- หน้าแรก
- สุดขอบดาราวิถีเซียนข้ามจักรวาล
- บทที่ 64 ท่านปรมาจารย์หวัง
บทที่ 64 ท่านปรมาจารย์หวัง
บทที่ 64 ท่านปรมาจารย์หวัง
รอบด้านรายล้อมไปด้วยภูเขาสูงชันที่ตั้งตระหง่านฟ้า ราวกับกระบี่เล่มยักษ์ปักอยู่บนพื้นดิน ภูเขาทุกลูกล้วนสาดประกายกระบี่พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า
ท่ามกลางละอองแสงอวี่ฮว่าที่ร่วงหล่น นางฟ้ากระบี่ผู้ลอยเด่นอยู่กลางอากาศกวัดแกว่งกระบี่เซียน ก่อให้เกิดการสั่นพ้องกับภูเขากระบี่มากมายในอดีตสถานปฏิบัติธรรมของเธอ อานุภาพนั้นแทบจะฉีกกระชากแดนเบื้องในให้ขาดสะบั้น
ฟุบ!
หวังเซวียนเผ่นแน่บแล้ว ไม่มีอะไรต้องพูดกันอีก เขาไม่อยากเป็นแพะรับบาป เพื่อเหล่าเฉิน เขาต้องทนถูกฟันมาตั้งหลายปี ทนทุกข์ทรมานสารพัด แต่เวรกรรมก็ต้องมีคนชดใช้ ถึงเวลาที่เขาจะต้องหลุดพ้นจากความทรมานนี้ซะที
เสียงดังฮวบ หวังเซวียนพุ่งทะยานออกมาพร้อมกับปัจจัยลี้ลับอันเข้มข้นกลุ่มใหญ่
จากนั้นเขาก็สังเกตเห็นว่า ชิงมู่เลิกเต้นระบำแม่มดหมอผีแล้ว นี่คงเห็นว่าไม่มีใครเข้ามา ก็เลยแอบอู้งั้นสิ?
ชิงมู่ลากเก้าอี้มานั่งจ้องเขาอยู่ใกล้ๆ สีหน้าดูตึงเครียดไม่น้อย
อันที่จริง ชิงมู่ก็แอบผวาอยู่เหมือนกัน แม้จะอยู่ใกล้แค่นี้ แต่เขากลับสัมผัสไม่ได้ถึงแดนเบื้องใน และมองไม่เห็นประกายกระบี่ที่พุ่งขึ้นฟ้าเลย เขาเห็นแค่เสี่ยวหวังทำท่าเหมือนคนผีเข้าเท่านั้นเอง
ในช่วงไม่กี่นาทีที่ผ่านมา หวังเซวียนเริ่มจากตัวสั่นเทา โยกย้ายไปมาอย่างช้าๆ จากนั้นก็คว้าดาบสีดำสนิทขึ้นมาเงื้อช้าๆ นี่กะจะช่วยชีวิตคนจริงๆ เหรอ? ทำไมดูเหมือนจะสับเหล่าเฉินมากกว่าเลยล่ะ!
ชิงมู่ตกใจจนแทบจะพุ่งเข้าไปหา ถ้าสถานการณ์ไม่ดี เขาต้องรีบลงมือขัดขวาง แต่เขาก็ไม่กล้าวู่วาม เพราะเคยได้ยินมาว่า ในสถานการณ์แบบนี้ห้ามทำอะไรผลีผลามเด็ดขาด
โชคดีที่เสี่ยวหวังนิ่งไปแล้ว ค่อยๆ วางดาบลง ไม่ได้ฟันอาจารย์ของเขา
หวังเซวียนไม่สนใจชิงมู่ ตอนนี้เขาไม่มีเวลามาใส่ใจหรอก
เบื้องหลังเขา หมอกในแดนเบื้องในเริ่มแผ่ขยาย และม้วนตัวเข้ามาหาเขาอีกครั้ง นี่กะจะดึงเขากลับเข้าไปอีกล่ะสิ? การเข้ามาครั้งนี้มันแปลกประหลาดและผิดปกติไปซะทุกอย่างจริงๆ
"เหล่าเฉิน ท่านฟื้นหรือยัง?" หวังเซวียนตะโกนเรียก เขาเดาว่า หลังจากถูกสสารลี้ลับชำระล้างมาหลายปี เหล่าเฉินก็น่าจะอยู่ในสภาพร่อแร่ปางตายแล้วล่ะมั้ง?
แต่ไม่ว่าเขาจะเรียกยังไง เหล่าเฉินก็ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองใดๆ ยังคงนอนนิ่งเป็นศพ ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลย
ตอนนี้ หวังเซวียนอยู่ในสภาวะพิเศษ แผ่นหลังถูกปกคลุมด้วยปัจจัยลี้ลับอันเข้มข้น แม้จะออกจากแดนเบื้องในมาแล้ว แต่พลังจิตของเขายังไม่ได้กลับเข้าร่าง
เขากลัวว่า ถ้าถอนพลังจิตกลับเข้าร่างไปจนหมด ก็อาจจะเข้าแดนเบื้องในไม่ได้อีก
เขากำลังคิดหนัก จะพาเหล่าเฉินเข้าไปได้ยังไง? เขารู้สึกว่าเรื่องนี้มันต้องยากมากแน่ๆ
มิน่าล่ะ คัมภีร์ลับของแต่ละลัทธิถึงได้ระบุไว้อย่างชัดเจน ว่าต่อให้ศิษย์มีพรสวรรค์ล้ำเลิศ และสามารถกระตุ้นสภาวะสัมผัสเหนือธรรมชาติได้ยากเย็นแสนเข็ญแค่ไหน ก็ยังต้องให้ปรมาจารย์เป็นคนนำทางเข้าไปอยู่ดี
มันมีเหตุผลของมันจริงๆ หวังเซวียนไม่ใช่ปรมาจารย์ เขาไม่รู้ว่าจะพาเหล่าเฉินเข้าไปในแดนเบื้องในได้ยังไง
"ตอนแรกฉันก็ไม่มีใครนำทางให้ อาศัยพลังของตัวเองเข้าไปล้วนๆ มันอาจจะแปลกไปสักหน่อย คาดว่าในคัมภีร์ลับของลัทธิเต๋าและศาสนาพุทธน่าจะมีบันทึกเรื่องแบบนี้ไว้บ้างแหละ แต่ตอนนี้ไม่มีเวลาไปค้นหาแล้วสิ"
หวังเซวียนเดาว่า เขาคงไม่ใช่คนแรกหรอก คนแรกที่ค้นพบแดนเบื้องใน ใครเป็นคนพาเขาเข้าไปล่ะ? คงจะบังเอิญหลุดเข้าไปเองเหมือนกัน แล้วจากนั้นก็นำพาการฝึกศาสตร์เก่าไปสู่อีกระดับหนึ่งที่สูงขึ้นไปอีก!
"พูดกันตามตรง นอกจากระดับพลังของฉันจะยังไม่สู้พวกระดับปรมาจารย์แล้ว แต่ถ้ามองจากจุดเริ่มต้น การที่ฉันสามารถเข้าไปได้ด้วยตัวเองก็น่าจะเป็นเรื่องที่ถูกพูดถึงกันบ้างในยุคที่ศาสตร์เก่ารุ่งเรืองนะ ถ้ามองในระยะยาว ตอนนี้ฉันก็นับว่าเป็นปรมาจารย์น้อยๆ คนนึงได้แล้วมั้ง? บางทีฉันอาจจะลองพาคนเข้าไปดูบ้างก็ได้"
ในแดนเบื้องใน นางฟ้ากระบี่ลอยตัวอยู่กลางอากาศ ละอองแสงอวี่ฮว่าร่วงหล่นลงมา ดูศักดิ์สิทธิ์มาก หมอกหนาทึบม้วนตัว แผ่ขยายออกไปด้านนอกอีกครั้ง
หวังเซวียนสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ตัดสินใจเด็ดขาด เขาดึงปัจจัยลี้ลับอันเข้มข้นกลุ่มใหญ่ พุ่งตรงไปยังร่างของเหล่าเฉินที่นอนราบอยู่
ได้การล่ะ!
เขาไม่ได้ถูกดึงดูดกลับเข้าร่าง ดูเหมือนว่าการอยู่ใกล้แดนเบื้องใน และมีสสารลี้ลับจำนวนมากห่อหุ้มไว้ จะช่วยให้เขาสามารถอยู่ในสภาวะนี้ได้ชั่วคราว
"เหล่าเฉิน ตื่นได้แล้ว ท่านปรมาจารย์หวังจะพาท่านขึ้นสวรรค์แล้ว!" พอพุ่งเข้ามาใกล้ เขาก็เริ่มรู้สึกเหนื่อยล้า จึงรีบเดินลมปราณตามเคล็ดวิชาพื้นฐานของนักพรตยุคก่อนราชวงศ์ฉิน เพื่อดูดซับปัจจัยลี้ลับที่นำติดตัวมาด้วย
จากนั้น เมื่อมองจากระยะประชิด เขาก็เห็นสภาพของเหล่าเฉินได้อย่างชัดเจน แม้รอยแตกร้าวในอวัยวะภายในจะเล็กลงไปบ้าง แต่ก็ยังคงมีอยู่เต็มไปหมด แถมยังมีสายฟ้าแลบแปลบปลาบอยู่ด้วย แค่แตะนิดเดียวก็อาจจะระเบิดได้เลย
"เหล่าเฉิน นี่ท่านไปซ่อนตัวอยู่ในอวัยวะภายในนี่เอง มิน่าล่ะฉันถึงหาท่านไม่เจอ!"
หวังเซวียนก้มลงมองจากระยะประชิด อาศัยพลังจากแดนเบื้องใน ทำให้ในสภาวะพิเศษนี้ เขาสามารถมองเห็นสภาพภายในร่างกายของเหล่าเฉินได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
สภาพของเหล่าเฉินในตอนนี้พิเศษมาก อาณาเขตแห่งจิตวิญญาณของเขาถูกกักขังอยู่ในอวัยวะภายใน แทนที่จะเป็นในสมองอย่างที่ควรจะเป็น
ตอนนี้เหล่าเฉินไม่กล้าขยับตัว กลัวว่าสายฟ้าจะทำลายอาณาเขตแห่งจิตวิญญาณของเขาจนหมดสิ้น สายฟ้าในอวัยวะภายในนี้ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ แฝงไปด้วยความลี้ลับบางอย่าง
ในความเลือนราง เขาเหมือนจะได้ยินเสียงเรียกของหวังเซวียน ดังมาจากที่ไกลแสนไกล ฟังไม่ค่อยถนัดนัก
"หูแว่วไปเองหรือเปล่า? ไอ้หนุ่มนี่มันพึ่งพาไม่ได้เลยจริงๆ ป่านนี้ยังไม่โผล่มาอีก ดูท่าฉันคงไม่รอดแล้วล่ะ" เหล่าเฉินทอดถอนใจ
หวังเซวียนถึงกับพูดไม่ออก เหล่าเฉินเดาความลับของเขาออกตั้งนานแล้วจริงๆ ด้วย
เขานึกย้อนไปถึงเหตุการณ์ต่างๆ ที่ผ่านมา ก็รู้ตัวว่าตัวเองประมาทเกินไป ขนาดซุนหรงคุนตอนที่ใกล้จะตายที่ภูเขาต้าเฮยซาน ยังสามารถยกทฤษฎีต่างๆ มาอ้างอิง แล้วเดาได้เลยว่าเขาเคยเข้าไปในแดนเบื้องใน
แล้วเหล่าเฉินล่ะเป็นใคร? เขาเป็นถึงมหาปรมาจารย์แห่งวงการศาสตร์เก่า วิสัยทัศน์ ความรู้ และคัมภีร์ที่เคยอ่านมา ย่อมต้องมากกว่านักวิชาการหรือศาสตราจารย์อย่างซุนหรงคุนอยู่แล้ว
ในฐานะเพื่อนร่วมงาน หวังเซวียนก็มาป้วนเปี้ยนอยู่ตรงหน้าเขาทุกวัน เหล่าเฉินคงสังเกตเห็นความผิดปกติจากการที่ความแข็งแกร่งของเขาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงเวลาสั้นๆ และน่าจะเดาอะไรออกบ้างแล้วล่ะ
สาเหตุหลักก็คือ ตอนนั้นหวังเซวียนไม่รู้ว่าเหล่าเฉินเป็นถึงมหาปรมาจารย์ และเก่งกาจถึงขั้นหลุดโลกขนาดนั้น ถ้าเขารู้ตั้งแต่แรก เขาคงเผ่นหนีไปตั้งนานแล้ว คงไม่มาทำงานที่นี่หรอก
ตอนนี้ สีหน้าของหวังเซวียนเปลี่ยนไปมาอย่างคาดเดาไม่ได้ นี่เขาโดนเพื่อนร่วมงานรุ่นใหญ่หลอกซ้อนหลอกเข้าให้แล้ว เหล่าเฉินถึงขนาดยอมเอาชีวิตตัวเองเข้าแลกเพื่อ 'ตกปลา' เชียวเหรอ?
"ช่างเถอะ ฉันก็ทำไปโดยไม่ละอายใจเหมือนกัน อุตส่าห์หิ้วดาบไปร่วมงานประลองเพียงลำพัง ศึกครั้งนั้น คำพูดที่ว่าศาสตร์ใหม่เหนือกว่าศาสตร์เก่าก็ถูกฉันทำลายลงด้วยดาบเดียว พลิกสถานการณ์ให้ศาสตร์เก่าได้สำเร็จ แล้วก็จะมีทรัพยากรหลั่งไหลเข้ามา..." เหล่าเฉินพึมพำกับตัวเอง
หวังเซวียนจับความรู้สึกของเขาได้
เพื่อนร่วมงานรุ่นใหญ่คนนี้ช่างเป็นคนเด็ดขาดจริงๆ ถ้ามองในภาพรวม เขาก็ทำไปโดยไม่ละอายใจจริงๆ เหล่าเฉินไปร่วมงานประลองที่เทือกเขาชงหลิ่ง เผชิญหน้ากับยอดฝีมือทั้งหมดในฝั่งศาสตร์ใหม่เพียงลำพัง ใช้ดาบฟันหุ่นยนต์รบ ลุยเดี่ยวคว่ำมหาปรมาจารย์ถึงสามคน แสดงความไร้เทียมทานให้ทุกคนได้ประจักษ์ เขาทำให้ทุกฝ่ายเห็นว่าศาสตร์เก่ากำลังฟื้นคืนชีพ และเมื่อใดที่มันกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง แสงสว่างของมันจะเจิดจรัสเพียงใด เขาได้เบิกทางสายใหม่ให้ศาสตร์เก่า และนำมาซึ่งจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ
ถ้ามองในมุมแคบๆ เหล่าเฉินก็เด็ดขาดไม่แพ้กัน ไม่ยอมเหลือทางถอยให้ตัวเอง หลังจากทะลวงฝั่งศาสตร์ใหม่จนแตกพ่าย ก็จุดชนวนปัญหาในร่างกายของตัวเอง เพื่อตกหวังเซวียนให้ออกมาช่วยชีวิต
ในสถานการณ์เช่นนี้ แม้หวังเซวียนจะอยากซัดเขาให้หมอบ แต่ก็ทนดูเขาตายไม่ได้เหมือนกัน แม้เหล่าเฉินจะเจ้าเล่ห์เพทุบาย แต่ถ้ามองในภาพรวม เขาก็มีความห้าวหาญอยู่ไม่น้อย และมีความเป็นมนุษย์ที่ไม่ได้มืดบอดไปซะทีเดียว น้อยคนนักที่จะทำได้อย่างเขา
สิ่งที่เหล่าเฉินทำเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง ก็ไม่เคยหลุดพ้นไปจากเป้าหมายหลัก นั่นคือการทำให้ศาสตร์เก่ากลับมาเปล่งประกายเจิดจรัสอีกครั้ง
เขาเป็นคนที่มีความจริงใจ ไม่มีใครหรอกที่จะมีแค่ด้านดีหรือด้านเลวเพียงด้านเดียว ทุกคนล้วนมีความซับซ้อนอยู่ในตัว
"ตาเฒ่านี่..." หวังเซวียนถอนหายใจเบาๆ
จากนั้นเขาก็ปรากฏตัวขึ้น เข้าใกล้เหล่าเฉิน มองเห็นอาณาเขตแห่งจิตวิญญาณของเขาอย่างชัดเจน มันดูยิ่งใหญ่อลังการมาก ราวกับหมอกสีขาวที่หมุนวนอยู่รอบตัวเขา
"เหล่าเฉิน!" หวังเซวียนตะโกนเรียกเสียงต่ำ ในสภาวะพิเศษเช่นนี้ สิ่งของในโลกแห่งความเป็นจริงดูเหมือนจะไม่สามารถขัดขวางเขาได้
"เสี่ยวหวัง นายเหรอ?" เหล่าเฉินตื่นเต้นมาก อาณาเขตแห่งจิตวิญญาณของเขากระเพื่อมขึ้นลง เอ่ยว่า "ในที่สุดนายก็มา ฉันมองคนไม่ผิดจริงๆ"
พอได้ยินคำพูดแบบนี้ หวังเซวียนก็อยากจะซัดเขาให้คว่ำ เอ่ยว่า "เหล่าเฉิน ฉันมองคนผิดไปจริงๆ!"
เหล่าเฉินทอดถอนใจ "เสี่ยวหวัง นายต้องเข้าใจนะ ชายชราคนหนึ่งที่รักศาสตร์เก่ายิ่งกว่าชีวิตตัวเอง ความยึดมั่นมันฝังลึกเข้าไปในกระดูกแล้ว ถ้าชาตินี้ฉันไม่ได้เห็นเส้นทางศาสตร์เก่ากลับมามีชีวิตชีวา และกลับมาเปล่งประกายอีกครั้ง ฉันคงตายตาไม่หลับ ที่ฉันรออยู่ที่นี่ ก็เพื่อเป็นพยาน และเพื่อยืนยันว่า... นายได้ค้นพบเส้นทางที่ถูกต้องแล้วจริงๆ"
หวังเซวียนสะเทือนใจ
แต่ไม่นานเขาก็ได้สติ เพื่อนร่วมงานรุ่นใหญ่คนนี้เล่นละครเก่งมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ถึงตอนนี้จะแสดงความรู้สึกออกมาจากใจจริง แต่ก็พูดยากนะว่าเขาไม่ได้ติดนิสัยชอบหลอกล่อมาใช้ในสถานการณ์นี้ด้วย
"หากตอนเช้าได้รู้แจ้งสัจธรรม แม้ตอนเย็นต้องตายก็ไม่เสียดาย!" คำพูดของเหล่าเฉินหนักแน่นและทรงพลัง อาณาเขตแห่งจิตวิญญาณทั้งหมดกำลังสั่นสะเทือน และเปล่งประกายเจิดจรัส
หวังเซวียนทอดถอนใจ "ท่านรู้ไหมว่าผมต้องจ่ายค่าตอบแทนไปมากขนาดไหน? เพื่อช่วยชีวิตท่าน การเปิดแดนเบื้องในครั้งนี้ ผมต้องเผาผลาญศักยภาพแห่งชีวิตของตัวเองเลยนะ"
เหล่าเฉินรู้สึกซาบซึ้งใจอย่างสุดซึ้ง เอ่ยว่า "ถ้าวันหลังจะเปิดแดนเบื้องในอีก เรียกฉันด้วยนะ ฉันจะช่วยแบ่งเบาภาระให้ ตาเฒ่าคนนี้ยินดีจะเผาผลาญศักยภาพทั้งหมดที่มี เพื่อส่องสว่างเส้นทางให้นายเอง!"
"เหล่าเฉิน ท่านนี่มันเล่นใหญ่เกินไปแล้วนะ ดราม่าเกินเบอร์ไปหน่อยมั้ง" หวังเซวียนปรายตามองเขา เพื่อนร่วมงานรุ่นใหญ่คนนี้... กะจะเกาะเขาไปตลอดเลยหรือไง?
"เดินลมปราณตามเคล็ดวิชาพื้นฐานของนักพรตยุคก่อนราชวงศ์ฉินเป็นไหม?" เขาเอ่ยถาม
"ฝึกมาหลายสิบปีแล้ว!" เหล่าเฉินตอบกลับอย่างฉะฉาน
หวังเซวียนไม่แปลกใจเลย การที่เหล่าเฉินก้าวมาถึงจุดนี้ได้ ประสบการณ์ที่ผ่านมาคงไม่ธรรมดาแน่ๆ
"งั้นก็เลิกเสียเวลาเถอะ รีบเดินลมปราณตามเคล็ดวิชาพื้นฐานแล้วเข้าไปข้างในได้แล้ว!" หวังเซวียนสั่ง อันที่จริง การสื่อสารด้วยพลังจิตของพวกเขาเกิดขึ้นเพียงชั่วพริบตาเท่านั้น
"อยู่ที่ไหน จะเข้าไปยังไง?" เหล่าเฉินงงกึก
"อยู่ใกล้แค่นี้เอง ท่านมองไม่เห็นแดนเบื้องในเหรอ?" หวังเซวียนสงสัย
"ฉันมองไม่เห็นจริงๆ!" เหล่าเฉินเริ่มร้อนรน ก่อนจะรีบอธิบาย "ถึงฉันจะสร้างอาณาเขตแห่งจิตวิญญาณได้แล้ว แต่ตอนที่อยู่ในสภาวะสัมผัสเหนือธรรมชาติ ฉันก็เคยมองเห็นมันแบบเลือนรางแค่ครั้งเดียวเอง มันดูมืดสลัวมาก ฉันพยายามจะเข้าไปใกล้ แต่มันก็รักษาระยะห่างกับฉันตลอด เข้าไปเหยียบไม่ได้เลย"
หวังเซวียนประหลาดใจ ดูเหมือนเขาจะมีความพิเศษบางอย่างจริงๆ แฮะ
"ช่างเถอะ เดี๋ยวผมพาท่านเข้าไปเอง!"
พอเหล่าเฉินได้ยินดังนั้น ก็รีบให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ ยืนนิ่งไม่ไหวติง ปล่อยตัวตามสบาย
หวังเซวียนพยายามดึงตัวเขาเข้าไป แต่ผลปรากฏว่าเกือบจะเหนื่อยตายไปซะก่อน เพิ่งจะไปได้แค่ครึ่งทางเอง
"เหล่าเฉิน ท่านเดินเองไม่เป็นหรือไง? ตามผมมาสิ!"
"ได้เลย!" เหล่าเฉินรีบตามไป แต่ชั่วพริบตา ทั้งสองก็ห่างกันออกไปไกล แดนเบื้องในอยู่แค่ปลายเท้าของหวังเซวียน แต่เหล่าเฉินกลับดูเลือนรางลงเรื่อยๆ และไม่สามารถเข้ามาใกล้ได้เลย
"หยุด!" หวังเซวียนรีบตะโกนห้ามเขา
นี่มันผีหลอกชัดๆ สำหรับหวังเซวียนแล้วมันอยู่ใกล้แค่เอื้อม แต่สำหรับเหล่าเฉินแล้ว มันราวกับมีหุบเหวกั้นกลาง ไม่สามารถเข้าใกล้ได้เลย
"ท่านอยู่นิ่งๆ นะ เดี๋ยวผมจะพาท่านข้ามไปเอง!" หวังเซวียนไม่กล้าให้เขาขยับสุ่มสี่สุ่มห้าอีกแล้ว ไม่งั้นเดี๋ยวก็เหนื่อยตายกันพอดี
ไม่นานหวังเซวียนก็เหนื่อยจนแทบจะขาดใจ หมดเรี่ยวหมดแรง หอบหายใจอย่างหนัก เขาอยากจะทิ้งตัวลงนอนบนพื้นซะเดี๋ยวนี้เลย ไม่เคยรู้สึกเหนื่อยขนาดนี้มาก่อนในชีวิต
ผ่านไปพักใหญ่ เขาแทบอยากจะถีบเหล่าเฉินให้กระเด็นไปซะ นี่มันไม่ใช่งานของคนเลยนะ เขาเหนื่อยจนแทบจะกระอักเลือด ราวกับกำลังจะอวี่ฮว่ากลายเป็นฝุ่นผง พลังจิตใกล้จะพังทลายเต็มที กว่าจะลากเหล่าเฉินมาถึงขอบแดนเบื้องในได้ ก็หืดขึ้นคอเลยทีเดียว
"เหล่าเฉิน ต่อไปท่านต้องเรียกผมว่าท่านปรมาจารย์หวังนะ!" หวังเซวียนหอบหายใจอย่างหนัก ถ้าไม่ใช่เพราะเหล่าเฉินกำลังจะตาย เขาคงไม่ยอมทนทรมานขนาดนี้หรอก
เขาเพิ่งจะตระหนักได้ว่า การจะพาคนเข้าไปในแดนเบื้องในนั้นมันไม่ง่ายเลย ยากลำบากจนน่าขนลุก มิน่าล่ะ คัมภีร์โบราณถึงได้บันทึกไว้ว่า ต้องให้ปรมาจารย์ระดับก่อตั้งเป็นคนนำทางเท่านั้น ถึงจะเข้าไปได้
"เสี่ยวหวัง... เอ๊ย ท่านปรมาจารย์!" เหล่าเฉินนี่หน้าหนาจริงๆ เรียกได้โดยไม่กะพริบตาเลย จากนั้นเขาก็เอ่ยต่อ "ฉันรับเคราะห์แทนนายมาหลายครั้งแล้ว วันนี้ในที่สุดก็ถึงคราวของฉันบ้างล่ะนะ"
เมื่อกำลังจะก้าวเข้าสู่แดนเบื้องใน เหล่าเฉินก็ตื่นเต้นสุดขีด ราวกับเด็กน้อยที่กำลังวาดฝันถึงอนาคตอันสดใส ความปรารถนาที่รอคอยมานานปี ในที่สุดก็กำลังจะเป็นจริงแล้ว
"เหล่าเฉิน พอเข้าไปแล้วก็ห้ามพูดอะไรนะ ให้เดินลมปราณตามเคล็ดวิชาพื้นฐานของนักพรตยุคก่อนราชวงศ์ฉิน รักษาอาการบาดเจ็บให้หายดีซะก่อน" หวังเซวียนกำชับ เขารู้สึกว่าตัวเองเหนื่อยจนแทบจะตายอยู่แล้ว ได้เวลาให้เหล่าเฉินรับช่วงต่อบ้างแล้วล่ะ ส่วนเขาก็ขอเข้าไปพักฟื้นและฝึกวิชากายาทองคำต่อดีกว่า
ในขณะเดียวกัน เขาก็แอบคิดว่า ถึงแม้นางฟ้ากระบี่จะแข็งแกร่ง แต่เธอก็ไม่สามารถแทรกแซงโลกแห่งความเป็นจริงได้ ต่อให้ประกายกระบี่นับพันนับหมื่นฟาดฟันใส่เหล่าเฉิน ก็คงไม่ถึงตายหรอก อย่างมากก็แค่ทำให้ปวดร้าวทรมานแสนสาหัสเท่านั้นแหละ
อีกอย่าง เหล่าเฉินก็เคยมีประสบการณ์ต่อสู้จริงมาแล้ว เคยได้รับการ 'ชำระล้าง' จากหลวงจีนผีมาแล้ว ครั้งนี้ก็คงไม่มีปัญหาอะไรหรอกมั้ง
หวังเซวียนทำหน้าจริงจัง เอ่ยด้วยน้ำเสียงลึกซึ้งว่า "ตอนสู้ที่เทือกเขาชงหลิ่ง ฉันเห็นเพลงดาบของนายร้ายกาจมาก ขนาดหุ่นยนต์รบยังฟันขาดกระจุย ถ้าไม่เดินเส้นทางเซียนกระบี่ล่ะก็ เสียดายแย่เลย ครั้งนี้นายต้องขอบคุณฉันให้มากๆ นะ อุตส่าห์ดั้นด้นหาอาจารย์เซียนกระบี่มาให้นายเชียวนะเว้ย พอเข้าไปแล้วก็เจียมเนื้อเจียมตัวหน่อยล่ะ ทำตัวเป็นลูกศิษย์ที่ดี ตั้งใจเรียนล่ะ!"
พอเหล่าเฉินได้ยินดังนั้น ก็รู้สึกเคารพเลื่อมใสและตื่นตัวขึ้นมาทันที
หวังเซวียนใช้แรงเฮือกสุดท้าย ส่งเขาเข้าไปในแดนเบื้องใน
เมื่อก้าวเท้าเข้ามาที่นี่ ในที่สุดเหล่าเฉินก็มองเห็นทิวทัศน์ได้อย่างชัดเจน ไม่เหมือนในอดีตที่ราวกับมีหุบเหวกั้นกลาง ตอนนี้เลือดในกายของเขาเดือดพล่านด้วยความตื่นเต้น
"ในที่สุดฉันก็เข้ามาได้แล้ว จากนี้ไป ทะเลกว้างให้ปลาแหวกว่าย ท้องฟ้ากว้างใหญ่ให้นกโบยบิน เหล่าเฉินคนนี้มาแล้วโว้ย!"
(จบบท)