เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 340 ตกลงว่าไป๋ตี้เป็นเครื่องบินรบหรือเป็นแค่พร็อพกันแน่?!

บทที่ 340 ตกลงว่าไป๋ตี้เป็นเครื่องบินรบหรือเป็นแค่พร็อพกันแน่?!

บทที่ 340 ตกลงว่าไป๋ตี้เป็นเครื่องบินรบหรือเป็นแค่พร็อพกันแน่?!


ตลอดระยะเวลากว่าสองเดือนที่เจียงเฉินและทีมงานทุ่มเทแรงกายแรงใจให้กับเครื่องบินขับไล่ไป๋ตี้ ทางฝั่งบริษัทสำรวจอวกาศของพญาอินทรีก็ไม่ได้อยู่เฉยเช่นกัน

มาร์ก ซีอีโอของบริษัทสำรวจอวกาศ ทำตัวเหมือนคนติดโซเชียล ขยันโพสต์อัปเดตความคืบหน้าของบริษัทลงอินเทอร์เน็ตแทบจะวันเว้นวัน

“ยินดีด้วยครับ! ตอนนี้ขั้นตอนการพิสูจน์และออกแบบเครื่องบินรบอวกาศไร้คนขับของพวกเราเสร็จสมบูรณ์แล้ว! เร็ว ๆ นี้ก็จะเข้าสู่ขั้นตอนการผลิตแล้วครับ!”

“วันนี้แวะไปดูที่โรงงานมา เครื่องบินรบอวกาศกำลังอยู่ในระหว่างการประกอบแล้วครับ! รอชมความยิ่งใหญ่กันได้เลยเพื่อน ๆ!”

“ช่วงนี้ไม่ค่อยเห็นข่าวคราวของศาสตราจารย์เจียงแห่งประเทศหลงเลยแฮะ เป็นอะไรไป หรือว่าโดนผลงานของพวกเราขู่จนขวัญหนีดีฝ่อไปแล้ว?”

มาร์กทำตัวประหนึ่งแฟนคลับเดนตายของเจียงเฉิน ขนาดเล่นโซเชียลก็ยังไม่วายพาดพิงถึงเจียงเฉินตลอด ต่อให้อีกฝ่ายจะพยายามเก็บตัวเงียบแค่ไหนก็ตาม

ความจริงที่มาร์กรีบร้อนอยากจะสร้างเครื่องบินรบอวกาศไร้คนขับออกมาให้ได้เร็ว ๆ นั้น มันก็มีเหตุผลซ่อนอยู่

หลังจากประเทศหลงทุ่มงบสนับสนุนและผลักดันการใช้เทคโนโลยีนิวเคลียร์ฟิวชันอย่างจริงจัง ศักยภาพการผลิตภายในประเทศก็พุ่งทะยานทะลุเพดาน ขึ้นแท่นอันดับหนึ่งของบลูสตาร์ไปเป็นที่เรียบร้อย ที่สำคัญคือไม่ต้องมาคอยปวดหัวเรื่องปัญหาการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างคาร์บอนไดออกไซด์อีกต่อไป

เมื่อไม่นานมานี้ สาวน้อยนักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมชื่อดัง ก็เพิ่งจะออกมาแซะประเทศหลงแบบข้าง ๆ คู ๆ หาว่าเทคโนโลยีนิวเคลียร์ฟิวชันอะไรนั่น ก็แค่เรื่องหลอกเด็กที่ประเทศหลงกุขึ้นมา สร้างกระแสเรียกร้องความสนใจเท่านั้นแหละ ไม่มีมูลความจริงอะไรเลยสักนิด

ตอนนั้นเหรินฉีหมิงก็ไม่ได้ไว้หน้า ตอกกลับไปด้วยสุภาษิตจีนโบราณแบบจุก ๆ ว่า “ท่านไม่ใช่ปลา แล้วจะรู้ความสุขของปลาได้อย่างไร?”

ก็ในเมื่อประเทศของเธอไม่มีเทคโนโลยีนิวเคลียร์ฟิวชันใช้ เธอก็ย่อมจินตนาการไม่ออกอยู่แล้วว่า การได้ใช้มันจะมีความสุขและสะดวกสบายแค่ไหน

สุดท้ายเหรินฉีหมิงก็ทิ้งท้ายด้วยคำแนะนำว่า  ให้เธอลองหาโอกาสไปสัมผัสเทคโนโลยีนิวเคลียร์ฟิวชันของจริงดูก่อน ค่อยมาวิจารณ์ ไม่อย่างนั้นคนเขาจะหาว่าเธอเป็นพวกกบในกะลา โง่แล้วยังอวดฉลาด

สาวน้อยรักษ์โลกที่เกิดมา ไม่เคยโดนใครด่ากราดแบบไร้ความปรานีขนาดนี้มาก่อน ถึงกับหน้าม้าน หุบปากเงียบกริบ ไม่กล้าออกมาพูดอะไรอีกเลย

นอกจากเรื่องนี้แล้ว ช่วงนี้กระแสวิพากษ์วิจารณ์และตั้งข้อสงสัยก็เริ่มหนาหูขึ้นเรื่อย ๆ เหตุผลก็ง่ายนิดเดียว เพราะไม่มีใครคาดคิดเลยว่าประเทศหลงจะสามารถจัดการเรื่องการทำเหมืองฮีเลียม-3 และนำเทคโนโลยีนิวเคลียร์ฟิวชันมาใช้ในเชิงพาณิชย์ได้สำเร็จภายในเวลาอันสั้นขนาดนี้

ก่อนหน้านี้ทุกคนมัวแต่เดากันไปต่าง ๆ นานาว่าประเทศหลงวิจัยเทคโนโลยีนิวเคลียร์ฟิวชันสำเร็จแล้วหรือยัง แต่ใครจะไปคิดล่ะว่า ปีนี้ประเทศหลงจะเล่นใหญ่ทิ้งไพ่ตายลงมาตูมเดียว นอกจากจะสร้างฐานทัพบนดวงจันทร์เสร็จแล้ว ยังเปิดตัวใช้งานเทคโนโลยีนิวเคลียร์ฟิวชันอย่างเป็นทางการอีกด้วย

เจอแบบนี้เข้าไป ทุกคนก็ยิ่งมีเหตุผลให้เชื่อได้ว่า ประเทศหลงคงจะซุ่มวิจัยเทคโนโลยีนิวเคลียร์ฟิวชันสำเร็จมาตั้งนานแล้ว แค่รอให้ทรัพยากรอย่างฮีเลียม-3 พร้อม ก็กดปุ่มเริ่มใช้งานได้ทันที

พวกชาวต่างชาติ โดยเฉพาะพวกพญาอินทรี จะไม่ให้อิจฉาตาร้อนได้ยังไงล่ะ

พวกเรายังต้องมานั่งหน้าดำคร่ำเครียดปวดหัวกับปัญหาขาดแคลนพลังงานอยู่เลย แต่พวกแกดันบรรลุเป้าหมายการใช้พลังงานสะอาดแบบไร้ขีดจำกัดไปซะแล้ว?

แบบนี้มันยอมไม่ได้!

ด้วยความหมั่นไส้ พญาอินทรีถึงขั้นเสนอให้มีการออกมาตรการจำกัดการทำเหมืองฮีเลียม-3 บนดวงจันทร์เลยทีเดียว

เหรินฉีหมิงที่เจอพวกแกว่งเท้าหาเสี้ยนเดินมาส่งหัวให้ถึงที่แบบนี้ ก็ไม่มีท่าทีหวาดหวั่นใด ๆ สวนกลับไปด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า “ขอแนะนำให้พญาอินทรีส่งคนขึ้นไปเหยียบดวงจันทร์ให้ได้ก่อน ค่อยมาเสนอหน้าเรียกร้องอะไรพวกนี้ดีกว่าไหมครับ”

คำพูดนี้ทำเอาพวกพญาอินทรีโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ และความกดดันทั้งหมดก็ตกไปอยู่ที่บริษัทสำรวจอวกาศทันที

ช่วงนี้พญาอินทรีทุ่มงบประมาณ และทรัพยากรบุคคลอย่างหนัก เพื่อหวังจะส่งคนขึ้นไปเหยียบดวงจันทร์ให้จงได้

คนของบริษัทสำรวจอวกาศก็ไม่ได้โง่นะ ดวงจันทร์น่ะคิดจะขึ้นก็ขึ้นได้ง่าย ๆ ซะที่ไหน ทำไมองค์กรนาซา (NASA) ถึงไม่ลองส่งคนขึ้นไปดูเองบ้างล่ะ?

ดวงจันทร์มันไม่น่าสนใจตรงไหน?

เปล่าเลย สาเหตุหลักมันอยู่ที่ว่า คนทั้งประเทศพญาอินทรี ราวกับโดนคำสาปอะไรสักอย่าง ไม่ว่าจะพยายามยังไงก็ขึ้นไปดวงจันทร์ไม่ได้สักทีต่างหาก

ทั้ง ๆ ที่เมื่อหลายสิบปีก่อน คนพญาอินทรีก็เคยขึ้นไปเหยียบดวงจันทร์มาแล้วแท้ ๆ แต่ไม่รู้ทำไมช่วงนี้ถึงส่งคนขึ้นไปไม่ได้อีกเลย

ชั่วระยะเวลาหนึ่ง กระแสคนตั้งข้อสงสัยว่าเรื่องที่พญาอินทรีเคยไปเหยียบดวงจันทร์นั้นเป็นเรื่องแหกตา ก็เริ่มมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ

พญาอินทรีที่รู้สึกเสียหน้าอย่างหนัก เพื่อจะกอบกู้หน้าตาของตัวเองกลับคืนมา  ก็เลยต้องสั่งให้บริษัทสำรวจอวกาศ หาทางส่งอะไรสักอย่างขึ้นไปบนอวกาศให้ได้ก่อนเป็นอันดับแรก

และนี่ก็คือที่มาของโปรเจกต์เครื่องบินรบอวกาศไร้คนขับ

เพื่อจะสืบให้ได้ว่าช่วงนี้เจียงเฉินกำลังซุ่มทำอะไรอยู่ มาร์กจึงต้องใช้วิธีปั่นกระแสเพื่อเรียกร้องความสนใจจากอีกฝ่าย

ก็ช่วยไม่ได้นี่นา ศาสตราจารย์เจียงผู้ลึกลับคนนี้เล่นเก็บตัวเงียบกริบราวกับมังกรที่เห็นแต่หัวไม่เห็นหาง ถ้าอีกฝ่ายไม่ออกมาเคลื่อนไหวอะไรเลย มาร์กก็รู้สึกไม่ค่อยสบายใจนัก

แต่หลังจากมาร์กรัวโพสต์ข้อความ ยั่วยุเจียงเฉินไปถึงสิบโพสต์รวดในวันเดียว นอกจากจะเรียกยอดเอนเกจเมนต์จากชาวเน็ตได้ล้นหลามแล้ว เจียงเฉินก็ไม่โผล่หัวมาให้เห็นเลยสักนิด

มีเพียง MOSS ที่ทำหน้าที่อย่างซื่อสัตย์ คอยรวบรวมข้อความของมาร์กมารายงานให้เจียงเฉินฟังอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง

“หมอนั่นวัน ๆ ว่างขนาดนั้นเลยเหรอ ดูท่าทางเครื่องบินรบอวกาศไร้คนขับของพวกนั้นคงจะสร้างใกล้เสร็จแล้วสินะ!”

ตอนที่เจียงเฉินพูดประโยคนี้ เขากำลังยืนอยู่ในอุโมงค์ลมสำหรับทดสอบเครื่องบิน

เหล่านักวิจัยรอบ ๆ ตัวต่างมีสีหน้างุนงง

“ศาสตราจารย์เจียงครับ เครื่องบินที่เรากำลังสร้างมันเป็นแค่พร็อพถ่ายหนังไม่ใช่เหรอครับ? ทำไมต้องเอามาทดสอบในอุโมงค์ลมด้วยล่ะครับ?”

เจียงเฉิน: ...

แต่เขาก็ไม่ได้โทษนักวิจัยพวกนี้หรอก ที่ถามคำถามแปลก ๆ แบบนี้ สาเหตุหลักมันอยู่ที่ว่า เรื่องที่พวกเขากำลังทำอยู่เนี่ย มันเป็นเรื่องที่หลุดโลกและเหลือเชื่อสุด ๆ ไปเลยต่างหาก

โครงสร้างและระบบหลักของเครื่องไป๋ตี้นั้น ถูกประกอบขึ้นโดยฝีมือของเจียงเฉินและหุ่นยนต์ภายใต้การควบคุมของ MOSS ในขั้นตอนการประกอบขั้นสุดท้าย ทุกคนต่างก็คิดว่าสิ่งที่ตัวเองกำลังช่วยกันประกอบอยู่นี้ เป็นแค่พร็อพประกอบฉากเครื่องบินลำหนึ่งเท่านั้น

แต่ตามแผนของเจียงเฉินแล้ว หลังจากประกอบเสร็จ มันก็ต้องเข้าสู่กระบวนการทดสอบ ซึ่งขั้นตอนนี้แหละที่จะเป็นตัวตัดสินว่า เครื่องไป๋ตี้ลำนี้จะได้ใบเบิกทางขึ้นบินบนท้องฟ้าหรือไม่ ขั้นตอนไหนที่ต้องทำ เจียงเฉินก็ต้องทำให้ครบถ้วน

ถ้าไม่ทำตามขั้นตอน เขาก็แอบกลัวอยู่เหมือนกันว่า เครื่องไป๋ตี้ลำนี้จะกลายสภาพเป็นแค่พร็อพเครื่องบินจริง ๆ เข้าสักวัน

ด้วยความดึงดันของเจียงเฉิน และการสนับสนุนอย่างเต็มที่จาก MOSS ในที่สุดเครื่องบินขับไล่ไป๋ตี้ก็ถูกลากเข้ามาเตรียมพร้อมในอุโมงค์ลมเป็นที่เรียบร้อย

เมื่อเห็นว่าเครื่องไป๋ตี้เข้ามาจอดสงบนิ่งอยู่ในห้องแล็บแล้ว ทุกคนก็เฝ้ารออย่างใจจดใจจ่อ ว่าเจียงเฉินจะงัดลูกเล่นอะไรออกมาโชว์อีก แต่ใครจะไปคาดคิดล่ะว่า พออุโมงค์ลมเริ่มเดินเครื่อง ข้อมูลที่ได้จากการทดสอบเครื่องไป๋ตี้ จะทะลุขีดจำกัดจินตนาการของพวกเขาไปไกลลิบ!

กลุ่มนักวิจัยตอนนี้กำลังยืนเหม่อมองเครื่องบินขับไล่ไป๋ตี้ในอุโมงค์ลมด้วยสายตาที่ว่างเปล่า

ณ วินาทีนี้ เครื่องบินขับไล่ไป๋ตี้ที่จอดสงบนิ่งอยู่ในอุโมงค์ลม ราวกับวิญญาณแห่งรัตติกาลที่กำลังรอรับการประเมินจากทุกคน

สายตาทุกคู่จับจ้องไปที่ตัวเลขผลการทดสอบที่เพิ่งปรากฏขึ้นมาบนหน้าจอ เนิ่นนานจนไม่มีใครเปล่งเสียงใด ๆ ออกมาได้เลย

16.5 มัค!

ความเร็วของเครื่องบินขับไล่ไป๋ตี้ สามารถไปถึงตัวเลขที่ตั้งค่าไว้แต่แรกได้จริง ๆ ด้วย!

ในหัวของเหล่านักวิจัยผุดความคิดบ้า ๆ ขึ้นมาแวบหนึ่ง

ได้ยินมาว่าคนออกแบบเครื่องบินขับไล่ไป๋ตี้เป็นคนแรกก็คือเจียงเฉิน อย่าบอกนะว่าตั้งแต่เริ่มออกแบบ เขาก็ตั้งใจจะสร้างเครื่องบินรบที่มีความเร็ว 16 มัคขึ้นมาจริง ๆ น่ะ?!

แต่ด้วยความที่ความคิดนี้มันหลุดโลกเกินไปหน่อย ไม่นานนักเหล่านักวิจัยก็พากันปัดตกมันทิ้งไป

ถ้าเป็นแบบนั้นจริง แล้วเจียงเฉินจะมามัวเสียเวลาสร้างพร็อพในกองถ่ายอยู่ทำไม? ทำไมไม่ไปสร้างเครื่องบินรบของจริงซะเลยล่ะ?

เพื่อหาเหตุผลมารองรับเรื่องเหนือจริงที่เกิดขึ้น พวกเขาก็หาข้ออ้างมาสนับสนุนได้ในพริบตา

ต้องเป็นเพราะศาสตราจารย์เจียง เกิดปิ๊งไอเดียอะไรเจ๋ง ๆ ขึ้นมาระหว่างการสร้างพร็อพแน่ ๆ เรื่องมันถึงได้บานปลายกลายเป็นเรื่องมหัศจรรย์แบบนี้

ข่าวเรื่องการสร้างเครื่องบินขับไล่ไป๋ตี้สำเร็จ ถูกส่งไปถึงหูของหัวหน้าฟางอย่างรวดเร็ว พอหัวหน้าฟางได้ยินดังนั้น ก็เข้าใจไปเองว่า พร็อพเครื่องบินคงจะสร้างเสร็จแล้ว เขาจึงตอบกลับไปอย่างไม่ค่อยใส่ใจนักว่า “สร้างเสร็จแล้วก็ดี งั้นก็รีบให้กองถ่ายเอาไปใช้ถ่ายทำได้เลย!”

“ตอนนี้ทุกคนกำลังตั้งหน้าตั้งตารอดูหนังเรื่องนี้กันอยู่ ให้ศาสตราจารย์เจียงรีบจัดการถ่ายทำให้เสร็จไว ๆ หน่อยก็แล้วกัน”

คนที่รับหน้าที่มาส่งข่าวคือหัวหน้าวิศวกรแอน พอได้ยินน้ำเสียงที่สงบนิ่งราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นของหัวหน้าฟาง เขาก็อดไม่ได้ที่จะแอบชื่นชมอยู่ในใจ สมกับเป็นหัวหน้าแผนกเทคโนโลยีจริง ๆ พอได้ยินว่าสร้างเครื่องบินขับไล่ไป๋ตี้สำเร็จแล้ว กลับไม่มีอาการตกใจเลยสักนิด

นี่มันจะใจเย็นเกินไปหน่อยแล้วมั้ง

“ตกลงครับหัวหน้าฟาง แล้วเครื่องไป๋ตี้จะเริ่มทำการทดสอบการบินเมื่อไหร่ดีครับ?”

หัวหน้าฟางชะงักไป สีหน้าบนหน้าจอวิดีโอคอลเริ่มเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด

“คุณพูดว่าอะไรนะ? ทดสอบการบินอะไร?”

“ก็ทดสอบการบินของเครื่องบินขับไล่ไป๋ตี้ไงครับ ศาสตราจารย์เจียงบอกว่าต้องให้มันลองบินจริงดูก่อน ถึงจะเอาไปเข้าฉากถ่ายทำได้ แบบนั้นภาพที่ออกมามันถึงจะดูสมจริงที่สุดน่ะครับ!”

(จบบท)

จบบทที่ บทที่ 340 ตกลงว่าไป๋ตี้เป็นเครื่องบินรบหรือเป็นแค่พร็อพกันแน่?!

คัดลอกลิงก์แล้ว