เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 170 โลกในโทรศัพท์

บทที่ 170 โลกในโทรศัพท์

บทที่ 170 โลกในโทรศัพท์


ความมืดมิดรอบด้าน ทำให้อิ่นซวงไม่รู้เลยว่าตัวเองอยู่ที่ไหน

น้ำเสียงของคนที่อยู่ปลายสายไม่เหมือนกับไป๋อู้ ฟังดูอ่อนเยาว์กว่า หรือจะพูดให้ถูกก็คือมีความเป็นเด็กมากกว่า

หลังจากได้ยินประโยคที่ว่า "สวัสดี ฉันชื่อไป๋อู้" อิ่นซวงก็ตกอยู่ในความหวาดผวาและสงสัยในทันที และเพราะความหวาดผวานี้นี่เอง ที่ดึงเธอเข้าสู่ห้วงแห่งภาพลวงตาอันมืดมิดนี้ จากนั้นเธอก็สัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส

ราวกับมีเข็มนับไม่ถ้วนทิ่มแทงเข้าที่ปลายประสาทของเธอ

"ตอบผิด อย่าให้ความเจ็บปวดมาส่งผลต่อการตัดสินใจของเธอสิ คำถามง่าย ๆ แค่นี้ เธอไม่ควรจะตอบผิดนะ"

น้ำเสียงของชายวัยกลางคนทำให้อิ่นซวงรู้สึกว่าเขาเป็นคนอ่อนโยน แต่สิ่งที่เธอสัมผัสได้ต่อจากนั้น กลับไม่ใช่ความอ่อนโยน แต่เป็นความเจ็บปวดที่ทวีความรุนแรงขึ้นต่างหาก

เธออยากจะลืมตาขึ้น แต่แม้แต่การขยับเปลือกตาก็ยังเจ็บปวดทรมานเหลือเกิน

เรื่องทั้งหมดนี้มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่? ทำไมเธอถึงมาอยู่ที่นี่? ทำไมถึงมีเด็กบอกว่าตัวเองชื่อไป๋อู้?

แล้วไป๋อู้ล่ะ?

คำถามมากมายผุดขึ้นในหัวของอิ่นซวง เธอใช้ 'ต้นไม้สงบลมพัดแผ่ว' ตามสัญชาตญาณ แต่มันก็ไม่ได้ช่วยอะไรเลย

ความเจ็บปวดที่เธอได้รับในที่แห่งนี้ มันก้าวข้ามขีดจำกัดความอดทนต่อความเจ็บปวดของเธอไปแล้ว 'ต้นไม้สงบลมพัดแผ่ว' ทำได้เพียงแค่ทำให้เธอรับรู้ถึงความเจ็บปวดได้ชัดเจนยิ่งขึ้นเท่านั้น

"ความเจ็บปวดเพียงเล็กน้อย จะทำให้ความคิดของคนเราเฉียบแหลมขึ้น เพื่อบรรเทาความเจ็บปวด ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนที่เป็นประโยชน์ออกมาสารพัดชนิด อย่างเช่น อะดรีนาลิน แต่เราลองเปลี่ยนมุมมองดูสิ"

น้ำเสียงของผู้ชายคนนั้นยังคงอ่อนโยนและทุ้มต่ำน่าฟัง

ถ้าเป็นเวลาอื่น อิ่นซวงคงจะคิดว่าเจ้าของเสียงนี้ เป็นนักวิชาการที่สวมแว่นตาและมีบุคลิกสุภาพเรียบร้อยแน่ ๆ

เธอพยายามลืมตาขึ้นอย่างสุดความสามารถ ใบหน้าที่เธอเห็น ก็ตรงกับที่เธอจินตนาการไว้จริง ๆ

"คุณลุงคนนี้... หน้าตาคล้ายกับไป๋อู้มากเลย แต่ดูสุขุมเยือกเย็น และดูเป็นมิตรมากกว่าไป๋อู้"

เธอยังไม่เข้าใจสถานการณ์เลยด้วยซ้ำ ไม่รู้ว่าความเจ็บปวดที่ตัวเองได้รับนี้มาจากใคร

แต่สถานการณ์นี้ก็คงอยู่ได้ไม่นาน สติสัมปชัญญะของอิ่นซวงก็ถูกความเจ็บปวดอย่างรุนแรงซัดจนกระเจิงไปอีกครั้ง

นี่ไม่ใช่ "ความเจ็บปวดเพียงเล็กน้อย" อย่างที่ผู้ชายคนนี้บอกเลยนะ ต่อให้เป็นทหารผ่านศึกแห่งกองกำลังสำรวจอย่างอิ่นซวง ก็ไม่สามารถทนรับมันได้เลยสักนิด

"แทนที่จะคิดว่าร่างกายหลั่งฮอร์โมนออกมาสารพัดชนิดเพื่อบรรเทาความเจ็บปวด สู้คิดซะว่าร่างกายปรารถนาที่จะสัมผัสกับความเจ็บปวด จึงหลั่งฮอร์โมนออกมาเพื่อกระตุ้นพวกเราอยู่ตลอดเวลา ไม่ดีกว่าเหรอ?"

"ดังนั้นในแง่หนึ่ง ความเจ็บปวดก็คือเพื่อนของเธอนะ"

"ต้องหัดปรับตัวสิ หัดรับรู้มันให้ได้ สีหน้าของเธอตอนนี้ดูไม่ได้เลยนะ เวลาแบบนี้เธอควรจะทำหน้าดีใจหน่อยสิ ต่อให้ไม่ดีใจ ก็ต้องทำเป็นหน้านิ่ง ๆ เข้าไว้"

เข็มทีละเล่ม ๆ ทิ่มแทงลงบนจุดฝังเข็มบางจุดบนใบหน้าของอิ่นซวง ความเจ็บปวดอย่างรุนแรงทำให้เธอแทบจะสติแตก จนกระทั่งก่อนที่เธอจะหมดสติไปอย่างสมบูรณ์

ในที่สุดครั้งนี้อิ่นซวงก็ได้เห็นชัด ๆ เสียที ว่าชายวัยกลางคนที่มีใบหน้าใจดีมีเมตตาและมีบุคลิกแบบนักปราชญ์คนนี้... กำลังทรมานเธออยู่

ท้ายที่สุด เธอได้ยินชายวัยกลางคนคนนี้พูดประโยคหนึ่งว่า :

"ไป๋อู้ แกมันเป็นผลงานที่ล้มเหลวจริง ๆ แกทำให้ฉันผิดหวังมาก"

อิ่นซวงสลบเหมือดไป

ภาพที่แสดงออกมาภายนอกก็คือ ในนาทีที่สี่หลังจากที่เธอรับโทรศัพท์

สติสัมปชัญญะที่กระจัดกระจายอยู่ในหัว ประกอบขึ้นเป็นความฝันอันแสนเจ็บปวด ในความฝัน เธอไม่สามารถสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดอย่างรุนแรงราวกับถูกทิ่มแทงไปถึงวิญญาณได้อีกแล้ว

แต่ความหวาดกลัวต่อความเจ็บปวดนั้นยังคงอยู่

ในหัวของเธอมีประโยคหนึ่งดังก้องอยู่ตลอดเวลา... ประโยคที่บอกว่า สวัสดี ฉันชื่อไป๋อู้...

ไป๋อู้...

"ไป๋อู้..."

ไป๋อู้ที่เดิมทีเตรียมจะเดินไปรับโทรศัพท์อีกตู้หนึ่ง จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงละเมอของอิ่นซวง

เขาหันกลับไปมอง และมั่นใจว่าอิ่นซวงยังคงสลบอยู่

"แปลกจัง ทำไมเธอถึงเรียกชื่อฉันล่ะ เป็นเพราะฉากในฝันมันอันตรายเกินไปงั้นเหรอ? ไม่สิ... เมื่อก่อนเธอก็ไม่เคยขอความช่วยเหลือจากฉันนี่นา"

จะว่าไป ไป๋อู้ก็รู้สึกว่าปฏิกิริยาของอิ่นซวงมันดูแปลก ๆ อยู่นะ

โทรศัพท์น่าจะมีความสามารถพิเศษบางอย่าง ที่ทำให้คนตกลงไปในภาพลวงตาทางจิตใจบางอย่างได้ใช่ไหม?

แต่อิ่นซวงดูเหมือนจะสลบเร็วไปหน่อยนะ...

ไป๋อู้ไม่รู้เลยว่าอิ่นซวงไปเจออะไรมา ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่มีความคิดแบบนี้แน่ ๆ

เรื่องนี้จะไปโทษอิ่นซวงก็ไม่ได้หรอก ความเจ็บปวดที่เธอได้รับน่ะ ต่อให้เป็นลิลิธที่อยู่ในสถานะ 'จิตใจสงบนิ่งดั่งน้ำรอดับนิ่ง' ก็ยังทนไม่ไหวเลย

ตู้โทรศัพท์ฝั่งซ้ายยังคงส่งเสียงดังอย่างต่อเนื่อง

ไป๋อู้ไม่ได้เดินผ่านตู้โทรศัพท์ไป เขาจงใจรออยู่พักหนึ่ง แต่สุดท้ายก็พบว่าดูเหมือนจะไม่ได้ผล คนที่อยู่ปลายสายมีความอดทนสูงมาก

ราวกับว่าถ้าไม่ยอมรับสาย ก็จะโทรศัพท์ดังกริ๊ง ๆ ไปจนโลกแตกยังไงยังงั้น

หลังจากรอมาเต็ม ๆ สองนาที ไป๋อู้ก็ยกหูโทรศัพท์ขึ้น

"สวัสดีค่ะ ฉันชื่อมั่วลี่"

เมื่อฟังจากน้ำเสียงแล้ว คนที่อยู่ปลายสายเป็นผู้หญิง น้ำเสียงแหลมปรี๊ด ราวกับกำลังร้องงิ้วพื้นบ้านบางอย่างที่ทำให้คนฟังสยองขวัญสั่นประสาทในยามค่ำคืน

ในเวลานี้ บนท้องถนนที่ไร้ซึ่งกลิ่นอายของสิ่งมีชีวิตใด ๆ คนปกติถ้าได้ยินเสียงที่ชวนขนหัวลุกแบบนี้ ก็ต้องมีความรู้สึกหวาดกลัวกันบ้างแหละ

โดยเฉพาะโทรศัพท์สายนี้ เดิมทีก็เป็นสายเรียกเข้าเหนือสัมผัสอยู่แล้ว มันย่อมทำให้คนรู้สึกหนาวเหน็บและหวาดกลัวได้อย่างแน่นอน

แต่เป็นที่รู้กันดีว่า การไม่รู้จักความหวาดกลัวคือคุณสมบัติมาตรฐานของกองกำลังสำรวจ อย่างน้อยไป๋อู้ก็คิดแบบนั้น :

"คุณอยู่ที่ไหนล่ะครับ? มั่วลี่ที่แปลว่าความหวัง หรือมั่วลี่ที่แปลว่าดอกมะลิล่ะครับ น้ำเสียงของคุณดูเหมือนกำลังร้องไห้เลย คุณไปเจอเรื่องสะเทือนใจอะไรมาหรือเปล่า? อ้อ จริงสิ ช่วยบอกเบอร์โทรศัพท์ที่โทรมาได้ไหมครับ? คุณโทรมาจากเบอร์อะไรเหรอ? ที่ที่คุณอยู่ตอนนี้คือวันอะไรครับ? สภาพอากาศวันนี้เป็นยังไงบ้าง เป็นตอนกลางคืนหรือตอนกลางวัน? สะดวกบอก วัน เดือน ปี ไหมครับ?"

"ฉันชื่อมั่วลี่..."

เสียงจากปลายสายยิ่งบิดเบี้ยวมากขึ้น ไป๋อู้ขมวดคิ้ว :

"ผมชื่อไป๋อู้ ไป๋ที่แปลว่าสีขาว อู้ที่แปลว่าหมอก ผมยังไม่เจอเรื่องสะเทือนใจหรอกครับ แต่ตอนนี้กำลังเจอเรื่องน่าปวดหัวอยู่ ผมอยู่ที่จุดเริ่มต้นของถนนสายหนึ่ง ใช้ตู้โทรศัพท์ฝั่งตะวันออกอยู่ ถ้าคิดตามปฏิทินหอคอย วันนี้คือวันพุธ เป็นตอนกลางวัน เอาล่ะ สิ่งที่ผมควรบอก ผมก็บอกไปหมดแล้ว ทีนี้ตาคุณบ้างล่ะ"

"ฉันชื่อมั่วลี่..."

เสียงนั้นยิ่งบิดเบี้ยวมากขึ้น ราวกับกำลังร้องไห้แต่ก็เหมือนกับกำลังส่งเสียงหัวเราะชวนสยอง ไป๋อู้รู้สึกงุนงงมาก :

"สวัสดีครับคุณมั่วลี่ ไม่ทราบว่ามีอะไรให้ผมช่วยไหมครับ?"

"พูดเรื่องอื่นบ้างได้ไหมครับ? พูดอะไรก็ได้ คุณเองก็อยู่ในตู้โทรศัพท์เหมือนกันเหรอ?"

"อย่างน้อยก็บอกผมหน่อยเถอะครับ ว่าจะรับเควสต์ยังไง! นี่คุณโทรมาเพื่อให้ผมฟังคุณบอกชื่อตัวเองแค่นี้เหรอครับ?"

"ฮัลโหล เสี่ยวมั่ว คุณยังฟังอยู่หรือเปล่าครับ? ยังอยู่ไหม? ไม่เป็นไรครับ คุณอยากพูดอะไรก็พูดมาเลย ไม่ต้องตอบคำถามผมก็ได้? หรือว่าคุณเป็นหุ่นยนต์? เป็นโปรแกรมเหรอ? หรือว่าพื้นที่ตรงนี้ก็เป็นเขตจักรกลเหมือนกัน?"

"..."

ตู๊ด ———— เสียงสัญญาณสายไม่ว่างดังขึ้น โทรศัพท์ถูกวางสายไปแล้ว ไม่ใช่ฝีมือของไป๋อู้ แต่เป็นคนที่อยู่ปลายสายต่างหากที่เป็นคนวางสาย

ไป๋อู้รู้สึกงุนงงมาก นี่มันเรื่องอะไรกันเนี่ย? ในหมายเหตุบอกว่าต้องรับสาย "สายเรียกเข้าเหนือสัมผัส" ให้เสร็จก่อน ถึงจะเดินต่อไปได้นี่นา

นี่นับว่าเขารับสายเสร็จแล้วหรือยังเนี่ย? คำถามนี้ได้รับคำตอบอย่างรวดเร็ว ไป๋อู้พบว่าบนกระจกของตู้โทรศัพท์ทุกตู้ มีนาฬิกานับถอยหลังปรากฏขึ้น — 6:59

เขาเดาความจริงได้อย่างรวดเร็ว :

"หกนาทีห้าสิบเก้าวินาที... นี่น่าจะเป็นเวลาที่ฉันสามารถเดินผ่านตู้โทรศัพท์ได้อย่างอิสระหลังจากนี้สินะ แต่อิ่นซวงหลังจากคุยโทรศัพท์เสร็จ กลับไม่ได้เวลามาเลย น่าจะเป็นเพราะสิทธิ์ยกเว้นถูกใช้ไปเพื่อหักล้างกับสถานะผิดปกติแล้ว ถ้าฉันพาอิ่นซวงเดินต่อไปด้วย จะเกิดอะไรขึ้นนะ?"

ไป๋อู้ยังไม่คิดจะรีบส่งอิ่นซวงกลับไปหรอกนะ

เพียงแต่ตอนนี้เขายิ่งรู้สึกแปลกใจมากขึ้นไปอีก อิ่นซวงอ่อนแอขนาดนี้เลยเหรอ? โทรศัพท์สายนี้รับสายแล้วก็ไม่เห็นจะรู้สึกอะไรเลยนี่นา

หรือว่าความจริงแล้ว โทรศัพท์แต่ละสาย จะมีความยากง่ายแตกต่างกัน?

จนถึงตอนนี้ ไป๋อู้ก็ยังไม่สัมผัสได้ถึงสิ่งที่เรียกว่าความยากเลย เขารู้สึกแค่ว่าอีกฝ่ายที่วางสายไปดื้อ ๆ นั้นไม่มีมารยาทเอาเสียเลย

"ดูเหมือนว่าจะต้องรอให้เธอตื่นขึ้นมาก่อน แล้วค่อยถามดูแล้วล่ะ ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่"

เขาแบกอิ่นซวงขึ้นหลัง แล้วเดินผ่านตู้โทรศัพท์ไป ในเวลานี้ไป๋อู้ก็สังเกตเห็นว่า เวลาบนตู้โทรศัพท์ทุกตู้ ลดลงเร็วขึ้น

จากเดิมที่ลดลงทีละหนึ่งวินาที ตอนนี้กลายเป็นลดลงทีละสองวินาทีแล้ว

"ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง ถ้ามีคนก้าวล้ำเส้นสองคน นั่นก็หมายความว่าความเร็วในการหักเวลาจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า เท่ากับว่าความจริงแล้วฉันมีเวลาเดินหน้าแค่สามนาทีกว่า ๆ เท่านั้น"

เสียงโทรศัพท์ในตู้ยังคงดังอย่างต่อเนื่อง ตอนนี้ไป๋อู้สามารถเดินไปมาได้อย่างอิสระประมาณสามนาทีกว่า ๆ ซึ่งนั่นหมายความว่าเขามีสิทธิ์เลือกแล้ว

ข้างหน้าคือตู้โทรศัพท์ที่ตั้งเรียงรายกันอย่างหนาแน่นจนมองไม่เห็นจุดสิ้นสุด ถึงแม้ตู้โทรศัพท์จะไม่ดังทุกตู้ แต่เสียงกริ่งก็แทบจะครอบคลุมไปทั่วทั้งถนนแล้ว

หลังจากคิดดูแล้ว ไป๋อู้ก็สรุปแผนการเคลียร์ด่านที่เป็นไปได้ออกมาสองแผน —

"ในเวลาสามนาที ฉันสามารถเลือกที่จะเดินหน้าต่อไปเรื่อย ๆ แบบนี้ก็จะสามารถเดินผ่านถนนสายนี้ไปได้ในเวลาอันสั้น และได้เห็นสิ่งที่อยู่สุดปลายถนน แต่นั่นก็เท่ากับเป็นการเคลียร์ด่านแบบสปีดรัน ซึ่งการสปีดรันก็เป็นแค่การโชว์สเตปเท่านั้นแหละ ไม่มีประโยชน์อะไรหรอก"

"ฉันสามารถเลือกรับโทรศัพท์ส่วนใหญ่ เพื่อปะติดปะต่อเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้นในพื้นที่แห่งนี้จากข้อมูลในโทรศัพท์ได้"

เมื่อคิดได้เช่นนี้ ในที่สุดไป๋อู้ก็เลือกตู้โทรศัพท์ที่อยู่ใกล้ที่สุด เตรียมจะรับสายไล่ไปทีละตู้ช้า ๆ

เมื่อยกหูโทรศัพท์ขึ้นมาเป็นครั้งที่สอง คราวนี้ไป๋อู้ตัดสินใจว่าจะถามคำถามให้น้อยลงหน่อย :

"ผมชื่อผังอวี่ครับ"

ครั้งนี้คนที่รับสายเป็นผู้ชาย อายุคาดเดาได้ยาก น่าจะอยู่ระหว่างสิบแปดถึงสามสิบปี

ก็ยังคงเป็นน้ำเสียงแปลก ๆ แบบนี้อีกแล้ว สมมติว่าโลกนี้มีผีจริง ๆ งั้นผังอวี่กับมั่วลี่ก็น่าจะเหมือนกับพวกผีตายโหงนั่นแหละ ที่พูดจาไม่มีเรี่ยวมีแรง แต่กลับลากเสียงยาวเฟื้อย

"โอ้ เหล่าผัง ฉันคิดถึงนายแทบแย่เลยนะ!"

ตีสนิทซะหน่อย คงไม่เป็นไรหรอกมั้ง?

"ฉันชื่อผังอวี่โว้ย!!!!"

ราวกับกำลังทนรับความทรมานอย่างแสนสาหัสบางอย่าง ความโกรธแค้นและความไม่ยินยอม ล้วนอัดแน่นอยู่ในเสียงคำรามนี้ ถ้าเปลี่ยนเป็นคนอื่น เวลาแบบนี้ก็คงจะสัมผัสได้ถึงบรรยากาศชวนขนลุกบางอย่างแล้วล่ะ

แต่ไป๋อู้ไม่รู้สึกอะไรเลยจริง ๆ นะ

และก็เห็นได้ชัดว่า เป็นเพราะคำตอบของไป๋อู้ดูเหมือนจะขาดอารมณ์ความรู้สึกบางอย่างที่จำเป็นไป เขาจึงไม่สามารถเข้าสู่ฉากในโทรศัพท์ได้เสียที

ไป๋อู้ลองคิดดูอย่างจริงจัง ไอ้เสียงคำรามแบบนี้? หรือว่าจะเป็นพวกเกรียนคีย์บอร์ดยุค 2011? เข้าใจละ เดี๋ยวจะเล่นด้วยเดี๋ยวนี้แหละ

"ฉันชื่อไป๋อู้โว้ย!!!!"

"..."

ตู๊ด —

โทรศัพท์ถูกวางสายไป

ครั้งนี้ไป๋อู้พบว่า เวลาของตัวเองเพิ่มขึ้นมาอีกแล้ว ตัวเลขบนนาฬิกานับถอยหลังเหลือเวลาอีกสิบสองนาที

"อืม แบบนี้ก็เท่ากับมีเวลาหกนาทีแล้ว แต่การจะสื่อสารกับฉันเนี่ยมันยากขนาดนั้นเลยเหรอ? ฉันก็พยายามรับโทรศัพท์อย่างเต็มที่แล้วนะ"

เมื่อเห็นว่าอิ่นซวงยังไม่ฟื้น ไป๋อู้ก็ตัดสินใจจะรับโทรศัพท์อีกสักสาย

เมื่อเดินมาถึงตู้โทรศัพท์ ไป๋อู้ก็ยกหูโทรศัพท์ขึ้นเป็นครั้งที่สาม

"พี่ชาย... ช่วยผมด้วย... ผมหนาวเหลือเกิน... ผมชื่อเหวินฮ่าว"

ถ้าพูดให้เร็วกว่านี้หน่อย น้ำเสียงให้ดูรีบร้อนกว่านี้หน่อย ไป๋อู้ก็คงคิดว่าอีกฝ่ายกำลังขอความช่วยเหลือจริง ๆ แต่ตอนนี้ไป๋อู้รู้สึกว่าอีกฝ่ายเหมือนเด็กที่กำลังเดินละเมอ ร้องตะโกนออกมาอย่างไม่มีเรี่ยวมีแรงมากกว่า

เมื่อเชื่อมโยงกับน้ำเสียงที่ไม่ปกติของคนในโทรศัพท์สองสายก่อนหน้านี้ จู่ ๆ ไป๋อู้ก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้

คนพวกนี้... หรือว่าต่างก็กำลังตกอยู่ในความทุกข์ทรมานที่รอคอยการช่วยเหลือ?

ในหมายเหตุบอกว่าเป็นสายเรียกเข้าที่ข้ามผ่านมิติเวลา สำหรับตัวเขาในตอนนี้ คนพวกนี้อาจจะตายไปนานมากแล้วก็ได้

นี่ก็หมายความว่า สิ่งที่เขาได้รับในตอนนี้ คือสายเรียกเข้าจากผีจริง ๆ งั้นสิ?

จะเป็นไปได้ไหมว่า สาเหตุที่คนพวกนี้พูดจาด้วยน้ำเสียงแปลก ๆ เป็นเพียงเพราะพวกเขาได้ผ่านเรื่องราวในลูปบางอย่างมานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว?

"ผมต้องทำยังไงถึงจะช่วยคุณได้ล่ะ?"

บางทีอาจจะเป็นเพราะในที่สุดเขาก็เกิดความรู้สึกสงสารเด็กคนนี้ขึ้นมานิดหน่อย ในไม่ช้าไป๋อู้ก็พบว่า ฉากนอกตู้โทรศัพท์เริ่มสลายไปราวกับจิ๊กซอว์ที่แตกกระจาย จากนั้นจิ๊กซอว์ชิ้นใหม่ก็เริ่มก่อตัวขึ้นมาเป็นโลกใบใหม่อีกครั้ง

ภาพนี้ดูเหมือนจะกินเวลานานมาก แต่ก็ราวกับเกิดขึ้นเพียงชั่วพริบตา

เมื่อไป๋อู้ดึงสติกลับมาได้ เขาก็พบว่าตัวเองมาอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่คุ้นเคยเสียแล้ว

เสียงหวูดเรือดังขึ้น เขาราวกับมาอยู่ที่สุดปลายถนนสายหนึ่ง และในเวลานี้เอง ไป๋อู้ก็มองเห็นเรือสำราญขนาดยักษ์ที่ดูเหมือนเมืองลอยน้ำ อยู่ที่ท่าเรืออันโอ่อ่าอลังการแห่งหนึ่ง

ต่อให้เป็นในโลกก่อน ไป๋อู้ก็ไม่เคยเห็นยานพาหนะทางน้ำที่ใหญ่โตมโหฬารขนาดนี้มาก่อนเลย

เรือสำราญลำนั้นอยู่ห่างจากท่าเรือเกือบเจ็ดร้อยเมตร โดยมีสะพานข้ามทะเลที่สร้างขึ้นมาเทียบท่าเรือเชื่อมต่อเอาไว้

สิ่งที่สามารถยืนยันได้ก็คือ ถ้าเรือสำราญลำนี้แล่นออกไป สะพานข้ามทะเลความยาวเจ็ดร้อยเมตรแห่งนี้ จะต้องพังทลายลงมาอย่างแน่นอน

ตรงทางเข้าสะพาน มีทหารถือปืนคอยคุ้มกันอยู่มากมาย ทางเข้านั้นเปรียบเสมือนจุดตรวจตั๋ว การจะขึ้นเรือได้จำเป็นต้องมีตั๋วเรือเท่านั้น

ด้านนอกท่าเรือมีผู้คนต่อแถวยาวเหยียด ส่วนไป๋อู้ในตอนนี้ก็อยู่ในแถวนั้นด้วย ข้างหน้าเขาคือครอบครัวพ่อแม่ลูกสามคนที่กำลังตรวจตั๋วอยู่

อีกไม่นานก็จะถึงคิวเขาขึ้นเรือแล้ว

"ทุกคนต้องมีตั๋ว! ไม่มีตั๋วห้ามผ่านเด็ดขาด! ครอบครัวคุณมีตั๋วแค่สองใบ ต้องทิ้งไว้คนนึง"

คนที่รับผิดชอบตรวจตั๋วพูดจาเย็นชามาก ทุกสิ่งทุกอย่างบนเรือสำราญโนอาห์ ล้วนผ่านการคำนวณมาอย่างแม่นยำ นี่คือระบบนิเวศน์ทางทะเลสำหรับมนุษยชาติ

ดังนั้นจำนวนประชากรตั้งต้น ก็ต้องถูกควบคุมอย่างเข้มงวดเช่นกัน

และคนที่กำลังโต้เถียงกับเจ้าหน้าที่ตรวจตั๋วอยู่ข้างหน้าไป๋อู้ ก็คือครอบครัวพ่อแม่ลูกสามคนของเหวินฮ่าวนั่นเอง

พวกเขาอยู่ห่างจากเรือสำราญขนาดยักษ์ที่ดูเหมือนจะเป็นตัวแทนของความหวังและอนาคตเพียงแค่เจ็ดร้อยเมตร แต่ในตอนนี้ ครอบครัวนี้กำลังเผชิญกับคำถามแบบปรนัยอยู่

ตั๋วสองใบ คนสามคน มีเพียงสองคนเท่านั้นที่จะได้เดินข้ามสะพานข้ามทะเลแห่งนี้ ส่วนคนที่เหลือ จะต้องถูกทิ้งไว้ในเมืองที่ทรัพยากรอาจจะไม่เหลือหลอแห่งนี้

พ่อแม่ของเหวินฮ่าวอ้อนวอนเจ้าหน้าที่ตรวจตั๋ว เพื่อขอให้เด็กวัยสิบสองขวบได้เข้าไป

เสียงร้องไห้ของพวกเขาช่างน่าเวทนาเหลือเกิน เพียงแต่ข้างหลังยังมีแถวที่ยาวเหยียด และยังมีผู้คนอีกนับไม่ถ้วนที่รอขึ้นเรืออยู่

เสียงร้องตะโกนจนสุดเสียงเหล่านี้ จึงดูไร้ความหมายไปเลย

ภาพเหตุการณ์เช่นนี้ สำหรับเจ้าหน้าที่ทหารที่ทำหน้าที่ตรวจตั๋วแล้ว ถือเป็นเรื่องปกติธรรมดามาก เขาชินชาจนสามารถเพิกเฉยต่อมันได้แล้ว

"ตั๋วสองใบ ก็เข้าได้แค่สองคน คนข้างหน้าก็ทำแบบนี้กันมาทั้งนั้น พวกคุณรีบหน่อยดีกว่า ก่อนค่ำวันนี้ต้องโหลดคนเข้าโซน A ให้เสร็จ อย่าทำให้ทุกคนต้องมารอพวกคุณครอบครัวเดียวนะเว้ย!"

"ฉันให้เวลาพวกแกยี่สิบวินาที! ไม่งั้นก็ไสหัวไปให้พ้น!"

คำพูดที่ดูเหมือนไร้เยื่อใยนี้ กลับเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดในเวลาที่ต้องการความเป็นระเบียบเรียบร้อยแบบนี้ วิธีการของเจ้าหน้าที่ตรวจตั๋วถึงแม้จะทำให้หลายคนไม่พอใจ แต่ก็ทำให้กระบวนการขึ้นเรือราบรื่นขึ้นมาก

ความโศกเศร้าและความยินดีของมนุษย์ในวินาทีนี้ ความจริงแล้วก็เชื่อมโยงกันอยู่ไม่น้อย เพราะหลายคนที่ต่อคิวอยู่ข้างหลัง ต่างก็มีตั๋วเรือแค่ใบเดียวหรือสองใบเท่านั้น

พวกเขาหอบลูกจูงหลาน ด้วยความหวังที่จะไม่ทอดทิ้งกันจนถึงวินาทีสุดท้าย

แต่ถ้าสิ่งที่เรียกว่ายูโทเปียมีที่ว่างเพียงแค่นั้น ความอบอุ่นก่อนหน้านี้ทั้งหมด ก็จะกลายมาเป็นฉากอันโหดร้ายในตอนจบ

จุดจบของเหวินฮ่าวนั้นชัดเจนอยู่แล้ว ตอนที่ไป๋อู้มองไปที่เขา หมายเหตุที่เด้งขึ้นมาในสายตาเป็นแบบนี้ —

【หัวข้อ : ท่าเรืออันโดดเดี่ยว เนื้อหา : ลมทะเลที่ท่าเรือเหน็บหนาวเหลือเกิน น้ำตาก็เย็นเฉียบ ฉันปรารถนาให้คืนนี้มีฟ้าแลบฟ้าร้อง ฉันจะได้ไม่ได้ยินเสียงฉีกทึ้งอันน่าสยดสยองนั่น ทิวทัศน์ยามค่ำคืนสวยงามมาก พ่อกับแม่ไปที่แสนไกลแล้ว บนผืนทะเลที่กว้างใหญ่ไพศาล ไม่มีใครรอฉันอยู่เลย — ผู้เขียน : ดวงตาสุดหล่อ นายก็เห็นแล้วนี่ ความยึดติดของเขาล่องลอยอยู่ในเมืองแห่งนี้ น่าเสียดายที่ความสามารถในการเข้าถึงอารมณ์ความรู้สึกของนายมันมีปัญหา เลยสัมผัสถึงมันไม่ได้~ นายสามารถลองพยายามช่วยเขา หรือจะฆ่าเขาทิ้งซะ หรือพกเขาไปอยู่ในที่ปลอดภัย? หรือไม่ก็มอบอนาคตที่ไม่เคยเป็นจริงให้กับเขาสักทีดีไหมล่ะ?】

ไป๋อู้พอจะเข้าใจแล้ว

เสียงในโทรศัพท์ สามารถดึงสติสัมปชัญญะของคนให้เข้าไปอยู่ในฉากใดฉากหนึ่ง เพื่อสัมผัสกับประสบการณ์ที่คนที่อยู่ปลายสายเคยเผชิญเมื่อในอดีตได้

ดูเหมือนว่าอิ่นซวงน่าจะไปเจอความเจ็บปวดของใครบางคนเข้า ก็เลยทำให้สลบไป

เพียงแต่ทำไมถึงต้องใช้วิธีตู้โทรศัพท์ด้วยล่ะ?

ไป๋อู้ไม่ได้คิดอะไรให้มากความ เขามองไปที่เรือสำราญลำนั้นที่อยู่ไกลออกไป ก็พบว่าหมายเหตุของดวงตาของเพลเยอร์คล้ายกับสองข้างทางของถนนก่อนหน้านี้ แต่ก็มีคำใบ้เพิ่มเติมมาอีกประโยคหนึ่ง :

【ก็แค่ฉากหลังที่ไม่มีประโยชน์อะไร นายไม่สามารถเข้าไปในเรือลำนั้นผ่านฉากนี้ได้จริง ๆ หรอกนะ ขอเตือนด้วยความหวังดี — สิ่งที่นายสูญเสียไปที่นี่ จะกลับคืนมาทั้งหมดหลังจากที่นายวางสายแล้ว】

ความจริงแล้วไป๋อู้ก็มีความคิดบางอย่างอยู่แล้ว คำใบ้ของดวงตาของเพลเยอร์ ก็ถือว่าเป็นการบอกใบ้คำตอบให้รู้กลาย ๆ

ไอเทมที่ใช้ไปที่นี่ จะไม่หายไปจริง ๆ ขอแค่กลับไปสู่โลกภายนอกตู้โทรศัพท์ก็พอ

และตอนที่อยู่ในคฤหาสน์ ไป๋อู้ก็เคยได้รับตั๋วเรือมาแล้วใบหนึ่ง

(จบบท)

จบบทที่ บทที่ 170 โลกในโทรศัพท์

คัดลอกลิงก์แล้ว