- หน้าแรก
- วัน ๆ ของผม ในฟาร์มเล็ก ๆ ยุค 90
- ตอนที่ 584 เพื่อนทางจดหมายคนใหม่กำลังจะมา
ตอนที่ 584 เพื่อนทางจดหมายคนใหม่กำลังจะมา
ตอนที่ 584 เพื่อนทางจดหมายคนใหม่กำลังจะมา
"ได้เลยครับ ในเมื่อเถ้าแก่ตู้เห็นความสามารถของผม มั่นใจว่าผมจะสามารถเพาะปลาดีๆ ออกมาได้ งั้นผมก็คงต้องพยายามเพื่อปลาอะโรวาน่าพวกนี้ของคุณแล้วล่ะครับ"
เฉินหลิงตอบกลับยิ้มๆ
จากนั้นก็ใช้กระชอนอันเล็กช้อนปลาเล็กกุ้งน้อยขึ้นมาจากถังน้ำ เปิดฝาตู้ปลาออก แล้วเทลงไปในตู้ปลาอะโรวาน่าเงินที่อยู่ใกล้ที่สุด
ปลาอะโรวาน่าเงินตัวนี้ถือว่ายังมีขนาดเล็กอยู่
ความยาวประมาณยี่สิบเซนติเมตรเห็นจะได้
พอเฉินหลิงเทปลาเล็กกุ้งน้อยจากกระชอนลงไป ปลาอะโรวาน่าเงินที่เดิมทีหลบอยู่ที่มุมก้นตู้ ก็กะพริบตาเล็กๆ สีดำสองที ก่อนจะพุ่งพรวดขึ้นมาอย่างรวดเร็ว งับปลาตัวเล็กเข้าไปในคำเดียว
"โอ้โห ดุเดือดจริงๆ ด้วย มีคนยืนดูอยู่ก็ไม่กลัวคนเลยแฮะ"
ซานเหมาเห็นดังนั้นก็ถูกดึงดูดความสนใจให้เดินเข้ามาดู
ตอนนี้ปลาอะโรวาน่าเงินตัวนี้ยังกินไม่อิ่มหนำสำราญ หลังจากกลืนปลาตัวเล็กเข้าไปแล้ว มันก็ส่ายหัวแกว่งหางว่ายไปอีกฝั่งหนึ่งของตู้ จากนั้นก็พลิกตัวรวบรวมพละกำลัง แล้วพุ่งเข้าใส่ปลาเล็กกุ้งน้อยที่จมลงไปก้นตู้อย่างดุดัน งับกินทีละตัว ทีละตัว อย่างเอร็ดอร่อย
"ดุเดือดไหมล่ะ พูดตามตรง ตอนที่ปลาพวกนี้เพิ่งมาถึง สามสี่วันแรกพวกมันไม่ยอมกินอาหารเลย ทำเอาผมกลุ้มใจแทบตาย"
ตู้กว้างเหอหยิบกระชอนอันเล็กส่งให้พวกเขาทุกคน ให้พวกเขาลองไปให้อาหารปลาที่หน้าตู้ปลาอะโรวาน่าดูบ้าง
ปากก็พูดต่อไปว่า "เฮ้อ ตอนแรกผมก็มั่นใจเต็มร้อยนะ เล่นปลามาตั้งหลายปี ไม่เคยคิดเลยว่าจะเลี้ยงไม่รอด คิดไม่ถึงว่าพอเอากลับมาจะเกิดปัญหาเข้าจริงๆ
อุตส่าห์เสียเงินเสียทองตั้งมากมายซื้อปลามาแล้วขนกลับมา ถ้าเลี้ยงไม่รอด ผมคงกินไม่ได้นอนไม่หลับแน่ๆ
สุดท้ายก็ต้องพึ่งปลาของน้องชายนะเนี่ย"
พูดถึงตรงนี้ เขาก็หันไปมองเฉินหลิงยิ้มๆ
"อะไรนะ? ปลาของผมงั้นเหรอ?"
เฉินหลิงฟังแล้วก็รู้สึกแปลกใจ
ปลาอะโรวาน่าพวกนี้ขนส่งมาจากที่ไกลแสนไกล แล้วมันจะไปเกี่ยวอะไรกับปลาของเขาได้ล่ะ
"ตอนนั้นผมก็จนปัญญาแล้ว ตอนที่กำลังเปิดสมุดโทรศัพท์หาเพื่อนเพื่อถามหาวิธีแก้ จู่ๆ ก็เห็นเบอร์โทรศัพท์ของคุณเข้า ก็เลยนึกขึ้นมาได้ว่า ปลาพวกนั้นของคุณมันอึด ถึก ทน แค่ไหน
ขนส่งออกมาจากหุบเขาชนบท ทางบนเขาก็ทรหดซะขนาดนั้น แต่ปลาของคุณกลับบอบช้ำน้อยมาก
ตอนเลี้ยงก็เหมือนกัน ปลาตัวอื่นยังต้องคอยพะวงเรื่องเปลี่ยนน้ำ
แต่ปลาของคุณไม่ต้องเปลี่ยนน้ำตั้งนาน ก็ยังคงมีชีวิตอยู่รอดปลอดภัยดี
ผมก็เลยลองเอาปลาอะโรวาน่าตัวที่ราคาค่อนข้างถูกหน่อยไปใส่รวมไว้ในบ่อปลาพวกนั้นของคุณ
แล้วคุณทายสิว่าเกิดอะไรขึ้น?
คืนนั้นมันก็ยอมกินอาหารเลย
แถมยังกินอย่างเอร็ดอร่อยด้วย"
เมื่อตู้กว้างเหอเล่าถึงตรงนี้ เขาก็ตบมือฉาดใหญ่ ดวงตาเป็นประกายด้วยความตื่นเต้น
"เถ้าแก่ตู้ ทำไมคุณถึงยังเก็บปลาพวกนั้นของผมไว้อยู่ล่ะ ปลาพวกนั้นของผมมันก็แค่ปลาระดับล่างๆ ไม่ใช่เหรอ มันเข้าตาคุณได้ด้วยเหรอ"
เฉินหลิงแกล้งถามแบบนั้น
"โธ่เอ๊ย พูดตามตรง ถึงแม้ปลาของคุณจะรูปร่างหน้าตาด้อยไปสักหน่อย แต่เรื่องความสมบูรณ์แข็งแรงน่ะ ใครเห็นแล้วจะไม่ถูกใจบ้างล่ะ"
ตู้กว้างเหอยิ้มแฉ่ง "ถ้าน้องชายไม่ปิดบังไว้ซะมิดชิดขนาดนี้ละก็ ไม่ว่ายังไงผมก็ต้องขอให้คุณเอายาปลาของคุณออกมาขายตามแหล่งเพาะเลี้ยงปลาอะโรวาน่าให้ได้เลย
ยาปลาของคุณน่ะมันดีกว่ายาปลาที่ทำจากสารเคมีหรือยาแผนปัจจุบันพวกนั้นตั้งเยอะ"
"ฮ่าๆ งั้นคุณก็เลิกคิดได้เลย ผมเคยบอกไปตั้งนานแล้วว่านั่นไม่ใช่ยาปลาอะไรหรอก มันก็แค่กากเหล้าที่เหลือจากการหมักเหล้าที่บ้านผมเท่านั้นแหละ"
เฉินหลิงโบกมือปฏิเสธ "เหล้าพวกนั้นของผมมีขายที่ร้านของเถ้าแก่ซุนนะ คุณก็รู้นี่ว่ามันผลิตจำนวนมากไม่ได้หรอก"
คำพูดของเขาเป็นความจริงครึ่งหนึ่งความเท็จครึ่งหนึ่ง
ตอนแรกเขาก็ปิดบังเรื่องยาปลาไว้เป็นความลับ ไม่ยอมบอกใครเลยจริงๆ
แต่ทว่า เสี่ยวเมี่ยนหยางมักจะมาช่วยขนส่งปลาอยู่บ่อยๆ
ด้วยความเป็นห่วงความปลอดภัยของเสี่ยวเมี่ยนหยาง เขาจึงเปิดเผยเรื่องนี้ออกมาอย่างเปิดเผย
เหล้าที่บ้านเขาหมักเองในแต่ละปีก็มีปริมาณแค่นั้น กากเหล้ายิ่งมีจำนวนจำกัด เรื่องนี้ใครก็ตามที่เคยไปซื้อปลาที่บ้านเขาต่างก็รู้ดี
จะให้ผลิตในปริมาณมากๆ นั้นเป็นไปไม่ได้เลย บวกกับเฉินหลิงก็เคยกึ่งขายกึ่งแจกให้คนอื่นไปบ้างแล้ว พวกเขาจึงเลิกสนใจเรื่องนี้ไป
ตู้กว้างเหอก็คงจะเอากากเหล้าพวกนั้นไปใส่ในบ่อปลาเหมือนกัน
ถึงได้ส่งผลดีต่อปลาอะโรวาน่าแบบนั้น
"ก็เพราะอย่างนั้นไงผมถึงได้รู้สึกเสียดาย"
ตู้กว้างเหอรู้สึกเสียดายจากใจจริง "ของเก่าๆ ที่ตกทอดมาจากคนรุ่นก่อนๆ ของพวกเรา บางครั้งมันก็มีสรรพคุณที่น่าอัศจรรย์จริงๆ แต่ข้อเสียก็คือมันจุกจิกเรื่องมาก มีข้อจำกัดนู่นนี่นั่นเต็มไปหมด อยากจะผลิตออกมาเยอะๆ ก็ทำได้ยาก เฮ้อ"
เฉินหลิงพยักหน้าเห็นด้วย "นั่นก็แน่อยู่แล้วล่ะครับ ก็เหมือนกับธนูและลูกศรในสมัยโบราณนั่นแหละ ต้องสร้างขึ้นตามฤดูกาลทั้งสี่อย่างเคร่งครัด ไม่อย่างนั้นเอาไปใช้ในสนามรบไม่ได้หรอก
ของเก่าๆ หลายอย่างที่สืบทอดกันมาแต่โบราณในประเทศของเรา วิทยาศาสตร์ก็ยังหาคำอธิบายไม่ได้เลย"
"ฮ่าๆ ใช่แล้ว น้องชายนี่มีความรู้รอบตัวเยอะดีแฮะ"
ตู้กว้างเหอหัวเราะร่วน จากนั้นก็เริ่มอวดปลาอะโรวาน่าของเขาต่อ
เล่าว่าตอนนี้ปลาอะโรวาน่าเงินหายากมากขนาดไหน และกว่าจะได้มามันยากเย็นแสนเข็ญเพียงใด
เฉินหลิงเองก็รู้สึกว่าปลาอะโรวาน่าพวกนี้น่าสนุกดีเหมือนกัน
แต่ถ้าจะให้เขาเป็นคนเลี้ยงเอง เขาก็ไม่ได้สนใจขนาดนั้น
ปลาพื้นเมืองในประเทศของตัวเองเขายังศึกษาได้ไม่ทะลุปรุโปร่งเลย
อีกอย่าง ตอนนี้ความสนใจหลักของเขาอยู่ที่เต่าจมูกหมูสองตัวนั้นต่างหาก
กำลังรอที่จะกลับไปรักษาพวกมัน แล้วค่อยเอาลงตู้เลี้ยง
"พูดไปพูดมา เถ้าแก่ตู้ ปลาอะโรวาน่าพวกนี้คงราคาไม่เบาเลยใช่ไหมล่ะ"
ซุนเยี่ยนหงพาเสี่ยวเมี่ยนหยางไปให้อาหารปลาที่หน้าตู้ปลาอะโรวาน่าทองสองรอบ ก็ถูกรูปลักษณ์ภายนอกที่ดูสง่างามและสูงส่งของปลาอะโรวาน่าทองตัวนี้ดึงดูดเข้าอย่างจัง
"ก็พอทนครับ พอดีฝากเพื่อนช่วยหาของหลุดคิวซีมาให้ เลยเลือกปลาที่มีตำหนิมาห้าตัว ราคาประมาณนี้ครับ"
ตู้กว้างเหอขยับแว่นตากรอบทองให้เข้าที่ ก่อนจะทำมือเป็นเลขหก
"หกหมื่น? ปลาห้าตัวราคาหกหมื่นเลยเหรอ ฉันนึกว่าอย่างมากก็แค่หลายพันซะอีก"
หยูปั่งจินตกใจตาโต สุนัขนักสู้สายพันธุ์ดีที่สุดที่เขารู้จัก ราคาก็แค่สองถึงสามหมื่นเท่านั้น สุนัขมีราคาสูงขนาดนั้นยังพอเข้าใจได้ แต่ปลาพวกนี้เลี้ยงก็ยาก ทำไมถึงได้แพงหูฉี่ขนาดนี้ล่ะ!
เขาตกใจจนพูดไม่ออกจริงๆ
"เหอะๆ นี่ถือว่าถูกแล้วนะ คุณลองถามน้องฟูกุ้ยดูสิ ในนิตยสารที่ผมเคยให้เขาดูตอนนั้นน่ะ มีตัวละหลายแสน หรือแม้แต่ตัวละเป็นล้านเลยนะ"
ตู้กว้างเหอหัวเราะเบาๆ "ตั้งแต่แรกเริ่ม ปลาพวกนี้ก็ไม่ใช่ปลาที่คนในประเทศเราเล่นกันหรอก แต่เป็นของเล่นของพวกมหาเศรษฐีแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อย่างมาเลเซียไง รู้จักใช่ไหมล่ะ
ได้ยินมาว่ามีตัวละสิบล้านด้วยนะ อันนี้ไม่รู้ว่าจริงหรือเปล่า แต่ที่ฮ่องกง มาเก๊า ไต้หวัน ปลาอะโรวาน่าราคาเป็นล้านถือเป็นเรื่องปกติเลยล่ะ"
"ปลาบ้าอะไรขายเป็นล้าน เป็นสิบล้าน"
ซุนเยี่ยนหงและหยูปั่งจินสบตากัน อดไม่ได้ที่จะอ้าปากค้างด้วยความตื่นตะลึง
จู่ๆ ก็รู้สึกว่าตัวเองกลายเป็นคนบ้านนอกเข้ากรุงไปเลย
ส่วนเสี่ยวเมี่ยนหยางยิ่งมือไม้สั่น รีบถอยกรูดออกห่างจากตู้ปลา ไม่กล้าให้อาหารพวกมันอีกเลย
กลัวว่าจะเผลอให้อาหารปลาแสนแพงพวกนี้จนตาย
"ฟูกุ้ย ฟูกุ้ย นายได้ยินไหม ปลาพวกนี้มันมีช่องทางทำเงินมหาศาลซ่อนอยู่นะ ถ้าเราเพาะเลี้ยงได้ดี ชาตินี้เราก็ไม่ต้องกลัวจนแล้ว"
ซุนเยี่ยนหงพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
"เป็นไง น้องชายสนใจไหมล่ะ ผมฝากคนช่วยเลือกปลาให้คุณได้นะ"
เดิมทีตู้กว้างเหอก็มีความคิดที่จะชวนเฉินหลิงมาร่วมหุ้นอยู่แล้ว พอได้เห็นสรรพคุณของ 'ยาปลา' ของเฉินหลิงที่มีต่อปลาอะโรวาน่า เขาจะพาเฉินหลิงมาดูเพื่ออวดปลาของตัวเองเฉยๆ ได้อย่างไร
"ได้ยินไหม เถ้าแก่ตู้บอกว่านายก็เลี้ยงได้นะเว้ย เลี้ยงดีๆ ปลาตัวเดียวก็มีค่าเท่ากับเงินที่คนอื่นหามาทั้งชีวิตเลยนะ"
ซุนเยี่ยนหงคะยั้นคะยออย่างร้อนรน
หยูปั่งจินเองก็เริ่มคันไม้คันมือ อยากจะกระโดดเข้ามาร่วมวงธุรกิจนี้ด้วยคน
ทว่าเฉินหลิงและซานเหมากลับยังคงให้อาหารปลาอย่างใจเย็น
เฉินหลิงให้อาหารปลาอะโรวาน่าครบทั้งห้าตัวเรียบร้อยแล้ว จึงหันกลับมาพูดว่า "เห็นอะไรได้เงินก็แห่ไปทำซะหมดได้ยังไงกันล่ะ เอ้อร์ทู่จื่อที่บ้านฉันก็มีคนเสนอราคาให้ตั้งหลายแสน งั้นฉันก็ควรไปฉกเอาลูกเหยี่ยวในรังมาเลี้ยงไว้ขายงั้นสิ"
ซานเหมาหัวเราะร่วน "พวกคุณยังไม่รู้จักนิสัยเขาอีกเหรอ คนอย่างเขาน่ะ ต้องเป็นเรื่องที่ตัวเองสนใจ รู้สึกว่าสนุก แล้วก็ทำเงินได้ด้วยนั่นแหละ เขาถึงจะยอมทำ
ดูท่าทางตอนนี้เขายังไม่ค่อยถูกใจปลาอะโรวาน่าสักเท่าไหร่เลย
รอให้เขาเกิดความสนใจขึ้นมาเมื่อไหร่ ไม่ต้องรอให้พวกคุณมาพูดหรอก เดี๋ยวเขาก็ลงมือทำเองนั่นแหละ"
ความจริงแล้วเขาก็คิดเหมือนเฉินหลิงนั่นแหละ สิ่งที่ตัวเองสนใจแล้วลงมือฟูมฟักขึ้นมากับมือ พอมีคนยอมจ่ายเงินซื้อ ต่อให้ไม่ต้องตั้งราคาสูงลิ่ว แค่มีคนส่วนใหญ่ยอมรับแค่นี้ก็ถือว่าประสบความสำเร็จและน่าภาคภูมิใจมากแล้ว
พูดง่ายๆ ก็คือ ความชอบส่วนตัวสำคัญกว่าการทำธุรกิจ
อีกอย่าง พวกเขาก็ไม่ใช่คนที่มีหัวการค้าจริงๆ นั่นแหละ
ซุนเยี่ยนหงได้ยินดังนั้นก็ร้อนรนจนนั่งไม่ติด "นี่มันนิสัยบ้าบออะไรกันเนี่ย มีเงินกองอยู่ตรงหน้าแต่ไม่ยอมคว้าไว้ กลางคืนนอนหลับลงได้ยังไง"
เมื่อตู้กว้างเหอได้ยินคำตอบของเฉินหลิง แม้จะรู้สึกผิดหวังอยู่บ้าง แต่เขาก็ยังคงพูดว่า "พวกเราก็ยังไม่คุ้นเคยกับปลาอะโรวาน่าพวกนี้จริงๆ นั่นแหละ ค่อยเป็นค่อยไปก็ดีเหมือนกัน เดี๋ยวผมจะเป็นหนูทดลองให้พวกคุณก่อนเอง"
เขาก็รู้ตัวดีว่าปลาพวกนี้ไม่ใช่ปลาธรรมดาทั่วไป การจะลงทุนซื้อปลาอะโรวาน่ามาสักล็อต ต้องใช้เงินทุนไม่ใช่น้อยๆ ถ้าเกิดขายไม่ออกขึ้นมา คนที่ขาดทุนก็ต้องเจ็บหนักเป็นธรรมดา
และที่สำคัญกว่านั้นก็คือ ตอนนี้เข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงแล้ว
กำลังจะเข้าสู่ฤดูหนาวในอีกไม่ช้า
ปลาอะโรวาน่าของเขาหลายตัวนี้ สามารถผ่านพ้นช่วงวิกฤตเริ่มกินอาหารมาได้ก็เพราะปลาของเฉินหลิง
แต่ต่อไปยังต้องเผชิญกับอุปสรรคสำคัญในช่วงฤดูหนาวอีก
บางครั้งการที่ปลาเขตร้อนจะอยู่รอดผ่านฤดูหนาวไปได้นั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยเรื่องอุณหภูมิเพียงอย่างเดียว
บางทีต่อให้อุณหภูมิเหมาะสม พวกมันก็อาจจะตายได้เหมือนกัน
ค่อนข้างเลี้ยงยากเลยทีเดียว
ส่วนเฉินหลิงนั้น เขาไม่ได้คิดอะไรซับซ้อนขนาดนั้นเลย แค่รู้สึกว่าตอนนี้ตัวเองยังไม่สนใจ ยังไม่อยากเลี้ยงก็เท่านั้นเอง
ตู้ปลาไม้น้ำที่บ้านก็มีให้เขาเล่นสนุกพอแล้ว
อีกอย่าง พอเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาว ก็เป็นช่วงเวลาที่เหมาะแก่การเข้าป่าล่าสัตว์ที่สุดแล้ว ใครจะมีเวลาว่างไปนั่งประคบประหงมเลี้ยงปลาอะโรวาน่ากันล่ะ
หลังจากอ้อยอิ่งอยู่ในร้านของตู้กว้างเหอต่ออีกพักใหญ่ เดินดูปลา กุ้ง และเต่าชนิดต่างๆ จนครบทุกตู้
กว่าพวกเขาจะออกมา ฟ้าก็มืดแล้ว
หลังจากเดินออกมา ซุนเยี่ยนหงและหยูปั่งจินก็ยังคงหมกมุ่นอยู่กับปลาอะโรวาน่าไม่เลิกรา
ก็ลองคิดดูสิ ปลาตัวละเป็นล้าน เป็นสิบล้าน ใครได้ยินแล้วจะไม่ตาลุกวาวบ้าง
ประเด็นสำคัญคือ คนใกล้ตัวดันมีโอกาสสูงที่จะเลี้ยงปลาชนิดนี้ได้ด้วย ในใจก็ยิ่งร้อนรุ่มราวกับถูกไฟสุม
ตอนนี้ในหัวของพวกเขามีแต่เรื่องนี้ ไม่มีเรื่องอื่นเจือปนเลย
"ฟูกุ้ย นายคิดว่าถ้าฉันกับเหล่าจินจะเป็นคนลงทุนเลี้ยงปลาอะโรวาน่า แล้วให้นายเป็นคนคอยให้คำปรึกษาทางเทคนิคเหมือนเดิม พวกเราจะแบ่งผลกำไรกันตามสัดส่วนเดิม แบบนี้นายว่าไง"
"นั่นสิ น้องชาย ธุรกิจนี้น่าสนใจจะตายไป ถ้าเทียบกันแล้ว การแข่งสุนัขกลายเป็นเรื่องเด็กๆ ไปเลยนะ"
"มันไม่ง่ายขนาดนั้นหรอกน่า คนที่ไม่มีประสบการณ์อย่างพวกเรา ต่อให้กระโจนลงไปทำ ก็สู้พวกที่มีประสบการณ์ไม่ได้หรอก เว้นเสียแต่ว่าพวกนายจะเลี้ยงที่นี่ แล้วขายให้คนแถวนี้"
เฉินหลิงส่ายหน้าปฏิเสธ "แต่ถึงอย่างนั้น ถ้าขายให้คนแถวนี้ ราคามันก็ต่างกันลิบลับเลยนะ ทางนู้นเขาเป็นต้นตำรับ ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง ถึงได้มีราคาแพงลิ่วขนาดนั้น
ถ้าพวกเราทำแบบไม่มีหัวนอนปลายเท้า ไม่มีทางรุ่งหรอก"
พูดง่ายๆ ก็คือ เหมือนของแท้กับของก๊อปนั่นแหละ
พอมาเป็นเรื่องของปลาอะโรวาน่า ความแตกต่างระหว่างของแท้กับของก๊อปยิ่งเห็นได้ชัดเจนกว่ามาก
"อีกอย่างนะ ถ้าพวกนายคิดจะเลี้ยงปลาพวกนี้ แล้วหวังจะพึ่งพาเทคนิคจากฉันฝ่ายเดียว สู้ไปเลี้ยงที่หมู่บ้านฉันไม่ดีกว่าเหรอ แต่ถ้าพวกนายจะเลี้ยงในเมือง ฉันคงไม่มีเวลามานั่งเฝ้าพวกนายทุกวันหรอกนะ
พวกนายต้องศึกษาเรียนรู้พฤติกรรมของปลาด้วยตัวเอง
นอกจากนี้ยังต้องมีสถานที่และอุปกรณ์สำหรับเลี้ยงปลา ต้องศึกษาความต้องการของตลาด แถมยังต้องเอาตัวเองเข้าไปคลุกคลีอยู่ในแวดวงคนเล่นปลาอีกด้วย...
และที่สำคัญที่สุด นอกเหนือจากเรื่องพวกนี้แล้ว ถ้าอยากจะได้กำไร อยากจะฟันกำไรก้อนโต พวกนายต้องรู้จักซื้อมาในราคาถูกแล้วขายออกไปในราคาแพงให้ได้
หรือพูดอีกอย่างก็คือ พวกนายต้องมีช่องทางในการซื้อปลามาในราคาถูก และช่องทางในการขายปลาออกไปในราคาแพง
พวกนายลองคิดดูสิ ตอนนี้ใครๆ ก็รู้ว่าปลาอะโรวาน่าทำกำไรได้ดี พวกที่ทำธุรกิจนี้แถบชายฝั่ง มีใครบ้างที่ไม่เก็บเป็นความลับสุดยอด พวกนายคิดจะไปเคาะประตูขอแบ่งส่วนแบ่งจากเขา มันจะเป็นไปได้เหรอ"
"เอ่อ..."
ซุนเยี่ยนหงและหยูปั่งจินมองหน้ากัน ก่อนจะค่อยๆ ดึงสติกลับมาได้
พวกเขาอาจจะมีเส้นสาย มีคนรู้จักในท้องถิ่น เพราะคลุกคลีอยู่ในแวดวงนี้มานาน
แต่ถ้าต้องเดินทางไปไกลเป็นพันๆ หมื่นๆ ลี้ เพื่อไปหาช่องทางซื้อปลาในราคาถูกจากแถบชายฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ล่ะก็ มันคงเป็นเรื่องยากเอาการ
"แล้วเถ้าแก่ตู้ไปหาปลาพวกนี้มาในราคาถูกได้ยังไงล่ะ เขาบอกว่าเป็นปลาที่มีตำหนิเล็กน้อยใช่ไหม พวกเราลองขอร้องให้เขาช่วยหาให้ได้ไหมล่ะ" ซุนเยี่ยนหงเสนอแนะ
"ได้น่ะมันก็ได้อยู่หรอก แต่ปัญหาก็วนกลับมาที่เดิมอีกนั่นแหละ พวกนายจะขายยังไง แล้วจะขายให้ใคร"
เฉินหลิงพยายามอธิบายให้ทั้งสองคนฟังอย่างใจเย็น "ต่อให้พวกนายซื้อปลากลับมาเลี้ยงจนโต เลี้ยงจนสวย แล้วจะเอาไปขายที่เมืองชายฝั่ง พวกนายสู้คนท้องถิ่นที่นั่นไม่ได้หรอก แถมยังจะโดนกดราคา โดนหักหัวคิวไปตั้งเท่าไหร่ พวกนายจะรับได้เหรอ...
แต่ถ้าพวกนายจะขายในท้องถิ่นนะ ในเมืองเรานอกจากพวกที่คลั่งไคล้ปลาสวยงามจริงๆ แล้ว คนอื่นเขายังไม่รู้จักเลยด้วยซ้ำว่าปลาอะโรวาน่าคืออะไร
แล้วจะขายออกได้ยังไงล่ะ
คิดไปคิดมา คำนวณดูแล้วมีแต่ขาดทุน เพราะงั้นฉันถึงได้บอกไงว่า อย่ามัวแต่เสียเวลาเปล่าเลย
เรื่องนี้มันไม่เหมือนกับกุ้งเครย์ฟิชนะ มันไม่ใช่ปัจจัยสี่ที่คนขาดไม่ได้"
ซุนเยี่ยนหงและหยูปั่งจินฟังจบก็นิ่งเงียบไป
คำพูดของเฉินหลิงคราวนี้ ทิ่มแทงใจพวกเขาเข้าอย่างจัง
ในเมื่อยังไม่ถึงเวลาที่เหมาะสม ต่อให้เฉินหลิงจะมีความสามารถในการเลี้ยงปลาอะโรวาน่าให้เติบโตสวยงามได้ เขาก็ไม่มีความคิดที่จะลงมือทำอยู่ดี
ก็เหมือนกับผลไม้รสชาติดีเยี่ยมมากมายในป่าเขานั่นแหละ ในแต่ละปีก็ยังปล่อยให้มันเน่าเสียทิ้งอยู่กลางป่า
ในเมื่อประเทศยังไม่พัฒนาเต็มที่ ยุคสมัยก็ยังมีข้อจำกัด
สำหรับเรื่องนี้ เขาก็ไม่มีวิธีจัดการที่ดีกว่านี้เหมือนกัน
ซานเหมาเห็นซุนเยี่ยนหงและหยูปั่งจินมีสีหน้าห่อเหี่ยว จึงพูดกลั้วหัวเราะว่า "ในเมื่อฟูกุ้ยบอกว่ามันยังไม่เหมาะที่จะทำเป็นธุรกิจ พวกคุณก็ลองฝากเถ้าแก่ตู้ซื้อมาเลี้ยงเล่นๆ ดูสักสองสามตัวก็ได้นี่
ถือซะว่าเป็นการลงทุน เลี้ยงไปพลางศึกษาเรียนรู้ไปพลาง ทำความรู้จักกับเพื่อนๆ ในแวดวงคนเล่นปลาให้มากขึ้น พอสนิทสนมกันแล้ว ไม่แน่ว่าอาจจะได้ช่องทางดีๆ มาก็ได้
อีกอย่าง ปลาพวกนี้ถ้าซื้อมาแล้วตราบใดที่เลี้ยงไม่ตาย ก็ไม่น่าจะขาดทุนหรอก
แน่นอนว่า ส่วนใหญ่ก็คงไม่ได้กำไรเป็นกอบเป็นกำเหมือนกัน
เว้นเสียแต่ว่าอีกสักสองปี ราคาปลาอะโรวาน่าจะพุ่งพรวดเป็นสองเท่า"
"เอ๊ะ ไอเดียของน้องจงก็เข้าท่าดีนะ งั้นพวกเราฝากเถ้าแก่ตู้ซื้อปลาตัวที่ราคาถูกหน่อยมาลองเลี้ยงดูดีกว่า"
ทั้งสองคนกลอกตาไปมา รู้สึกว่าคำแนะนำของซานเหมาเข้าท่าดีทีเดียว จึงเริ่มมีความสนใจขึ้นมาจริงๆ
"แล้วฟูกุ้ยล่ะ"
"ฉันไม่เอาหรอก ฉันเพิ่งจะได้เต่าน้ำลึกชั้นดีมาจากซานเหมาสองตัว กำลังรอจะเอากลับไปเลี้ยงที่บ้านอยู่นี่ไง"
เฉินหลิงตอบกลั้วหัวเราะ "พวกนายก็เลิกถามฉันได้แล้ว ซานเหมาเขารู้เรื่องพวกนี้ดีกว่าฉันอีก เมื่อก่อนเขาก็เคยเล่นปลา ฟังเขาไม่ผิดหวังหรอก ซื้อมายังไงก็มีแต่กำไรไม่ขาดทุน"
"พอเถอะ เลิกยกยอปอปั้นฉันได้แล้ว เดี๋ยวพอพวกเขาขาดทุนขึ้นมา ก็ต้องแห่มาโวยวายกับฉันอีก"
"สบายใจได้ ไม่ขาดทุนหรอก พูดตามตรงนะ ถ้าปีนี้ฉันไม่ได้มีแพลนจะเอาเงินไปทำอย่างอื่นล่ะก็ ไม่แน่ว่าฉันอาจจะซื้อปลาอะโรวาน่ามาลองเลี้ยงดูสักสองสามตัวก็ได้...กระแสปลาอะโรวาน่าตอนนี้ มีแต่รุ่งกับรุ่ง"
เฉินหลิงพูดด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม
"เอ๊ะ? นายจะเอาเงินไปทำอะไรน่ะ"
พอได้ยินเฉินหลิงพูดว่าจะใช้เงิน ทุกคนก็หูผึ่งขึ้นมาทันที หมอนี่แทบจะไม่ค่อยใช้เงินเลยนะ
หาเงินได้ตั้งมากมาย แต่ไม่ค่อยเห็นเขาใช้จ่ายฟุ่มเฟือยเลย
โอกาสที่เขาจะยอมควักกระเป๋าจ่ายเงินนั้นมีน้อยมาก
"ไม่บอกหรอก เอาเป็นว่าพวกนายอยากซื้อก็ซื้อเถอะ เลี้ยงเองที่บ้านยังไงก็ไม่ขาดทุนหรอก"
เฉินหลิงหัวเราะหึๆ พลางจูงม้าเดินนำหน้าไป
อันที่จริงแล้ว ปลาอะโรวาน่าในยุคแรกๆ ก็เป็นแค่ปลาที่ชาวบ้านกินกันเป็นอาหารเท่านั้น แต่ต่อมาราคาก็พุ่งสูงปรี๊ดจนกลายเป็นของแพงหูฉี่
ซึ่งก็หนีไม่พ้นเรื่องของการปั่นราคาอีกนั่นแหละ
ในช่วงยุค 80 ธุรกิจการพนันในมาเลเซียเฟื่องฟูมาก คอหวยที่นั่นมักจะหาเลขเด็ดจากป้ายทะเบียนรถหรือเบอร์โทรศัพท์
ยกตัวอย่างเช่น ทะเบียนรถคันที่เท่าไหร่ที่เห็นในวันนี้ หรือเบอร์โทรศัพท์สายที่เท่าไหร่ที่รับ พวกเขาก็จะตีความเป็นตัวเลขเด็ดตัวเลขนำโชคสำหรับการออกรางวัลในงวดนั้นๆ
พูดง่ายๆ ก็คือ บ้าหวยจนขึ้นสมอง จนเริ่มงมงายในเรื่องไสยศาสตร์
มีชายชาวจีนแซ่เฉินคนหนึ่งบังเอิญค้นพบว่า ในช่วงที่ปลาอะโรวาน่าเจริญเติบโต บริเวณแผ่นปิดเหงือกของมันจะมีลวดลายคล้ายกับตัวเลขอารบิกปรากฏขึ้นมา
เขาก็ปิ๊งไอเดียขึ้นมาทันที จับเรื่องนี้มาโยงเข้ากับการเสี่ยงโชค
ผลปรากฏว่ามีคนเอาไปแทงหวยแล้วดันถูกรางวัลเข้าจริงๆ
แต่ทว่า โอกาสถูกหวยมันก็มีจำกัดนั่นแหละ
เขาจึงอาศัยความเชื่องมงายของชาวจีนในมาเลเซียและประเทศอื่นๆ สร้างเรื่องราวว่าปลาอะโรวาน่าเป็นปลาเรียกทรัพย์ ปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย อะไรทำนองนั้น
คนพวกนั้นส่วนใหญ่ก็อพยพมาจากจีนแผ่นดินใหญ่ นอกจากจะมีความเชื่องมงายตามแบบฉบับชาวจีนดั้งเดิมแล้ว การที่พวกเขาอาศัยอยู่บนเกาะ ทำให้วัฒนธรรมมังกรของที่นั่นเฟื่องฟูและมีความเป็นแบบแผนดั้งเดิมยิ่งกว่าในประเทศเสียอีก
ดังนั้นจึงมีการพูดปากต่อปาก ยกยอว่าปลาอะโรวาน่ามีลักษณะคล้ายคลึงกับมังกรศักดิ์สิทธิ์ของจีนหลายประการ
นับแต่นั้นมา กระแสปลาอะโรวาน่าก็ยิ่งได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม
ของแบบนี้ พอถูกปั่นกระแสขึ้นมาแล้ว ในระยะเวลาสั้นๆ ราคาก็จะไม่มีทางตกลงมาหรอก
เรื่องพวกนี้ เขาเคยพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเพื่อนทางจดหมายคนหนึ่งมาแล้ว
เพื่อนคนนี้เคยเขียนบทวิเคราะห์เรื่องปลาอะโรวาน่าเอาไว้ด้วย ชื่อบทความว่า ปรากฏการณ์ปลาอะโรวาน่าซึ่งยังไม่ได้ตีพิมพ์ที่ไหน
พอได้ยินเฉินหลิงบ่นว่าถูกทวงต้นฉบับแล้วคิดไม่ออก เขาก็คัดลอกเนื้อหาบางส่วนส่งมาให้เฉินหลิงอ่าน เพื่อเป็นแนวทางและจุดเริ่มต้นในการเขียนบทความ
"เพื่อนทางจดหมายส่วนใหญ่เป็นคนใจดีจริงๆ นะเนี่ย รอให้ฮ่องกงกลับคืนสู่มาตุภูมิเมื่อไหร่ ฉันต้องไปเยี่ยมพวกเขาให้ได้เลย"
การคบหาสมาคมต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน เฉินหลิงรู้สึกว่าในเมื่อคนอื่นทำดีกับเขา เขาก็ควรจะตอบแทนด้วยความดีเช่นกัน ก่อนหน้านี้เขายังเคยคิดจะเอาอย่างจ้าวอวี้เป่า ลองส่งคำเชิญไปให้เพื่อนทางจดหมายอาวุโสบางคนดู
ถ้าสะดวก ก็อาจจะเชิญมาใช้ชีวิตบั้นปลายที่หมู่บ้านของเขา
แต่พอลองคิดดูให้ดีแล้ว เขาก็รู้สึกว่ามันดูอาจหาญเกินไปหน่อย ถึงแม้เพื่อนทางจดหมายเหล่านั้นจะใจดี แต่ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาก็เทียบไม่ได้กับความสัมพันธ์ระหว่างเขากับจ้าวอวี้เป่าอยู่ดี
เขาคิดแบบนั้น
แต่สิ่งที่เขาไม่รู้ก็คือ เพื่อนเก่าแก่ของจ้าวอวี้เป่าและเฒ่าจงกลับประสบปัญหาเรื่องลูกหลาน ทำให้ไม่สะดวกที่จะเดินทางไกล ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการย้ายถิ่นฐานเลย
ต่อให้ใจอยากไป แต่กำลังกายก็ไม่เอื้ออำนวย
ในทางกลับกัน เพื่อนทางจดหมายบางคนของเขากลับได้รู้จักหมู่บ้านของพวกเขาผ่านทางข่าวสารต่างๆ โดยเฉพาะบทความของจ้าวอวี้เป่า ทำให้พวกเขาได้รับรู้เรื่องราวของจ้าวอวี้เป่าและภรรยา
ตอนนี้จดหมายหลายฉบับกำลังถูกส่งมาตามทางแล้ว
นอกจากผู้สูงอายุแล้ว ยังมีหนุ่มสาววัยรุ่นอีกไม่น้อยเลยทีเดียว
เรื่องนี้อยู่เหนือความคาดหมายของเขามากทีเดียว