- หน้าแรก
- วันนี้มันบรรลุเซียนแล้วหรือยังเนี่ย
- บทที่ 72 ดรรชนีมังกรแท้จริง
บทที่ 72 ดรรชนีมังกรแท้จริง
บทที่ 72 ดรรชนีมังกรแท้จริง
บทที่ 72 ดรรชนีมังกรแท้จริง
หากมองลงมาจากยอดเมฆ เมืองเจียงเฉิงในเวลานี้ถูกล้อมรอบด้วยม่านแสงสีเทาอมเหลืองที่สาดส่องลงมาจากฟากฟ้า ราวกับถูกครอบไว้ในถังเหล็กใบยักษ์
นี่คือการทำงานของค่ายกลพิทักษ์เมือง ซึ่งหมายความว่าห้ามเข้าออกเมืองโดยเด็ดขาด!
แสงแดดที่สาดส่องลงมาต้องผ่านชั้นพลังงานที่ช่วยลดทอนความเข้มข้น ทำให้ทั่วทั้งเมืองถูกอาบไปด้วยสีเทาหม่นๆ แม้ว่าทางกรมควบคุมสิ่งเหนือธรรมชาติจะประกาศผ่านสื่อทุกช่องทางว่า นี่เป็นเพียงการปิดเมืองสามวันเพื่อไล่ล่าเผ่ามาร ไม่ต้องตื่นตระหนกตกใจไป
แต่ผู้คนบนท้องถนนก็ยังคงหวาดผวาอยู่ดี
ในยุคหลังภัยพิบัติพลังปราณ โลกถูกแบ่งออกเป็นเมืองใหญ่ๆ และเมืองบริวารมากมาย โดยมีเขตแดนรกร้างอันกว้างใหญ่มหึมาคั่นกลาง การเดินทางข้ามเมืองใหญ่ๆ ล้วนมีความเสี่ยงไม่มากก็น้อย ดังนั้นความต้องการในการเดินทางออกนอกเมืองของคนทั่วไปจึงมีไม่มากนัก บางคนอาจจะใช้ชีวิตอยู่แต่ในเมืองเกิดจนตายเลยก็มี
ดังนั้น การปิดเมืองสามวันเพื่อจับกุมวิญญาณร้าย จึงไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันของชาวเมืองทั่วไปสักเท่าไหร่
สิ่งที่คนธรรมดากังวลมากกว่าก็คือ การต่อสู้และความวุ่นวายที่อาจจะตามมาต่างหาก การปะทะกันระหว่างผู้บำเพ็ญเพียรระดับสูงกับวิญญาณร้าย แค่ขยับมือขยับเท้าก็มีอานุภาพทำลายล้างเมืองได้แล้ว
ต่อให้ไม่ได้รุนแรงขนาดนั้น แต่ใครจะไปรู้ล่ะว่าเศษเสี้ยวปราณกระบี่ที่หลุดรอดออกมาอาจจะเป่ารถคันใหม่ป้ายแดงของคุณกระจุยเป็นจุล เดินผ่านหน้าบ้านคุณก็เจาะกำแพงบ้านทะลุเป็นรูโบ๋สองฝั่ง หรือลูกไฟที่ซัดขึ้นฟ้าอาจจะไปหลอมละลายตุ๊กตายางที่คุณตากไว้หน้าบ้านจนเละเทะ...
ถ้าเป็นฝีมือเจ้าหน้าที่ของกรมควบคุมสิ่งเหนือธรรมชาติหรือผู้บำเพ็ญเพียรฝ่ายธรรมะ พวกเขาก็คงจะรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายให้ในภายหลัง แต่ถ้าไปเจอพวกวิญญาณร้ายหรือผู้บำเพ็ญเพียรไร้คุณธรรมที่ตีหัวเข้าบ้านล่ะก็ คุณก็ทำได้แค่ร้องไห้ฟูมฟายไม่มีใครเหลียวแล
ในยุคนี้เลยมีประกันภัยรูปแบบใหม่โผล่ขึ้นมา เรียกว่าประกันภัยความเสียหายจากพลังเหนือธรรมชาติ เอาไว้จ่ายเงินชดเชยให้กับชาวบ้านตาดำๆ ที่โดนลูกหลงจากการต่อสู้ของพวกยอดมนุษย์โดยเฉพาะ
"สำนักชื่อเทียน..."
เยว่เหวินอ่านข่าวสั้นๆ นั้นอย่างละเอียด ความรู้สึกช็อกแล่นริ้วไปทั่วหัวใจ
สำนักชื่อเทียนเป็นสำนักที่มีชื่อเสียงโด่งดังทางตอนใต้ ถือเป็นสำนักระดับแนวหน้าของวงการบำเพ็ญเพียร มีอิทธิพลกว้างขวาง การที่พวกเขาทุ่มเงินกว่าพันล้านเพื่อประมูลกระถางทองแดงภูเขางูจึงไม่ใช่เรื่องแปลก
ห้าสำนักเซียนใหญ่ระดับท็อปสามารถแผ่อิทธิพลครอบคลุมไปทั่วแดนมนุษย์ เรียกได้ว่าเป็นสำนักระดับโลก รองลงมาก็คือสำนักที่ตั้งตนเป็นใหญ่ในระดับภูมิภาคได้ ซึ่งถือเป็นสำนักระดับท็อปคลาส
สำนักชื่อเทียนที่รั้งท้ายในกลุ่มระดับแนวหน้า ก็เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในสิบกว่าสำนักที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในแดนมนุษย์
หากมาอยู่ที่เมืองเจียงเฉิง สำนักนี้ก็คือยักษ์ใหญ่ที่ไม่มีใครกล้าแหยม
การคุ้มกันกระถางทองแดงเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย คนของสำนักชื่อเทียนที่ถูกส่งมาเมืองเจียงเฉิงย่อมไม่ใช่ไก่กาอาราเล่ แต่เผ่ามารกลับสามารถสืบรู้ตัวตนและที่อยู่ของพวกเขาได้อย่างรวดเร็วหลังจากประมูลกระถางทองแดงได้ แถมยังกล้าลงมือลอบสังหารจนอีกฝ่ายตายเรียบ
นี่มันชักจะน่ากลัวเกินไปแล้ว
ในข่าวรายงานว่า ในที่เกิดเหตุมีศพของเผ่ามารและผู้สืบเชื้อสายมารเกลื่อนกลาด แสดงว่าพวกมันก็บาดเจ็บล้มตายไปไม่น้อย หลังจากนั้นนักพรตจื่อกวงก็นำกำลังเจ้าหน้าที่กรมควบคุมสิ่งเหนือธรรมชาติไปสมทบ และจัดการพวกเผ่ามารสุดอำมหิตไปได้อีกระลอก คงเหลือพวกที่หนีรอดไปได้ไม่กี่คน
เพื่อป้องกันไม่ให้พวกเผ่ามารข้างนอกเข้ามาช่วยเหลือ หรือแอบขนของโจรหนีไป กรมควบคุมสิ่งเหนือธรรมชาติจึงสั่งเปิดค่ายกลพิทักษ์เมืองทันที และจะปูพรมค้นหาเศษเดนเผ่ามารทั่วทั้งเมืองเป็นเวลาสามวัน
ดูท่าผู้บริหารระดับสูงของกรมควบคุมสิ่งเหนือธรรมชาติคงจะฟิวส์ขาดแล้วแน่ๆ การที่เผ่ามารมาก่อเรื่องใหญ่โตกลางเมืองเจียงเฉิงแบบนี้ มันหยามหน้าตำรวจท้องถิ่นชัดๆ
แต่ทว่า...
พวกเผ่ามารปลอมตัวเป็นมนุษย์ได้เนียนกริบไร้ที่ติ แถมลัทธิมารขาวยังทุ่มเทแทรกซึมเข้าสู่แดนมนุษย์มาตลอด เป็นไปได้สูงมากที่พวกเผ่ามารจะมีสถานะถูกต้องตามกฎหมายในเมืองนี้ ตราบใดที่พวกมันไม่ใช้วิชาและไม่ปล่อยกลิ่นอายออกมา จะไปงมเข็มในมหาสมุทรหาพวกมันเจอในเมืองที่ใหญ่ขนาดนี้ได้ยังไง?
แค่คิดก็ปวดหัวตึ๊บแล้ว
ดีนะที่เรื่องนี้ไม่ใช่กงการอะไรของเขา
...
หลังจากเยว่เหวินสร่างจากอาการงัวเงีย เขาก็ยังรู้สึกโหว่งๆ ในร่างกาย น่าจะเป็นเพราะเมื่อวานผลาญพลังปราณและเลือดลมไปเยอะ ต้องใช้เวลาพักฟื้นสักพัก
เขายังไม่รีบลุกจากเตียง แต่ถอดจิตวิญญาณเข้าไปในมิติที่ต้าหลงอาศัยอยู่ก่อน
กะว่าจะเอาไอ้งานแกะสลักรากไม้ที่ประมูลได้เมื่อวานไปให้ประเมินก่อน แล้วค่อยตื่นไปหาอะไรกิน เสร็จแล้วก็แวะไปเมืองหมายเลขหกเพื่อหาเหล่าป๋ายซื้อผงเพลิงระอุ นี่คือแพลนของวันนี้
ตั้งแต่รู้ว่าต้าหลงที่อยู่ที่นี่เป็นแค่ภาพฉาย ไม่ใช่ร่างจริง เยว่เหวินก็หน้าด้านมาหาบ่อยขึ้น ไม่ต้องกลัวว่าจะไปรบกวนมัน มีเรื่องอะไรก็มาหามันได้ตลอด
ต้าหลงค่อยๆ ลืมตาดวงตาสีทองอร่ามที่มีเปลวไฟลุกโชนขึ้น จ้องมองเยว่เหวิน
"เจ้ารู้จักไอ้นี่หรือเปล่า?" เยว่เหวินโชว์งานแกะสลักรากไม้สีดำชิ้นที่ประมูลมาได้
พอมาอยู่ในมือเขา งานแกะสลักชิ้นนี้ยิ่งดูหนักและใหญ่ขึ้น รอยนูนสีม่วงอมดำที่ดูเหมือนเส้นเลือดกำลังเต้นตุบๆ อย่างรุนแรง จังหวะของมันสอดคล้องกับเคล็ดวิชาลมหายใจมังกรแท้จริงอย่างน่าประหลาด
"นี่มัน..." ต้าหลงพูดขึ้นสองคำ แล้วจู่ๆ ก็เงียบไป
"นี่มันอะไรล่ะ?" เยว่เหวินซักไซ้
"ไม่นึกเลยว่าจะเป็นไอ้นี่" ต้าหลงพูดต่อ "นึกไม่ถึงจริงๆ ว่าบนโลกนี้ยังมีของพรรค์นี้หลงเหลืออยู่ แถมเจ้ายังได้มันมาครอบครองอีก..."
"ตกลงมันคืออะไรกันแน่?" เยว่เหวินถามซ้ำ
"กฎเดิม ถามคำถามเดียว จ่ายมาห้าเหรียญเงินสยบมาร" ต้าหลงตอบหน้าตาย
"ข้าว่าแล้วเชียวว่าแกต้องมาไม้นี้" เยว่เหวินมองมันอย่างเอือมระอา
เดี๋ยวนี้ไอ้หมอนี่มันรู้จักเล่นตัวสร้างความลุ้นระทึกแล้วเว้ย
เยว่เหวินโยนเงินสยบมารให้ห้าเหรียญอย่างไม่ใส่ใจ ต้าหลงสูดมันเข้าไปเบาๆ แล้วถึงยอมเฉลย "นี่คือเศษเสี้ยวเนื้อหนังของมังกรไม้ ถ้าเจ้าลองไปหาดูแถวๆ ที่ขุดเจอเจ้านี่ อาจจะเจอชิ้นส่วนอื่นอีกก็ได้นะ"
"มังกรไม้?" เยว่เหวินทวนคำ "เป็นเผ่าพันธุ์เดียวกับเจ้างั้นรึ?"
"พวกมันเป็นแค่สายพันธุ์โง่ๆ สายพันธุ์หนึ่งในเผ่ามังกรเท่านั้น" ต้าหลงตอบอย่างหยิ่งผยอง "ความบริสุทธิ์ของสายเลือดเทียบกับข้าไม่ได้หรอก แต่ก็พอจะนับว่าเป็นมังกรแท้จริงได้อยู่ พอพวกมันตาย ร่างกายก็จะกลายเป็นต้นไม้เจริญเติบโตต่อไป พวกมันเชื่อว่าหลังจากผ่านไปเนิ่นนาน ต้นไม้ที่งอกเงยจากร่างของพวกมันจะฟื้นคืนชีพกลับมาอีกครั้ง ส่วนไอ้ก้อนที่เจ้าถืออยู่ ก็คือนิ้วมือของมังกรไม้โบราณนิ้วหนึ่ง เจ้าอยากรู้ไหมว่ามันเอาไว้ทำอะไร?"
เยว่เหวินมองงานแกะสลักในมือ นึกในใจว่านี่มันคือนิ้วมือมังกรแท้จริงเหรอเนี่ย? ดูจากรูปทรงแล้ว ข้านึกว่าเป็น... เขามังกรซะอีก
เขาเงยหน้าขึ้น โยนเงินสยบมารให้อีกห้าเหรียญโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง "ต้องจ่ายเพิ่มใช่ไหมล่ะ?"
อีกเดี๋ยวเขาก็จะหลอมปราณคุ้มกายแล้ว พอทะลวงเข้าสู่ขั้นปราณคุ้มกายได้สำเร็จ ความแข็งแกร่งก็จะเพิ่มขึ้น แล้วก็จะมีสิทธิ์เข้าไปลุยในเขตแดนรกร้างได้ ถึงตอนนั้นการหาเงินสยบมารก็จะง่ายขึ้น ตอนนี้เขาเลยกล้าเปย์หนักขึ้นมาหน่อย
ถ้าเป็นเมื่อก่อนที่หาเงินสยบมารได้แค่อาทิตย์ละสิบเหรียญ เขาคงต้องต่อรองราคากับต้าหลงให้รู้เรื่องไปแล้ว
ต้าหลงสูดเงินสยบมารเข้าไปอย่างพอใจ แล้วค่อยพูดต่อ "พอดีเลยที่เจ้าฝึกเคล็ดวิชาลมหายใจมังกรแท้จริง แค่เจ้าคอยหล่อเลี้ยงมันด้วยลมหายใจมังกรไปเรื่อยๆ สักวันหนึ่งมันก็จะฟื้นคืนชีพขึ้นมา ถึงตอนนั้นเจ้าก็สามารถหลอมมันเป็นของวิเศษ เชื่อมต่อด้วยลมหายใจมังกร แค่ปล่อยมันออกไปก็สามารถใช้พลังของดรรชนีมังกรแท้จริงได้ สำหรับเจ้าแล้ว มันใช้ได้อีกนานเลยล่ะ"
ที่แท้ก็เอาไปทำเป็นวัตถุดิบหลอมของวิเศษสายโจมตีได้นี่เอง
เยว่เหวินพยักหน้า รำพึงรำพัน "พลังชีวิตของเผ่ามังกรนี่มันช่างแข็งแกร่งจริงๆ ผ่านไปไม่รู้กี่ร้อยกี่พันปี ร่างกายแหลกเหลวไปแล้ว แต่ยังมีกลิ่นอายพลังชีวิตเปี่ยมล้นขนาดนี้"
"เจ้าคิดว่าทำไมเผ่าพันธุ์ของข้าถึงได้ผงาดอยู่เหนือทุกสรรพสิ่งล่ะ?" ต้าหลงแค่นเสียงหึๆ "ไม่ต้องพูดถึงมังกรแท้จริงหรอก แค่ร่างกายมนุษย์อ่อนแอๆ ของเจ้า ถ้าฝึกปราณมังกรแห่งความโกลาหลสำเร็จ พลังชีวิตก็จะแกร่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ต่อให้โดนอัดปางตาย ก็ยังมีพลังชีวิตเฮือกสุดท้ายหล่อเลี้ยงไว้ รับรองว่าไม่ตายคาที่แน่นอน"
"แปลกจัง" เยว่เหวินถามต่อ "ในเมื่อเผ่ามังกรแข็งแกร่งขนาดนั้น แล้วทำไมถึงสูญพันธุ์ไปจากแดนมนุษย์ได้ล่ะ?"
พูดยังไม่ทันขาดคำ ต้าหลงก็หลับตาปี๋ มิติรอบข้างมืดสนิทลงในพริบตา
สับสวิตช์ปิดไฟหนีอีกแล้ว
...
หลังจากคุยกับต้าหลงเสร็จ เยว่เหวินก็ไปล้างหน้าแปรงฟัน แล้วเดินลงไปชั้นล่าง
เห็นจ้าวซิงเอ๋อร์นั่งเล่นมือถืออยู่ที่เคาน์เตอร์ ส่วนต้าไป๋ก็เดินดมฟุดฟิดวนไปวนมาอยู่ข้างๆ ขา ดูเหมือนหนึ่งคนหนึ่งหมาจะเข้ากันได้ดีทีเดียว
เยว่เหวินมองท่าทางน่าหมั่นไส้ของต้าไป๋แล้วก็คิดในใจ สมกับเป็นสัตว์ประหลาดยุคบรรพกาล หมาป่าสวรรค์หอนจันทรา อึดทายาดจริงๆ เมื่อวานโดนจ้าวซิงเอ๋อร์ซ้อมซะขนาดนั้น ถ้าเป็นหุ่นทรานส์ฟอร์เมอร์สคงแหลกเป็นเศษเหล็กไปแล้ว แต่นี่บนตัวต้าไป๋ไม่มีรอยขีดข่วนเลยสักนิด
เขาเดินมาที่โซฟา เห็นกระดาษ A4 พิมพ์ข้อความพร้อมตราประทับวางอยู่บนโต๊ะกระจก เลยถามขึ้น "นี่อะไรน่ะ?"
"ประกาศจากกรมควบคุมสิ่งเหนือธรรมชาติส่งมาให้เมื่อเช้าน่ะ" จ้าวซิงเอ๋อร์ตอบโดยไม่เงยหน้าจากจอมือถือ
เยว่เหวินหยิบขึ้นมาดู ก็พบว่าเป็น "ประกาศขอความร่วมมือผู้บำเพ็ญเพียรในเมืองเจียงเฉิงเข้าร่วมปฏิบัติการไล่ล่าเผ่ามาร"
เนื้อหาในประกาศระบุว่า เพื่อระดมกำลังทุกภาคส่วนในการตามล่าเศษเดนเผ่ามารที่หลบหนีอยู่ในเมืองเจียงเฉิง จึงขอความร่วมมือจากองค์กรผู้บำเพ็ญเพียรทั้งหมดในเมือง ให้ผู้บำเพ็ญเพียรฝ่ายธรรมะเข้าร่วมปฏิบัติการค้นหาในครั้งนี้ โดยทางกรมจะจ่ายค่าตอบแทนให้อย่างงาม
ผู้บำเพ็ญเพียรขั้นที่หกที่เข้าร่วมปฏิบัติการค้นหาตลอดสามวันนี้ จะได้รับค่าตอบแทนห้าแสนหยวน ผู้บำเพ็ญเพียรขั้นที่ห้าได้รับสามแสนหยวน ส่วนผู้บำเพ็ญเพียรขั้นที่สี่ได้รับหนึ่งแสนหยวน
สำหรับยอดฝีมือในแต่ละระดับ ค่าตอบแทนแค่นี้ถือว่าน้อยกว่าเรทรับงานปกติของพวกเขาในช่วงเวลาสามวันแน่นอน ก็แหม เป็นงานจิตอาสาของรัฐบาลนี่นา
แต่เรื่องเงินน่ะเรื่องรอง การได้เข้าร่วมภารกิจที่ทางราชการเป็นโต้โผแบบนี้ จะช่วยสร้างความสัมพันธ์อันดีกับกรมควบคุมสิ่งเหนือธรรมชาติในพื้นที่ ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับผู้บำเพ็ญเพียร
"ทำไมไม่มีบอกค่าตอบแทนของขั้นที่สามล่ะ?" เยว่เหวินอ่านจบก็ถามขึ้น
"เมื่อเช้าข้าก็ถามไปแล้ว" พอพูดถึงเรื่องนี้ จ้าวซิงเอ๋อร์ก็ขมวดคิ้ว สีหน้าดูหงุดหงิด "คนที่เอาประกาศมาส่งบอกว่า ผู้ฝึกตนอิสระขั้นที่สามไม่ต้องไปร่วมค้นหาหรอก อย่าไปเกะกะเขาก็พอ"
"..." เยว่เหวินถึงกับพูดไม่ออก
นี่มันเหยียดหยามกันชัดๆ