกค้าอยู่
เมื่อใดก็ตามที่มีคนเดินผ่าน พวกเขาก็จะรีบกรูกันเข้าไปต้อนรับขับสู้อย่างกระตือรือร้น
คนนี้ก็เชียร์ว่า "ที่ร้านเพิ่งมี 'ชาใหม่' (หญิงสาวหน้าใหม่) เข้ามา สนใจลองชิมไหมขอรับ"
คนนั้นก็โฆษณาว่า "ร้านเรามีนางรำจากแดนประจิม เอวอ่อนช้อยพริ้วไหวดั่งงูตัวเป็นๆ เลยนะขอรับ"
บางคนก็งัดโปรโมชั่นมาล่อ "มาห้าจ่ายสี่ ราคาพิเศษเลยนะขอรับ!"
และจากภายในเรือนพักแต่ละหลัง ก็มีเสียงดนตรีบรรเลงแว่วออกมาเป็นระยะๆ มีทั้งทำนองอ่อนหวานละมุนละไม และจังหวะเร้าใจกระชากอารมณ์ ชวนให้คนฟังรู้สึกวาบหวามใจสั่น
ฉินเส้าโหยวเดินไปตามตรอกจับแมว สายตากวาดมองเรือนพักทั้งสองข้างทางด้วยความสนใจ แต่น่าเสียดายที่มองไม่เห็นบรรยากาศภายใน
จูซิ่วไฉขยับเข้ามาใกล้ กระซิบข้างหูพร้อมกับหัวเราะคิกคัก: "ใต้เท้า อย่าเพิ่งรีบร้อนไปขอรับ ร้านช่วงต้นๆ พวกนี้เป็นแค่ร้านธรรมดาๆ เราต้องเข้าไปลึกๆ ไปที่ 'สำนักระบำทรายเทียนหยา นู่นขอรับ ถึงจะเจอของจริง หุ่นเป๊ะ หน้าปัง ลีลาเด็ดสุดๆ"
พวกนี้ล้วนเป็นลูกค้าขาประจำ ขาเก่าขาแก่ รู้ไส้รู้พุงร้านค้าแถวนี้เป็นอย่างดี จึงพาฉินเส้าโหยวเดินตรงดิ่งไปยังร้านประจำของพวกเขาโดยไม่แวะที่ไหนเลย
เด็กรับใช้ประจำร้านรีบวิ่งเข้ามาต้อนรับ แต่พอเห็นดาบยาวที่เหน็บอยู่ข้างเอวของพวกฉินเส้าโหยว ก็ถึงกับชะงักกึก สัญชาตญาณสั่งให้เตรียมแหกปากเรียกพวกยามคุ้มกัน
แต่หลังจากที่ได้ฟังคำอธิบายจากนายกองน้อยซุน เด็กรับใช้ก็รีบสลัดความคิดนั้นทิ้งไป เปลี่ยนมาฉีกยิ้มประจบประแจง เชิญทุกคนเข้าไปในร้านอย่างนอบน้อม
ทว่าในวินาทีที่ก้าวข้ามธรณีประตู สีหน้าของฉินเส้าโหยวก็พลันเปลี่ยนไปทันที
"ที่นี่มีกลิ่นคาวเลือด! กลิ่นเลือดมนุษย์ชัดๆ!"