เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

พลิกร้ายกลายเป็นดี 205 ความจริงของการแย่งชิงตำแหน่งรัชทายาท

พลิกร้ายกลายเป็นดี 205 ความจริงของการแย่งชิงตำแหน่งรัชทายาท

พลิกร้ายกลายเป็นดี 205 ความจริงของการแย่งชิงตำแหน่งรัชทายาท


พลิกร้ายกลายเป็นดี 205 ความจริงของการแย่งชิงตำแหน่งรัชทายาท

เหยียนกงกงในชุดคลุมลายมังกรข่มความใจร้อน เอ่ยปลอบประโลมเสียงเบาว่า “ฝ่าบาทมิต้องใส่พระทัยกับคำนินทาเหล่านั้น ฝ่าบาทตรัสคำใดคำนั้น ฝ่าบาทรับไว้ก็มิเสียหาย แม้ความสามารถยังไม่เพียงพอ ก็สามารถค่อย ๆ ฝึกฝนไปได้พ่ะย่ะค่ะ”

ลู่หมิงหยวนแสร้งทำเป็นปวดร้าวใจพลางกล่าวว่า “อ๋องฉงเหวินสมควรจะเหมาะสมกว่าข้าถึงจะถูก ลูกมีคุณธรรมความสามารถอันใด ถึงได้รับตำแหน่งองค์ชายรัชทายาทนี้”

“กงกงโปรดช่วยข้านำความไปทูลเสด็จพ่อ ว่าลูกไร้ความสามารถมิอาจเทียบปราชญ์เมธี ยากจะรับหน้าที่อันยิ่งใหญ่นี้ ขอให้พระองค์ทรงไตร่ตรองให้มาก มิอาจจัดการลวก ๆ เช่นนี้ได้”

ลู่หมิงหยวนถอนหายใจเฮือกใหญ่อย่างเสแสร้งจอมปลอมเป็นที่สุด

เหยียนกงกงลอบด่าทอในใจ

องค์ชายหกผู้นี้ ช่างเสแสร้งจอมปลอมถึงขีดสุดจริง ๆ!

อยากได้ก็รับราชโองการไปตรง ๆ สิ ยังจะมาเล่นลูกไม้นี้อีก

หารู้ไม่ว่า สองประโยคนี้กลับกลายเป็นเสียงสะท้อน ถูกทักษะ 「สังเกตใจ」 ของลู่หมิงหยวนได้ยินเข้าพอดี

ลู่หมิงหยวนฟังจบ

ก็รู้สึกว่าเป้าหมายของตนเองบรรลุผลแล้ว

ในความเป็นจริง ธรรมเนียมการปฏิเสธสามครั้งคือการบอกเสด็จพ่อว่า ข้าอยากเป็นองค์ชายรัชทายาทจริง ๆ แต่ข้าก็ยังมีความกังวลอยู่บ้าง ดังนั้นจึงแสร้งทำเป็นบอกปัดไปสักหน่อย

จงใจให้เสด็จพ่อเดาความคิดของตนเองออก

เช่นนี้แล้ว จึงจะสามารถบรรลุผลในการประวิงเวลาได้

เพื่อขจัดความหวาดระแวงของอีกฝ่าย

“ผู้คนล้วนปรารถนาตำแหน่งองค์ชายรัชทายาท คิดไม่ถึงว่าฝ่าบาทตรัสว่าไม่เอาก็คือไม่เอา คำพูดและการกระทำของฝ่าบาท ช่างเหนือความคาดหมายจริง ๆ” มารฉินเป็นฝ่ายแย้มยิ้มบางเบากล่าวขึ้นก่อน

ลู่หมิงหยวนมีโอกาสเป็นครั้งแรก ที่จะได้เผชิญหน้าและมองบุรุษผมดำขาวพันกันผู้มีชื่อเสียงรั้งท้ายในบรรดาสี่ก้งเฟิ่งผู้นี้ตรง ๆ

เขามิใช่ผู้ฝึกปราณที่บริสุทธิ์ผุดผ่อง แต่เป็นผู้ฝึกปราณบำเพ็ญคู่ที่เปลี่ยนสายมาจากมรรคยุทธ์

หลังจากนักรบทะลวงผ่านระดับประตูมังกร มีไม่น้อยที่รู้สึกว่าตนเองยากจะก้าวเข้าสู่ระดับสิบได้ ดังนั้นจึงอาศัยทวารชมทัศนาสมุทรของมรรคยุทธ์ ดูดซับปราณวิญญาณฟ้าดิน กราบเข้าสู่นิกายเต๋า เปลี่ยนไปฝึกปราณ เพื่อแสวงหาโอกาสในการทะลวงผ่าน

การทำเช่นนี้แม้จะสามารถครอบครองพลังของการบำเพ็ญคู่ทั้งเต๋าและยุทธ์ได้ แต่ในขณะเดียวกันก็เพิ่มความยากในการทะลวงสู่สามระดับบนของตนเองด้วย ซึ่งไม่ต่างอันใดกับการฝังกลบเส้นทางการบำเพ็ญเพียร

แม้จะมีพรสวรรค์แข็งแกร่งดั่งสุยอวี้ชิง ก็ยังคงมิอาจทำได้ถึงขั้นผสานมรรค หลอมรวมพุทธะและเต๋าเข้าด้วยกัน

มารฉินเห็นได้ชัดว่าเป็นยอดฝีมือชั้นนำที่พลาดโอกาสในการทะลวงระดับไปเช่นนี้

มีข่าวลือว่า บนสนามรบ ไม่มีผู้ใดสามารถเข้าใกล้เขาในระยะสิบจั้งได้

เมื่อใดที่เข้าใกล้ ก็จะกลายเป็นกลุ่มหมอกโลหิต ถูกปราณเสียงบดขยี้จนแหลกละเอียด สิ้นใจตายอย่างอนาถ

พลังอิทธิฤทธิ์ของอีกฝ่ายคือมหามรรคไร้สุ้มเสียง สามารถทำได้ถึงขั้นไร้เงาไร้รูปลักษณ์ ปลิดชีพผู้คนได้จากระยะไกลพันลี้

มารฉินเคยสร้างความดีความชอบไว้ไม่น้อยบนสนามรบ นับเป็นอาวุธสังหารทรงพลังของต้าเหยียน

สาเหตุที่ลู่หมิงหยวนจ้องมองเขา เป็นเพราะรู้สึกได้ถึงท่าทีที่คล้ายคลึงกับที่เคยพบเห็นมาก่อนจากบนร่างของอีกฝ่าย ทำให้เขารู้สึกคุ้นเคยอยู่บ้าง

ภายในศาลาอู๋เจียน ลูกน้องของสวินอวี้ ล้วนมีคุณลักษณะพิเศษอย่างหนึ่ง

นั่นก็คือการไม่เห็นคนเป็นคน

การไม่เห็นคนเป็นคนในที่นี้ย่อมมิใช่คำด่าทอ แต่คือการไม่เห็นคนเป็นคนจริง ๆ

มองเป็นดั่งวัวแกะที่สามารถเชือดชำแหละได้ตามอำเภอใจ

มีเพียงผู้ที่สังหารคนมามากพอเท่านั้น จึงจะปรากฏแววตาเช่นนี้ออกมาได้

ต่อให้เป็นจอมสังหารที่กระหายเลือด ก็ยังไม่ทำให้เขารู้สึกเช่นนี้

จอมสังหารคือผู้ที่ทำทุกวิถีทางเพื่อบรรลุเป้าหมาย มักจะลุกลามไปถึงผู้คนมากมาย แต่มารฉินคือความคลั่งไคล้ในการเข่นฆ่า จะเป็นฝ่ายริเริ่มไปสังหารคน ผลลัพธ์ของทั้งสองเหมือนกัน คือมีคนตาย แต่สภาวะจิตใจนั้นแตกต่างกัน

น่าเสียดายที่ทักษะ 「สังเกตใจ」 ไม่ได้ยินสิ่งใดจากบนร่างของมารฉินเลย

คนผู้นี้ใจสงบนิ่งดุจน้ำนิ่ง ไร้ซึ่งเสียงในใจให้รับฟัง

“ใต้เท้ามารฉินมีตบะสูงส่ง ย่อมไม่เข้าใจสิ่งที่มีชื่อว่าความรับผิดชอบหรอก องค์ชายรัชทายาทมิใช่ว่าอยากเป็นก็เป็นได้” ลู่หมิงหยวนกล่าวเช่นนี้

ทว่ามารฉินกลับไม่ได้ตอบโต้ใด ๆ อีก

ด้วยทัศนคติทางวิชาชีพ เหยียนกงกงมิได้โกรธเคือง แต่กลับมุมปากกระตุกพลางหันไปมองฉีสิงเยี่ยนแล้วกล่าวว่า “ผู้อาวุโสฉี ไม่เกลี้ยกล่อมสักหน่อยหรือ?”

ฉีสิงเยี่ยนแย้มยิ้มบางเบากล่าวว่า “เรื่องนี้ ล้วนขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของฝ่าบาทเอง เฒ่าชราผู้นี้ก็ไร้ความสามารถจะช่วยได้”

“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เรื่องนี้ข้าจะนำไปกราบทูลฝ่าบาท”

กล่าวจบ เหยียนกงกงก็ทำได้เพียงพาคนจากไป

ไม่ว่าเขาจะเกลี้ยกล่อมอย่างไร ลู่หมิงหยวนก็ไม่ยอมรับราชโองการ ดูเหมือนว่าตนเองยังต้องมาอีกสองครั้งถึงจะสำเร็จ และยังต้องไปกราบทูลฝ่าบาทให้ทรงทราบอีก

หลังจากทั้งสี่คนจากไป จื่ออวิ๋นถึงได้รีบร้อนเอ่ยปากขึ้น

“ฝ่าบาท เหตุใดท่านจึงปฏิเสธไปตรง ๆ เล่าเพคะ?”

“นี่คือตำแหน่งองค์ชายรัชทายาทเชียวนะเพคะ!”

ในสายตาของนาง การที่ฝ่าบาทได้เป็นองค์ชายรัชทายาท นั่นคือเรื่องดีอันยิ่งใหญ่เทียมฟ้า

หงหว่านครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จึงเอ่ยถามว่า “ฝ่าบาททรงต้องการปฏิบัติตามธรรมเนียมปฏิเสธสามครั้งถอยสามครั้งหรือเพคะ?”

“ทรงต้องการแสร้งทำเป็นบอกปัด เพื่อตอกย้ำความประทับใจในพระทัยของฝ่าบาทใช่หรือไม่เพคะ?”

“ถูกต้อง”

“ฝ่าบาททรงไตร่ตรองอย่างรอบคอบจริง ๆ เพคะ!”

ลู่หมิงหยวนเห็นว่าแม้แต่หงหว่านก็ยังถูกตนเองหลอกไปได้ ก็ลอบพอใจอยู่ในใจ

ในมุมมองของเขา ตำแหน่งองค์ชายรัชทายาทนี้มิได้นั่งได้ง่ายดายปานนั้น

เสด็จพ่อจ้องมองตาเป็นมันอยู่เบื้องหลัง ไม่รู้ว่ากำลังวางแผนการอันใดอยู่

ตำแหน่งองค์ชายรัชทายาทนี้ คือเหยื่อล่อที่อีกฝ่ายปล่อยออกมา ขอเพียงงับเหยื่อ ก็จะตกลงไปในหลุมพรางของอีกฝ่าย

เหตุผลข้อนี้ เขาเข้าใจดี

แต่จื่ออวิ๋นกับหงหว่านอาจจะยังคิดไม่ทะลุปรุโปร่ง

ลู่หมิงหยวนในยามนี้ พลันรู้สึกเหนื่อยใจขึ้นมา

ทนจนคนตายไปตั้งมากมาย เหตุใดยังมีท่านอยู่อีกเล่า

เสด็จพ่อหนอเสด็จพ่อ

ท่านผู้เฒ่าซ่อนตัวลึกเสียจนเกือบจะลึกกว่าข้าเสียอีก

หรือว่านี่คือลูกเป็นอย่างไร พ่อก็เป็นอย่างนั้น?

ท่านผู้เฒ่าสรุปแล้วยังมีความลับที่ข้าไม่รู้อีกเท่าใดที่ปิดบังข้าอยู่?

ลู่หมิงหยวนถึงขั้นคิดว่า

เรื่องที่ตนเองต้องตกมาอยู่ในตำหนักเย็นเพื่อรับเคราะห์แทนในตอนนั้น เป็นสิ่งที่เสด็จพ่อจงใจทำ

เมืองหลวงคุ้มกันแน่นหนา ธิดาอสูรสามารถหลบหนีออกไปได้อย่างราบรื่น โดยตัวมันเองก็มีจุดน่าสงสัยมากมายอยู่แล้ว ทำให้ดไม่ได้ที่จะสงสัยว่า เป็นเสด็จพ่อที่คอยสั่งการอยู่เบื้องหลังหรือไม่

ลู่หมิงหยวนคิดเช่นนี้

ทันใดนั้น ในหัวก็เกิดความคิดที่น่าตกใจขึ้นมา

มีความเป็นไปได้หรือไม่

ว่าธิดาอสูรคือคนที่เสด็จพ่อจงใจปล่อยไป?

เป้าหมายเบื้องหลังเรื่องนี้ ก่อนหน้านี้เขาคิดไว้ซับซ้อนมาก แต่แท้จริงแล้วเหตุผลนั้นเรียบง่ายยิ่งนัก

ความสัมพันธ์ระหว่างจักรพรรดินีต้าหมิงกับอดีตเจ้าแคว้นต้าหมิงนั้นย่ำแย่มาก หากสืบสาวถึงต้นตอ ตอนที่จักรพรรดินียังเป็นธิดาศักดิ์สิทธิ์ของแคว้น บารมีในดินแดนเซิ่งหมิงก็สูงส่งมากแล้ว หากเปลี่ยนเป็นกษัตริย์องค์ใด ก็คงไม่ปรารถนาที่จะเห็นสถานการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น

หน้าที่ของธิดาศักดิ์สิทธิ์ คือการเป็นประธานในพิธีบวงสรวงเทพ สื่อสารกับทวยเทพ สถานะในระดับหนึ่งนั้น สูงส่งยิ่งกว่าเจ้าแคว้นเสียอีก

เจ้าแคว้นต้าหมิงเป็นเพียงตัวแทนในโลกมนุษย์ ทวยเทพเซิ่งหมิงเหล่านั้นต่างหาก ถึงจะเป็นเจ้าปกครองที่แท้จริงของใต้หล้าเซิ่งหมิง

ดังนั้นเพื่อกำจัดจักรพรรดินีต้าหมิงที่ยังเป็นธิดาศักดิ์สิทธิ์ เจ้าแคว้นต้าหมิงจึงจงใจส่งกองทัพที่อ่อนแอออกไปเผชิญหน้ากับต้าเหยียน

เช่นนี้แล้ว กองทัพต้าหมิงที่มักจะถือไพ่เหนือกว่ามาโดยตลอดจึงพ่ายแพ้ให้กับต้าเหยียน

ขอเพียงธิดาอสูรถูกต้าเหยียนจับเป็นเชลย ภัยคุกคามก็จะถูกขจัดไปโดยธรรมชาติ

เจ้าแคว้นต้าหมิง ก็จะสามารถนอนหลับได้อย่างไร้กังวล

ลู่หมิงหยวนในยามนี้ ราวกับจะเข้าใจแล้วว่าเหตุใดก่อนหน้านี้ภายในต้าหมิงจึงเกิดการกบฏขึ้น

สมมติว่า ธิดาอสูรเป็นคนที่เสด็จพ่อจงใจปล่อยไปจริง ๆ

เช่นนั้นเป้าหมายก็ชัดเจนมาก คือต้องการใช้ธิดาอสูรมาคานอำนาจเจ้าแคว้นต้าหมิง เพื่อซื้อเวลาให้ตนเองงั้นหรือ?

ไม่แน่ว่าระหว่างธิดาอสูรกับเสด็จพ่อ อาจจะมีข้อตกลงอันใดกันอยู่

ภายใต้การวิเคราะห์เช่นนี้ ลู่หมิงหยวนรู้สึกว่า เบื้องหลังสมควรจะมีแผนการร้ายอันยิ่งใหญ่สะท้านฟ้าซ่อนอยู่

การที่เสด็จพ่อนิ่งดูดายปล่อยให้เหล่าองค์ชายเข่นฆ่ากันเอง ก็เป็นบทละครที่เตรียมไว้ล่วงหน้าเช่นกันหรือ?

ท่านผู้เฒ่าคอยโหมกระพือคลื่นลมอยู่เบื้องหลังงั้นหรือ?

ซี๊ด!

ลู่หมิงหยวนคิดไปคิดมา ทันใดนั้นก็สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ

เขาไม่กล้าคิดไปในทิศทางนี้

การคาดเดาก็เป็นเพียงการคาดเดาเท่านั้น

หากสมมติฐานเป็นจริง เช่นนั้นเหตุใดจักรพรรดินีต้าหมิงในตอนนี้จึงต้องยกทัพมาตีต้าเหยียนเล่า?

ยังคงมีจุดที่ไม่สมเหตุสมผลอยู่

การตายขององค์ชายมากมาย รายละเอียดหลายอย่างในนั้น เมื่อนึกย้อนกลับไปในตอนนี้ ก็ทำให้คนรู้สึกหวาดกลัวเมื่อคิดให้ถี่ถ้วน

องค์ชายห้าลู่หมิงคงสามารถถูกลอบสังหารในเมืองหลวงได้ แต่กลับไม่มีร่องรอยของมือสังหารเลยแม้แต่น้อย?

ตอนที่แต่งตั้งแปดอ๋อง ท่านผู้เฒ่าเสด็จนำทัพออกศึกด้วยพระองค์เอง เหตุใดจึงต้องให้องค์ชายสามกลับมาก่อน ในขณะเดียวกันตัวการที่ปลอมแปลงราชโองการสรุปแล้วคือผู้ใดกันแน่?

ก่อนที่องค์ชายใหญ่จะถูกเนรเทศไปยังชายแดน ได้เห็นกำไลบนมือของหยางอิ้งฉาน จึงคิดว่าตนเองถูกสวมหมวกเขียว ฟางเส้นสุดท้ายในใจถูกกดทับจนขาดสะบั้น หัวใจมรรคาแตกสลาย จิตมารกลืนกินร่าง เดิมทีไม่น่าจะกำเริบเร็วปานนั้น ระหว่างทางไปยังชายแดน เป็นผู้ใดที่จู่ ๆ ก็ลงมือ?

การกระทำของอ๋องจิ้น เสด็จพ่อไม่รู้จริง ๆ หรือ?

ไม่แน่ว่าอาจจะเป็นความฉลาดที่กลับกลายเป็นภัย ลู่กวงจิ่งที่ฝึกวิชาสังหารมังกรเดิมทีก็เดินบนเส้นทางที่สวนทางกับการบรรลุเป็นจักรพรรดิ กลายเป็นหมากของเสด็จพ่อ หลังจากถูกรีดเค้นคุณค่าจนหมดสิ้น ก็ถูกทอดทิ้งไว้ในถ้ำสวรรค์หมางฮวง

ในสถานการณ์ที่องค์ชายมากมายตกตายไป เหตุใดปราชญ์หลักการจึงบังเอิญพอดี รับลู่อวิ๋นชิงเป็นศิษย์ในสำนักอย่างตรงไปตรงมาเช่นนี้?

บังเอิญสามารถนำมาใช้ต่อกรกับลู่กวงจิ่งได้พอดี?

ลู่อวิ๋นชิงเห็นได้ชัดว่าก็กำลังถูกเขาหลอกใช้เช่นกัน

ทุกสิ่งทุกอย่างของลู่อวิ๋นชิง อาจกล่าวได้ว่า เสด็จพ่อล้วนเป็นผู้มอบให้

สถานะ ตำแหน่ง ลูกน้อง กระทั่งอุดมการณ์

หากกล่าวอย่างสุดโต่ง บางทีลู่อวิ๋นชิงอาจจะเป็นเป้าหมายที่เสด็จพ่อเลือกไว้ตั้งแต่แรก

ซื่อสัตย์เชื่อฟัง มีชื่อเสียงโด่งดัง ควบคุมได้ง่าย

บัดนี้ ตัวเลือกนี้ได้กลายมาเป็นตนเองแล้ว

ดังนั้นลู่หมิงหยวนจึงถามใจตนเอง เขาเป็นคู่ต่อสู้ของเสด็จพ่อจริง ๆ หรือ?

เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ ลู่หมิงหยวนก็ตกอยู่ในห้วงความคิดอย่างสมบูรณ์

“หยวนเอ๋อร์!”

ทันใดนั้น เสียงร้องเรียกสายหนึ่ง ก็ขัดจังหวะความคิดของเขา

สตรีผู้สูงศักดิ์และสง่างามนางหนึ่งก้าวเข้ามาในประตูใหญ่ของตำหนักชิงจู๋

หวังเจาเยียนในยามนี้ บังเอิญนั่งเกี้ยวมาถึงตำหนักเย็นพอดี

บนใบหน้างดงามแฝงไว้ด้วยสีหน้ายินดี เอ่ยอย่างรีบร้อนว่า:

“ให้แม่ดูหน่อยสิ ว่าตราประทับหยกตำหนักบูรพาขององค์ชายรัชทายาทหน้าตาเป็นอย่างไร!”

เมื่อได้ยินเช่นนั้น จื่ออวิ๋นและหงหว่านก็มีสีหน้ากระวนกระวายใจ ไม่ได้ตอบกลับในทันที

ลู่หมิงหยวนก็เผยรอยยิ้มขื่นออกมาเช่นกัน

จื่ออวิ๋นกะพริบตากลมโตอันงดงาม เอ่ยอย่างระมัดระวังว่า “ทูลพระสนม ฝ่าบาท ฝ่าบาท...”

“ฝ่าบาทเป็นอะไรไป?!”

หวังเจาเยียนร้อนใจแทบแย่ คว้าแขนของจื่ออวิ๋นมา บีบคั้นถาม

จื่ออวิ๋นตัดสินใจเด็ดขาด ตะโกนออกไปตรง ๆ ว่า “ฝ่าบาททรงปฏิเสธตำแหน่งองค์ชายรัชทายาทเพคะ!”

เมื่อได้ทราบข่าวนี้ หวังเจาเยียนก็ถึงกับมึนงงไปทั้งตัว

“ปฏิเสธตำแหน่งองค์ชายรัชทายาท ปฏิเสธ...”

ผ่านไปครู่ใหญ่

นางถึงได้สติกลับมา เอ่ยถามลู่หมิงหยวนด้วยความตื่นเต้นว่า “หยวนเอ๋อร์ เหตุใดเจ้าจึงต้องปฏิเสธการเป็นองค์ชายรัชทายาท?”

ลู่หมิงหยวนหัวเราะอย่างจนใจ ถอนหายใจพลางกล่าวว่า “ลูกทำไปเพื่อไม่ให้เสด็จพ่อต้องลำบากใจ ปล่อยให้เรื่องของสำนักจิตลู่หวังแพร่กระจายไปอีกสักสองสามวัน ท่านผู้เฒ่าจะต้องส่งคนมาอีกแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ”

“แล้วถ้าเกิดไม่มีล่ะ!” หวังเจาเยียนกล่าวด้วยความไม่ยินยอมอย่างยิ่ง

“แม่ไม่กล้าเสี่ยงหรอกนะ!”

“วางใจเถิดพ่ะย่ะค่ะ จะต้องมีแน่นอน” ลู่หมิงหยวนหัวเราะ

ข่าวราชโองการแต่งตั้งรัชทายาท จะแพร่สะพัดไปทั่วทั้งเมืองหลวงในไม่ช้า

ข้อถกเถียงที่ใหญ่ที่สุดของเขาในตอนนี้คืออะไร?

ก็คือคดีปล่อยตัวธิดาอสูรแคว้นมาร จนเป็นเหตุให้จักรพรรดินีต้าหมิงขึ้นครองราชย์ และม้วนดินหวนกลับมา

แต่เรื่องนี้เดิมทีก็ซับซ้อนซ่อนเงื่อนอยู่แล้ว บัดนี้เมื่อสำนักจิตลู่หวังถือกำเนิดขึ้น ก็ไม่มีข้อกังขาใด ๆ อีกต่อไป

เฉินเค่อที่ตระหนักรู้สำนักจิตได้ยังเชื่อใจตนเองถึงเพียงนี้

ถึงกับกล่าวคำพูดที่ว่า “พิจารณาความดีความชั่วด้วยตนเอง จึงจะบรรลุถึงมโนธรรม” ออกมา

คนส่วนใหญ่จะเริ่มเชื่อว่า อ๋องหวยอันถูกคนใส่ร้าย ราชสำนักหาตัวผู้บงการเบื้องหลังไม่พบ ดังนั้นจึงโยนความรับผิดชอบให้อ๋องหวยอัน

เมื่อคนผู้หนึ่งยอดเยี่ยมเพียงพอ ไม่ว่าเขาจะทำเรื่องอันใด ก็จะมีคนนับไม่ถ้วนคอยช่วยเขาอธิบาย

สิ่งที่เขาต้องทำ ก็คือการใช้ประโยชน์จากกระแสลมนี้ เพื่อเสริมสร้างพลังอำนาจของตนเองให้แข็งแกร่งขึ้น!

เมืองจักรพรรดิต้าเหยียน

ลู่หมิงหยวนอาศัยราชโองการแต่งตั้งรัชทายาท และสำนักจิตลู่หวังสองเรื่องนี้ กลายเป็นหัวข้อที่ร้อนแรงที่สุดในเมืองหลวงตลอดครึ่งเดือนที่ผ่านมาอย่างสมบูรณ์ ขึ้นแท่นหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ภูผาสายน้ำแห่งต้าเหยียน ทั้งในและนอกที่ทำการขุนนาง ล้วนมีประกาศที่กองกำลังพิทักษ์นำมาติดไว้

กระทั่งยังมีแนวโน้มที่จะแพร่กระจายไปยังทั่วทุกสารทิศของต้าเหยียนอีกด้วย

ไม่ว่าจะเป็นราษฎรในเมืองหลวง หรือนักศึกษาในสถาบัน

ในวินาทีนี้ ล้วนประหลาดใจเป็นอย่างยิ่ง

โดยเฉพาะอย่างยิ่งบัณฑิตทั่วทุกสารทิศของต้าเหยียน หลังจากได้ทราบว่ามีสำนักใหม่ถือกำเนิดขึ้น ตลอดจนเนื้อหาโดยละเอียดของสำนักจิตลู่หวัง ก็รู้สึกสั่นสะเทือนใจอย่างหาเปรียบมิได้

พวกเขาคิดไม่ถึงเลยว่า ในโลกนี้ยังมีวิชาความรู้เช่นนี้อยู่ด้วย

ฟังท่านกล่าวหนึ่งประโยค ดีกว่าอ่านตำราสิบปี

“ใจคือหลักการ” ราวกับได้รับการชี้แนะจนกระจ่างแจ้ง คำกล่าวของปราชญ์ดุจกระบี่คมกริบที่แขวนอยู่เหนือศีรษะ ตักเตือนทุกคนว่าสิ่งใดคือสัจพจน์แห่งมหามรรค

รู้และปฏิบัติเป็นหนึ่งเดียว เพียงประโยคเดียวก็พานักศึกษาทั้งหมดเข้าสู่ห้วงความคิด ปรัชญาหลี่ที่พวกเขาเฝ้าเพียรตามหาอย่างยากลำบาก หรือว่ามันจะเดินผิดทางไปแล้วจริง ๆ?

ชื่อของลู่หมิงหยวนและเฉินเค่อ ถูกผู้คนมากมายจดจำเอาไว้

ริมกำแพงเมือง มีผู้คนมามุงดูมากมาย

“อะไรนะ?! อ๋องหวยอันจะได้เป็นองค์ชายรัชทายาทแล้วหรือ?”

“เขามิใช่ตัวการที่ปล่อยธิดาอสูรไปหรอกหรือ?”

“นี่เจ้าไม่รู้แล้ว ราชสำนักออกประกาศฉบับใหม่แล้ว เขาถูกคนใส่ร้ายต่างหาก”

“ได้ยินว่าเขายังมีความเกี่ยวข้องกับสำนักจิตลู่หวังด้วย? แถมยังตั้งชื่อตามชื่อของเขาอีก?”

บัณฑิตจำนวนไม่น้อย ต่างวิพากษ์วิจารณ์ประกาศกันเซ็งแซ่

เกี้ยวอันประณีตและสูงศักดิ์หลังหนึ่งจอดอยู่ที่ปากซอย ย่อมมีบ่าวรับใช้นำสำเนาประกาศมาส่งให้ ยื่นเข้าไปในม่านรถ

องค์ชายเก้าลู่อวิ๋นหวงมองดูข่าวทั้งสองเรื่องแวบหนึ่ง แล้วเอ่ยถามในใจว่า:

“ท่านอาจารย์ ท่านคิดว่า สำนักจิตที่เพิ่งถือกำเนิดขึ้นนี้เป็นอย่างไรบ้าง? ใจคือหลักการ รู้และปฏิบัติเป็นหนึ่งเดียว บรรลุถึงมโนธรรม มีเหตุผลอยู่บ้างหรือไม่”

เสียงชราภาพภายในร่างของเขาดังขึ้น พิจารณาคำพูดทั้งสามประโยคนี้ครู่หนึ่ง แล้วกล่าวว่า “เหตุผลที่สามารถเอาชนะปรัชญาหลี่ได้ ก็คือเหตุผลที่ดี วิชาความรู้อย่างปรัชญาหลี่ ข้าเกลียดที่สุด สมควรจะตายตกไปตั้งนานแล้ว เฒ่าชราผู้นี้เดิมทีก็หวังว่าจะมีคนมาจัดการกับเจ้าปราชญ์หลักการผู้นี้สักหน่อย ในตอนแรก คิดว่าสำนักใหม่นี้ก็คงไม่มีอะไรยิ่งใหญ่ แต่ดูจากตอนนี้แล้ว กลับมีพลังอำนาจอยู่บ้าง”

คำชมในครึ่งประโยคหลังดูเหมือนจะแฝงความไม่เต็มใจอยู่เล็กน้อย

เจ้าของเสียง ดูเหมือนจะไม่อยากชื่นชมบัณฑิตผู้คิดค้นสำนักจิตผู้นี้เลย

ลู่อวิ๋นหวงคิดไม่ถึงเลยว่า ท่านอาจารย์ผู้มีนิสัยเย่อหยิ่งจองหองมาโดยตลอด จะเอ่ยปากชมสิ่งใดเช่นนี้ด้วย

“จุดที่ร้ายกาจอย่างแท้จริงของสำนักจิตนี้ ไม่ใช่อยู่ที่ตัวมันเองร้ายกาจเพียงใด แต่อยู่ที่ผลกระทบที่มันสามารถสร้างขึ้นได้ สามารถเรียกได้ว่ายิ่งใหญ่”

“ยิ่งใหญ่?” ลู่อวิ๋นหวงดูเหมือนจะไม่เข้าใจความหมายของคำพูดนี้

“ใช่ ยิ่งใหญ่จริง ๆ อะไรคือความยิ่งใหญ่? หมัดเดียวทำลายขุนเขา กระบี่เดียวฟันคนตายนับล้าน ช่วยเหลือราษฎรทั้งเมือง คนเช่นนี้ ร้ายกาจหรือไม่ ยิ่งใหญ่หรือไม่?”

“ก็คงจะนิดหน่อยกระมัง” ลู่อวิ๋นหวงพยักหน้า

“ผายลม!”

ลู่อวิ๋นหวงตกใจสะดุ้งในทันที

เจ้าของเสียงคล้ายกำลังครุ่นคิด คล้ายกำลังสั่งสอน “ความยิ่งใหญ่ที่แท้จริง คือการเบิกเส้นทางแห่งความสงบสุขให้แก่หมื่นยุคสมัย กอบกู้อาคารใหญ่ที่กำลังจะพังทลาย ช่วยเหลือให้รอดพ้นจากการล่มสลาย อย่างเช่นปราชญ์เมตตา ผู้สร้างความผาสุกให้แก่คนรุ่นหลัง ส่วนสำนักจิต หากกล่าวอย่างเป็นธรรมแล้ว ได้เบิกเส้นทางศักดิ์สิทธิ์ให้แก่บัณฑิตรุ่นหลัง ขยายขอบเขตของมรรคปราชญ์ให้กว้างขึ้น สามารถเรียกได้ว่ายิ่งใหญ่”

“เป็นเพราะสำนักจิตไม่ได้โจมตีทฤษฎีสันดานเดิมเป็นความชั่วร้าย ท่านอาจารย์ถึงได้พูดจาดี ๆ ให้มันใช่หรือไม่?” ลู่อวิ๋นหวงเอ่ยหยั่งเชิง

“ผายลม!”

สวินอวี้ด่าทออย่างเกรี้ยวกราด

เจ้าของเสียงแค่นเสียงเย็นกล่าวว่า “ผู้คนในโลกล้วนกล่าวว่าข้าสวินอวี้มีความทะเยอทะยานอันแรงกล้า เป็นคนชั่วร้ายตัวฉกาจ ต้องการเผยแพร่วิชาสังหารมังกรไปยังหนึ่งมณฑลไปจนถึงทั่วทั้งใต้หล้า ข้าจะทำเรื่องน่าละอายเช่นนี้เพียงเพราะการให้ทานเพียงเล็กน้อยนี้ได้อย่างไร? เฒ่าชราผู้นี้เพียงแค่นึกถึงเรื่องราวในอดีตบางอย่างขึ้นมาได้ก็เท่านั้น”

ลู่อวิ๋นหวงพยักหน้าเบา ๆ หันไปมองข่าวที่สอง

“ท่านอาจารย์ ท่านว่าเหตุใด เสด็จพี่หกจึงต้องสละตำแหน่งองค์ชายรัชทายาทเล่า?”

สวินอวี้แค่นเสียงหัวเราะเย็นชา “เจ้าเชื่อเขาหรือ? ตำแหน่งนี้ ผู้ใดบ้างไม่อยากนั่ง ก็เป็นเพียงมารยาทจอมปลอมก็เท่านั้น”

“ตำแหน่งองค์ชายรัชทายาทนี้ ขอเพียงเป็นสิ่งที่ฝ่าบาทองค์ปัจจุบันตรัสออกมาจากพระโอษฐ์ทองคำแล้ว ก็ไม่มีทางเปลี่ยนแปลงได้ ต่อให้จะปฏิเสธก็ตาม”

“เฒ่าชราผู้นี้สนใจมากกว่า ว่าองค์ชายหกจะเผชิญหน้ากับลู่อวิ๋นชิงอย่างไร แค่คิดก็สนุกแล้ว” สวินอวี้กล่าวอย่างสนใจ

“เสด็จพ่อจะไม่ห้ามปรามไม่ให้พวกเขาต่อสู้กันเองหรือ?”

“ห้ามปราม?”

สวินอวี้หัวเราะฮ่าฮ่า “อีกไม่นานเจ้าก็จะรู้ ว่าเสด็จพ่อของเจ้าผู้นี้ก็ไม่ใช่คนดีอะไรนัก”

ลู่อวิ๋นหวงมองออกไปนอกหน้าต่างแวบหนึ่ง เอ่ยด้วยความสงสัยว่า “หรือจะบอกว่า การที่ตัวเลือกองค์ชายรัชทายาทสามารถกำหนดได้อย่างรวดเร็วเช่นนี้ ยังมีเงื่อนงำอยู่อีก?”

สวินอวี้กล่าวอย่างมีความหมายลึกซึ้งว่า “เจ้ารอดูไปก็แล้วกัน แต่ต่อให้เป็นเจ้า ก็ยังต้องรอไปอีกหลายปี ถึงจะเข้าใจจุดสำคัญของกระดานหมากนี้ แม้แต่ลู่หมิงหยวนที่เป็นผู้เล่นในกระดาน ในช่วงเวลาอันยาวนาน หรือกระทั่งชาตินี้ก็ไม่มีทางรู้ได้ ว่าเสด็จพ่อของเขาในปีนั้นได้ทำสิ่งใดลงไปกันแน่”

“ถึงเวลานั้นจะสามารถครอบครองบัลลังก์จักรพรรดิได้หรือไม่ ก็ต้องดูที่ความสามารถของตนเองแล้ว”

อุทยานหลวง

สระน้ำหลิวแดง ภูเขาจำลองสายน้ำไหล ทิวทัศน์งดงามน่ารื่นรมย์

“เจ้ากำลังจะบอกว่า หยวนเอ๋อร์เขาปฏิเสธงั้นหรือ?”

จักรพรรดิหย่งอันที่เอามือไพล่หลังแย้มพระสรวลบางเบา

เหยียนกงกงป้องมืออย่างนอบน้อมกล่าวว่า “ถูกต้องพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาทอ๋องหวยอันตรัสว่าตนเองไร้ความสามารถมิอาจเทียบปราชญ์เมธี ยากจะรับหน้าที่อันยิ่งใหญ่ มิอาจรับตำแหน่งองค์ชายรัชทายาทได้”

จักรพรรดิหย่งอันไม่มีทีท่าว่าจะกริ้ว ทรงหัวเราะเยาะพลางตรัสว่า:

“นี่กลับเป็นนิสัยของเขา เขาเป็นคนเช่นนี้จริง ๆ”

“ตอนคดีธิดาอสูร เขาเลือกที่จะเป็นฝ่ายริเริ่มเข้าสู่ตำหนักเย็น แทนที่จะไปอยู่ที่ชายแดนสักหกเจ็ดปี ข้าก็มองออกแล้วว่าลูกหกมีใจคิดจะซุ่มซ่อนตัว เพียงแต่คิดไม่ถึงว่าพัฒนาการของเรื่องราว จะเหนือความคาดหมายถึงเพียงนี้ ลู่อวิ๋นชิงในฐานะตัวเลือก ยังคงไม่เอาถ่านเกินไปสักหน่อย หยวนเอ๋อร์เป็นตัวเลือกที่ดีกว่าจริง ๆ”

“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เช่นนั้นเราก็จะส่งเสริมชื่อเสียงอันดีงามของเขา”

“ทุก ๆ สามวัน ไปหนึ่งครั้ง”

“จนกว่าเขาจะตอบตกลง”

ในระหว่างที่เหยียนกงกงป้องมือ ก็มองเห็นเงาร่างของหยวนเสวียนกัง ที่คอยปรนนิบัติอยู่ข้างกายฝ่าบาทมาโดยตลอด เพื่อปรึกษาหารือเรื่องสำคัญ

ในใจรู้สึกทอดถอนใจอย่างบอกไม่ถูก

คนสองคนที่นั่งอยู่ในศาลา คนหนึ่งมุ่งมั่นค้ำจุนมังกรมานานหลายร้อยปี ส่วนอีกคนมีวิชาใจจักรพรรดิที่เชี่ยวชาญถึงขีดสุด มีแผนการอันยิ่งใหญ่ สาบานว่าจะทำให้มรรคาสวรรค์เปลี่ยนโฉมหน้าให้จงได้

เขาติดตามฝ่าบาทมาหลายปีเพียงนี้ สามารถสัมผัสได้อย่างแท้จริงถึงอำนาจการควบคุมที่บุรุษผู้นี้มีต่อราชวงศ์ราชันต้าเหยียน

ความใจกว้างและหละหลวมที่ดูเหมือนจะเป็นเพียงแค่เปลือกนอกนั้น ราวกับว่าทุกสิ่งทุกอย่างล้วนอยู่ในกำมือของตนเอง พลิกมือเป็นเมฆ คว่ำมือเป็นฝน

ฝ่าบาทภายนอกเป็นเพียงนักรบระดับแปด แต่เบื้องหลังของพระองค์ คือราชวงศ์ราชันต้าเหยียนทั้งมวล

พลังแห่งโชคชะตาฟ้าลิขิต มีกี่คนที่สามารถต้านทานได้?

สามวันต่อมา

ขันทีเฒ่าเหยียนกงกง ก็ส่งคนมาอีกครั้ง พร้อมกับนำราชโองการแต่งตั้งรัชทายาทมาด้วย แต่ก็ถูกลู่หมิงหยวนปฏิเสธกลับไปอย่างนุ่มนวลอีกครั้ง

แต่ทว่าในครั้งนี้ กลับทำให้ทุกคนวางใจได้แล้ว

สิ่งที่ฝ่าบาทตรัสเป็นความจริง

ฝ่าบาททรงให้คนมาอีกครั้งจริง ๆ

แสดงให้เห็นว่าตำแหน่งองค์ชายรัชทายาทย่อมต้องได้มาอย่างแน่นอน ไม่จำเป็นต้องกังวลมากเกินไปแล้ว จื่ออวิ๋นและหงหว่านเริ่มคิดแล้วว่าหลังจากย้ายออกจากตำหนักเย็น พวกนางจะได้อยู่บ้านหลังใหญ่เพียงใด

หวังเจาเยียนก็วางใจลงเช่นกัน นางไปโอ้อวดในตำหนักต่าง ๆ อย่างเบิกบานใจ

ลู่หมิงหยวนอยู่เพียงลำพังในป่าไผ่บนภูเขาด้านหลังตำหนักเย็น บำเพ็ญเพียรอย่างเงียบ ๆ

[ดวงชะตาสีม่วงสูงส่ง-เนตรปัญญาหัวใจสวรรค์ ระดับการหลอมกลั่นเพิ่มขึ้นเป็น 35%]

[ปลดล็อกคุณลักษณะ-พหูสูต (ระดับต้น)]

[พหูสูต (ระดับต้น): รอบรู้สรรพสิ่ง อ่านตำรากว้างขวาง ความเข้าใจจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก สามารถเสริมสร้างพลังดวงจิตวิญญาณและพลังจิตให้สมบูรณ์]

วิชาตัวเบาของลู่หมิงหยวนแปรเปลี่ยนดั่งร่างเงา ราวกับย่นปฐพี พริบตาเดียวก็หายไปจากจุดเดิม ยืนหยัดอยู่บนปลายใบไผ่ดั่งแมลงปอแตะผิวน้ำ

ปราณวิญญาณระหว่างฟ้าดินล้วนกลายเป็นหินรองเท้าของเขา ปราณวิญญาณที่ไร้รูปลักษณ์ไร้เงาเปรียบดั่งสายน้ำ และเขาก็สามารถไปมาได้อย่างอิสระเสรีในสายน้ำชั้นนี้

ดูราวกับกำลังบินอยู่ก็มิปาน

ภายในรัศมีร้อยจั้ง ล้วนเป็นดินแดนสุขาวดีของเขา เขา สามารถปรากฏตัวในตำแหน่งใดก็ได้

ไปมาอย่างอิสระเสรี ต่อให้เป็นผู้บำเพ็ญระดับทารกก่อกำเนิด ก็ไม่อาจจับตำแหน่งของเขาได้

“นี่ก็คือพลังอิทธิฤทธิ์ดาราสวรรค์มรรคยุทธ์ สัญจรเสรี”

ลู่หมิงหยวนครุ่นคิด “เมื่อมี 「พหูสูต」 ไม่ว่าจะเป็นวรยุทธ์อันใดก็สามารถเรียนรู้ได้อย่างง่ายดาย บัดนี้สัญจรเสรีซึ่งเป็นหนึ่งในสามพลังอิทธิฤทธิ์มรรคยุทธ์ เพียงแค่สามวันสั้น ๆ ก็ฝึกฝนจนสำเร็จขั้นเล็กน้อยแล้ว ความเร็วเช่นนี้ ต่อให้เป็นดวงชะตา 「จอมยุทธ์」 ก่อนหน้านี้ก็ยังเทียบไม่ติดเลย”

“ก่อนจะออกจากตำหนักเย็น ต้องยกระดับพลังอำนาจขึ้นไปอีกขั้น”

ในตอนนั้นเอง

ฟ้าดินเงียบสงัด

เสียงใบไผ่เสียดสีกันหยุดลงในทันที

ท่ามกลางป่าไผ่บนภูเขาด้านหลัง ปรากฏเงาร่างชราภาพสายหนึ่งขึ้น

ลู่หมิงหยวนคล้ายจะสัมผัสได้ ภายในใจสั่นไหว หันขวับกลับไปมอง

นั่นคือขันทีเฒ่าผู้หนึ่งที่สวมชุดสีน้ำเงินธรรมดา ผมสองข้างขาวโพลน กลิ่นอายลึกล้ำซ่อนเร้น ดวงตาทั้งสองข้างราวกับน้ำในทะเลสาบพันปี ไร้ซึ่งระลอกคลื่น ภายในแฝงไว้ด้วยความชราภาพที่ถูกกาลเวลาชำระล้างมา

เขาคือเว่ยเหล่าจิ่วนั่นเอง

“เจ้ากำลังเสียดายสิ่งใดอยู่หรือ? ออกจากตำหนักเย็น ได้เป็นองค์ชายรัชทายาท ไม่ใช่เรื่องที่น่าดีใจหรอกหรือ?” เว่ยเหล่าจิ่วหัวเราะ

ลู่หมิงหยวนพิงต้นไผ่สีเขียวมรกตต้นหนึ่ง กอดอกส่ายหน้า “จะง่ายดายปานนั้นได้อย่างไร หากข้ามีสามระดับบน นั่นก็สมควรจะดีใจจริง ๆ บัดนี้เป็นเพียงระดับประตูมังกร แม้แต่ทูตพิทักษ์มณฑลในบรรดาผู้บำเพ็ญสามอาราม ข้าก็ยังสู้ไม่ได้เลย”

“แม้แต่?” เว่ยเหล่าจิ่วอดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา

“ทูตพิทักษ์ต้าเหยียน หากมองไปทั่วทั้งมณฑล ในหมู่คนนับสิบล้านคน ถึงจะมีสักคน หากคำพูดนี้ของเจ้าแพร่งพรายออกไป ไม่รู้ว่าจะทำให้คนโกรธตายไปเท่าใด”

ลู่หมิงหยวนกล่าวว่า “ไม่พูดเรื่องนี้แล้ว ช่วงนี้เจ้าหายไปไหนมา ตอนที่ข้าเกือบจะตายในถ้ำสวรรค์ เหตุใดเจ้าจึงไม่ลงมือ?”

เว่ยเหล่าจิ่วหรี่ตาพักผ่อนพลางกล่าวว่า “ข้าอยู่ ข้าอยู่มาตลอด”

“เจ้าในตอนนี้ ไม่ใช่ว่ายังมีชีวิตอยู่ดีหรอกหรือ?”

“เว่ยเหล่าจิ่ว เจ้ารู้เรื่องของเสด็จพ่อข้าหรือไม่?”

สีหน้าของลู่หมิงหยวนเคร่งขรึมเป็นอย่างยิ่งกล่าวขึ้น

“รู้สิ” เว่ยเหล่าจิ่วยักไหล่กล่าว

“เป็นจักรพรรดิที่มีความทะเยอทะยานมากพระองค์หนึ่ง ในขณะเดียวกันด้วยเหตุผลบางประการ อายุขัยจึงลดลงอย่างมาก โชคชะตาแคว้นในโลกหล้า ล้วนเป็นกฎเกณฑ์ที่ฝ่ายหนึ่งลดลงอีกฝ่ายหนึ่งก็เพิ่มขึ้นมาโดยตลอด และยังเป็นจักรพรรดิผู้แสนน่าเวทนา ที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจสร้างต้าเหยียนที่ผงาดขึ้นมาอย่างแข็งแกร่ง แต่กลับไม่มีเวลาได้เสวยสุข”

ลู่หมิงหยวนเอ่ยถามอย่างจริงจังว่า “เจ้าบอกข้าได้หรือไม่ ว่าหกสิบปีมานี้เสด็จพ่อของข้าทำสิ่งใดลงไปกันแน่?”

เว่ยเหล่าจิ่วกะพริบตา เอ่ยถามกลับอย่างสนใจว่า “เจ้าอยากรู้จริง ๆ หรือ?”

จบบทที่ พลิกร้ายกลายเป็นดี 205 ความจริงของการแย่งชิงตำแหน่งรัชทายาท

คัดลอกลิงก์แล้ว