- หน้าแรก
- ผมพกเอไอไปสอบขุนนาง ขอย้อนเวลามาสร้างตำนาน
- บทที่ 265 พระพุทธองค์โปรดเฉพาะผู้มีวาสนา และเจ้าก็คือผู้มีวาสนาคนนั้นพอดี!
บทที่ 265 พระพุทธองค์โปรดเฉพาะผู้มีวาสนา และเจ้าก็คือผู้มีวาสนาคนนั้นพอดี!
บทที่ 265 พระพุทธองค์โปรดเฉพาะผู้มีวาสนา และเจ้าก็คือผู้มีวาสนาคนนั้นพอดี!
"หา เช่าสร้อยประคำ" อู๋ตี๋ฟังแล้วถึงกับงงเป็นไก่ตาแตก
"เดี๋ยวสิ พี่ฟาง โบราณว่าไว้วิญญูชนไม่กล่าวถึงเรื่องลี้ลับเหนือธรรมชาติปัญญาชนอย่างพวกเราควรจะยึดมั่นในคำสอนของนักปราชญ์ มุ่งเน้นการศึกษาหาความรู้ และพึ่งพาความพยายามของตัวเองสิ จะไปเชื่อเรื่องงมงายพวกนี้ได้ยังไง อีกอย่าง ปกติท่านก็ไม่น่าจะเป็นคนเชื่อเรื่องพวกนี้นี่นา ทำไมจู่ๆ ถึงอยากจะไปเช่าสร้อยประคำล่ะ"
อู๋ตี๋รู้สึกมึนงงไปหมด ปกติฟางเจิ้งเป็นคนที่ตั้งใจเรียนที่สุด นอกจากอ่านหนังสือแล้วก็แทบจะไม่มีงานอดิเรกอื่นเลย
แล้วไหงจู่ๆ ถึงนึกอยากจะไปเช่าสร้อยประคำขึ้นมาได้ล่ะเนี่ย
ความคิดนี้แวบเข้ามาในหัวของอู๋ตี๋เพียงเสี้ยววินาที เขาก็เริ่มรู้สึกตะหงิดๆ สัญชาตญาณบอกว่าเรื่องนี้มันทะแม่งๆ
ฟางเจิ้งก็ไม่ได้ปิดบังอะไร เขาประสานมือตอบตามตรง
"บอกตามตรงนะพี่อู๋ ตอนแรกข้าก็ไม่เชื่อหรอก แต่พระธุดงค์รูปนั้นเก่งจริงๆ นะ แค่มองปราดเดียวก็ทายแม่นเหมือนตาเห็น ข้ายังไม่ได้พูดอะไรเลย เขาก็บอกนิสัยใจคอข้าได้ทะลุปรุโปร่งหมดเลย
นี่ไง ตอนแรกข้าก็ไม่ได้สนใจเขาหรอก แต่พอเดินกลับมาถึงหอพัก จู่ๆ ข้าก็รู้สึกว่าในเมื่อเขาเก่งขนาดนี้ ก็คงจะมีวิชาความรู้ลึกซึ้งที่ข้าไม่เข้าใจซ่อนอยู่แน่ๆ
อีกอย่าง เรื่องการสอบจ้วงหยวนเนี่ย บางทีมันก็ต้องพึ่งพาดวงอยู่เหมือนกัน ข้าก็เลยคิดว่าลองเช่ามาบูชาดูสักเส้นก็ไม่เสียหายนี่นา!"
ยิ่งฟัง อู๋ตี๋ก็ยิ่งขมวดคิ้วแน่น อาการความรู้สึกช้าแบบนี้ คงมีแต่พี่แกคนเดียวแหละที่ทำได้
"อ้อ จริงสิ มีเพื่อนร่วมสำนักเช่าไปหลายคนเลยนะ ราคาไม่แพงหรอก แค่เส้นละสี่ห้าตำลึงเอง แถมสร้อยประคำที่ปลุกเสกแล้วมีจำนวนจำกัดด้วยนะ หมดแล้วหมดเลย พี่อู๋ ข้าแนะนำให้ท่านลองเช่ามาบูชาดูสักเส้นนะ ต่อให้ไม่ได้ผลอะไร แต่อย่างน้อยก็ช่วยให้สบายใจได้นะ!" จู่ๆ ฟางเจิ้งก็พูดเสริมขึ้นมาอีกประโยค
"เช่าไปหลายคนเลยรึ เส้นละสี่ห้าตำลึงเนี่ยนะ" จางฮ่าวถามด้วยความตกใจ
เจิ้งฉี่ซานจับไต๋ได้ทันที "พระธุดงค์อะไรกัน นี่มันพวกต้มตุ๋นหลอกลวงชัดๆ!"
"หึหึ พระผู้ทรงศีลอะไรกัน ก็แค่พวกปาหี่หลอกแดกชาวบ้านเท่านั้นแหละ" เจียงหานหัวเราะเยาะ ของพรรค์นี้เขาเห็นมานักต่อนักแล้ว
อู๋ตี๋หันไปมองหวังเซิ่งด้วยความสงสัย "เจ้าอ้วน ในสถานศึกษาของเรามีพระหลุดเข้ามาได้ยังไง องค์การนักเรียนของพวกเจ้ามัวทำอะไรอยู่เนี่ย"
"เดี๋ยวสิ ลูกพี่ ท่านอย่ามามองหน้าข้าแบบนั้นสิ! ท่านก็รู้จักนิสัยข้าดี ถ้าข้าจะขายสร้อยประคำ ข้าก็ขายเองแล้วสิ จะไปจ้างพระมาขายกินส่วนต่างทำไมล่ะ" หวังเซิ่งรีบแก้ตัวเป็นพัลวัน เรื่องนี้เขาไม่รู้เรื่องด้วยสักนิดเลยนะ
จากนั้นเขาก็โบกมือเรียกสมาชิกองค์การนักเรียนคนหนึ่งมาซักถามรายละเอียด
ถึงได้รู้จากปากของสมาชิกองค์การนักเรียนว่า วันนี้สถานศึกษามีการจัดงานชุมนุม มีการแข่งขันต่างๆ มากมาย!
เนื่องจากสถานศึกษาของรัฐทั้งสองแห่งเพิ่งจะควบรวมกัน ฉีหรูซงกับหวยจือเจี๋ยก็เลยเชิญบุคคลสำคัญจากหลากหลายวงการมาร่วมงาน
เพื่อจะได้มาร่วมชมงานชุมนุมของสถานศึกษา และเพื่อให้ทุกคนได้เห็นความเปลี่ยนแปลงหลังจากที่สถานศึกษาของรัฐทั้งสองแห่งควบรวมกันแล้ว
ก็แหม ตอนแรกเรื่องนี้พวกเขาเป็นคนไปขอร้องให้เผยหยวนโจวแห่งที่ว่าการกรมการศึกษาช่วยจัดการให้ ซึ่งมีการรับประกันผลงานไว้แล้วด้วย
เรื่องแบบนี้ก็เหมือนกับการทำโปรเจกต์นั่นแหละ พอเสนอโครงการและเริ่มลงมือทำแล้ว มันก็ต้องมีการประเมินผลงานเป็นระยะๆ!
ไม่อย่างนั้นมันก็กลายเป็นเรื่องเล่นปาหี่ไปน่ะสิ!
และการจัดงานชุมนุมของสถานศึกษา ก็เป็นโอกาสดีที่จะได้นำเสนอผลงานให้คนภายนอกได้เห็น
ดังนั้น วันนี้ในสถานศึกษา นอกจากนักเรียนแล้ว ก็ยังมีคนนอกเข้ามาร่วมงานไม่น้อยเลย
"สรุปก็คือ เอ็งจะบอกว่าท่านอาจารย์ใหญ่ฉีเชิญพระนักต้มตุ๋นเข้ามาร่วมงานด้วยงั้นรึ" อู๋ตี๋ถามด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
สมาชิกองค์การนักเรียนคนนั้นเกาหัวแกรกๆ "ข้าก็ไม่แน่ใจเหมือนกันครับ แต่คนที่เข้ามาในสถานศึกษาได้ ถ้าไม่มีคนแนะนำ หรือไม่มีบัตรเชิญ ก็ไม่มีทางเข้ามาได้หรอกครับ
สงสัยพระรูปนั้น คงจะรู้จักกับคนใหญ่คนโตล่ะมั้งครับ!"
"ฮึ! ข้าไม่สนหรอกนะว่าเขาจะรู้จักใคร เข้ามาในสถานศึกษาลู่หลิน แต่กล้ามาตั้งแผงขายของโดยไม่บอกกล่าวองค์การนักเรียนสักคำ แบบนี้มันข้ามหน้าข้ามตากันชัดๆ!" จู่ๆ เจ้าอ้วนก็แค่นเสียงเย็นชาขัดจังหวะ
"ไปเรียกคนขององค์การนักเรียนมารวมตัวกัน เราจะไปดูให้เห็นกับตา ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่!"
"แต่ท่านประธานครับ ถ้าเกิดพระรูปนั้นเป็นคนรู้จักของท่านอาจารย์ใหญ่ฉีจริงๆ ขืนพวกเราบุ่มบ่ามเข้าไปเอาเรื่อง จะไม่เป็นการ..."
"มีอะไรข้ารับผิดชอบเอง! ถ้าเขาตั้งใจจะมาเผยแผ่ธรรมะสอนให้คนทำดี ต่อให้จะเป็นบทสวดที่ฟังไม่รู้เรื่อง ข้าก็ยังพอหลับตาข้างลืมตาข้างได้
แต่นี่มาตั้งแผงขายสร้อยประคำหาเงินในสถานศึกษาของเรา แบบนี้ไม่ได้! ยังไงก็ไม่ได้เด็ดขาด!
ต่อให้เป็นหน้าอินทร์หน้าพรหมที่ไหนมา ข้าก็ไม่ยอม!" หวังเซิ่งขมวดคิ้ว ประกาศกร้าวด้วยน้ำเสียงดุดัน
"ที่นี่ สถานที่แห่งนี้ คือดินแดนศักดิ์สิทธิ์สำหรับศึกษาหาความรู้ ขัดเกลาจิตใจ และเรียนรู้วิชาบริหารบ้านเมือง ไม่ใช่สถานที่ให้เขามางมงายหลอกลวงชาวบ้าน"
"รับทราบครับ!" สมาชิกองค์การนักเรียนคนนั้นประสานมือรับคำ
และในจังหวะนั้นเอง ฟางเจิ้งที่เพิ่งจะนึกออก ก็โพล่งขึ้นมา "พี่อู๋ หรือว่าพวกท่านคิดว่าพระรูปนั้นมีปัญหาครับ"
"เอ่อ...!" อู๋ตี๋ถึงกับพูดไม่ออก พี่แกนี่มันความรู้สึกช้าแบบกู่ไม่กลับจริงๆ
แต่เขาก็ไม่ได้อธิบายอะไรให้ฟางเจิ้งฟังมากนัก ทั้งกลุ่มเดินตรงดิ่งไปยังจุดที่พระธุดงค์รูปนั้นอยู่
เมื่อไปถึง ก็พบว่าพระรูปนั้นสวมชุดผ้าฝ้ายธรรมดาๆ ตัดผมสั้นเกรียน ไว้หนวดเครายาวใต้คาง ใบหน้ากลมแป้น ดูอวบอั๋นมีน้ำมีนวล!
รูปร่างหน้าตาแบบนี้ ดูยังไงก็อุดมสมบูรณ์กว่าพวกนักเรียนที่วันๆ เอาแต่คร่ำเคร่งอ่านตำราอย่างพวกเขาซะอีก ไม่เห็นจะมีเค้าของพระธุดงค์ผู้มักน้อยเลยสักนิด!
"ประสกอาตมาเห็นว่าบนใบหน้าของท่านมีประกายแห่งปัญญาซ่อนอยู่ แต่รอบกายกลับมีหมอกหมองคล้ำปกคลุมอยู่
ปกติเวลาอ่านหนังสือ ท่านคงจะตั้งใจมากสินะ แต่กลับจำอะไรไม่ค่อยได้เลยใช่ไหม ทั้งๆ ที่ความรู้ก็อัดแน่นอยู่ในหัว แต่พอถึงเวลาสำคัญทีไร กลับกระวนกระวายใจ จนทำข้อสอบได้ไม่ดีทุกที
ทำอะไรก็มีแต่อุปสรรค การเรียนก็ไม่ราบรื่น นี่แหละคือลักษณะของคนดวงตก ชะตาการเรียนถูกปิดกั้น"
นี่ไง ตอนที่พวกอู๋ตี๋ไปถึง พระรูปนั้นก็กำลังใช้ฝีปากหลอกล่อเหยื่อรายต่อไปอยู่พอดี
เขาพนมมือเข้าหากัน พูดจาหว่านล้อมเป็นคุ้งเป็นแคว เพียงไม่นานก็ทำเอานักเรียนตรงหน้าเคลิบเคลิ้มจนหัวปักหัวปำ
"ใช่ๆๆ! พระอาจารย์พูดถูกเป๊ะเลยครับ! ข้ารู้สึกแบบนั้นจริงๆ เวลาอ่านหนังสือ ข้ามักจะมีไอเดียดีๆ ผุดขึ้นมาในหัวเสมอ แถมปกติข้าก็ขยันเรียนมากๆ ด้วย แต่พอถึงเวลาสอบทีไร ไม่รู้ทำไมสมองมันถึงตื้อไปหมดเลยครับ"
"ฮ่าฮ่า! ประสกไม่ต้องกังวลไปหรอก อาการแบบนี้ก็เป็นเพราะดวงการเรียนของท่านถูกปิดกั้น โชคชะตาไม่เป็นใจ ความรู้ที่ท่านอุตส่าห์สะสมมาอย่างยากลำบาก ก็เลยถูกพลังงานด้านลบขัดขวาง ทำให้แสดงความสามารถออกมาไม่ได้เต็มที่
แต่ขอเพียงแค่ท่านสวมสร้อยประคำเส้นนี้ ที่ผ่านการปลุกเสกด้วยบทสวดมนต์มหายานมาแล้ว รับรองว่าจะช่วยขับไล่พลังงานด้านลบ ทำให้สติปัญญาแจ่มใส คิดอะไรก็ทะลุปรุโปร่งแน่นอน
อาตมาดูออกว่าพื้นฐานความรู้ของท่านนั้นแน่นปึกอยู่แล้ว สิ่งที่ขาดไปก็แค่โอกาสเท่านั้น หากได้สร้อยประคำเส้นนี้ไปเสริมดวง รับรองว่าท่านจะได้เป็นเหมือนปลาหลีฮื้อกระโดดข้ามประตูมังกร สอบติดเป็นขุนนางใหญ่โตแน่นอน!" พระรูปนั้นยิ้มแย้มพลางพูดจาหว่านล้อมต่อ
นักเรียนคนนั้นพอได้ยินว่าพระอาจารย์ทายแม่นราวกับตาเห็น ไม่เพียงแต่รู้ถึงปัญหาที่เขาเผชิญอยู่ แต่ยังมีวิธีแก้ปัญหาให้เสร็จสรรพ
เขาก็ไม่ลังเลอีกต่อไป เกิดความสนใจในสร้อยประคำที่อยู่ในมือของพระรูปนั้นทันที
"ถ้าอย่างนั้น ขอเรียนถามพระอาจารย์ สร้อยประคำเส้นนี้ ข้าต้องทำบุญเท่าไหร่ ถึงจะเรียกว่ามีจิตศรัทธาครับ"
"ประสกกล่าวผิดแล้ว การชี้แนะของพระโพธิสัตว์ และความเมตตาของพระพุทธองค์ จะนำเงินทองมาประเมินค่าได้อย่างไร พระพุทธองค์โปรดเฉพาะผู้มีวาสนา และประสกก็คือผู้มีวาสนาคนนั้นพอดี!" พระรูปนั้นวางมาดสงบเสงี่ยม ก่อนจะค่อยๆ ชูมือขึ้นห้านิ้ว
"เพียงแค่แสดงความศรัทธาด้วยเงินห้าตำลึงก็พอแล้ว สำหรับอาตมา เงินทองเป็นเพียงของนอกกาย พระพุทธองค์ย่อมไม่ใส่ใจกับเรื่องพวกนี้หรอก ดังนั้น ประสกแค่ทำบุญตามกำลังศรัทธาก็พอ ไม่ต้องให้เยอะเกินไปหรอกนะ!"
นักเรียนคนนั้นได้ยินแบบนี้ ก็ตาลุกวาว ปัญหาที่ทำให้เขาสอบตกซ้ำแล้วซ้ำเล่า จ่ายแค่ห้าตำลึงก็แก้ได้แล้วงั้นรึ
คุ้ม โคตรจะคุ้มเลย!
"พระอาจารย์ ข้าขอเช่าสร้อยประคำเส้นนี้ครับ นี่ครับ เงินห้าตำลึง!"
นักเรียนคนนั้นรีบควักเงินออกมาอย่างลนลาน แต่ในขณะที่เขากำลังจะยื่นเงินให้ เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น
มือของเขาถูกใครบางคนจับไว้กลางอากาศ เขามองไปรอบๆ ด้วยความงุนงง ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ ที่รอบตัวเขาเต็มไปด้วยคนขององค์การนักเรียน
"เดี๋ยวสิ พวกองค์การนักเรียนจะทำอะไรน่ะ ข้าก็แค่จะซื้อของแค่นั้นเอง ไม่ได้ทำผิดกฎข้อไหนของสถานศึกษาซะหน่อย!"