- หน้าแรก
- เส้นทางราชการของผม เกิดใหม่ทั้งที ครั้งนี้ขอกุมอำนาจ
- บทที่ 31 ความสำเร็จที่ต้องเก็บงำ
บทที่ 31 ความสำเร็จที่ต้องเก็บงำ
บทที่ 31 ความสำเร็จที่ต้องเก็บงำ
ทันทีที่ก้าวพ้นประตูอาคารสำนักงานคณะรัฐบาลมณฑล และมายืนอยู่บนขั้นบันได เสิ่นชิวหัวก็หรี่ตามองลานกว้างเบื้องหน้า ความรู้สึกตื่นเต้นยินดีอย่างเปี่ยมล้นพลุ่งพล่านขึ้นมาจากก้นบึ้งของหัวใจ ทำให้เขารู้สึกตัวเบาหวิวราวกับล่องลอยอยู่บนปุยเมฆ
สองเท้าของเขาเหมือนเหยียบอยู่บนปุยฝ้าย ร่างกายเต็มเปี่ยมไปด้วยพละกำลังที่ใช้เท่าไหร่ก็ไม่มีวันหมด หากไม่ติดว่าสถานที่นี้ไม่เหมาะสม เขาคงตะโกนร้องออกมาดังๆ ให้สมกับความดีใจแล้ว
เมื่อสักครู่นี้ หวงอี๋ผิงเพิ่งจะพาเขาไปพบและพูดคุยกับซุนจี้ผิง เลขาธิการรัฐบาลมณฑลอย่างเป็นทางการ แม้ท่านเลขาธิการซุนจะไม่ได้บอกตรงๆ ว่าเขาจะได้ตำแหน่งอะไร แต่เรื่องแบบนี้ก็ไม่จำเป็นต้องอธิบายให้มากความหรอก
เพราะตอนนี้มันเป็นเพียงแค่การตกลงกันในเบื้องต้นเท่านั้น ส่วนขั้นตอนการโอนย้ายอย่างเป็นทางการ ยังต้องรอให้ทางสำนักงานคณะรัฐบาลมณฑลประสานงานกับฝ่ายจัดตั้งก่อน
ตามที่หวงอี๋ผิงบอก ฝ่ายจัดตั้งพรรคมณฑลจะดำเนินการโอนย้ายประวัติการทำงานของเขาจากมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ มายังฝ่ายเลขานุการของสำนักงานคณะรัฐบาลมณฑลเสียก่อน จากนั้นทางฝ่ายจัดตั้งจึงจะออกคำสั่งแต่งตั้งตำแหน่งและหน้าที่ที่ชัดเจนให้เขาอีกที
เสิ่นชิวหัวพอจะศึกษาโครงสร้างของสำนักงานคณะรัฐบาลมณฑลมาบ้าง แต่กรณีของเขานั้นถือว่าพิเศษมากทีเดียว
ถ้าว่ากันตามตำแหน่งหลักแล้ว หลีเว่ยปินดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการพรรคส่านหนาน ส่วนตำแหน่งรองผู้ว่าการมณฑลและเลขาธิการพรรคเมืองฉินซีนั้นเป็นเพียงตำแหน่งควบ
ตามปกติแล้ว ห้องทำงานและเลขาฯ ของผู้นำระดับนี้ ควรจะสังกัดอยู่กับคณะกรรมการพรรคมณฑล แต่หลีเว่ยปินกลับมีห้องทำงานและเลขาฯ สังกัดอยู่กับสำนักงานคณะรัฐบาลมณฑล ดังนั้น เสิ่นชิวหัวจึงคาดเดาไม่ได้เลยว่าตัวเองจะได้ดำรงตำแหน่งอะไรกันแน่
แต่ถึงอย่างไร
การได้ก้าวกระโดดจากตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์บริหารจัดการแบบบูรณาการในสวนนวัตกรรมฯ ของมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ ขึ้นมาเป็นเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานระดับมณฑล แถมยังเป็นหน่วยงานหลักอย่างสำนักงานคณะรัฐบาลมณฑล เสิ่นชิวหัวย่อมรู้ดีว่า นี่ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนงานธรรมดาๆ แต่มันคือการพลิกชะตาชีวิต ราวกับปลาหลีฮื้อกระโดดข้ามประตูมังกรเลยทีเดียว
นับจากนี้เป็นต้นไป
ชีวิตของเขา เสิ่นชิวหัว จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง
...
ณ โรงเรียนพรรคคณะกรรมการพรรคมณฑล
ตอนที่เสิ่นชิวหัวกลับมาจากอาคารสำนักงานคณะรัฐบาลมณฑล เวลาก็ล่วงเลยมาถึงบ่ายโมงแล้ว ก่อนหน้านี้ ท่านรองเลขาธิการหลีได้สั่งการไว้ชัดเจนว่า เขาต้องเข้ารับการอบรมต่อไป
ดังนั้น ในช่วงเวลานี้ เสิ่นชิวหัวจึงต้องปักหลักอยู่ที่โรงเรียนพรรคฯ ไปก่อน
ทว่า การไปสำนักงานคณะรัฐบาลมณฑลในครั้งนี้ เขาไม่ได้กลับมามือเปล่า แต่หอบเอาเอกสารต่างๆ กลับมาด้วยเป็นกระตั้ก
มีทั้งสมุดหน้าเหลืองรวมรายชื่อผู้บริหารของคณะกรรมการพรรคและรัฐบาลมณฑล
รายชื่อผู้บริหารหน่วยงานระดับมณฑล ผู้นำระดับเมือง และผู้บริหารรัฐวิสาหกิจในส่านหนาน
นอกจากนี้ ยังมีเอกสารคู่มือการปฏิบัติงานพื้นฐาน ทั้งระเบียบวาระการประชุม และขั้นตอนการดำเนินงานของคณะกรรมการประจำพรรคและรัฐบาลมณฑล
รวมไปถึงเอกสารที่เกี่ยวข้องกับเมืองฉินซีอีกจำนวนหนึ่ง
ฟังดูเหมือนจะเยอะแยะวุ่นวาย แต่พอจับใส่ซองเอกสารสีน้ำตาล ก็ได้แค่สองซองเท่านั้น
ในฐานะผู้อำนวยการสำนักงานบริหารส่วนกลางของสำนักงานคณะรัฐบาลมณฑล หวงอี๋ผิงทำงานได้อย่างไร้ที่ติ เธอเตรียมเอกสารเหล่านี้ไว้ให้ล่วงหน้าแล้ว พอเสิ่นชิวหัวเซ็นชื่อรับ ก็หอบกลับมาได้เลย
ยิ่งไปกว่านั้น ซุนจี้ผิง เลขาธิการรัฐบาลมณฑล ยังได้มอบแฟ้มข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์สำรอง ที่เกี่ยวกับโครงการเมืองหัวหยางให้เขาด้วย
ตามที่ท่านเลขาธิการซุนบอก ตอนนี้ผู้นำกำลังให้ความสำคัญกับโครงการนี้มาก ในเมื่อผู้นำได้พูดคุยกับเขา และอนุมัติเรื่องการโอนย้ายแล้ว เขาก็ควรจะต้องรีบศึกษาและทำความเข้าใจข้อมูลเหล่านี้ให้เร็วที่สุด
เมื่อกลับมาถึงแคมปัสของโรงเรียนพรรคฯ อีกครั้ง
ทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัว ไม่ว่าจะเป็นต้นไม้ใบหญ้า ล้วนดูเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน
แต่ทัศนคติของเสิ่นชิวหัวกลับเปลี่ยนไปราวกับหน้ามือเป็นหลังมือ
เมื่อครึ่งวันก่อน ตอนที่เขาอยู่ที่นี่ เขายังเป็นแค่ข้าราชการตัวเล็กๆ ที่ไม่มีใครสนใจ เดินสวนกับใคร เขาก็เป็นฝ่ายที่ตำแหน่งต่ำกว่า หรือไม่ก็อายุงานน้อยกว่า
แต่ในตอนนี้ เสิ่นชิวหัวกลับรู้สึกว่าเรื่องราวเหล่านั้น มันกลายเป็นอดีตที่ห่างไกลออกไปแล้ว
การเปลี่ยนแปลงทางความคิดนี้ เกิดขึ้นอย่างเงียบเชียบจนแม้แต่ตัวเขาเองก็แทบไม่รู้ตัว ราวกับว่าเขาได้ก้าวผ่านจุดเปลี่ยนนั้นมาอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว
"อ้าว เสี่ยวเสิ่น กลับมาแล้วเหรอ"
"เมื่อเช้าแวะไปโรงพยาบาลมาอีกแล้วล่ะสิ"
ภายในห้องพัก
เนื่องจากเมื่อเช้าเสิ่นชิวหัวลางานไม่ได้เข้าเรียน จ้าวหรูโปก็เลยทึกทักเอาเองว่าเขาคงไปเฝ้าพ่อตาที่โรงพยาบาลมาแน่ๆ
ในสายตาของจ้าวหรูโป เสิ่นชิวหัวยังหนุ่มยังแน่น หน้าบาง ไม่เหมือนเขยรุ่นเดอะอย่างเขา ที่จะหน้าหนากว่า
"เปล่าครับ ออกไปทำธุระมานิดหน่อยน่ะครับ"
"พี่จ้าวครับ เมื่อเช้าไม่มีเช็กชื่อใช่ไหมครับ"
จ้าวหรูโปส่ายหน้า
แต่ก็อดไม่ได้ที่จะพูดเหน็บแนมไปประโยคหนึ่ง "โธ่เอ๊ย คลาสแบบนี้ ขาดไปสักครั้งสองครั้งก็ไม่เห็นเป็นไรเลย ไม่ได้จะไปสอบปริญญาเอกซะหน่อย"
เสิ่นชิวหัวยิ้มรับ แต่ไม่ได้เถียงอะไร
พูดกันตามตรง ถ้าเป็นเมื่อก่อน แม้เขาจะไม่เห็นด้วยกับคำพูดของจ้าวหรูโป แต่ลึกๆ แล้ว เขาก็คงคิดแบบนั้นเหมือนกัน
แต่ตอนนี้สถานการณ์มันเปลี่ยนไปแล้ว ถึงแม้หลักสูตรปรัชญาและสังคมศาสตร์นี้จะดูไร้สาระ แต่ในเมื่อมันเป็นการอบรมด้านทฤษฎี เขาก็ต้องตั้งใจเรียนให้ได้ความรู้กลับไปให้มากที่สุด เพราะถ้าเกิดผู้นำถามอะไรขึ้นมา แล้วเขาตอบไม่ได้ล่ะก็ มีหวังได้ขายหน้าตายเลย
ตอนที่คุยกับท่านเลขาธิการหลีเมื่อเช้า แม้จะใช้เวลาไม่นาน แต่เสิ่นชิวหัวก็สัมผัสได้เลยว่า ท่านผู้นำมีความรู้และทฤษฎีที่แน่นปึ้ก ความรู้ครึ่งๆ กลางๆ ของเขา เมื่อเทียบกับท่านแล้ว ก็เหมือนเด็กเล่นขายของเลยล่ะ
ถ้าเป็นเมื่อก่อน เขาอาจจะไม่แคร์เรื่องพวกนี้ แต่ตอนนี้ ถ้าเขาตามความคิดของผู้นำไม่ทันล่ะก็ อนาคตคงลำบากแน่
ช่วงหลายวันต่อมา
แรกๆ เสิ่นชิวหัวก็ยังตื่นเต้นจนไม่มีสมาธิ
ใจมันคอยจะลอยไปคิดถึงเรื่องนู้นเรื่องนี้อยู่เรื่อย
แต่เมื่อวันปิดการอบรมใกล้เข้ามา เขาก็พยายามบังคับตัวเองให้จดจ่อกับการเรียนมากขึ้น เวลาเข้าเรียน เขามักจะไปนั่งหน้าสุดเสมอ แถมยังจดเลกเชอร์จนสมุดเต็มไปหมด
ตลอดสามวันมานี้ นอกจากจะแวะไปที่สำนักงานคณะรัฐบาลมณฑลอีกรอบแล้ว เขาก็ไม่ได้กลับบ้านเลย
พอตกกลางคืนหรือมีเวลาว่าง เขาก็จะหยิบเอกสารขึ้นมาอ่านซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพื่อจดจำข้อมูลต่างๆ ให้ขึ้นใจ
อย่างที่คนโบราณว่าไว้ การได้ดิบได้ดีแล้วไม่กลับไปอวดคนที่บ้านเกิด ก็ไม่ต่างอะไรกับการใส่เสื้อผ้าสวยๆ เดินในความมืด
เสิ่นชิวหัวเองก็อยากจะบอกข่าวดีนี้ให้เฉินเยี่ยน ภรรยาของเขาได้รู้ใจแทบขาด แต่เขาก็ต้องข่มใจไว้
เพราะตราบใดที่ยังไม่มีประกาศแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ ขืนเขาเอาเรื่องนี้ไปป่าวประกาศ แล้วผู้นำเกิดรู้เข้า จะคิดยังไงล่ะ
แต่บนโลกนี้ ก็ไม่มีความลับอะไรที่ปิดได้มิดหรอกนะ
...
มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ ฝ่ายจัดตั้งคณะกรรมการพรรคมหาวิทยาลัย
วันที่ 6 ธันวาคม
เช้าวันพฤหัสบดี ทันทีที่เซียวเนี่ยน หัวหน้าฝ่ายจัดตั้งคณะกรรมการพรรคมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ ก้าวเข้าห้องทำงานและนั่งลงที่โต๊ะ โทรศัพท์จากฟู่ปิน รองหัวหน้าฝ่ายจัดตั้งพรรคมณฑล ก็ดังขึ้น
ฟู่ปินกับเซียวเนี่ยนเป็นเพื่อนร่วมรุ่นกัน จบปริญญาโทสาขาปรัชญามาร์กซิสต์จากมหาวิทยาลัยครูส่านหนานมาด้วยกัน แต่พอเรียนจบ ฟู่ปินก็ถูกส่งตัวไปทำงานในหน่วยงานท้องถิ่น ส่วนเซียวเนี่ยนเลือกที่จะสอบเข้าเรียนต่อปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ และทำงานที่นั่นมาจนถึงปัจจุบัน
ด้วยความที่เป็นเพื่อนกัน แถมยังทำงานในแวดวงราชการเหมือนกัน ทั้งคู่จึงติดต่อกันอยู่เสมอ
แต่ที่ต่างไปจากทุกทีก็คือ วันนี้พอรับสายปุ๊บ ฟู่ปินก็บอกด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า จะขอโอนย้ายข้าราชการจากมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์
"แหมๆ ท่านหัวหน้าฝ่ายใหญ่ นี่ถึงขนาดมาฉกคนเก่งจากมหาวิทยาลัยเราเลยเหรอเนี่ย"
ภายในห้องทำงาน
เซียวเนี่ยนพูดหยอกล้อเพื่อนรัก
อันที่จริง เขาก็แอบสงสัยอยู่เหมือนกัน เพราะฟู่ปินเป็นถึงรองหัวหน้าฝ่ายจัดตั้งพรรคมณฑล การจะโอนย้ายข้าราชการธรรมดาๆ คงไม่ต้องถึงมือเขาให้โทรมาจัดการเองหรอก เว้นเสียแต่ว่าจะเป็นข้าราชการระดับผู้บริหารของมหาวิทยาลัย
แต่ถ้าเป็นระดับผู้บริหาร โทรมาหาเขาที่เป็นแค่หัวหน้าฝ่ายจัดตั้งของมหาวิทยาลัย มันก็ไม่ได้ช่วยอะไรนี่นา
แต่ประโยคต่อมาของฟู่ปิน
กลับทำเอาเซียวเนี่ยนถึงกับอึ้งไปเลย
"เสิ่นชิวหัวเหรอ"
"เหล่าฟู่ นายจำคนผิดหรือเปล่า"
"เสิ่นชิวหัวนี่เป็นแค่ข้าราชการระดับหัวหน้าฝ่ายเองนะ ฝ่ายจัดตั้งของพวกนายจะเอาตัวเขาไปทำไม"
พอเซียวเนี่ยนพูดจบ ฟู่ปินก็รีบแก้ต่างทันที "ใครบอกล่ะว่าฝ่ายจัดตั้งจะเอาตัวเขาไป คราวนี้เป็นความประสงค์ของท่านรองเลขาธิการพรรคหลีเว่ยปิน ที่เจาะจงขอตัวเขาไปช่วยงานโดยตรงเลยต่างหากล่ะ"
"ถ้าฉันเดาไม่ผิดนะ งานนี้มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ของพวกนาย ส้มหล่นลูกเบ้อเริ่มเลยล่ะ ฟังจากที่ท่านเลขาธิการซุนบอก เสิ่นชิวหัวน่าจะถูกดึงตัวไปเป็นเลขาฯ ส่วนตัวของท่านเลขาธิการหลีเลยนะ"
เปรี้ยง!
เซียวเนี่ยนรู้สึกเหมือนโดนฟ้าผ่ากลางกบาล
เสิ่นชิวหัวเนี่ยนะ
ได้ไปเป็นเลขาฯ ของหลีเว่ยปิน รองเลขาธิการพรรคมณฑล
เขาคิดยังไงก็คิดไม่ออก ว่าเสิ่นชิวหัวไปทำอีท่าไหนถึงได้ตำแหน่งนี้มา ตอนนี้หมอนั่นกำลังอบรมหลักสูตรปรัชญาและสังคมศาสตร์ของมณฑลอยู่ไม่ใช่เหรอ
แถมก่อนหน้านี้ก็ไม่มีวี่แววหรือข่าวคราวอะไรหลุดรอดออกมาเลยนี่นา