- หน้าแรก
- สั่งพร็อพประกอบฉาก แต่ไหงได้ลิฟต์อวกาศมาซะงั้น?!
- บทที่ 320 ผู้กำกับกัว: ลิฟต์อวกาศ ระเบิดทิ้งได้ไหมครับ?
บทที่ 320 ผู้กำกับกัว: ลิฟต์อวกาศ ระเบิดทิ้งได้ไหมครับ?
บทที่ 320 ผู้กำกับกัว: ลิฟต์อวกาศ ระเบิดทิ้งได้ไหมครับ?
“อืม นักบินสำรองล้วนเตรียมตัวเตรียมใจที่จะขึ้นสู่อวกาศอยู่แล้ว เทคโนโลยีอย่างสถานีอวกาศหรือฐานบนดวงจันทร์ก็ค่อนข้างจะสมบูรณ์และมีข้อมูลอ้างอิงให้ศึกษา ทุกคนเลยค่อนข้างจะเปิดรับได้ง่ายกว่าครับ”
“แต่ลิฟต์อวกาศมันต่างออกไป มันเป็นของใหม่แกะกล่อง การขึ้นไปบนนั้นก็ไม่ต่างอะไรกับการเอาชีวิตตัวเองไปแขวนไว้บนเส้นด้าย”
“เอาชีวิตตัวเองไปแขวนไว้บนเส้นด้าย? เสี่ยงขนาดนั้นเลยเหรอครับ?” อู๋จิงนึกว่าการทดสอบครั้งนี้จะคล้าย ๆ กับตอนขึ้นสถานีอวกาศอาร์ค ไม่คิดเลยว่าลิฟต์อวกาศในครั้งนี้จะอยู่คนละระดับกับสิ่งประดิษฐ์ก่อนหน้านี้อย่างสิ้นเชิง
“พวกคุณลองคิดดูสิครับ ตามบทที่ผู้กำกับกัววางไว้ ถ้าลิฟต์อวกาศถล่มลงมา มันจะน่ากลัวขนาดไหน?”
นี่ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่เจียงเฉินไม่ได้ออกแบบให้ลิฟต์อวกาศสูงจนเกินไป
เผื่อเกิดเหตุสุดวิสัยพังถล่มลงมากลางคัน ด้วยความสูงระดับนี้ ไม่ว่ามันจะโค่นไปทางไหน ก็รับรองได้ว่าฐานทัพจะไม่ได้รับผลกระทบแน่นอน
สภาพแวดล้อมการทดลองภายใต้ความสูงระดับนี้ เพียงพอให้เขาเก็บข้อมูลที่ต้องการได้แล้ว
“เอ้อ ในหนังของพวกคุณมีฉากลิฟต์อวกาศถล่มด้วยเหรอครับ?”
“ใช่ครับ ถือเป็นฉากสำคัญฉากหนึ่งเลยล่ะครับ!”
หัวหน้าฟางนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเลื่อนลอยว่า “ผู้กำกับกัว คุณอย่าบอกนะว่า ถึงตอนนั้นพวกคุณจะระเบิดลิฟต์อวกาศทิ้งน่ะ?”
กัวฝานทำท่าครุ่นคิด ก่อนจะย้อนถามว่า “หัวหน้าฟางครับ ระเบิดทิ้งได้ไหมครับ?”
อู๋จิงถึงกับยกมือขึ้นกุมขมับ ทนดูสถานการณ์ตรงหน้าแทบไม่ไหว
เจียงเฉินที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ก็ถึงกับอึ้งกิมกี่ไปเหมือนกัน
อะไรกันเนี่ย ผู้กำกับกัวเสพติดการถ่ายทำแบบสมจริงไปแล้วเหรอ?
“ผู้กำกับกัวครับ ลิฟต์อวกาศที่อยู่ตรงหน้าคุณ ต้นทุนการสร้างทะลุร้อยล้านไปแล้วนะครับ”
ร้อยล้านที่ว่านี้ เป็นตัวเลขที่ได้มาจากการที่เจียงเฉินประหยัดต้นทุนการวิจัยและพัฒนาในช่วงแรกไปได้มหาศาล ถ้าให้เจียงเฉินวิจัยพัฒนาเองตั้งแต่ศูนย์ ค่าใช้จ่ายคงพุ่งกระฉูดขึ้นไปอีกหลายเท่าตัว
พอกัวฝานได้ยินราคา ก็รู้ตัวทันทีว่าชาตินี้คงไม่มีทางได้ถ่ายทำฉากลิฟต์อวกาศระเบิดของจริงแน่ ๆ
และก็เป็นไปตามคาด วินาทีต่อมาเขาก็สัมผัสได้ถึงสายตาเย็นชาของหัวหน้าฟางที่จ้องเขม็งมา
“ถ้าไม่ได้จริง ๆ งั้นเดี๋ยวผม...”
“คุณอะไรนะครับ? ศาสตราจารย์เจียง คุณอย่าคิดจะทำอะไรแผลง ๆ เชียวนะครับ” หัวหน้าฟางนึกว่าเจียงเฉินจะลงมือทดสอบด้วยตัวเอง ก็รีบร้อนรนขึ้นมาทันที
“เอาอย่างนี้แล้วกันครับ ถ้าพวกคุณหาคนที่เหมาะสมไม่ได้ งั้นให้ผมขึ้นไปเองเถอะ”
ในระหว่างที่ทุกคนกำลังจนปัญญาหาทางออก อู๋จิงก็โพล่งขึ้นมา
“ผมเคยไปฐานบนดวงจันทร์ เคยขึ้นสถานีอวกาศอาร์ค แถมครั้งนี้เดิมทีก็ต้องเข้าไปถ่ายทำในลิฟต์อวกาศอยู่แล้ว ให้ผมขึ้นไปเถอะครับ”
อู๋จิงเพิ่งพูดจบ กัวฝานก็ร้อนรนขึ้นมาทันที เขาคว้าแขนเสื้ออู๋จิงไว้แน่น พลางพูดว่า “พี่จิง พี่ล้อเล่นอะไรเนี่ย?! พี่ไม่ได้ยินที่ศาสตราจารย์เจียงบอกเหรอ? การทดสอบครั้งนี้มันอันตรายมากนะ!”
“ผู้กำกับกัว ผมได้ยินครับ” บนใบหน้าของอู๋จิงปรากฏรอยยิ้มขื่นอย่างหาดูได้ยาก
“ของที่ศาสตราจารย์เจียงสร้างขึ้นมา มันใช่พร็อพธรรมดาซะที่ไหนล่ะครับ?”
“เมื่อกี้ตอนที่ลิฟต์อวกาศเดินเครื่อง คุณก็เห็นแล้วนี่ครับ ภาพนั้นมันตื่นตาตื่นใจกว่าใช้ CG ซะอีกไม่ใช่เหรอ?”
“พูดตามตรงนะครับ ตอนที่เห็นภาพนั้น ผมแทบจะกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่เลยด้วยซ้ำ”
“ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าประเทศหลงของเราจะสามารถสร้างลิฟต์อวกาศขึ้นมาได้จริง ๆ ถ้าข่าวนี้แพร่งพรายออกไป คนอื่นเขาจะคิดยังไงครับ?”
“ถ้าคนของเราเองยังไม่กล้าขึ้นไป พวกต่างชาติต้องเอาเรื่องนี้มาเป็นประเด็นโจมตีแน่ ๆ”
อู๋จิงหันไปหาเจียงเฉิน แล้วพูดว่า “ศาสตราจารย์เจียงครับ ในฐานะคนประเทศหลง ผมภูมิใจมากครับ เพราะฉะนั้น ผมอยากจะขอลองดูครับ”
เจียงเฉินมองอู๋จิงด้วยความประหลาดใจ นึกไม่ถึงเลยว่าอีกฝ่ายจะมีจิตสำนึกสูงส่งขนาดนี้
“พี่จิง สิ่งที่คุณพูดมามันดีมากครับ แต่ไม่ได้ครับ”
เจียงเฉินเข้าใจถึงความเลือดร้อนของอู๋จิง แต่อีกฝ่ายเป็นนักแสดง ขืนปล่อยให้นักแสดงมาเข้าร่วมการทดลอง พวกต่างชาติคงนึกว่าประเทศหลงสิ้นไร้ไม้ตอกหาคนไม่ได้แล้วแน่ ๆ
ทว่าการกระทำของอู๋จิงในครั้งนี้ กลับโยนความกดดันทั้งหมดไปตกอยู่ที่หัวหน้าฟางได้อย่างสวยงาม
“หัวหน้าฟางครับ คุณลองดูสิ ขนาดคนในกองถ่ายของเรายังทุ่มเทกันขนาดนี้ ทางฝั่งคุณคงไม่ไร้น้ำยาหาทางออกไม่ได้หรอกใช่ไหมครับ!”
พอโดนเจียงเฉินใช้คำพูดกระตุ้น หัวหน้าฟางก็นั่งไม่ติดเก้าอี้อีกต่อไป
“ศาสตราจารย์เจียง คุณใจเย็น ๆ ก่อนนะครับ เดี๋ยวผมจะรีบหาทางจัดการให้เดี๋ยวนี้แหละ”
พูดจบ หัวหน้าฟางก็คว้าโทรศัพท์สายด่วนความลับ รีบโทรตามคนทันที
หัวหน้าฟางเดินไปไม่ไกลนัก ยังอยู่ในระยะสายตาของเจียงเฉิน และด้วยเหตุนี้ เจียงเฉินจึงสังเกตเห็นว่าการโทรตามคนของอีกฝ่ายดูจะไม่ค่อยราบรื่นนัก
หัวหน้าฟางคุยโทรศัพท์ลากยาวไปกว่าชั่วโมง ถึงได้ยอมวางสาย
“จัดการเรียบร้อยแล้วครับศาสตราจารย์เจียง ตอนบ่ายคนน่าจะเดินทางมาถึงครับ”
ผลลัพธ์นี้ค่อนข้างเหนือความคาดหมายของเจียงเฉินนิดหน่อย ตอนบ่ายคนก็มาถึงแล้วงั้นเหรอ? เร็วกว่าที่คิดไว้อีกแฮะ!
ในเมื่อหาคนได้แล้ว เจียงเฉินกับพวกกัวฝานก็อยู่รอจนถึงช่วงบ่าย
ระหว่างนั้นจินสิ่งก็ใช้เทอร์มินัลส่วนตัวเครื่องใหม่ติดต่อมาหาเจียงเฉิน เจียงเฉินจึงสั่งให้เขารออยู่ในกองถ่ายไปก่อน
หลังจากตอบข้อความจินสิ่งเสร็จ เจียงเฉินก็ถือโอกาสจัดการข้อความอื่น ๆ ในเทอร์มินัลส่วนตัวไปด้วยเลย
ข้อมูลสำคัญ ๆ เกี่ยวกับโปรเจกต์เมืองอัจฉริยะ ฐานบนดวงจันทร์ และสถานีอวกาศอาร์ค ล้วนต้องผ่านตาเขาทั้งสิ้น
นั่นก็หมายความว่า นอกจากบรรดาผู้นำระดับสูงในเมืองหลวงแล้ว เจียงเฉินก็คือผู้ที่มีอำนาจการเข้าถึงข้อมูลครบถ้วนที่สุด
ช่วยไม่ได้นี่นา ใครใช้ให้เจียงเฉินเป็นหัวหน้าทีมเทคนิคกันล่ะ ใครมีข้อสงสัยอะไร มาหาเจียงเฉินรับรองว่าได้คำตอบชัวร์
แต่พักหลังมานี้เจียงเฉินเริ่มรำคาญที่ข้อความมันเยอะเกินไป เลยต้องให้ MOSS มาช่วยคัดกรองจัดการปัญหาบางส่วนให้
“โปรเจกต์เมืองอัจฉริยะต้องหาพรีเซนเตอร์แล้วล่ะ” จู่ ๆ เจียงเฉินก็เปรยขึ้นมา
กัวฝานกับอู๋จิงที่กำลังสุมหัวปรึกษากันเรื่องมุมกล้องฉากลิฟต์อวกาศอยู่ข้าง ๆ พอได้ยินประโยคนี้ของเจียงเฉิน ก็หูผึ่งขึ้นมาทันที
“พรีเซนเตอร์เหรอครับ? จะเลือกดาราดังมาเป็นหรือเปล่า? ฝั่งผมมีคอนเนกชันอยู่เพียบเลยนะครับ ถ้าศาสตราจารย์เจียงต้องการ เดี๋ยวผมแนะนำให้ได้นะครับ” กัวฝานเสนอตัวอย่างกระตือรือร้น
“ได้ครับ แต่ว่าตอนนี้ทางผู้นำระดับสูงกำลังพิจารณาตัวเลือกอื่น ๆ อยู่เหมือนกัน เอาไว้รอให้พวกเขาตัดสินใจให้เด็ดขาดก่อนค่อยว่ากันอีกทีก็แล้วกันครับ”
ในระหว่างที่พวกเขากำลังคุยกันอยู่นั้น หัวหน้าฟางก็เดินนำคนกลุ่มหนึ่งประมาณสิบกว่าคนเข้ามา
“ภารกิจในวันนี้ค่อนข้างพิเศษ อุปกรณ์เครื่องนี้มีชื่อว่าลิฟต์อวกาศ เป็นผลงานการวิจัยชิ้นล่าสุดของศาสตราจารย์เจียง”
“ตอนนี้มีความจำเป็นต้องทำการทดลองด้วยมนุษย์จริง ทุกคนจะต้องโดยสารขึ้นไปบนลิฟต์ เพื่อให้ความร่วมมือกับทาง... วิศวกรของเรา”
“ใครก็ตามที่สมัครใจโดยสารลิฟต์อวกาศในครั้งนี้ จะได้รับสิทธิ์ในการพิจารณาให้ขึ้นไปปฏิบัติภารกิจบนสถานีอวกาศอาร์คและฐานบนดวงจันทร์เป็นอันดับแรก”
พอฟังมาถึงตรงนี้ เจียงเฉินถึงได้ถึงบางอ้อ ว่าหัวหน้าฟางงัดลูกไม้ไหนมาหลอกล่อให้คนพวกนี้ยอมมา
ที่แท้ก็เอาสถานีอวกาศอาร์คกับฐานบนดวงจันทร์มาเป็นเหยื่อล่อนี่เอง
ขิงยิ่งแก่ก็ยิ่งเผ็ดจริง ๆ
นักบินสำรองบางคน เตรียมตัวมาทั้งชีวิตก็ยังไม่มีโอกาสได้ขึ้นสู่อวกาศ ตอนนี้หัวหน้าฟางก็เท่ากับว่ามาวาดวิมานในอากาศให้พวกเขาเห็นชัด ๆ
ขอแค่ยอมขึ้นลิฟต์อวกาศ ก็จะได้สิทธิ์แซงคิวไปสถานีอวกาศอาร์คกับฐานบนดวงจันทร์ก่อนใคร
ข้อเสนอนี้ ไม่ว่าฟังยังไงก็คุ้มแสนคุ้ม
“มีใครสมัครใจบ้างครับ ยกมือขึ้นได้เลย”
พรึ่บ!
คนสิบกว่าคนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างพร้อมใจกันชูมือขึ้นสุดแขน
อย่างที่เขาว่ากันจริง ๆ ใต้รางวัลที่หอมหวนย่อมมีผู้กล้าปรากฏกาย!
“แน่นอนครับว่า สำหรับการทดสอบในครั้งนี้ พวกเรายังคงต้องสั่งเสียฝากฝังกันให้เรียบร้อยก่อน”
พอหัวหน้าฟางพูดประโยคนี้ออกมา บรรยากาศรอบด้านก็เงียบกริบลงทันตาเห็น
“หัวหน้าฟางครับ พวกเราก็แค่ขึ้นลิฟต์ไม่ใช่เหรอครับ? ทำไมถึงต้องสั่งเสียด้วยล่ะครับ”
“นั่นสิครับ ผมได้ยินมาว่าลิฟต์ตัวนี้สูงแค่ 1,000 เมตรเอง ต่ำกว่าสถานีอวกาศตั้งเยอะ!”
หัวหน้าฟางมีสีหน้ากระอักกระอ่วนอย่างเห็นได้ชัด ก่อนจะพูดว่า “มันก็ใช่ครับ แต่ลิฟต์อวกาศตัวนี้ ไม่ว่าจะเป็นวัสดุที่ใช้สร้าง หรือระบบขับเคลื่อน ล้วนเป็นเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดที่ศาสตราจารย์เจียงเพิ่งจะคิดค้นขึ้นมาทั้งนั้น”
“การขึ้นไปบนนั้น มันมีความเสี่ยงสูงมากครับ”
ทุกคนต่างมีสีหน้าตกตะลึงเกินคาด เห็นได้ชัดว่าไม่มีใครคาดคิดมาก่อนเลยว่า ในฐานะนักบินสำรอง พอเปิดฉากมาปุ๊บก็จะได้สัมผัสกับโปรเจกต์ใหม่แกะกล่องแบบนี้
ด้วยสัญชาตญาณของความเป็นมืออาชีพ ทำให้พวกเขาตระหนักได้ทันทีว่า การขึ้นไปบนอวกาศยังมีโอกาสได้รอดกลับมา แต่การก้าวขึ้นไปบนลิฟต์อวกาศตรงหน้านี้ โอกาสรอดกลับมามีไม่ถึงครึ่งด้วยซ้ำ นี่มันเอาชีวิตไปทิ้งชัด ๆ!
(จบบท)