- หน้าแรก
- เกมจิ๊กซอว์วันสิ้นโลกกับระบบคำใบ้สุดกวน
- บทที่ 210 คนที่สำคัญที่สุดต่อไป๋อู้
บทที่ 210 คนที่สำคัญที่สุดต่อไป๋อู้
บทที่ 210 คนที่สำคัญที่สุดต่อไป๋อู้
เสื้อกาวน์สีขาวสะอาดสะอ้าน รอยยิ้มที่ทำให้รู้สึกอบอุ่นยิ่งกว่าแสงแดดในฤดูหนาว ในฐานะหมอคนหนึ่ง บุคลิกและหน้าตาของพ่อไป๋อู้นั้น เทียบชั้นกับพวกไอดอลได้สบาย ๆ เลยล่ะ
การที่จู่ ๆ พ่อก็มาปรากฏตัวอยู่ตรงหน้า ทำให้ไป๋อู้ถึงกับยืนอึ้งไปเลย
จะอธิบายถึงตัวพ่อของไป๋อู้ยังไงดีล่ะ?
ไป๋อู้นึกย้อนไปถึงความเห็นของพวกเพื่อนบ้าน พ่อเป็นคนที่แทบจะสมบูรณ์แบบไปซะทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นหน้าตา ฐานะ หรือนิสัยใจคอ ในสายตาของคนที่รู้จักเขา พ่อคือคนที่ไม่มีที่ติเลยสักนิด
ใคร ๆ ก็อยากจะเป็นแบบหมอไป๋กันทั้งนั้น ใคร ๆ ก็อิจฉาไป๋อู้กันทั้งนั้น
ยกเว้นแค่ตัวไป๋อู้เองนี่แหละ
ตอนเด็ก ๆ เขาก็เคยคิดอยากจะแฉธาตุแท้ของพ่อให้สังคมได้รับรู้เหมือนกัน แต่ด้วยความที่เขาเป็นคนที่ชอบชั่งน้ำหนักผลดีผลเสียมาตั้งแต่เด็ก พอคิดไปคิดมา เขาก็พบว่าถ้าทำแบบนั้น ผลเสียมันจะตกอยู่กับเขามากกว่าผลดี
บางครั้งไป๋อู้ก็แอบคิดเหม่อลอยอยู่เหมือนกัน ว่าลึก ๆ แล้วเขาก็หวังให้พ่อเป็นเหมือนพ่อที่แสนดีในสายตาของคนอื่นจริง ๆ นั่นแหละ
"ดูเหมือนว่าลูกจะปรับตัวเข้ากับโลกใบนี้ได้ดีทีเดียวนะ หาเพื่อนได้เยอะแยะเลยนี่นา มีผู้หญิงที่แอบชอบบ้างหรือเปล่าล่ะ? เล่าให้พ่อฟังหน่อยสิ เดี๋ยวพ่อช่วยสแกนให้"
"ตอนหนุ่ม ๆ พ่อก็ป๊อปปูลาร์ในหมู่สาว ๆ ไม่เบาเลยนะ"
ไป๋อู้ไม่ได้พูดอะไรออกมา
ในหัวของเขามีแต่ความสงสัยเต็มไปหมด ความสงสัยเหล่านี้ทำให้เขาก้าวขาไม่ออก แต่เขาก็ไม่ได้ลืมคำเตือนที่ดวงตาของเพลเยอร์ให้ไว้ก่อนหน้านี้หรอกนะ
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อคำใบ้เด้งขึ้นมาในสายตา เขาก็รู้แล้วว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้าคืออะไร
【นี่แหละคือสะพานมรณะ หรืออีกชื่อนึงก็คือสะพานข้ามภพ วิญญาณร้ายที่อยู่ที่นี่ บางทีก็ชอบเล่นซน จำแลงกายเป็นสิ่งที่คนเป็นยึดติดอยู่ลึก ๆ ในใจตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ จุดประสงค์ของพวกมันมีแค่อย่างเดียว นั่นคือการง้างปากนายให้พูดออกมาให้ได้ ทางที่ดีนายควรจะลืมไปซะนะ ว่าตัวเองยังพูดได้อยู่น่ะ ความจริงแล้วการจะผ่านพื้นที่นี้ไป มันก็ง่ายนิดเดียว แค่ไม่ต้องไปสนใจอะไรทั้งนั้น ก้มหน้าก้มตาเดินหน้าต่อไปก็พอแล้ว
แต่ว่านะ~ การไม่มีอารมณ์ด้านลบ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีอารมณ์ความรู้สึกนี่นา หรือจะบอกว่า การที่นายไม่มีอารมณ์ด้านลบ อาจจะเป็นเพราะนายยังไม่เคยเจอเหตุการณ์ที่ไปกระตุ้นมันเข้าก็ได้นะ เกมบางเกม กฎกติกามันก็ง่ายแสนง่าย แต่กลับทำได้ยากเย็นแสนเข็ญ~】
ความรุนแรงเลือดสาด, ภัยคุกคามถึงชีวิต, สัตว์ประหลาดที่น่าสะพรึงกลัว, ภูตผีปีศาจ หรือแม้แต่ความน่าเกลียดชังของจิตใจมนุษย์...
สิ่งเหล่านี้ล้วนสามารถกระตุ้นให้เกิดอารมณ์ด้านลบขึ้นมาในใจคนเราได้ แต่สิ่งเหล่านี้กลับใช้ไม่ได้ผลกับไป๋อู้เลย
แม้แต่คนที่เขาไม่อยากเจอที่สุดในความทรงจำ ไป๋อู้ก็สามารถเผชิญหน้าได้อย่างใจเย็นมาตั้งนานแล้ว... อย่างน้อยเขาก็คิดแบบนั้นล่ะนะ
แต่เมื่อความยึดติดในใจปรากฏขึ้นมาตรงหน้าจริง ๆ ภายในใจของเขาก็ยังคงเกิดความสั่นไหวเล็ก ๆ ขึ้นมาอยู่ดี
"ไม่ยอมพูดงั้นเหรอ? ไม่คิดเลยนะว่าความสัมพันธ์ของเราสองพ่อลูก จะแย่ขนาดนี้? ฮ่าฮ่าฮ่า พ่อตายไปแล้วนะลูก ลูกกำลังกลัวพ่ออยู่งั้นเหรอ?"
ไป๋อู้พยายามดึงสติกลับมาให้เยือกเย็นที่สุด และเลิกสนใจภาพลวงตาของพ่อที่อยู่ตรงหน้า การทำแบบนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับเขา แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไรนักหนาเช่นกัน
เพียงแต่วิญญาณร้ายตนนี้ ร้ายกาจกว่าที่เขาคิดไว้เยอะ
"ลึก ๆ ในใจแล้ว ลูกไม่อยากรู้คำตอบจากพ่อจริง ๆ เหรอ?"
"ไม่อยากรู้เรื่องแม่ของตัวเองเหรอ? หรือว่าไม่อยากรู้... ว่าทำไมพ่อถึงต้องทำแบบนั้นกับลูก?"
ฝีเท้าของไป๋อู้หยุดชะงักลงอีกครั้ง
เขาหันขวับกลับไป จ้องมองพ่อด้วยสายตาดุดัน
ผู้ชายที่ดูเหมือนจะมีออร่าเปล่งประกายอยู่รอบตัวคนนี้ ถึงแม้จะเป็นแค่ภาพลวงตา แต่ไป๋อู้ก็ยังอยากรู้คำตอบของคำถามเหล่านั้นอยู่ดี
เขาสูดหายใจเข้าลึก ๆ หันหน้ากลับมา แล้วเดินหน้าต่อไป
ไม่มีอะไรมาขัดขวางเขาได้เลย
สิ่งที่ดวงตาเรียกว่า "วิญญาณคนตาย" ดูเหมือนจะเป็นแค่พลังงานรูปแบบหนึ่งเท่านั้น พวกมันไม่ได้มีอิทธิฤทธิ์เวอร์วังอลังการเหมือนในหนังในละครหรอก
ตราบใดที่เขายังรักษากฎ ปิดปากเงียบไม่ยอมพูดอะไรออกมา พวกมันก็ไม่สามารถขัดขวางเขาทางกายภาพได้เลย
แต่พวกมันกลับสามารถก่อกวนจิตใจได้อย่างไม่หยุดหย่อน
"ความตายก็เป็นแค่การเริ่มต้นการเดินทางครั้งใหม่ ดูเหมือนลูกจะปรับตัวเข้ากับการเดินทางครั้งนี้ได้ดีทีเดียวนะ ลูกคงกำลังคิดอยู่ล่ะสิ ว่าพ่อก็เป็นแค่วิญญาณร้าย เป็นแค่ 'นักแสดง' จอมปลอมเท่านั้น"
"พ่อก็แค่กำลังพยายามหลอกล่อให้ลูกพูดออกมาให้ได้ก็เท่านั้น ส่วนคำตอบของคำถามพวกนั้น พ่อก็ไม่รู้หรอก ลูกต้องกำลังคิดแบบนี้อยู่แน่ ๆ ใช่ไหมล่ะ?"
"นั่นก็คือจุดประสงค์ของพ่อจริง ๆ นั่นแหละ แต่ก็ไม่ใช่ว่าพ่อจะไม่รู้อะไรเลยนะลูก พลังของพ่อน่ะ... ร้ายกาจกว่าที่ลูกคิดไว้เยอะเลยล่ะ"
"นี่ลูก ไม่อยากคุยกับพ่อจริง ๆ เหรอ? หลังจากออกไปจากที่นี่แล้ว นี่จะเป็นครั้งสุดท้ายที่ลูกจะได้เห็นหน้าพ่อนะ ต่อให้ลูกจะเกลียดพ่อเข้าไส้แค่ไหน แต่อย่างน้อยก็น่าจะอยากรู้... สาเหตุที่พ่อตั้งใจทำให้ลูกเกลียดไม่ใช่หรือไง?"
ไป๋อู้หยุดเดินอีกครั้ง
"พอได้แล้ว!"
เขาไม่ได้พูดประโยคนี้ออกมาหรอก มันเป็นแค่ความคิดในใจของเขาเท่านั้น แม้แต่สีหน้าเขาก็ยังไม่เปลี่ยนเลยด้วยซ้ำ มีเพียงแค่เส้นเลือดฝอยที่ปรากฏขึ้นในดวงตาเท่านั้น
"ฉันต้องรีบคิดเรื่องอื่นซะแล้ว"
"ตอนนี้พวกหลินอู๋โหรวกำลังทำอะไรอยู่นะ? อิ่นซวงล่ะกำลังทำอะไรอยู่? พวกเขาจะผ่านด่านนี้ไปได้อย่างปลอดภัยหรือเปล่า?"
เสียงของพ่อเริ่มก่อกวนเขาอีกครั้ง :
"มาเถอะลูก มาคุยเรื่องเก่า ๆ กันหน่อยดีกว่า ความจริงแล้ว ต่อให้ลูกอ้าปากพูด มันก็ไม่ได้เกิดเรื่องร้ายแรงอะไรขึ้นหรอกนะ"
ไป๋อู้ก้าวเดินต่อไปอีกครั้ง ในหัวของเขาเริ่มคำนวณความเป็นไปได้ต่าง ๆ ในอนาคต ทั้งเรื่องการตรวจสอบของกลุ่มระเบียบ และความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในการสำรวจ หลังจากที่คาอินแฝงตัวเข้ามา
รวมถึงเรื่องที่ตระกูลเซี่ยกำลังวางแผนอะไรอยู่กันแน่ด้วย
ในชั่วพริบตาเดียว สมองของเขาก็เริ่มคิดเรื่องต่าง ๆ มากมายพร้อม ๆ กัน ราวกับว่าเรื่องทั้งหมดนี้ถูกประมวลผลขึ้นมาในเวลาเดียวกันเลย
ฝีเท้าของเขาก็เริ่มเร็วขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งในที่สุด ไป๋อู้ก็ได้ยินเสียงถอนหายใจดังขึ้น
"เด็ดเดี่ยวจริง ๆ เลยนะ... ถึงแม้พ่อจะไม่รู้คำตอบของคำถามพวกนั้นจริง ๆ อย่างที่ลูกคิดก็เถอะ แต่พ่อก็สัมผัสได้นะ ว่าลูกเป็นคนที่พิเศษมาก..."
ร่างของพ่อหายไปแล้ว พอไป๋อู้หันกลับไปมองอีกครั้ง สิ่งที่เขาเห็นก็มีเพียงเงาดำทะมึนร่างหนึ่ง เหมือนกับพวกนักเรียนในโลกกระจกไม่มีผิด
เพียงแต่เงาดำร่างนี้ สามารถมองเห็นแววตาได้
แววตาของเขาแฝงไปด้วยความอวยพรและความจนปัญญา :
"ไปเถอะลูก หนทางยังอีกยาวไกล อย่าพูดอะไรออกมาเด็ดขาดนะ... ถ้าพ่อของลูกรับรู้ถึงการเติบโตของลูกในตอนนี้ เขาจะต้องภูมิใจมากแน่ ๆ"
แขนสีดำนับไม่ถ้วน ยื่นออกมาจากโคลนตม คว้าหมับเข้าที่ขาของเงาดำร่างนั้นเอาไว้อย่างแน่นหนา แล้วลากเขาจมดิ่งลงสู่ก้นบึ้งของโคลนตม
ไป๋อู้คิดไม่ถึงเลยว่าเหตุการณ์จะจบลงแบบนี้
เขาได้เจอกับวิญญาณคนตายที่แข็งแกร่งมาก ที่สามารถมองทะลุความยึดติดในใจของเขาได้ตั้งแต่แวบแรก แต่วิญญาณคนตายตนนี้กลับไม่ได้มีความมุ่งร้ายเลย...
หลังจากที่มันพยายามหลอกล่อให้เขาพูดออกมาแต่ไม่สำเร็จ ดูเหมือนว่ามันจะมองเห็นอะไรบางอย่างเข้า ก็เลยเอ่ยปากอวยพรเขาแทน
ไป๋อู้เดินหน้าต่อไป ในใจของเขาก็ยิ่งมีคำถามเกี่ยวกับเกาะแห่งนี้เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ
ตกลงแล้วที่นี่มันคือสถานที่แบบไหนกันแน่? คำโกหกที่บอกว่าสามารถปัดเป่าความทุกข์ใจในชีวิตได้ทั้งหมด ความจริงแล้วมันคืออะไรกันแน่?
ภาพเหตุการณ์เปลี่ยนไปอีกครั้ง
เขากลับมาอยู่บนเกาะที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวาเมื่อเจ็ดร้อยปีก่อนอีกครั้ง
แต่คราวนี้ ไป๋อู้มายืนอยู่ใต้หน้าผาหินแห่งหนึ่ง หน้าผาหินนี้สูงกว่าสิบเมตร บนยอดหน้าผา มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งสวมแว่นตา ถักเปียสองข้าง และสวมชุดนักเรียนยืนอยู่
"พ่อกับแม่ให้หนูเกิดมาบนโลกใบนี้ เพื่ออะไรกันแน่คะ?"
คำถามนี้ แน่นอนว่าต้องถามไป๋อู้แน่ ๆ
ถ้าเขาตอบไม่ดีล่ะก็ เด็กผู้หญิงคนนี้ก็คงจะกระโดดลงมาจากหน้าผาหินอย่างแน่นอน
ไป๋อู้ไม่สนใจหรอก อย่างที่เขาเคยบอกไว้นั่นแหละ ความเสียใจของคนอื่น ก็เป็นแค่เรื่องเล่าสำหรับเขาเท่านั้น
เขาสามารถช่วยหงอิน, ช่วยเยี่ยนจิ่ว, ช่วยเจียงอีหมี่, ไป๋เสี่ยวอวี่ และคนอื่น ๆ ได้ แต่ก็ต้องอยู่ในขอบเขตที่เขาสามารถทำได้เท่านั้น
ตอนนี้ไป๋อู้ไม่สามารถช่วยเด็กผู้หญิงคนนี้ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเขารู้ดีว่า เธอตายไปแล้วเมื่อเจ็ดร้อยปีก่อน
ดวงตาของเพลเยอร์มีคำใบ้เด้งขึ้นมา ทำให้ไป๋อู้ได้รับรู้เรื่องราวชีวิตของเด็กผู้หญิงคนนี้
【เธอเป็นเด็กเรียนเก่ง เป็นเด็กดีที่ครูและเพื่อนบ้านต่างก็ชื่นชมและอิจฉา เธอไม่เคยเถียงพ่อแม่เลย เวลาอยู่บ้านก็ช่วยพ่อแม่ทำงานบ้านสารพัดอย่าง
เธอไม่เคยโดนพ่อแม่ดุด่าหรือทำร้ายร่างกายเลย แต่เธอกลับรู้สึกได้ถึงความลำเอียง เพราะเธอมีน้องชายอยู่คนหนึ่ง น้องชายที่เอาแต่โดดเรียน หาเรื่องชกต่อยไปทั่ว หมกตัวอยู่แต่ในร้านเกมไม่ยอมกลับบ้าน แถมยังไปกู้หนี้นอกระบบมาตั้งแต่อายุยังน้อยอีกต่างหาก
แต่พ่อแม่กลับรักและทำดีกับน้องชายมากกว่าเธอเสมอ มองเผิน ๆ เธออาจจะไม่ได้ถูกทำร้ายร่างกาย หรือถูกกลั่นแกล้ง แต่ในตอนที่วันสิ้นโลกมาถึง การกระทำบางอย่างของพ่อแม่ ก็ทำให้ในใจของเธอเกิดความยึดติดขึ้นมา ของอร่อย ๆ ก็เก็บไว้ให้น้องชาย เสื้อผ้าอุ่น ๆ ก็เก็บไว้ให้น้องชาย ส่วนงานหนัก ๆ อย่างการออกไปหาเสบียง ก็ตกเป็นหน้าที่ของพี่สาวอย่างเธอ
ความไม่ยุติธรรมนี้แหละที่น่ากลัวที่สุด ประโยคนี้สามารถนำมาใช้กับการที่พ่อแม่ปฏิบัติต่อลูกได้เหมือนกัน นานวันเข้า ในใจของเธอก็เริ่มเกิดภาวะซึมเศร้า เธอเดินทางมาที่เกาะแห่งนี้ เพื่อหาทางหลุดพ้น คำตอบของนายสามารถทำให้เธอหลุดพ้นได้ แต่ราคาที่ต้องจ่ายก็แสนสาหัสเช่นกัน แต่นายยังสามารถหาวิธีที่ดีกว่านี้ได้นะ】
สรุปว่าการหาทางหลุดพ้น... ก็คือการฆ่าตัวตายงั้นเหรอ?
ไป๋อู้มองดูเด็กผู้หญิงบนหน้าผาหิน พลางส่ายหน้าช้า ๆ
เขาพอจะเดาออกเลยว่า ตลอดเจ็ดร้อยปีที่ผ่านมา เธอคงจะต้องวนเวียนอยู่กับความตายแบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ความลำเอียงของพ่อแม่ที่มีต่อน้องชาย และความเย็นชาที่มีต่อเธอ ทำให้เธอไม่สามารถหลุดพ้นไปได้สักที
"ถ้ามีแค่น้องชายคนเดียวก็ดีอยู่แล้วนี่นา หนูไม่จำเป็นต้องมีชีวิตอยู่เลยด้วยซ้ำ หนูมันก็แค่ส่วนเกินของครอบครัว" น้ำเสียงของเด็กผู้หญิงดูว่างเปล่าและเลื่อนลอย
เด็กวัยนี้มักจะคิดมากและชอบคิดไปเองจนเกิดปมในใจได้ง่ายอยู่แล้ว
แต่สุดท้ายไป๋อู้ก็ไม่ยอมพูดอะไรออกมา จุดหมายปลายทางของเขาไม่ได้อยู่ที่นี่ ถึงแม้เขาจะอยากให้เด็กผู้หญิงคนนี้คลายปมในใจได้ แต่ลึก ๆ แล้ว ไป๋อู้ก็ยังสามารถแยกแยะความสำคัญก่อนหลังของเรื่องราวต่าง ๆ ได้อยู่เสมอ
หลังจากที่เขาก้าวเดินออกไปได้ไม่นาน เขาก็ได้ยินเสียงทึบ ๆ ดังขึ้น
เมื่อเจ็ดร้อยปีก่อน บนเกาะที่ปรากฏขึ้นท่ามกลางวันสิ้นโลก และอ้างว่าสามารถปัดเป่าความทุกข์ใจในชีวิตได้ทั้งหมดแห่งนี้ มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งได้จบชีวิตตัวเองลง
ไป๋อู้นึกย้อนกลับไปถึงผู้ชายที่ตามหากล้องถ่ายรูปคนก่อนหน้านี้ จู่ ๆ เขาก็นึกขึ้นมาได้ว่า... บางทีที่นี่อาจจะเป็นเกาะที่มีคนมาฆ่าตัวตายอย่างต่อเนื่องก็เป็นได้
สิ่งที่เรียกว่าการปัดเป่าความทุกข์ใจในชีวิตทั้งหมด ก็คือการมาหาที่ตายดี ๆ นี่เอง
แต่มนุษย์เราเวลาที่ต้องเผชิญหน้ากับความตาย ก็มักจะมีความหวาดกลัวซ่อนอยู่เสมอ ในมุมมองของเขา ทั้งเด็กสาวและผู้ชายคนก่อนหน้านี้ ต่างก็ยังไม่ถึงจุดที่สิ้นหวังจนอยากจะตายเลยสักนิด
"หรือว่า... พวกเขาไม่รู้ว่าการปัดเป่าความทุกข์ใจในชีวิต ก็คือการฆ่าตัวตาย? พวกเขาเดินทางมาที่เกาะแห่งนี้ เพราะหวังว่าจะได้รับการเยียวยาจริง ๆ งั้นเหรอ? ดังนั้นการฆ่าตัวตาย... อาจจะเป็นเพราะถูกชักจูงด้วยวิธีบางอย่างก็ได้?"
ในป่ามะพร้าวเขตพื้นที่โพดำ กับดงหญ้าด้ายเหลืองเขตพื้นที่ข้าวหลามตัด ไป๋อู้ยังมองไม่เห็นเบาะแสอะไรมากนัก
แต่ที่สะพานมรณะ ทำให้เขาเริ่มรู้สึกได้ลาง ๆ แล้วว่า ธีมหลักของเกาะแห่งนี้ — เกี่ยวข้องกับความตาย
ถ้าอยากจะช่วยเหลือคนพวกนี้อย่างถูกวิธี ความหวังก็คงต้องฝากไว้ที่ชิ้นส่วนวันสิ้นโลกเท่านั้นแหละ
หลังจากเดินมาได้ไกลพอสมควร ไป๋อู้ก็เริ่มมองเห็นป้ายหลักกิโลเมตรแล้ว
มันคือรอยต่อระหว่างพื้นที่สามโพแดง กับพื้นที่สองโพแดง ก่อนหน้านี้ไป๋อู้ได้คำนวณแผนที่เอาไว้แล้ว ดังนั้นตอนที่อยู่ในพื้นที่สองดอกจิก เขาถึงได้กำชับให้ทั้งสองคนเดินเป็นเส้นทแยงมุมตรงไปข้างหน้าเลย
แต่ในจังหวะที่ไป๋อู้กำลังจะไปถึงจุดหมายปลายทาง เขาก็ได้ยินเสียงขึ้นลำกล้องปืนดังขึ้น
"ในที่สุดก็จับตัวได้ซะทีนะ ห้ามขยับ ขืนขยับกูยิง"
ผู้ชายคนหนึ่งสวมไอ้โม่งสีดำ ใส่สูท ในมือถือปืนพกตำรวจ กำลังเล็งปืนมาที่ไป๋อู้
ไป๋อู้หันกลับไปมอง ก็พบว่าการแต่งตัวของผู้ชายคนนี้ดูคุ้นตามาก แต่ก็นึกไม่ออกว่าเคยเห็นที่ไหน
เขาไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก เขาจับทางลูกเล่นของสะพานมรณะได้หมดแล้วล่ะ
พื้นที่แห่งนี้มีวิญญาณของคนที่อาจจะตายเพราะการฆ่าตัวตายอยู่มากมาย ถ้าเขาบังเอิญไปเจอคนพวกนี้เข้า เขาก็คงจะได้เห็นฉากการตายของพวกเขานั่นแหละ
แต่ขอแค่เขาไม่สนใจใยดี และอดทนไม่ยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือ ทุกอย่างก็ผ่านไปได้ด้วยดี
แต่ที่น่ารำคาญที่สุดก็คือ ในนี้ยังมีวิญญาณร้ายที่สามารถดึงเอาความยึดติดในใจคนออกมาได้ด้วย วิญญาณร้ายประเภทนี้ไม่เพียงแต่สามารถแปลงกายเป็นคนที่เขาไม่สามารถลืมเลือนได้ในใจเท่านั้น แต่ยังสามารถมองเห็นความจริงบางส่วนได้อีกด้วย
โจรปล้นธนาคารในชุดสูทคนนี้ ดูเหมือนจะเป็นหนึ่งในนั้นด้วย
แต่ถ้าเทียบกับพ่อของไป๋อู้แล้ว คนคนนี้ดูไม่มีความสำคัญอะไรเลย
ไป๋อู้ไม่สนใจเลยด้วยซ้ำ อย่าว่าแต่เรื่องที่วิญญาณจะยิงปืนได้หรือเปล่าเลย ต่อให้ยิงได้ ปืนพรรณนี้ก็ทำอันตรายเขาไม่ได้หรอก
เขาหันหลังกลับ แล้วเดินจากไปอย่างไม่ไยดี
"เฮ้ย ๆ ๆ เดี๋ยวก่อนสิ ความจำนายสั้นขนาดนี้เลยเหรอ? นึกไม่ออกเลยเหรอว่าฉันเป็นใคร?"
ไป๋อู้ไม่สะทกสะท้าน แต่วิญญาณร้ายตนนี้เห็นได้ชัดว่าไม่ยอมปล่อยเขาไปง่าย ๆ ในวินาทีที่ไป๋อู้ก้าวเดิน มันก็มาโผล่ตรงหน้าไป๋อู้ แล้วก็เหนี่ยวไกปืนทันที
ปัง!
พลังแฝง, ทักษะเสริมการมองเห็น, และดวงตาของเพลเยอร์ ล้วนทำให้ไป๋อู้มีวิสัยทัศน์ในการมองภาพเคลื่อนไหวที่ยอดเยี่ยมมาก
ในเสี้ยววินาทีนั้น ราวกับว่ามีละอองน้ำลอยฟุ้งอยู่ในอากาศ ลูกปืนแหวกอากาศจนเกิดเป็นระลอกคลื่น พุ่งตรงเข้ามาหาเขา
ในเวลาเดียวกัน ไป๋อู้ก็ได้ยินประโยคที่คุ้นเคย
"ลาก่อนนะ คุณนักสืบใหญ่"
จู่ ๆ ลูกปืนก็หายวับไป ละอองน้ำและระลอกคลื่นในอากาศก็หายไปด้วยเช่นกัน
ลูกปืนไม่ได้พรากชีวิตของไป๋อู้ไป ในทางกลับกัน เสียงปืนนัดนี้กลับกลายเป็นเหมือนสวิตช์ที่เปิดวาล์วความทรงจำของเขา
ความทรงจำผุดขึ้นมาในที่สุด ไป๋อู้จำได้แล้ว เขาเคยเจอผู้ร้ายสวมไอ้โม่งคนนี้มาก่อน
"จำได้แล้วใช่ไหมล่ะ? ฉันก็บอกแล้วไงว่าความผูกพันของพวกเราน่ะ ไม่ได้ตื้นเขินขนาดนั้นหรอก"
ไอ้โม่งสีดำถูกถอดออก เผยให้เห็นใบหน้าที่ทำให้ไป๋อู้รู้สึกทั้งคุ้นเคยและแปลกหน้าในเวลาเดียวกัน
"จะว่าไปก็แปลกดีนะ นายในตอนนี้เคยเห็นฉันตอนเด็ก ๆ แต่พอฉันโตขึ้น ฉันกลับเคยเห็นนายตอนเด็ก ๆ ซะงั้น พวกเราต่างก็เดินกันคนละเส้นทาง สุดท้ายก็ไม่มีทางได้เจอกันอีกแล้วล่ะ แต่ถ้านายยอมตอบฉัน ฉันสามารถตอบคำถามที่นายสงสัยให้ได้นะ หรือว่า? จนป่านนี้นายก็ยังนึกไม่ออกว่าฉันคือใคร?"
ไป๋อู้จินตนาการไม่ออกเลย ว่าทำไมถึงมาเจอคนคนนี้ที่นี่ได้
คดีสุดท้ายในโลกก่อน คือคดีฆาตกรรมต่อเนื่อง รูปแบบการฆ่าของฆาตกรคนนี้หาได้ง่ายมาก มันจะเลือกฆ่าเฉพาะคนที่มีชื่อหรือฉายาเจาะจงเท่านั้น
ชื่อและฉายาของคนเหล่านี้มีจุดเด่นเหมือนกันอยู่อย่างหนึ่ง นั่นก็คือ เป็นชื่อตัวละครในหนังสือเล่มหนึ่ง
พวกเขาแค่บังเอิญมีชื่อคล้ายกับตัวละครที่นักเขียนแต่งขึ้นในหนังสือเท่านั้น แต่กลับไปสะกิดต่อมความสนใจของอาชญากรที่มีทักษะการหลบหนีการจับกุมขั้นสูงคนหนึ่งเข้า
อาชญากรคนนี้ ไป๋อู้ก็ต้องใช้เวลาอยู่นาน กว่าจะหาเบาะแสเจอ แต่ในตอนที่จับกุมอาชญากรคนนี้ได้ กลับเกิดปัญหาเล็ก ๆ น้อย ๆ ขึ้น
ถ้าจะพูดให้แย่หน่อยก็คือ เขาถูกอาชญากรยิงกบาลเข้าให้
แต่ถ้าจะพูดให้ดีหน่อยก็คือ ความตายของเขาได้เปิดประตูสู่การเดินทางครั้งใหม่
"สำหรับนายแล้ว ฉันไม่ใช่แค่ตัวประกอบหรอกนะ ไป๋, อู้ พูดให้ถูกก็คือ ความสัมพันธ์ระหว่างนายกับฉัน — มันสำคัญมากเลยล่ะ"
ปากกระบอกปืนสีดำสนิท เล็งมาที่ไป๋อู้อีกครั้ง
คราวนี้ความสงสัยในหัวของเขามันพุ่งปรี๊ด ยิ่งกว่าตอนที่เผชิญหน้ากับพ่อตัวเองซะอีก
เขาคิดมาตลอดว่า ความตายของตัวเองเป็นแค่อุบัติเหตุ ก็แหงล่ะ การไล่ล่าคนร้ายมันก็เป็นอาชีพที่มีความเสี่ยงสูงอยู่แล้วนี่นา
หลาย ๆ ครั้ง การเข้าไปในที่เกิดเหตุคดีอาชญากรรม ก็ไม่ต่างอะไรกับการเอาชีวิตไปทิ้งหรอก
ความทรงจำในอดีตพรั่งพรูเข้ามาอย่างกะทันหัน
รายละเอียดต่าง ๆ ในฉากก่อนตาย เริ่มปรากฏขึ้นมาในหัวของไป๋อู้ทีละฉาก ๆ
ไอ้โม่งสีดำ, กระสุนขนาด 7.62 มิลลิเมตร, เสียงจักจั่นร้อง, แววตาประหลาด ๆ, เสียงหัวเราะพิลึกพิลั่น — และรอยสักบางอย่างที่โผล่ออกมาจากปลายแขนเสื้อโดยไม่ได้ตั้งใจ
ระหว่างความเป็นความตาย สิ่งที่ไป๋อู้สามารถจำได้มีจำกัด แต่ตอนนี้... เขาราวกับได้กลับไปอยู่ในเหตุการณ์นั้นอีกครั้ง
"ลาก่อนนะ คุณนักสืบใหญ่"
หลังจากพูดประโยคนี้จบ อาชญากรที่ปลิดชีพไป๋อู้ ก็ขยับปากพูดแบบไม่มีเสียงอีกประโยคหนึ่ง
"ขอให้เดินทางโดยสวัสดิภาพนะ"
(จบบท)