เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 650: ฝืนทะลวงขอบเขตเต๋าแท้? กระบี่ฟันหลี่ฉางเซิง!

ตอนที่ 650: ฝืนทะลวงขอบเขตเต๋าแท้? กระบี่ฟันหลี่ฉางเซิง!

ตอนที่ 650: ฝืนทะลวงขอบเขตเต๋าแท้? กระบี่ฟันหลี่ฉางเซิง!


คุณปู่ทวดงั้นเหรอ?

ชายชราในชุดสีขาวรู้สึกค่อนข้างจะน่าตลกขบขันอยู่บ้าง

เงาร่างนั้นที่อยู่ภายในความทรงจำค่อยซ้อนทับกันเข้ากับชายหนุ่มที่อยู่เบื้องหน้าผู้นี้อย่างเชื่องช้า

นี่เพิ่งจะพริบตาเดียวเท่านั้นเอง ผ่านไปตั้งกี่ปีแล้ว เหลนล้วนโผล่ออกมาแล้วงั้นเหรอ?

ความทรงจำทั้งหมดทั้งมวล ราวกับล้วนยังคงอยู่ในเมื่อวานนี้

"กระต่ายตัวเมื่อครู่นี้ ฝีมือของแกงั้นเหรอ?"

หลี่ฉางเซิงตั้งสติกลับมาได้ เอ่ยถามกับเฉินหยาง

ใบหน้าอันแก่ชราฟื้นฟูกลับมามีความเย็นชาเหมือนก่อนหน้านี้อีกครั้งในทันที ภายในดวงตาปลดปล่อยเจตนาฆ่าออกมาสายหนึ่ง เป็นเจตนาฆ่าที่เห็นได้ชัดเจนเป็นอย่างยิ่ง

เฉินหยางพยักหน้าเล็กน้อย "แต่ว่า ดูเหมือนจะไม่บรรลุถึงผลลัพธ์ตามที่คาดหวังเอาไว้นะครับ"

กระต่ายตัวนั้น เฉินหยางเป็นคนจับมา ป้อนยาเม็ดเลือดเดือดเข้าไปสองเม็ด ให้ตะขาบแปดปีกเป็นคนนำไปส่งให้ถึงที่

เพียงแต่ผลลัพธ์นี้ เห็นได้ชัดว่าไม่บรรลุถึงเป้าหมายที่คาดหวังเอาไว้

อย่างน้อยหลี่ฉางเซิงผู้นี้ ก็ยังคงเก็บรักษากำลังรบเอาไว้ได้อย่างเห็นได้ชัด

"หึ ช่างเป็นลูกไม้ที่ชั่วร้ายเสียจริง"

หลี่ฉางเซิงแค่นเสียงหัวเราะเย็นชาออกมาหนึ่งเสียง เจตนาฆ่าภายในดวงตายิ่งเห็นได้อย่างชัดเจน "คิดไม่ถึงเลยว่าคนหัวล้านเฉิน (เฉินถงเซิง) ที่ยกย่องตัวเองว่าสูงส่งนั้นจะมีลูกหลานที่เป็นสายพันธุ์เลวร้ายแบบแกด้วย"

หากไม่ใช่ว่าเขาเพียงแค่ดื่มเลือดกระต่าย ฤทธิ์ยาที่อยู่ภายในเลือดมีไม่มากนัก หากไม่ใช่ว่า [สุดยอดวิชากระหายเลือด] ที่เขาทำการฝึกฝน ทำให้พลังงานเลือดลมภายในร่างกายเดิมทีก็หนาแน่นมากกว่าคนธรรมดาทั่วไปอยู่แล้ว ฤทธิ์ยายังไม่เพียงพอที่จะเผาผลาญเลือดลมของเขาไปจนเหือดแห้งได้หรอก

บวกกับการที่กินยาเพื่อเติมเต็มเข้าไปบางส่วนได้อย่างทันท่วงทีอีก ไม่อย่างนั้น ยากจะรับประกันได้เลยว่าอาจจะปล่อยให้ไอ้หนุ่มนี่สมความปรารถนาไปแล้วก็ได้

แน่นอนว่า ฤทธิ์ยาของยาเม็ดเลือดเดือด ก็ยังคงสร้างความเสียหายให้กับเขาได้อยู่ดี

ระดับความแข็งแกร่งอย่างน้อยก็ลดทอนเขาลงไปถึงสองส่วน

ไอ้หนุ่มนี่ สมควรตายอย่างเห็นได้ชัดเสียจริง

"ล้านมารดาแกสิ!"

คำพูดของเขาเพิ่งจะสิ้นสุดลงไป เฉินหยางก็ระเบิดอารมณ์ออกมาในทันที "หากพูดไม่เป็น ก็หุบปากของแกไปซะ"

ใบหน้าของหลี่ฉางเซิงแปรเปลี่ยนเป็นสีเขียวไปในชั่วพริบตากัน "ไอ้หนู คนในครอบครัวของแกสั่งสอนให้แกเคารพผู้อาวุโสแบบนี้หรือยังไงกัน?"

คนที่มีอายุแปดเก้าสิบปีแล้วถูกไอ้หนุ่มที่เพิ่งจะอายุยี่สิบกว่าด่าทอ แถมยังด่าทอลามปามไปถึงคนในครอบครัวด้วยอีกต่างหาก แบบนี้จะให้ทนได้ยังไงกัน?

"เหอะ"

เฉินหยางหัวเราะเย็นชา "แกนับว่าเป็นผู้อาวุโสขนไก่ (บ้าบอ) อะไรกัน? เลิกมาทำตัวยิ่งใหญ่ต่อหน้าฉันได้แล้ว สุนัขทั้งหกแห่งสระมังกร (หกสหายแห่งสระมังกร) ตอนนี้ก็ขาดเพียงแค่แกตัวเดียวเท่านั้น เดิมทีฉันยังคิดอยู่เลยนะว่าแกถูกคุมขังเอาไว้ที่เขาเฟิ่งหวง ไม่ค่อยสะดวกที่จะลงมือกับแกสักเท่าไหร่นัก ตอนนี้แกเป็นฝ่ายมาส่งตัวให้ถึงที่ประตูเอง ชีวิตสุนัขของแก หากฉันไม่นำไป มันก็ค่อนข้างจะต้องขอโทษสวรรค์มากเกินไปหน่อยแล้ว"

"แกพูดอะไรนะ?"

ใบหน้าของหลี่ฉางเซิงแปรเปลี่ยนจากสีเขียวกลายเป็นสีดำไปในชั่วพริบตา ปากของไอ้หนุ่มนี่มันเหม็นเน่าเสียจริง

แต่ว่า เขาบอกว่าขาดฉันเพียงแค่คนเดียว หมายความว่ายังไงกัน?

เวลานี้ ภายในใจของหลี่ฉางเซิง ก็มีความรู้สึกที่ไม่ค่อยจะสู้ดีนักชนิดหนึ่งปรากฏขึ้นมา

"เหอะ ส่งแกไปพบเจอพี่น้องของแกยังไงล่ะ!"

เฉินหยางไม่เก็บซ่อนเอาไว้ แค่นเสียงหัวเราะเย็นชาออกมาหนึ่งเสียง รีบเปิดใช้งาน [เคล็ดวิชากายทองคำจำแลง] ในทันที พลังกลิ่นอายบนร่างกายพุ่งทะยานสูงขึ้นอย่างกะทันหัน

เสื้อกันฝนฉีกขาดไป ทั่วทั้งร่างกายราวกับถูกฉาบเอาไว้ด้วยสีเหลืองทองชั้นหนึ่ง เท้ากระทืบลงไปหนึ่งครั้ง ก็ราวกับเป็นลูกกระสุนปืนใหญ่ พุ่งทะยานไปทางหลี่ฉางเซิง

"ตาย!"

ค้อนขนาดใหญ่กวัดแกว่งไปมา กระแทกไปทางหน้าอกของหลี่ฉางเซิง

"หึ!"

หลี่ฉางเซิงแค่นเสียงหัวเราะเย็นชาออกมาหนึ่งเสียง สองมือกางออก เส้นด้ายสีแดงหลายเส้นพุ่งทะยานออกมา ม้วนจนกลายเป็นวงแหวนวงแล้ววงเล่าอย่างกะทันหัน ขวางกั้นค้อนเหล็กภายในมือของเฉินหยางเอาไว้

คนถอยร่นกลับหัวกลับหางไปทางด้านหลัง ถือโอกาสนี้ปลดปล่อยพละกำลังออกไป

พละกำลังอันน่าสะพรึงกลัวที่ถ่ายทอดมาจากบนค้อน ทำให้หลี่ฉางเซิงประหลาดใจเป็นอย่างยิ่ง

ขอบเขตวาสนา ยิ่งไปกว่านั้น พละกำลังของสมรรถภาพร่างกายนี้ไม่ใช่สิ่งที่ขอบเขตวาสนาธรรมดาทั่วไปจะสามารถนำมาเปรียบเทียบได้อย่างเด็ดขาด

ไอ้หนุ่มนี่ มองดูแล้วก็อายุเพียงแค่ยี่สิบกว่าปีเท่านั้น อายุยี่สิบกว่าปีก็สามารถมีพลังฝึกฝนระดับนี้ได้แล้ว ยิ่งไปกว่านั้น ก็ยังมีสัตว์เลี้ยงวิญญาณระดับขอบเขตเต๋าแท้อยู่ข้างกายด้วยงั้นเหรอ?

นี่มันยังคงเป็นโลกใบนั้นที่ตัวเองรู้จักมักคุ้นอยู่อีกไหม?

ตัวเองที่ถูกคุมขังอยู่ที่เขาเฟิ่งหวงในช่วงหลายสิบปีนี้ ตกลงแล้วด้านนอกมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ คนหนุ่มสาวในตอนนี้ ล้วนหยิ่งยโสโอหังมากมายขนาดนี้กันหมดแล้วงั้นเหรอ?

เป็นเพราะยุคสมัยเปลี่ยนแปลงไปแล้ว หรือว่าตัวเองแก่ชราลงไปแล้วกันแน่?

"เหลือเชื่อเสียจริง ไอ้หนู แกนี่มันทำให้ฉันประหลาดใจได้ไม่เบา" หลี่ฉางเซิงถอยร่นกลับไปพลางก็กล่าวไปพลาง

"เพียงเท่านี้ก็ประหลาดใจแล้วงั้นเหรอ? สิ่งที่ทำให้ประหลาดใจมากยิ่งกว่านี้ยังคงอยู่ด้านหลังนะ"

เฉินหยางกล่าวออกมาอย่างเย็นชาหนึ่งประโยค ถือค้อนบีบคั้นเข้าไปในทันที "แกฟังฉันเอาไว้ให้ดีนะ หลิวฉางชิง ฉันเป็นคนฆ่าเองแหละ!"

เมื่อพูดจบ ก็กระแทกค้อนลงไปหนึ่งค้อน

หลี่ฉางเซิงฝืนรับเอาไว้หนึ่งค้อน ถูกพลังกลิ่นอายอันทรงพลังบนร่างกายของเฉินหยางทุบจนต้องถอยหลังกลับไปอย่างต่อเนื่อง

"หยางตงกวน ฉันก็เป็นคนฆ่าเหมือนกัน"

"ปัง!"

ก็เป็นค้อนอีกหนึ่งค้อน

หลี่ฉางเซิงถอยหลังกลับไปอย่างต่อเนื่อง ถอยร่นไปจนถึงบริเวณริมหน้าผาในทันที

คำพูดของเฉินหยาง เมื่อตกลงไปภายในหูของเขา มันเสียดแทงแก้วหูอย่างไม่มีอะไรจะเปรียบเทียบได้ ภายในใจราวกับมีคลื่นลูกใหญ่นับพันม้วนตลบขึ้นมา

"และก็ยังมีต้วนชิวผิงด้วย ขอโทษทีนะ ก็ยังคงเป็นฉันนี่แหละที่เป็นคนฆ่า"

"ตู้ม!"

เฉินหยางก็ทุบค้อนออกไปอีกหนึ่งค้อน

เสียงดังกึกก้องขึ้นมาหนึ่งเสียง หลี่ฉางเซิงถูกกระแทกจนปลิวลอยขึ้นมาในทันที ร่วงหล่นลงไปบริเวณใต้หน้าผาของยอดเขามังกรป่า

เฉินหยางไล่ตามไปอย่างใกล้ชิด กระโดดลอยตัวร่วงหล่นลงไป

พลังกลิ่นอายทั่วทั้งร่างกายพุ่งทะยานสูงขึ้นไปจนถึงขีดสุด

บริเวณใต้หน้าผา

หลี่ฉางเซิงยืนอยู่ท่ามกลางวัชพืช ภายในมือถือกระบองเหล็กปินเอาไว้หนึ่งท่อน ก็คือกระบองเหล็กของหยวนทงเมื่อครู่นี้นั่นเอง

อยู่ห่างออกไปสิบกว่าเมตร กลิ่นอายทั่วทั้งร่างกายของหลี่ฉางเซิงเย็นเยียบไปหมด

"แกพูดอะไรนะ? แกฆ่าต้วนชิวผิงไปแล้วงั้นเหรอ?"

กระบองยาวภายในมือชี้ไปทางเฉินหยาง

น้ำฝนตกลงมากระทบลงไปบนร่างกายของเขา ราวกับเป็นสัตว์ร้ายที่กำลังจะเลือกคนมากิน หากสายตาสามารถฆ่าคนได้ เฉินหยางเกรงว่าก็คงจะถูกเขาใช้มีดแทงจนพรุนไปทั่วทั้งร่างเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

"ทำไม แกยังจะคิดมอบรางวัลให้ฉันอีกหรือยังไงกัน?"

เฉินหยางมองดูเขาด้วยความเย็นเยียบด้วยเช่นเดียวกัน "หลิวฉางชิงตายไปแกไม่โกรธ หยางตงกวนตายไปแกไม่โกรธ แต่ดึงดันจะเป็นว่าต้วนชิวผิงตายไป แกกลับโกรธขึ้นมา ทำไม หรือว่า แกก็ชื่นชอบผู้หญิงคนนั้นด้วยเหมือนกัน?"

"ฉันจะฆ่าแก!"

หลี่ฉางเซิงระเบิดอารมณ์ออกมา ถือกระบองตีมาทางเฉินหยางในทันที

เฉินหยางกวัดแกว่งค้อนพุ่งทะยานเข้าไปต้อนรับในบัดดล!

"เคร้ง!"

บนท้องฟ้าสายฟ้าสว่างวาบ บนพื้นดินประกายไฟสาดกระเซ็นไปทั่วทุกทิศทาง ทั้งสองคนล้วนถูกพละกำลังของอีกฝ่ายกระแทกจนต้องถอยร่นกลับไปด้วยกันทั้งสิ้น

ภายใต้การโจมตีเพียงแค่ครั้งเดียว ถึงกับต่อสู้กันได้อย่างสูสีกัน!

เมื่อตะขาบแปดปีกเห็นเช่นนั้น ก็บินไปสังเกตการณ์การต่อสู้ที่บริเวณด้านข้างในทันที

มันรู้ดีว่าเฉินหยางกำลังระบายความโกรธแค้นอยู่ หากมันสอดมือเข้าไปยุ่งเกี่ยว จะระบายความโกรธแค้นได้ยังไงกัน

หลี่ฉางเซิงก็กำลังระบายความโกรธแค้นอยู่ด้วยเหมือนกันไม่ใช่หรือยังไง?

"ตายซะเถอะ"

เขาร้องคำรามเสียงดังลั่นออกมาหนึ่งเสียง พุ่งทะยานเข้าสังหารมาทางเฉินหยางอีกครั้ง

เฉินหยางกวัดแกว่งค้อนพุ่งทะยานเข้าไปต้อนรับ

เป็นเพราะไอ้หมอนี่ได้รับผลกระทบจากยาเม็ดเลือดเดือด พลังการต่อสู้ก็เลยถูกลดทอนลงไปไม่น้อย เวลานี้เมื่อต่อสู้กันกับเฉินหยางขึ้นมา ก็นับว่ามีความสูสีกันได้อย่างหวุดหวิด

ทั้งสองคนค้อนมาและกระบองไป ต่อสู้กันได้อย่างผลัดกันรุกผลัดกันรับ

"ทำไม? ทิ่มแทงหลอดลมของแกเข้าให้แล้วงั้นเหรอ?"

เฉินหยางพยายามที่จะกระตุ้นหลี่ฉางเซิงอย่างสุดกำลังความสามารถ "แกรู้หรือเปล่าว่าต้วนชิวผิงตายไปอย่างน่าอนาถมากมายขนาดไหน ฉันใช้ยาเม็ดเลือดเดือดเพียงแค่เม็ดเดียวเท่านั้น ก็ทำให้หล่อนต้องสูญเสียชีวิตไปแล้ว ก่อนตายหล่อนยังคงคิดถึงหลิวฉางชิงอยู่ แต่กลับไม่ได้พูดถึงแกเลย"

"ฉันจะฆ่าแก!"

"ฮ่าฮ่า ก็มีพละกำลังเพียงแค่นี้นี่นะ จะมาเกาให้ฉันยังไม่เพียงพอเลย ไม่ได้กินข้าวมาหรือยังไงกัน?"

"แก ไอ้สารเลว..."

"และก็ยังมีหลิวฉางชิงอีกคนด้วย อายุตั้งมากมายขนาดนั้น แม้กระทั่งขอบเขตวิญญาณก็ยังไม่ถึง แทบจะเรียกได้ว่าอ่อนด้อยจนน่าสงสารเลย ฆ่าเขาก็ราวกับฆ่าสุนัข!"

"หยางตงกวนก็ยิ่งเรียบง่ายเข้าไปใหญ่ ตาแก่ตัวนั้นยังจะมาคิดเลียนแบบติงฮ่วนชุนใช้ประโยชน์จากตรีทูตเพื่อเกิดใหม่อีก ผลลัพธ์กลับเรียนรู้ซะไม่เหมือนไม่ได้รู้อะไร บังเอิญถูกฉันไปพบเจอเข้าให้อย่างพอดิบพอดี เหอะเหอะ..."

"แก..."

ปากของเฉินหยางคือมีดสังหารคน

ทุกประโยคล้วนนำพาความน่าสะเทือนใจทางจิตวิญญาณอันยิ่งใหญ่มาให้กับหลี่ฉางเซิงด้วยกันทั้งสิ้น

"พรวด!"

ในที่สุด ก็อดกลั้นเอาไว้ไม่อยู่ ภายใต้การปะทะกันทางกลิ่นอายกับเฉินหยาง ถึงกับจะกระอักเลือดสดออกมาหนึ่งคำ

สมาธิจิตใจไม่มั่นคงแล้ว

เฉินหยางหาช่องว่างได้ หนึ่งค้อนก็กระแทกไปทางหน้าอกของเขา

หลี่ฉางเซิงตกใจเป็นอย่างยิ่ง รีบยกกระบองขึ้นมาเพื่อต้านทานอย่างลุกลี้ลุกลนในทันที

"เคร้ง!"

ประกายไฟสาดกระเซ็นไปทั่วทุกทิศทาง กระบองถูกกระแทกจนหลุดมือปลิวลอยออกไปในทันที เสียงดังปังหนึ่งเสียง ปักเข้าไปภายในผนังหน้าผา

หลี่ฉางเซิงร่วงหล่นปลิวลอยออกไปในทันที

ปลิวไปร่วงหล่นลงมาที่สถานที่ที่อยู่ห่างออกไปยี่สิบกว่าเมตร

เฉินหยางยังจะไม่ฉวยโอกาสตอนที่เขาป่วย เอาชีวิตของเขาอีกหรือไง?

ก้าวเท้ายาวไล่ตามไปเพียงแค่สองก้าวในทันที กวัดแกว่งค้อนและจัดการในทันที

เวลานี้ หลี่ฉางเซิงตอบสนองกลับมาได้ ก็ตกใจจนเหงื่อเย็นผุดพรายออกมาทั่วทั้งร่างกายด้วยเช่นเดียวกัน

ต้องรู้เอาไว้ก่อนว่าสภาวะของจิตใจของเขา สามารถกล่าวได้ว่าแข็งแกร่งเหนือคำบรรยาย ช่วงหลายปีมานี้ที่เขาเฟิ่งหวง ก็ได้ฝึกฝนจนราวกับเป็นเหล็กกล้าที่ผ่านการหลอมมาแล้วนับร้อยครั้งมาตั้งนานแล้ว เขากระทั่งจะฝันก็ยังคิดไม่ถึงเลยด้วยซ้ำไปว่าจะถูกไอ้หนุ่มที่หุนหันพลันแล่นแบบนี้ทำให้สมาธิจิตใจต้องสับสนวุ่นวายไปได้

เมื่อเห็นว่าเฉินหยางพุ่งทะยานเข้าสังหารมา หลี่ฉางเซิงก็มีประกายแสงสว่างวาบภายในดวงตา โซ่เหล็กที่อยู่บนมือกวัดแกว่งไปมา

"เคร้ง..."

โซ่เหล็กฟาดลงไปด้านบนค้อนเหล็ก พละกำลังอันยิ่งใหญ่ขุมหนึ่งซัดมา บีบบังคับให้เฉินหยางต้องถอยร่นกลับไปในทันที

เขาก็ถอยร่นกลับไปสิบกว่าเมตรด้วยเหมือนกัน เท้าขวากระทืบลงไปอย่างแรงหนึ่งครั้ง รักษาเงาร่างให้มั่นคงเอาไว้ได้

"ไอ้หนู แกทำให้ฉันประหลาดใจเป็นอย่างมกอย่างเห็นได้ชัดเสียจริง!"

หลี่ฉางเซิงทำหน้าเย็นชา ราวกับกำลังมองดูศัตรูที่ไม่ได้พบหน้ากันมาสิบชาติ

"แกก็ทำให้ฉันประหลาดใจเป็นอย่างมากด้วยเหมือนกัน!"

เฉินหยางถือค้อนยืนหยัด มองดูหลี่ฉางเซิงด้วยความหยิ่งยโสโอหัง "สามสิบปีแกล้งบ้าแกล้งโง่ ทะลวงผ่านขอบเขตวาสนาไปอย่างเงียบเชียบ นี่มันไม่ใช่เรื่องที่คนธรรมดาทั่วไปจะสามารถทำได้หรอกนะ"

แกล้งบ้าแกล้งโง่มาสามสิบปี ปิดบังทุกคนเอาไว้ได้หมด สภาวะของจิตใจนี้มันจะต้องลึกซึ้งมากมายขนาดไหนกัน?

ยิ่งไปกว่านั้น เฉินหยางก็อยากรู้อยากเห็นเป็นอย่างมาก การทะลวงผ่านขอบเขตวาสนาจะดึงดูดด่านเคราะห์สวรรค์สายฟ้าฟาดลงมา

ความเคลื่อนไหวของด่านเคราะห์สายฟ้าแห่งวาสนานั้นใหญ่โตมากมายขนาดนั้น เขาถูกคุมขังเอาไว้ที่เขาเฟิ่งหวง แล้วหลบหลีกหูตาของทุกคนไปได้ยังไงกัน?

"หรือว่า แกจะผ่านด่านเคราะห์ทางจิตใจงั้นเหรอ?" เฉินหยางเลิกคิ้ว

ด่านเคราะห์ทางจิตใจ มีเพียงแค่การผ่านด่านเคราะห์ทางจิตใจเท่านั้น ถึงจะมีความเป็นไปได้ที่จะหลบหลีกหูตาของทุกคน ก้าวเข้าสู่ขอบเขตวาสนาไปได้อย่างเงียบเชียบ

"เหอะ"

หลี่ฉางเซิงหัวเราะแผ่วเบาออกมาหนึ่งเสียง เขาไม่ได้ปฏิเสธ ก็ถือว่ายอมรับโดยปริยายแล้ว

ไม่ผิด เขาผ่านด่านเคราะห์ทางจิตใจ

ถึงแม้การผ่านด่านเคราะห์ทางจิตใจจะมีความอันตรายเป็นอย่างมาก แต่เขาถูกคุมขังเอาไว้ที่เขาเฟิ่งหวง หากคิดอยากจะยกระดับ นั่นก็คือตัวเลือกเพียงแค่ข้อเดียวของเขา

จนถึงขั้นที่สิ่งที่เรียกว่าบ้าบอ กลับไม่ได้เป็นการเสแสร้งแกล้งทำไปเสียทั้งหมด ในตอนที่ผ่านด่านเคราะห์ทางจิตใจ มีอยู่ช่วงเวลาหนึ่งที่สติสัมปชัญญะสับสนวุ่นวาย ตัวเขาเองยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำไปว่าตัวเองกำลังพูดอะไรอยู่ ช่วงระยะเวลานี้ดำเนินอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลาหลายปี เขาถึงจะนับว่าสามารถตามหาสติสัมปชัญญะกลับคืนมาได้ ผ่านด่านเคราะห์ได้สำเร็จ

แต่เวลานี้ ทุกคนล้วนมองว่าเขาเป็นคนบ้าคนโง่ไปกันหมดแล้ว เช่นนั้นเขาก็เลยแกล้งทำต่อไป

การเสแสร้งแกล้งทำในครั้งนี้ ก็คือระยะเวลาหลายสิบปี

แกล้งบ้าแกล้งโง่ ปิดบังพลังฝึกฝนเอาไว้ มันยากลำบากมากเสียจริง ตอนนี้ ในที่สุดก็ปล่อยให้เขาคว้าโอกาสเอาไว้ได้ ออกมาได้สำเร็จ

หลี่ฉางเซิงมองดูเฉินหยางด้วยความเย็นเยียบ เขากระทั่งจะฝันก็ยังคิดไม่ถึงเลยด้วยซ้ำไปว่าหลังจากที่เดินทางออกมาจากเขาเฟิ่งหวงแล้ว ศัตรูตัวฉกาจคนแรกที่ได้พบเจอถึงกับเป็นคนหนุ่มแบบนี้ไปได้

ตัวเองล้วนผ่านพ้นด่านเคราะห์ทางจิตใจมาได้แล้ว สภาวะของจิตใจก็สูงส่งจนหลุดโลกเป็นที่เรียบร้อย แต่คิดไม่ถึงเลยว่าถึงกับจะยังถูกไอ้หนุ่มนี่ใช้คำพูดเพียงแค่สองสามคำ ก็ทำให้สมาธิจิตใจต้องสั่นสะเทือนไปได้

"เฉินหยางใช่ไหม?"

หลี่ฉางเซิงเก็บรวบสายตาอันเย็นเยียบนั่นของเขาของเขากลับมา หลังจากที่สงบเยือกเย็นลงมาแล้ว สภาวะของจิตใจก็ฟื้นฟูกลับมาไร้ซึ่งคลื่นลมใดอีกครั้ง

"ฉันจดจำแกเอาไว้แล้ว"

โยนคำพูดทิ้งเอาไว้หนึ่งประโยค หลี่ฉางเซิงก็ถอยหลังกลับไปสองก้าว ถึงกับมีความคิดที่อยากจะถอยร่นกลับไปปรากฏขึ้นมาภายในใจ คิดอยากจะหันหลังกลับหลบหนีไป

เขาไม่ได้โง่ หากมีเพียงแค่เฉินหยางเพียงแค่คนเดียว เขาย่อมต้องต่อสู้กับเขาสักรอบหนึ่งอย่างแน่นอน อย่างน้อยโอกาสชนะก็มีอยู่ถึงห้าส่วนด้วยกัน แต่ว่า บริเวณด้านข้างยังมีตะขาบแปดปีกระดับขอบเขตเต๋าแท้อยู่อีกหนึ่งตัวกำลังจับจ้องมองดูอยู่อย่างตาเป็นมัน สามารถกล่าวได้ว่าเขาไม่มีโอกาสชนะ

เวลานี้ไม่หลบหนี แล้วยังจะรอคอยอะไรอยู่อีก?

คิดอยากจะหลบหนีงั้นเหรอ?

ล้วนไม่จำเป็นต้องให้เฉินหยางเอ่ยปากด้วยซ้ำไป ตะขาบแปดปีกก็กระพือปีกบินไปอยู่ที่บริเวณด้านหลังของหลี่ฉางเซิงในทันที ปราณกระบี่แห่งพลังจิตหนึ่งสายฟันออกไป บีบบังคับให้เขาต้องกลับมาในทันที

เฉินหยางกล่าว "สุนัขทั้งหกแห่งสระมังกร สมดังชื่อเสียงที่เลื่องลืออย่างที่คิดเอาไว้เสียจริง ต่อสู้ไม่ชนะก็หลบหนี ไม่ได้มีความแตกต่างอะไรกันกับสุนัขจรจัด ทำไม ไม่แก้แค้นให้กับพี่น้องของแกแล้วงั้นเหรอ? พวกแกไม่ได้เคยพูดเอาไว้หรือยังไงกันว่าจะต้องเกิดวันเดือนปีเดียวกันตายวันเดือนปีเดียวกัน? พวกต้วนชิวผิงกำลังรอคอยแกอยู่ด้านล่าง!"

หลี่ฉางเซิงสูดลมหายใจเข้า ถึงแม้จะโกรธแค้นเป็นอย่างยิ่ง แต่ว่า เขายังคงพยายามที่จะรักษาสภาวะของจิตใจอันสงบเยือกเย็นของตัวเองเอาไว้อยู่ พยายามที่จะไม่ให้ถูกเฉินหยางรบกวนให้ได้มากที่สุด

"ไอ้หนู คนที่มีความแค้นกับครอบครัวของแกคือติงฮ่วนชุนต่างหาก ปู่ทวดของแกถูกติงฮ่วนชุนบีบบังคับจนตายนะ คนที่แกสมควรจะฆ่าคือเขาต่างหาก แล้วมันจะไปมีความเกี่ยวข้องอะไรกับพวกเรา?"

เวลานี้ หลี่ฉางเซิงถึงกับจะพยายามพูดคุยด้วยเหตุผลกับเฉินหยางด้วยความสงบเยือกเย็น

เฉินหยางหัวเราะออกมาด้วยความเยาะเย้ยถากถางอยู่บ้าง "แหม ระหว่างพวกแกสุนัขทั้งหกแห่งสระมังกรไม่สมควรที่จะต้องมีสุขร่วมเสพ มีทุกข์ร่วมต้านหรอกเหรอ? นี่ก็คือขายพี่ใหญ่ของแกไปแล้วงั้นเหรอ?"

"ความแค้นมีต้นตอหนี้สินมีเจ้าของ ฉันและปู่ทวดของแกไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกันแต่อย่างใด การที่แกมาตามหาฉัน มันไม่สมควรเลย"

"นั่นก็ไม่มีทางเลือกแล้ว อารมณ์มันพุ่งมาจนถึงจุดนี้แล้ว หากปล่อยให้แกมีชีวิตอยู่ ภายในใจของฉันก็ยากที่จะสงบสุขลงได้"

"หึ"

หลี่ฉางเซิงแค่นเสียงหัวเราะเย็นชาออกมาแผ่วเบาหนึ่งเสียง "ไอ้หนุ่มที่หยิ่งยโสโอหังเอ๊ย หากฉันคิดอยากจะจากไป แกรู้สึกว่า ลำพังเพียงแค่แกและเดรัจฉานตัวนี้จะสามารถขัดขวางเอาไว้ได้ไหวหรือยังไงกัน?"

ต่อสู้ฉันต่อสู้ไม่ชนะ หลบหนีฉันยังจะหลบหนีไม่ชนะอีกงั้นเหรอ?

"จากไปงั้นเหรอ?"

เฉินหยางหัวเราะออกมา "ทำไม ไม่แก้แค้นให้กับพวกต้วนชิวผิงแล้ว หรือว่า [กระถางพระแม่ธรณี] ก็ไม่เอาแล้วด้วยงั้นเหรอ?"

"กระถางพระแม่ธรณีงั้นเหรอ?"

อย่างที่คิดเอาไว้ เมื่อพูดมาถึงเรื่องที่หลี่ฉางเซิงมีความสนใจ เขาก็พลันมองมาทางเฉินหยางอย่างกะทันหันในทันที "กระถางพระแม่ธรณีอยู่ในมือของแกงั้นเหรอ?"

ประกายแสงภายในดวงตาแหลมคมอย่างผิดปกติ

เฉินหยางพยักหน้าอย่างเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลอยู่แล้ว "แกวิ่งมาที่เขาต้าฉีจากระยะทางที่ไกลแสนไกลขนาดนี้ ไม่ใช่เพื่อกระถางขนาดเล็กใบนั้นหรือยังไงกัน? หลุมนั้นที่ศาลพญางู ฉันเป็นคนขุดเองแหละ!"

สีหน้าของหลี่ฉางเซิงเขียวคล้ำไปหมด ยื่นมือข้างหนึ่งออกไปทางเฉินหยางในทันที "เอามาซะ"

น้ำเสียงเต็มเปี่ยมไปด้วยความเผด็จการ

"มอบให้แก"

เงาร่างของเฉินหยางพุ่งทะยานไป กวัดแกว่งค้อนขึ้นมา ทุบไปทางหลี่ฉางเซิง

"หึ!"

ในครั้งนี้ หลี่ฉางเซิงไม่ได้ถอยร่นกลับไปอีกต่อไป เส้นด้ายสีแดงหลายเส้นพุ่งทะยานออกมาจากภายในแขนเสื้อของเขา

ท่อนแขนของเขาแกว่งไกวไปมาอย่างรวดเร็ว เส้นด้ายพันรัดค้อนเหล็กภายในมือของเฉินหยางเอาไว้ จากนั้นยังคงพันรัดไปทางบนมืออีกด้วย

ตามที่เฉินหยางกวัดแกว่งค้อนออกไปหนึ่งค้อนนั้น หลี่ฉางเซิงก็ถือโอกาสนี้ดึงอย่างแรงหนึ่งครั้ง

พละกำลังอันยิ่งใหญ่พัดโชยมา ค้อนเหล็กภายในมือของเฉินหยางถึงกับหลุดมือไปในทันที

"เหอะ!"

หลี่ฉางเซิงมีรอยยิ้มเย็นชาปรากฏขึ้นมาภายในดวงตา

เสือไม่แสดงอานุภาพ แกจะมองว่าฉันเป็นแมวป่วยงั้นเหรอ? อาวุธถูกแย่งชิงไปแล้ว ดูซิว่าแกที่มือเปล่าหมัดเปล่าจะไปสู้กับฉันได้ยังไงกัน?

ทันใดนั้นเขาก็เตรียมจะคว้าจับค้อนเหล็กขึ้นมา ถือโอกาสนี้ตวัดมือกลับไปเพื่อมอบให้เฉินหยางอีกหนึ่งค้อนด้วย แต่ว่า ในเวลานี้เอง ภายในใจก็มีเสียงสัญญาณเตือนภัยดังลั่นขึ้นมา

"ชวิ้ง!"

ประกายกระบี่สว่างวาบขึ้นมา เฉินหยางอาศัยช่องว่างในตอนที่เขากำลังม้วนค้อนเหล็กอยู่นั้น กลับชี้ออกไปที่หน้าอกของเขาหนึ่งนิ้ว

เคล็ดกระบี่เส้าหยาง

ปราณกระบี่พุ่งทะยานเข้าสังหารในทันที

หลี่ฉางเซิงตอบสนองกลับมาได้ รู้สึกเพียงแค่ว่าหน้าอกเจ็บปวดขึ้นมา หลบหลีกก็ไม่ทันการเสียแล้ว

ปราณกระบี่ทะลวงผ่านร่างกายไปในทันที

"อ๊าก!"

หลี่ฉางเซิงได้รับความเจ็บปวด ร้องอุทานออกมาด้วยความตกใจหนึ่งเสียง ชั่วพริบตาก็ถูกปราณกระบี่นำพาให้ปลิวลอยถอยร่นกลับไป

ค้อนเหล็กกลิ้งตกลงไปอยู่บริเวณด้านข้าง

"พรวด!"

อยู่ห่างออกไปสิบกว่าเมตร หลี่ฉางเซิงยืนหยัดรักษาเงาร่างให้มั่นคงเอาไว้ได้อย่างหวุดหวิด กระอักเลือดออกมาหนึ่งคำ

"เคร้ง!"

ฉวยโอกาสตอนที่เขาป่วย เอาชีวิตของเขา เฉินหยางหยิบกระบี่เมฆาแดงออกมา

พลังแก่นแท้หลั่งไหลเข้าไป ประกายกระบี่ที่มีความยาวกว่าหนึ่งฉื่อกลืนกินอย่างไม่หยุดหย่อนอยู่ท่ามกลางม่านฝน

ปราณกระบี่หนึ่งสายฟันม่านฝนจนพังพินาศ พุ่งทะยานเข้าสังหารไปทางหลี่ฉางเซิงในทันที

"หึ!"

ท่ามกลางความมืดมิดมีเสียงแค่นหัวเราะเย็นชาของหลี่ฉางเซิงดังแว่วมาหนึ่งเสียง

แสงสีเลือดสายหนึ่งสว่างวาบขึ้นมาอย่างกะทันหัน ทำลายปราณกระบี่ให้พ่ายแพ้ไปในชั่วพริบตา

วินาทีต่อมา พละกำลังแห่งเลือดลมอันดุเดือดรุนแรงขุมหนึ่งก็พุ่งทะยานสูงขึ้นมาอย่างกะทันหัน ราวกับพลิกภูเขาคว่ำทะเล กดทับมาทางเฉินหยาง

เฉินหยางสัมผัสได้ถึงอันตรายตามสัญชาตญาณ ยกกระบี่ขึ้นมาถอยร่นกลับไป

ท่ามกลางความมืดมิด เสื้อผ้าของหลี่ฉางเซิงโบกสะบัดไปมา กลิ่นอายเลือดทั่วทั้งร่างกายราวกับคลื่นยักษ์สึนามิภูเขาถล่ม พลังกลิ่นอายพุ่งทะยานสูงขึ้นอย่างกะทันหัน

"ระมัดระวังด้วย เขากำลังเผาผลาญเลือดลมอยู่" ต้นตรีทูตเทวะเอ่ยเตือนออกมาหนึ่งประโยค

ตะขาบแปดปีกก็สัมผัสได้ถึงความไม่ค่อยจะถูกต้องนักเหมือนกัน รีบบินมาทางเฉินหยางในทันที

"เผาผลาญเลือดลม?"

เฉินหยางเลิกคิ้ว ไม่ใช่ผลลัพธ์ของยาเม็ดเลือดเดือดหรอกเหรอ?

เมื่อครู่นี้เพิ่งจะเผาผลาญไปเพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น ตอนนี้ก็เผาผลาญอีก เขามีเลือดลมอยู่มากมายขนาดไหนกันถึงได้ทนทานต่อการเผาผลาญขนาดนี้?

"ค่อนข้างจะไม่เหมือนกันกับยาเม็ดเลือดเดือดหรอก น่าจะเป็นเพราะสาเหตุของเคล็ดวิชา กลิ่นอายเลือดภายในร่างกายของไอ้หมอนี่ยิ่งใหญ่ทรงพลังมากกว่าคนธรรมดาทั่วไปมาก" ต้นตรีทูตเทวะกล่าว

ก่อนหน้านี้เป็นเพราะหลอมสกัดยาเม็ดโลหิตจนคนผู้นี้ต้องถูกคุมขังเข้าไปภายในเรือนจำ เคล็ดวิชาที่ทำการฝึกฝน ก็มีความเกี่ยวข้องกับเลือดด้วยงั้นเหรอ?

หรือว่า วิชาเผาผลาญโลหิต?

ไอ้หมอนี่ก็ใช้วิชาเผาผลาญโลหิตเป็นด้วย?

ดูเหมือนว่าจะไม่ได้เป็นเรื่องแปลกประหลาดอะไรเหมือนกัน ไม่ว่ายังไงต้วนชิวผิงก็ล้วนใช้เป็นด้วยกันทั้งสิ้น หลี่ฉางเซิงก็ไม่แน่ว่าจะใช้ไม่เป็นเสียหน่อย

เพียงแต่ วิชาเผาผลาญโลหิตจำเป็นจะต้องจ่ายชีวิตออกมา เผาผลาญอายุขัยเพื่อเป็นราคาที่ต้องจ่าย

ตาแก่คนนี้ สามารถโหดเหี้ยมได้ลงคอเลยเหรอ?

พลังกลิ่นอายบนร่างกายของหลี่ฉางเซิงกำลังพุ่งทะยานสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เลือดลมที่เดือดพล่าน บีบบังคับให้เขาไม่สามารถเข้าไปใกล้ได้

เฉินหยางถอยร่นกลับไปอย่างเด็ดขาด ทิ้งระยะห่างออกไปสักเล็กน้อย หยิบธนูสกัดจันทร์ออกมา ยิงลูกธนูออกไปอย่างต่อเนื่องกันหลายดอก ยิงไปทางหลี่ฉางเซิง

"เคร้ง เคร้ง เคร้ง..."

เสียงการกระแทกกันไปมาของโซ่เหล็ก ท่ามกลางความมืดมิดมีประกายไฟสาดกระเซ็นไปทั่วทุกทิศทาง ลูกธนูที่เฉินหยางยิงออกไปล้วนถูกกระแทกจนปลิวลอยออกไปจนหมดสิ้น

การบีบคั้นที่ไร้รูปร่างขุมหนึ่งดังแว่วมาจากท่ามกลางความมืดมิด ถึงกับทำให้เฉินหยางที่อยู่ภายใต้สถานะกายทองคำค่อนข้างจะก้าวเดินไปได้อย่างยากลำบากอยู่บ้าง บนร่างกายราวกับถูกภูเขาขนาดใหญ่ลูกหนึ่งกดทับเอาไว้

จิตวิญญาณปฐมภูมิ? จะเป็นไปได้ยังไงกัน?

เฉินหยางถึงกับสัมผัสได้ถึงการบีบคั้นของจิตวิญญาณปฐมภูมิ

ตาแก่ตัวนี้กำลังเผาผลาญเลือดลม ฝืนควบแน่นจิตวิญญาณปฐมภูมิอยู่งั้นเหรอ?

เฉินหยางหวาดกลัวตื่นตระหนกเป็นอย่างยิ่ง จิตวิญญาณปฐมภูมิมีความหมายถึงขอบเขตเต๋าแท้ หากตาแก่ตัวนี้ก้าวเข้าสู่ขอบเขตเต๋าแท้ไปได้ เช่นนั้นการต่อสู้ในครั้งนี้ ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องต่อสู้อีกต่อไป

จะต้องขัดขวางเขาให้ได้

"หึ่ง!"

วินาทีต่อมา ตะขาบแปดปีกได้กระพือปีกบินไปเป็นที่เรียบร้อย

ท่ามกลางความมืดมิด เส้นด้ายปลิวว่อนไปทั่ว ปราณกระบี่พุ่งทะยานไปทั่วทุกสารทิศ

ปราณกระบี่ที่กระจัดกระจายออกไป ร่วงหล่นลงไปบนกายทองคำของเฉินหยาง ก่อให้เกิดเสียงการพุ่งชนกันของโลหะดังขึ้นมาอย่างเลือนราง

ลมพายุพัดกระหน่ำ สายฟ้าสวรรค์ดังกึกก้อง ด้านหน้ากลิ่นอายเลือดเดือดพล่าน พลังกลิ่นอายพุ่งทะยานทะลุฟ้า บีบบังคับให้เฉินหยางต้องถอยหลังกลับไปอย่างต่อเนื่อง

"ครืนครืน..."

อานุภาพแห่งสวรรค์อันแข็งแกร่งดุดันเป็นอย่างยิ่งขุมหนึ่งพลันปรากฏขึ้นมาที่ท่ามกลางท้องฟ้าอย่างกะทันหัน เฉินหยางหวาดกลัวตื่นตระหนกอยู่ภายในก้นบึ้งของหัวใจในชั่วพริบตา ราวกับถูกคนใช้ปากกระบอกปืนใหญ่จ่อเอาไว้

เขาฝืนทะลวงผ่านขอบเขตเต๋าแท้งั้นเหรอ?

บัดซบเอ๊ย ถึงกับจะดึงดูดสายฟ้าสวรรค์แห่งเต๋าแท้มาได้แล้วด้วยซ้ำไป

น่าเสียดายที่เฉินหยางไม่ได้เปิดดวงตาสวรรค์ ไม่มีหนทางที่จะมองเห็นบุปผาแห่งพลังฝึกฝนบนกระหม่อมของหลี่ฉางเซิงได้

เวลานี้ ภายใต้การเผาผลาญเลือดลมอันยิ่งใหญ่ พลังงานจำนวนมากก็หลั่งไหลเข้าไป พลังจิตรับรู้ของหลี่ฉางเซิงรวมตัวกันอย่างรวดเร็ว ก่อตัวเป็นเงาร่างของคนขนาดเล็กร่างหนึ่งขึ้นมาภายในแท่นดอกบัวเป็นที่เรียบร้อย

จิตวิญญาณปฐมภูมิ

การลอกคราบของพลังจิตรับรู้ สัญลักษณ์ของขอบเขตเต๋าแท้

วิชาเผาผลาญโลหิต ไม่คิดถึงราคาที่ต้องจ่ายไป ไม่เพียงแต่จะเผาผลาญเลือดลมเท่านั้น ยังเผาผลาญอายุขัยทิ้งไปด้วย

แต่ว่า เขาไม่สนใจหรอก ในช่วงเวลานี้ คุ้มค่าที่จะต้องเสี่ยงอันตราย

หากสามารถพุ่งทะยานทำลายเครื่องพันธนาการ ก้าวเข้าสู่ขอบเขตเต๋าแท้ไปได้สำเร็จ เช่นนั้น อายุขัยย่อมต้องได้รับการเติมเต็มกลับมาอยู่แล้ว

เขากำลังใช้อายุขัยที่หลงเหลืออยู่แลกกับโอกาสหนึ่งครั้ง

……

...

"ตะขาบตัวนี้เพิ่งจะก้าวเข้าสู่เต๋าแท้ จิตวิญญาณปฐมภูมิก็เพิ่งจะก่อตัวขึ้นมาเหมือนกัน ไม่แน่ว่าจะสามารถเอาชนะเขาได้หรอก"

ต้นตรีทูตเทวะกล่าว "เข้าไปใกล้หน่อยสิ ข้าจะเป็นคนฟันเขาเอง รีบหน่อยเถอะ ไม่อย่างนั้นสายฟ้าแห่งด่านเคราะห์ร่วงหล่นลงมาก็สายเกินไปแล้ว"

"อืม"

เฉินหยางกัดฟันแน่น กระตุ้นกายทองคำไปจนถึงขีดสุด ฝืนต้านทานแรงกดดันอันยิ่งใหญ่นั่นเอาไว้ เข้าไปใกล้ทางหลี่ฉางเซิง

"ฟุ่บ!"

เฉินหยางรู้สึกได้เพียงแค่ตราประทับซานอวี๋บนลำคอสั่นสะเทือนไปหนึ่งครั้ง พลังงานที่ไร้รูปร่างขุมหนึ่งปลดปล่อยออกมาอย่างกะทันหัน

"อ๊าก!"

ท่ามกลางม่านฝนมีเสียงร้องโหยหวนดังแว่วมาหนึ่งเสียง

วินาทีต่อมา การบีบคั้นอันแข็งแกร่งดุดันขุมนั้นก็ถอยร่นกลับไปราวกับกระแสน้ำในทันที

เฉินหยางรีบพุ่งทะยานเข้าไปในทันทีอย่างรวดเร็ว แทงกระบี่ไปทางหน้าอกของหลี่ฉางเซิงอย่างแรงหนึ่งครั้ง

"ฉึก..."

กระบี่ยาวแทงทะลุหน้าอกไป

"ปัง!"

เฉินหยางซัดฝ่ามือลงไปบนหน้าอกของหลี่ฉางเซิงหนึ่งฝ่ามือ

กระบี่ยาวดึงออกมา หลี่ฉางเซิงปลิวลอยกลับหัวกลับหางออกไปทั้งตัว หน้าอกราวกับติดตั้งน้ำพุเอาไว้หนึ่งอัน

จบบทที่ ตอนที่ 650: ฝืนทะลวงขอบเขตเต๋าแท้? กระบี่ฟันหลี่ฉางเซิง!

คัดลอกลิงก์แล้ว