- หน้าแรก
- ระบบเชฟทะลุมิติ พลิกวิกฤตร้านเจ๊ง
- บทที่ 856 กลิ่นอายปีใหม่คือความอบอุ่นของผู้คน
บทที่ 856 กลิ่นอายปีใหม่คือความอบอุ่นของผู้คน
บทที่ 856 กลิ่นอายปีใหม่คือความอบอุ่นของผู้คน
คนในครอบครัวตระกูลโจวหลายสิบชีวิต นั่งกันจนแทบจะเต็มม้านั่งอยู่แล้ว รีบจองที่นั่งทำเลทองตรงกลางแถวหน้าเอาไว้ก่อนเป็นอันดับแรก
“ครูโจว ทำไมวันนี้พี่หว่านชิงถึงไม่มาล่ะคะ?” เซี่ยเหยาเห็นโจวหมิงนั่งอยู่ข้างหน้าพอดี เลยเอ่ยถามขึ้นมาลอย ๆ
โจวหมิงตอบว่า “ก็ใกล้จะแต่งงานแล้วนี่นา หว่านชิงบอกว่านี่เป็นปีใหม่ปีสุดท้ายที่จะได้อยู่บ้านก่อนแต่ง เลยอยากอยู่ฉลองกับพ่อแม่แล้วก็คุณปู่ที่บ้านน่ะ”
“อ้อ เข้าใจแล้วค่ะ” เซี่ยเหยาพยักหน้า
“จริงสิ พรุ่งนี้เช้าหว่านชิงเตรียมจะไปปีนเขาไหว้พระใหญ่เจียโจว เลยฝากถามเธอ โจวเยี่ยน แล้วก็พวกคุณอาทั้งสองว่าอยากไปด้วยกันไหม” โจวหมิงพูดต่อ
“ได้สิคะ!” เซี่ยเหยาหันไปมองโจวเยี่ยนที่อยู่ข้าง ๆ “โจวเยี่ยน คุณว่าไงคะ?”
โจวเยี่ยนพยักหน้ายิ้ม ๆ “เอาสิครับ วันขึ้นปีใหม่ ปีนเขาขอพร พาคุณอาคุณน้าทั้งสองไปปีนเขาหลิงอวิ๋นสักหน่อย แวะชมเจดีย์หลิงเป่ากับพระใหญ่เจียโจวด้วยเลย”
“ดีเลย ก่อนแม่ของลูกจะมาก็บ่นคิดถึงพระใหญ่เจียโจวมาตลอด คราวก่อนที่ไปเจียโจวยังอยากจะนั่งเรือเที่ยวอยู่เลย” เซี่ยหวาเฟิงเอ่ยขึ้นบ้าง
“ได้ยินมาว่าตลาดเจียโจววันขึ้นปีใหม่คึกคักมาก พวกเราก็ถือโอกาสไปเดินเล่นกันพอดีเลย” หลินจื้อเฉียงเสริม
ทุกคนเห็นพ้องต้องกัน จึงตกลงกำหนดการของวันพรุ่งนี้เรียบร้อย
โจวเจี๋ยกับโจวไห่กำลังหมุนไม้ไผ่อยู่ข้าง ๆ เพื่อรับสัญญาณทีวีใหม่
ทีวีเปิดอยู่แล้ว บนหน้าจอมีแต่ภาพซ่า ๆ สีขาว พอหมุนไม้ไผ่ ก็มีภาพกะพริบแวบขึ้นมาสองสามภาพ
“หยุด!” โจวเยี่ยนรีบตะโกนบอก
มือของโจวเจี๋ยชะงักไป ภาพบนจอก็ค่อย ๆ ชัดเจนขึ้น
ตอนนี้เป็นเวลาหนึ่งทุ่มห้าสิบนาที สถานีโทรทัศน์ส่วนกลางกำลังออกอากาศรายการข่าวภาคค่ำ
พอมีเสียงทีวีดังขึ้น หน้าประตูบ้านตระกูลโจวก็มีหัวคนโผล่เรียงกันเป็นแถวทันที
“งานฉลองเริ่มแล้วเหรอ?”
“พี่ซูเฟิน กินมื้อค่ำวันสิ้นปีเสร็จหรือยัง? เข้าไปดูด้วยได้ไหม?”
คนเหล่านี้ล้วนเป็นเพื่อนบ้านละแวกเดียวกัน ที่บอกไว้ล่วงหน้าแล้วว่าวันนี้จะมาดูงานฉลองปีใหม่ด้วย
“มาสิ ๆ เข้ามาดูเลย” หญิงชราเอ่ยทักทายด้วยรอยยิ้ม “ที่เอาทีวีมาตั้งไว้ในลานบ้าน ก็เพื่อเรียกพวกเธอมาดูด้วยกันนี่แหละ แต่ที่บ้านม้านั่งไม่พอนะ พวกเธอต้องเอามากันเองล่ะ”
“เรื่องม้านั่งไม่ต้องห่วงหรอก เอามากันหมดแล้ว”
“ใช่แล้ว เอาม้านั่งมาเอง เอาเมล็ดแตงโมมาเองด้วย”
ทุกคนตอบรับด้วยรอยยิ้ม แล้วถือม้านั่งตัวเล็กเดินเรียงแถวกันเข้ามา
“สวัสดีค่ะคุณย่าหลิว”
“ปู่เจ็ดสวัสดีปีใหม่ค่า!”
“เสี่ยวฟาง เธอรีบมานี่สิ มานั่งข้าง ๆ เรา เราแบ่งเบาะรองนั่งให้เธอนั่งครึ่งนึง”
โจวโม่โม่เอ่ยทักทายคนที่เดินเข้ามาทีละคนอย่างกระตือรือร้น แถมยังเรียกเพื่อนเล่นของตัวเองมานั่งข้าง ๆ ด้วย
“อ้าว โม่โม่สวัสดีปีใหม่นะ มา ปู่ให้ลูกอมกำนึง เอาไปกินสิ”
“ย่าเอาขนมตุ้บตั้บมาห่อนึง พวกหนูเป็นเด็กดีแบ่งกันกินนะลูก รับไปสิ”
คนที่ทุกคนเอ็นดูที่สุดก็คือเจ้าเด็กน้อยปากหวานคนนี้นี่แหละ พอทักทายเสร็จ ก็เอาของกินสารพัดอย่างมาให้เธอ
“ดีใจจังเลย~ ขอบคุณทุกคนนะค้า ใส่ไว้ในกระเป๋าให้หนูหน่อยน้า~” โจวโม่โม่วิ่งเข้าไปในห้องโถงแล้วหิ้วตะกร้าออกมาใบหนึ่ง พลางเอาของใส่ตะกร้าไป พลางกล่าวขอบคุณทุกคนไป
แป๊บเดียว ในตะกร้าใบเล็กก็เต็มไปด้วยลูกอม ถั่วลิสง ขนมตุ้บตั้บ ขนมข้าวพอง...
“โม่โม่ นี่ถือเป็นการเก็บค่าตั๋วเข้าชมหรือเปล่าเนี่ย?” เซี่ยเหยาอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา
“คงงั้นมั้งครับ ทุกคนมามือเปล่าก็คงจะรู้สึกเกรงใจกันน่ะ” โจวเยี่ยนก็อดขำไม่ได้เหมือนกัน เจ้าตัวเล็กเนี่ยเป็นที่รักของคนทั้งหมู่บ้านเลย พอส่งคำอวยพรปีใหม่ให้ ต่อให้มามือเปล่า ก็ยังต้องล้วงเมล็ดแตงโมสักสองเม็ดในกระเป๋าออกมาใส่ลงในตะกร้าให้เลย
“มาเลยค่ามาเลย อยากกินอะไรหยิบเอาเองเลยน้า~”
“เฟยหง มือพี่เลอะเกินไปแล้ว ต้องไปล้างมือก่อนถึงจะกินข้าวพองได้นะ”
โจวโม่โม่หิ้วตะกร้ากลับมา ก็รีบเรียกเพื่อน ๆ ให้มากินด้วยกันทันที แถมยังไม่ลืมหยิบลูกอมกำหนึ่งยื่นใส่มือเซี่ยเหยา “พี่เหยาเหยา พี่ก็กินด้วยสิคะ!”
“จ้ะ ขอบใจนะโม่โม่” เซี่ยเหยาพูดยิ้ม ๆ
ประตูบ้านเปิดอ้าอยู่ ลานบ้านที่สามารถตั้งโต๊ะจีนได้ถึงหกโต๊ะ ถูกชาวบ้านที่เอาม้านั่งมาเองจับจองจนเต็มอย่างรวดเร็ว แถวหน้านั่ง แถวหลังมองไม่เห็นก็ยืนดูเอา ส่วนแถวหลังสุดก็ทำได้แค่ขึ้นไปยืนบนม้านั่งเท่านั้น
โจวเยี่ยนหันกลับไปมอง อย่างน้อย ๆ ก็ต้องมีสักสองร้อยกว่าคน ขนาดบนกำแพงยังเริ่มมีหัวคนโผล่มาให้เห็นแล้วเลย
ถูกต้อง นี่แหละคืออานุภาพของทีวีสีเครื่องแรกของหมู่บ้าน
“นั่งกันเต็มจริง ๆ ด้วย” เมิ่งจือหลานมองซ้ายมองขวา แล้วร้องอุทานเสียงเบา
“แสดงว่าทุกคนสนิทสนมกันมากเลยนะ” เซี่ยหวาเฟิงพยักหน้า
โจวชิงลุกขึ้นมาช่วยจัดระเบียบ “ให้เด็ก ๆ มาอยู่ข้างหน้าสิ คนตัวสูงไปอยู่ข้างหลังหน่อย คนตัวเตี้ยขยับมาข้างหน้าหน่อย แบบนี้ทุกคนถึงจะมองเห็นไง”
พวกเด็ก ๆ หยิบเบาะรองนั่งหรือม้านั่งตัวเล็กมานั่งแถวหน้า ไม่เปลืองพื้นที่แล้วก็ไม่บังสายตาด้วย
รายการข่าวภาคค่ำจบลง ภาพถูกตัดไป งานฉลองปีใหม่ก็เปิดฉากขึ้นอย่างเป็นทางการ
ลานบ้านที่เคยเอะอะโวยวายก็เงียบสงบลงทันที ดวงตาคู่แล้วคู่เล่าในความมืดจับจ้องไปที่ทีวีสีบนโต๊ะ สายตาทุกคู่จดจ่ออยู่กับหน้าจอสีขนาด 18 นิ้วเครื่องนั้น
เสียงทีวีถูกเร่งจนดังสุด
ในยุคนี้สายตาของคนส่วนใหญ่มักจะค่อนข้างดี ต่อให้ยืนอยู่แถวหลัง แค่เบิกตากว้าง ๆ ก็ยังพอมองเห็นได้คร่าว ๆ
ซึ่งมันต่างกับสถานการณ์ในยุคหลัง ที่นักศึกษามักจะเอาโทรศัพท์มือถือมาจ่อติดหน้า แล้วยังบ่นว่ามองไม่เห็นอย่างสิ้นเชิง
เปิดฉากด้วยเสียงกล่าวคำอวยพร ตามมาด้วยนักแสดงทุกคนเดินเข้าสู่เวที
พิธีกรชายสวมเสื้อเชิ้ตสีแดงทับด้วยสูทสีขาว ส่วนพิธีกรหญิงสวมชุดกระโปรงทรงฝรั่งดูทันสมัย
“ทีวีสีนี่มันดูเพลินจริง ๆ เลย! ที่แท้เสื้อผ้าที่พิธีกรใส่ก็สวยขนาดนี้ ฉันก็นึกว่าใส่แต่สีเทาขาวซะอีก รอฉันหาเงินได้ก่อนเถอะ ฉันจะไปซื้อทีวีสีมาดูทุกวันเลย!”
“นั่นสิ เฉินซือซือสวยจังเลย! เธอมาดูชุดกระโปรงที่เขาใส่สิ ดูทันสมัยมาก”
ผู้คนพากันพูดคุยกันเสียงเบา ในแววตาเต็มไปด้วยความคาดหวังต่องานฉลองปีใหม่ปีนี้
การแสดงเปิดฉากชุดแรกคือ ‘ร้อยวานรต้อนรับฤดูใบไม้ผลิ’ พอไฟสว่างขึ้น บนเวทีก็เต็มไปด้วยลิง
ลานบ้านเงียบกริบลงทันที
“เดี๋ยวสิ ปีนี้มันปีฉลูไม่ใช่เหรอ? ทำไมถึงมีลิงโผล่มาเป็นฝูงล่ะ?” มีคนตั้งคำถามเจาะลึกขึ้นมา
“นั่นสิ! วัวไปไหนล่ะ? นี่มันปีวอกเหรอ?”
พวกผู้ใหญ่ต่างทำหน้าสงสัย การแสดงเปิดงานทำไมถึงได้ดูไม่เข้าท่าแบบนี้นะ?
“ซุนหงอคง! ดูเร็ว! ซุนหงอคงนี่นา!”
แต่พอพวกเด็ก ๆ เห็นลิงเต็มหน้าจอก็ตื่นเต้นกันใหญ่ โดยเฉพาะตอนที่ซุนหงอคงโหนสลิงลงมา พร้อมกับร้องว่า “ซุนหงอคงผู้นี้มาแล้ว~”
ยิ่งกระตุ้นให้เด็ก ๆ แถวหน้าร้องเจี๊ยก ๆ เลียนแบบลิงตามกันเป็นแถว
แต่แล้ว... ซุนหงอคงตัวนั้นก็พุ่งชนเสาเข้าอย่างจัง ร้องโอ๊ยคำหนึ่งแล้วก็หายวับไปจากเวที
คนสองร้อยกว่าชีวิตในลานบ้านถึงกับอึ้งกิมกี่ไปเลย
“ซุนหงอคงล่ะคะ? ตกไปไหนแล้ว?” โจวโม่โม่เริ่มจะร้อนใจขึ้นมาหน่อย ๆ
“พรืด—” โจวเยี่ยนหลุดขำออกมา เขาจำได้แล้วว่างานฉลองปีใหม่ปี 1985 ครั้งนี้ถูกขนานนามว่าเป็นครั้งที่แย่ที่สุดในประวัติศาสตร์ แต่ดันกลับมาดังเปรี้ยงปร้างอีกรอบในยุควิดีโอสั้นเพราะความวุ่นวายสารพัดอย่าง
การที่มีฝูงลิงมาปรากฏตัวในฉากเปิดงานฉลองปีฉลู ไม่ใช่เพราะทีมงานแยกวัวกับลิงไม่ออกหรอก แต่เป็นเพราะวัวที่เตรียมไว้ดันเกิดพยศกะทันหันก่อนเริ่มรายการ เลยต้องรีบไปตามฝูงลิงพวกนี้มาช่วยแก้ขัดไปก่อน
และที่ซุนหงอคงพุ่งชนเสาก็ไม่ได้อยู่ในบทเช่นกัน แต่มันคือความผิดพลาดทางเทคนิคต่างหาก
การได้มาเห็นฉากนี้ผ่านหน้าจอทีวีเป็นครั้งแรก แถมยังเป็นถ่ายทอดสดด้วยเนี่ย มันทำให้โจวเยี่ยนขำจนเกือบขิตจริง ๆ
“ขำอะไรเหรอคะ?” เซี่ยเหยาถามเสียงเบา
“ก็ซุนหงอคงคนนั้นพุ่งชนเสาน่ะสิครับ น่าจะผิดคิว” โจวเยี่ยนกลั้นขำบอก
เซี่ยเหยาได้ยินแบบนั้นก็มองไปที่พวกฝูงลิงบนเวทีที่กำลังลนลานช่วยกันลากตัวคนออกมา แล้วเธอก็เริ่มจะกลั้นขำไว้ไม่ไหว “ก๊าก ๆ ๆ...”
ตอนแรกทุกคนยังทำหน้ามึนตึ๊บกันอยู่เลย แต่พอได้ยินเสียงหัวเราะอันมีเอกลักษณ์ของเซี่ยเหยา ทุกคนก็พลอยหลุดขำตามไปด้วย
ถึงฉากเปิดจะดูวุ่นวายไปหมด แต่ถ้ามองในมุมหนึ่ง มันก็ได้ผลลัพธ์ในเชิงตลกขบขันออกมาเหมือนกันนะ
ถือว่าเป็นการเริ่มต้นถ่ายทอดสดงานฉลองปีใหม่ที่ครึกครื้นไม่เบา
ต่อด้วยการแสดงดนตรีเครื่องระฆังโบราณและเพลง ‘หนานเซียงจื่อ’ ของหลี่หยวนหัว ทุกคนตั้งใจฟังกันมาก แต่กระแสตอบรับก็งั้น ๆ
จนกระทั่งหลี่ว์เนี่ยนจู่ขึ้นเวที เพลง ‘กำแพงหมื่นลี้ไม่มีวันล่มสลาย’ ก็ทำเอาบรรยากาศระเบิดความมันออกมาทันที ทุกคนในลานบ้านต่างพากันร้องคลอตามไปพร้อม ๆ กัน แถมบนกำแพงยังมีหัวคนโผล่เพิ่มมาอีกเป็นแถวเลย
ซีรีส์ ‘นักชกผู้พิชิต’ โด่งดังไปทั่วทั้งแผ่นดิน เพลงประกอบละครเองก็ฮิตติดลมบนไม่แพ้กัน
อย่าว่าแต่ผู้ใหญ่เลย แม้แต่พวกเด็ก ๆ ที่นั่งอยู่แถวหน้ายังร้องฮัมตามได้อย่างฮึกเหิม “กำแพงหมื่นลี้ไม่มีวันล่มสลาย สายน้ำฮวงโหพันลี้ไหลเชี่ยวกราก...”
โจวเยี่ยนนั่งอยู่ท่ามกลางฝูงชน ฟังเสียงร้องประสานเสียงของทุกคนแล้ว มุมปากก็อดไม่ได้ที่จะยกยิ้มขึ้นมาเล็กน้อย
ที่เขาพูดกันว่าปีใหม่สมัยก่อนมันได้บรรยากาศ เมื่อก่อนเขาก็ไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ นึกว่าแค่เพราะได้จุดประทัดมันเลยดูครึกครื้นและได้บรรยากาศปีใหม่เฉย ๆ
แต่ตอนนี้เขาเริ่มจะเข้าใจแล้วล่ะว่า จริง ๆ แล้วมันคือความอบอุ่นของผู้คนต่างหาก
ทุกคนมารวมตัวกันเพราะทีวีเครื่องเล็ก ๆ เครื่องเดียว ร้องเพลงเดียวกันไปพร้อมกับในหน้าจอ หัวเราะร่าเริงไปด้วยกัน และแบ่งปันขนมที่แต่ละคนหิ้วติดมือมา
เซี่ยเหยาแอบกุมมือเขาไว้ท่ามกลางความมืด เธอเอียงหน้ามองเขาด้วยรอยยิ้มที่สดใส
แค่เพลงกำแพงหมื่นลี้ไม่มีวันล่มสลายเพลงเดียว ก็เรียกคนมาได้เกือบครึ่งหมู่บ้านเลยทีเดียว
“ฮั่วหยวนเจี๋ยมาออกงานฉลองปีใหม่ด้วยเหรอ? เขาจะสู้กับพวกญี่ปุ่นไหม?”
“สนุกไหม? ตงจื่อ! นายดูมานานแล้วนะ ลงมาให้ฉันดูบ้างสิ!”
“ทีวีสีบ้านโจวเยี่ยนนี่มันแจ๋วสุด ๆ เลย! พี่ชาย พวกเรามาร่วมหุ้นซื้อสักเครื่องไหม ผมคนเดียวคงเก็บเงินไม่ไหวหรอก”
“ไม่ต้องรีบ! พวกสาว ๆ นักวอลเลย์บอลกำลังจะขึ้นมาอวยพรปีใหม่แล้ว รอพวกเธออวยพรเสร็จแล้วฉันจะสละที่ให้นายเอง!”
“บ้าเอ๊ย! อวยพรปีใหม่ของสาว ๆ นักวอลเลย์บอลฉันก็อยากดูเหมือนกันนะเว้ย รีบ ๆ ลงมาเลย!”
ที่นอกลานบ้าน ทุกคนต่างพากันปีนกำแพงดูความครึกครื้น บางคนก็ยกม้านั่งมา บางคนก็เอาบันไดมาตั้ง หรือแม้แต่ปีนต้นไม้ก็ยังมี
อยู่ไกลขนาดนั้นมองไม่ค่อยชัดเท่าไหร่หรอก แต่โชคดีที่ทีวีเปิดเสียงดังพอ และมันก็น่าดึงดูดใจมากพอ
ในขณะที่ฝั่งบ้านของโจวเยี่ยนคึกคักสุด ๆ แต่บ้านของเกาชุ่ยฮวากลับปิดประตูเงียบ ทั้งครอบครัวพากันรุมล้อมดูงานฉลองปีใหม่ผ่านทีวีขาวดำ เด็กทั้งสามคนหัวเราะกันอย่างมีความสุข แต่สีหน้าของพวกผู้ใหญ่กลับดูแปลก ๆ ไปนิด
เกาชุ่ยฮวาได้ยินเสียงเอะอะโวยวายข้างนอกก็ขมวดคิ้วแน่น บ่นพึมพำว่า “แค่ดูงานฉลองปีใหม่ แหกปากร้องกันเหมือนลิงภูเขาเอ๋อเหมยไปได้”