- หน้าแรก
- ชาตินี้ขอร่ำรวย พ่อแม่เกิดใหม่กับลูกสาวทะลุมิติ
- บทที่ 141 เป้าหมายใหม่
บทที่ 141 เป้าหมายใหม่
บทที่ 141 เป้าหมายใหม่
บทที่ 141 เป้าหมายใหม่
บัดนี้นางเปิดตู้ พลันเห็นเงินค่าเช่าร้านสี่สิบตำลึงที่จะต้องจ่าย เมื่อเห็นเงินก้อนโตสีขาววาววับที่ต้องยกให้ผู้อื่นไปเช่นนี้ แม้ฐานะทางบ้านจะดีขึ้นแล้ว นางก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเจ็บแปลบในใจอยู่บ้าง
“ต้องจ่ายค่าเช่าทุกปีแบบนี้ อีกไม่กี่ปีเงินที่เก็บสะสมไว้ก็คงพอซื้อร้านดีๆ ได้สักร้านแล้ว!” โจวชิงหลิงอดไม่ได้ที่จะบ่นพึมพำกับเหมียวชุนเซิงเบาๆ ไม่ว่าใครก็ตามที่เห็นเงินก้อนโตต้องหลุดลอยไป ย่อมไม่มีทางรู้สึกดีเป็นแน่
เหมียวชุนเซิงย่อมเข้าใจความรู้สึกของภรรยาดี เขาขมวดคิ้วเล็กน้อยแล้วพยักหน้าเห็นด้วย “ปีที่แล้วเรายังไม่เจอโอกาสที่เหมาะสม ปีนี้เรามาช่วยกันสอดส่องให้มากขึ้น สืบข่าวให้ดีๆ พยายามซื้อร้านเป็นของตัวเองให้ได้โดยเร็วที่สุด”
โจวชิงหลิงได้ยินดังนั้น ในใจกลับรู้สึกกังวลอยู่บ้าง “ฐานะทางบ้านเราตอนนี้ ซื้อไหวจริงๆ หรือ? ข้าได้ยินว่าร้านค้าทำเลดีๆ ในอำเภอสักร้าน ราคาไม่ต่ำกว่าหลายร้อยตำลึงเลยนะ”
เหมียวชุนเซิงแอบไปสืบเรื่องนี้มาแล้ว บัดนี้จึงอธิบายให้ภรรยาฟังอย่างใจเย็น “ข้าไปถามพวกนายหน้ามาแล้ว ถนนเส้นที่เราตั้งแผงอยู่ตอนนี้ทำเลคึกคัก จัดเป็นย่านการค้าชั้นดี ร้านค้าร้านหนึ่งราคาประมาณสี่ถึงห้าร้อยตำลึง
หากเปลี่ยนไปเป็นถนนที่รองลงมาหน่อย ราคาจะอยู่ที่ประมาณสามร้อยตำลึง ยิ่งถนนห่างไกลผู้คนสัญจรน้อยเท่าไหร่ ราคาร้านค้าก็จะยิ่งถูกลงเท่านั้น อย่างเช่นแถบตะวันตกของเมือง เงินร้อยกว่าตำลึงก็สามารถซื้อร้านเล็กๆ ได้ถึงสองร้าน”
เมื่อได้ยินราคาที่แน่ชัดเช่นนี้ โจวชิงหลิงก็พลันรู้สึกมั่นใจขึ้นมาทันที นางกล่าวอย่างจริงจังว่า “การทำธุรกิจ สิ่งสำคัญที่สุดคือผู้คนและลูกค้า เราจะโลภของถูกแล้วไปซื้อที่ห่างไกลผู้คนไม่ได้เด็ดขาด แบบนั้นถึงจะซื้อร้านมาได้ ธุรกิจก็ไปไม่รอด สุดท้ายจะกลายเป็นการเสียเงินไปโดยเปล่าประโยชน์”
“เจ้าพูดถูกแล้ว เพียงแต่ร้านค้าทำเลดียิ่งหายาก การเปลี่ยนมือซื้อขายก็น้อยลงไปอีก กลับยิ่งหาซื้อได้ยาก นอกจากเรื่องเงินจะพอหรือไม่แล้ว ส่วนใหญ่ต้องอาศัยวาสนาและโชคช่วย ร้านดีๆ ที่มีคนประกาศขายนั้นหาได้ยาก พอมีข่าวออกมาก็มักจะถูกคนอื่นชิงตัดหน้าซื้อไปก่อนแล้ว” เหมียวชุนเซิงกล่าวตามความจริง
โจวชิงหลิงคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก็มีแผนการขึ้นมาทันที “หรือว่าเราจะให้เงินสินน้ำใจกับนายหน้าเพิ่มอีกหน่อยดีหรือไม่? เพื่อให้เขาใส่ใจเรื่องของเราให้มากขึ้น ช่วยเหลือเราอย่างเต็มที่ในการจับตามอง”
นับตั้งแต่ย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านหลังใหม่ที่มั่นคงและปลอดภัย ความปรารถนาที่จะมีร้านค้าเป็นของตัวเองของโจวชิงหลิงก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนเกือบจะถึงขีดสุด
“ถ้าเรามีร้านใหม่จริงๆ ร้านอาหารด่วนที่นี่เราก็ยังคงเปิดต่อไป ส่วนร้านใหม่ก็เปิดอีกฝั่ง ทำอาหารที่ประณีตและพิถีพิถันขึ้น ทั้งสองร้านดำเนินไปพร้อมกัน เพียงแต่แบบนี้แล้ว ที่นาที่บ้านเกรงว่าจะดูแลไม่ไหว ข้าว่าเราเอาไปให้คนอื่นเช่าทำนาด้วยเลยดีหรือไม่ จะได้ไม่ต้องกังวลทั้งสองทาง”
เหมียวชุนเซิงมองดูท่าทางร้อนรนและเปี่ยมไปด้วยความคาดหวังของภรรยา ก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาเบาๆ พลางปลอบโยนด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลว่า “อย่าเพิ่งรีบร้อน รอให้เรื่องร้านค้าได้ข้อสรุปที่แน่นอนก่อน แล้วเราค่อยมาปรึกษากันก็ยังไม่สาย”
เขามองดูท่าทีที่ใส่ใจของภรรยา ในใจก็แอบจดเรื่องการซื้อร้านค้าไว้เป็นภารกิจสำคัญอันดับหนึ่งของปีหน้าแล้ว เพียงแค่มีโอกาสแม้เพียงน้อยนิด ก็จะไม่มีวันปล่อยให้หลุดลอยไป
หากจะบอกว่าการฉลองปีใหม่ของผู้ใหญ่นั้นเต็มไปด้วยความวุ่นวายและเรื่องจุกจิกที่ต้องจัดการไม่รู้จักจบสิ้นแล้วล่ะก็ การฉลองปีใหม่ของเด็กๆ ก็จะเหลือเพียงความสุข ความสนุกสนาน และความไร้กังวลอย่างแท้จริง
บ่ายวันนั้น ต้าจ้วง เอ้อร์จ้วง จูงมือซานจ้วง เด็กชายทั้งสามคนแวบเดียวก็หายไปจากสายตา ไม่รู้ว่าไปวิ่งเล่นซนอยู่ที่มุมไหนของหมู่บ้าน เหลือเพียงเหมียวซางซางที่อายุน้อยที่สุด เพราะยังเด็กมาก กินข้าวกลางวันเสร็จก็ง่วงจนลืมตาไม่ขึ้น ถูกโจวชิงหลิงอุ้มไปนอนบนเตียง นอนหลับปุ๋ยอย่างมีความสุขในผ้าห่มที่ทั้งนุ่มทั้งหอม
เมื่อโจวชิงหลิงอุ้มนางขึ้นมาจากเตียงเบาๆ เด็กหญิงตัวน้อยยังคงอยู่ในอาการงัวเงีย ร่างกายอ่อนปวกเปียกไม่มีเรี่ยวแรง ซุกตัวอยู่ในอ้อมกอดอันอบอุ่นของมารดาไม่ยอมขยับ ปล่อยให้มารดาแต่งตัวให้เงียบๆ
ฤดูร้อนเสื้อผ้าบางเบา เหมียวซางซางยังพอจะใส่เองได้ แต่พอเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง อากาศเริ่มเย็นลง เสื้อผ้าที่สวมใส่ก็เพิ่มขึ้นทีละชั้นๆ เด็กหญิงตัวน้อยจึงขี้เกียจโดยสมบูรณ์ ทุกวันจะรอให้ท่านยาย ท่านป้ารอง หรือลูกพี่ลูกน้องมาช่วยแต่งตัวให้เรียบร้อย
ใครใช้ให้นางยังเป็นเพียงเจ้าถั่วน้อยอายุไม่ถึงสามขวบกันเล่า ความขี้เกียจของนางจึงเป็นเรื่องที่ทั้งสมเหตุสมผลและน่าเอ็นดูอย่างยิ่ง
แต่ถึงแม้นางจะยังเล็ก แต่กลับเชื่อฟังเป็นอย่างมาก มารดาให้ยกขา นางก็ยกขาอย่างว่าง่าย ให้ยกแขนน้อยๆ ขึ้น นางก็รีบยกแขนขึ้นทันที ดวงตากลมโตที่เพิ่งตื่นนอนฉ่ำน้ำและพร่ามัว จ้องมองโจวชิงหลิงไม่กะพริบตา ทำเอาหัวใจของโจวชิงหลิงแทบจะละลาย อ่อนยวบยาบไปหมด อดไม่ได้ที่จะก้มลงไปหอมแก้มขาวๆ อวบๆ ของนางฟอดใหญ่
“ไปกันเถอะ แม่จะเอาขนมอร่อยๆ ใส่ถุงให้ เราไปนั่งตากแดดคุยเล่นกันหน้าหมู่บ้าน!”
นี่คือกิจวัตรยามบ่ายที่ขาดไม่ได้ของโจวชิงหลิงในช่วงสองสามวันนี้ ทุกวันนางจะพาลูกสาวตัวน้อยไปที่ลานโล่งปากทางเข้าหมู่บ้าน พลางตากแดดรับความอบอุ่น พลางพูดคุยสัพเพเหระกับบรรดาป้าๆ และพี่สะใภ้ในหมู่บ้าน หนึ่งคือเพื่อติดตามเรื่องราวสัพเพเหระและข่าวซุบซิบในหมู่บ้านที่นางพลาดไปตลอดทั้งปี สองคือเพราะปกตินางยุ่งอยู่ที่อำเภอ ไม่ค่อยได้อยู่ในหมู่บ้าน จึงถือโอกาสนี้ดูแลรักษาสายสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านให้ดี
ไม่ว่าจะอาศัยอยู่ที่ไหน ความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านก็ไม่ควรทำให้ตึงเครียดเกินไป ญาติห่างๆ สู้เพื่อนบ้านใกล้ๆ ไม่ได้ หลักการนี้โจวชิงหลิงเข้าใจมาโดยตลอด
และในวันนี้ ทันทีที่โจวชิงหลิงนั่งลง ก็ได้ยินข่าวซุบซิบเรื่องร้อนล่าสุดในหมู่บ้านเข้า
“พวกเจ้าได้ยินกันหรือยัง? เมื่อวานตอนบ่าย มีชายฉกรรจ์สี่ห้าคนมาที่บ้านสกุลหนิว แต่ละคนกำยำล่ำสัน หน้าตาดุดันน่ากลัวชะมัด!” ป้าคนหนึ่งกระซิบกระซาบเล่าอย่างออกรส ใบหน้ายังคงมีแววหวาดผวาอยู่เล็กน้อย ราวกับได้เห็นเหตุการณ์นั้นมากับตา
ข้างๆ ก็มีคนรีบถามด้วยความอยากรู้อยากเห็นทันที “เกิดอะไรขึ้น? อยู่ดีๆ ทำไมถึงมีชายฉกรรจ์มากมายไปที่บ้านเฒ่าหนิวล่ะ?”
“เรื่องแค่นี้เจ้ายังไม่รู้อีกรึ? ลูกชายคนเดียวของบ้านเฒ่าหนิวคนนั้น ติดการพนันเป็นชีวิตจิตใจ ช่วงก่อนปีใหม่แบบนี้บุกมาถึงบ้าน ย่อมต้องมาทวงหนี้พนันอย่างแน่นอน!” ป้าคนที่พูดคนแรกเบ้ปาก น้ำเสียงเต็มไปด้วยความดูถูก
“ข้าจำได้ว่าเมื่อสองสามเดือนก่อน ตอนงานเลี้ยงมงคลของบ้านซานเว่ยจื่อ ข้านั่งกินเลี้ยงโต๊ะเดียวกับหญิงชราสกุลหนิว ตอนนั้นนางยังบอกกับข้าอยู่เลยว่า ลูกชายนางเลิกเล่นการพนันแล้ว ทุกวันอยู่บ้านอย่างเรียบร้อย ไม่ก้าวขาออกไปไหนเลยแม้แต่ก้าวเดียว!” หญิงอีกคนหนึ่งพูดด้วยสีหน้าเต็มไปด้วยความสงสัย
“เจ้าคิดว่าการติดพนันมันเลิกง่ายขนาดนั้นเลยรึ? พอติดแล้ว สลัดยังไงก็ไม่หลุด! พวกเจ้าลืมสกุลหลี่ว์ที่หมู่บ้านเฉียนสุ่ยไปแล้วรึ? เมื่อก่อนชีวิตความเป็นอยู่สุขสบายขนาดไหน ที่บ้านมีที่นาชั้นดีตั้งสิบกว่าหมู่ ตอนนี้ล่ะ? ที่นาหมดตัว ทำได้เพียงเช่าที่นาคนอื่นประทังชีวิต ใช้ชีวิตอย่างยากจนข้นแค้น”
“บ้านสกุลหนิวขายที่นาไปแล้วสองหมู่ก่อนหน้านี้! คราวนี้เจ้าหนี้มาทวงหนี้ถึงบ้าน หากไม่มีเงินจ่าย ที่นาสองหมู่ที่เหลือไว้ทำกินประทังชีวิต เกรงว่าคงจะรักษาไว้ไม่ได้อีกแล้ว!” หญิงที่พูดพลางเหลือบมองโจวชิงหลิงอย่างจงใจ คำพูดมีความนัย