- หน้าแรก
- เส้นทางราชการของผม เกิดใหม่ทั้งที ครั้งนี้ขอกุมอำนาจ
- บทที่ 5 จุดทะลวง เมืองหัวหยาง
บทที่ 5 จุดทะลวง เมืองหัวหยาง
บทที่ 5 จุดทะลวง เมืองหัวหยาง
"ไม่ต้องสงสัยอะไรแล้ว นี่คือคำสั่งโดยตรงจากท่านเลขาธิการหลี"
ซุนจี้ผิงปรายตามองหวงอี๋ผิงที่มีสีหน้าเหลือเชื่อ
เขาไม่ได้อธิบายอะไรเพิ่มเติม
เรื่องแบบนี้จะให้เขาอธิบายยังไงล่ะ
อีกอย่าง ตามหลักแล้วนี่ควรจะเป็นเรื่องดีด้วยซ้ำ ในเมื่อระดับบอสมาระดับนี้ เลือกที่จะตั้งห้องทำงานหลักไว้ที่ฝั่งรัฐบาล ก็แสดงว่าท่านให้ความสำคัญกับงานทางฝั่งนี้มากกว่า
ส่วนเรื่องการคัดเลือกเลขาฯ ยิ่งเป็นงานช้างเลยล่ะ
ในฐานะผู้อำนวยการสำนักงานคณะรัฐบาลมณฑล ซุนจี้ผิงย่อมรู้ดีว่า ถ้าคนที่เขาเสนอชื่อเกิดเข้าตาผู้นำขึ้นมา เขาจะได้ผลประโยชน์มหาศาลแค่ไหน
พูดตรงๆ ก็คือ ได้เครือข่ายคอนเนคชั่นแบบอัตโนมัติ แถมยังได้บุญคุณชิ้นโตอีกด้วย
เมื่อได้ยินคำพูดของซุนจี้ผิง หวงอี๋ผิงก็ไม่ได้โต้แย้งอะไรต่อ แต่เห็นได้ชัดว่าผู้อำนวยการหวงผู้นี้ยังคงรู้สึกตกตะลึงอยู่ไม่น้อย
"เสี่ยวหวง เรื่องอื่นผมคงไม่ต้องพูดอะไรมากแล้วนะ"
"ในเมื่อผู้นำมอบหมายงานมาให้ เราก็ต้องพยายามจัดการให้สำเร็จลุล่วง"
"เอาแบบนี้ วันนี้คุณรีบหาคนไปตรวจสอบห้องทำงานที่เตรียมไว้ก่อนหน้านี้ให้เรียบร้อยอีกรอบนะ"
ภายในห้องทำงาน
หลังจากหวงอี๋ผิงเดินออกไป
ซุนจี้ผิงก็ตกอยู่ในภวังค์ความคิด
ความจริงแล้ว ห้องทำงานน่ะเตรียมไว้เรียบร้อยตั้งนานแล้ว ในตำแหน่งของเขา งานแบบนี้ไม่มีทางปล่อยให้พลาดหรอก ต่อให้ผู้นำจะไม่ได้ใช้ แต่ก็ต้องเตรียมพร้อมไว้เสมอ
ถ้าเขาไม่เป็นคนรอบคอบแบบนี้ ครั้งนี้คงได้ขายหน้าแน่ๆ
...
เมืองฉินซี
ณ อาคารคณะกรรมการพรรคเมือง
เนื่องจากได้รับโทรศัพท์จากผู้นำตั้งแต่เช้าตรู่ ว่าต้องการจะไปดูพื้นที่โครงการหัวหยางเฉิง เหยียนเผิงเฟยที่มาถึงออฟฟิศก่อนเวลาเกือบครึ่งชั่วโมง จึงรีบสั่งการจัดเตรียมกำลังคนและรถยนต์ทันที
หลังจากวุ่นวายอยู่พักใหญ่ในที่สุดเหยียนเผิงเฟยก็จัดการทุกอย่างจนเรียบร้อย
แต่ทว่า ยังไม่ทันจะได้ถอนหายใจอย่างโล่งอก หัวหน้าแผนกอำนวยการก็วิ่งหน้าตั้งเข้ามาในห้องทำงานของเขา
"ท่านเลขาธิการครับ แย่แล้วครับ"
"ทางเขตตงเฉิง ท่านเลขาธิการพรรคเขตหวงและท่านนายกเทศมนตรีเขตเย่ ไม่อยู่ทั้งคู่เลยครับ"
ภายในห้องทำงาน
เมื่อได้ยินประโยคนี้ เหยียนเผิงเฟยแทบจะหน้ามืดหน้ามืดล้มทั้งยืน
กลัวอะไรก็ได้อย่างนั้นจริงๆ
ผู้นำคนใหม่เพิ่งมารับตำแหน่ง ก่อนหน้านี้ท่านเลขาธิการหลีเรียกพบท่านนายกเทศมนตรีจาง ปรากฏว่าคนไม่อยู่
มาตอนนี้ จะลงพื้นที่ไปตรวจสอบโครงการหัวหยางเฉิงที่เขตตงเฉิง ปรากฏว่าทั้งหวงเหว่ยผิง เลขาธิการพรรคเขต และเย่ฟู่หลิน นายกเทศมนตรีเขต ก็ดันไม่อยู่อีก นี่มันตลกร้ายชัดๆ
โชคดีที่เหยียนเผิงเฟยผ่านสมรภูมิมาเยอะ เขาจึงดึงสติกลับมาได้อย่างรวดเร็ว
"งั้นก็รีบติดต่อไปสิ ไม่ดูเวลาเลยหรือไงว่ามันกี่โมงแล้ว"
ทว่า หัวหน้าแผนกอำนวยการกลับส่ายหน้าดิก
"ผมติดต่อไปแล้วครับ ท่านเลขาธิการหวงบอกว่าเช้านี้ไปดูงานที่ผิงเจียง ส่วนท่านนายกเทศมนตรีเขตเย่ ตอนนี้พาคนไปร่วมงานแฟร์ที่ภาคใต้ คงยังกลับมาไม่ได้ในเร็วๆ นี้หรอกครับ"
ชั่วขณะนั้น เหยียนเผิงเฟยก็ถึงกับพูดไม่ออก
แต่ในใจกลับด่าทอหวงเหว่ยผิงและเย่ฟู่หลินไปถึงบรรพบุรุษ
ในมุมมองของเหยียนเผิงเฟย สองคนนี้ช่างไม่รู้กาลเทศะเอาเสียเลยจะออกไปทำธุระตอนไหนก็ไม่ไป ดันมาหายหัวไปพร้อมกันในเวลาแบบนี้ ไม่รู้หรือไงว่าตอนนี้สถานการณ์มันเป็นยังไง
แต่เรื่องมันมาถึงขั้นนี้แล้ว เหยียนเผิงเฟยก็ไม่มีเวลามามัวคิดหาวิธีอื่น
เขาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยกหูโทรศัพท์กดเบอร์หาใครบางคน พูดคุยสั้นๆ สองสามประโยค แล้วจึงหันไปสั่งการหัวหน้าแผนกอำนวยการให้ดำเนินการตามแผนที่วางไว้
ครู่ต่อมา
เมื่อคนเดินออกจากห้องไป
เหยียนเผิงเฟยก็รีบคว้าของแล้วพุ่งตรงไปยังห้องทำงานของเลขาธิการพรรคทันที
...
และในขณะนี้
ภายในห้องทำงาน หลีเว่ยปินกำลังเปิดดูเอกสารบนโต๊ะ โดยมีจ้าวจวิ้น หัวหน้าฝ่ายจัดตั้งคณะกรรมการพรรคเมืองฉินซี ยืนอยู่ตรงหน้า
อย่างที่บอกกับจูจื้อซินไปก่อนหน้านี้ ช่วงสองวันนี้หลีเว่ยปินไม่ได้ออกไปไหนเลย แต่หมกตัวอยู่ในห้องทำงานเพื่ออ่านเอกสารและข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับเมืองฉินซีและส่านหนาน
จากข้อมูลที่เขาได้รับ ปัญหาที่ส่านหนานกำลังเผชิญอยู่นั้น ถือว่าอยู่ในขั้นวิกฤตอย่างแท้จริง และเมืองฉินซีในฐานะเมืองเอก ก็เปรียบเสมือนภาพย่อส่วนของส่านหนานทั้งมณฑลเลยทีเดียว
หากมองแค่ผิวเผิน ปัญหาใหญ่ที่สุดของส่านหนานในตอนนี้มีอยู่ 2 ประการ หนึ่งคือ การพัฒนาเศรษฐกิจที่หยุดชะงักอย่างรุนแรง หรืออาจเรียกได้ว่าถดถอยด้วยซ้ำ
สองคือ ปัญหาสังคมที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงบรรยากาศทางการเมือง ปัญหาปากท้องประชาชน และความล้มเหลวในการบริหารจัดการสังคมของทั้งมณฑลส่านหนาน
ในฐานะเมืองเอก เศรษฐกิจของฉินซีแม้จะมีการเติบโตอยู่บ้าง แต่ก็ต้องแลกมาด้วยต้นทุนที่มหาศาล
และการจะแก้ปัญหาของฉินซีรวมถึงส่านหนาน ภารกิจเร่งด่วนที่สุดก็คือการหาจุดทะลวงที่เหมาะสมให้เจอ แล้วจุดทะลวงนั้นอยู่ที่ไหนล่ะ
ความจริงแล้ว หลีเว่ยปินไม่ต้องเสียเวลาคิดเลย เขาเล็งเป้าไปที่สองจุดนี้ทันที โครงการปรับปรุงหมู่บ้านในเมืองหัวหยางเฉิงในเมืองฉินซี และปัญหาการทำงานของข้าราชการในเมืองฉินซี
และในเวลานี้
เมื่อเห็นหลีเว่ยปินนิ่งเงียบไม่ยอมพูดอะไร ในใจของจ้าวจวิ้นก็ตึงเครียดถึงขีดสุด
เพราะเอกสารที่หลีเว่ยปินถืออยู่นั้น ก็คือแผนการปรับเปลี่ยนบุคลากรที่เหอเสี่ยวฮุย อดีตเลขาธิการพรรคเมืองฉินซี พยายามผลักดันให้เกิดขึ้นก่อนที่เขาจะพ้นจากตำแหน่งนั่นเอง
อย่างที่สุภาษิตว่าไว้ เปลี่ยนกษัตริย์ก็เปลี่ยนขุนนาง
ในมุมมองของจ้าวจวิ้น ไม่ว่าแผนการโยกย้ายนี้จะสมเหตุสมผลแค่ไหน ในฐานะเลขาธิการพรรคคนใหม่ หลีเว่ยปินไม่มีทางที่จะอนุมัติแผนนี้แบบยกชุดแน่นอน เต็มที่ก็คงจะมีการปรับแก้ครั้งใหญ่ หรือไม่ก็ปรับเปลี่ยนแค่บางจุด
ทว่า วินาทีต่อมา
ในขณะที่ความคิดของจ้าวจวิ้นกำลังล่องลอยไปไกล
ประโยคเดียวของหลีเว่ยปิน ก็ดึงสติเขากลับมา และทำให้เขาตกอยู่ในอาการช็อกจนหาคำอธิบายไม่ได้
"ท่านหัวหน้าฝ่ายจ้าว แผนงานนี้ผมอ่านจบแล้วครับ"
"โดยรวมแล้ว แผนการจัดสรรบุคลากรฉบับนี้ ถือว่าตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง"
"เอาอย่างนี้แล้วกันครับ ในเมื่อผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุมคณะกรรมการประจำพรรคแล้ว ก็รีบประกาศอย่างเป็นทางการเถอะครับ ส่วนการเปลี่ยนแปลงในระดับคณะกรรมการพรรคเมืองและเทศบาลเมือง รบกวนคุณช่วยทำรายงานส่งให้ท่านหลินเสวี่ยหรง เพื่อให้ทางฝ่ายจัดตั้งมณฑลรีบดำเนินการให้เร็วที่สุดด้วยครับ"
จ้าวจวิ้นรู้สึกหวาดหวั่นอย่างเห็นได้ชัด
เพราะในมุมมองของเขา นี่คือผลลัพธ์ที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย
หลีเว่ยปินกลับอนุมัติแผนการโยกย้ายบุคลากรนี้ ทั้งยังไม่มีข้อท้วงติงใดๆ เลย
เมื่อปรายตามองท่านหัวหน้าฝ่ายจ้าว และเห็นว่าเขาดูจะใจลอย หลีเว่ยปินจึงเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม "เป็นอะไรไปครับ มีปัญหาอะไรหนักใจหรือเปล่า"
เมื่อได้ยินดังนั้น จ้าวจวิ้นก็ดึงสติกลับมาได้อย่างสมบูรณ์
"ไม่มีครับ ไม่มี"
"ขออภัยด้วยครับ ท่านเลขาธิการหลี พอดีผมใจลอยไปหน่อย"
"งั้นเดี๋ยวผมจะรีบไปจัดการขั้นตอนต่อไปทันทีเลยครับ"
เมื่อเห็นหลีเว่ยปินพยักหน้า จ้าวจวิ้นก็รีบคว้าเอกสารและเดินออกจากห้องทำงานไปทันที
พอเดินพ้นประตูห้องมา เขาก็เดินสวนกับเหยียนเผิงเฟยที่กำลังจะเข้ามารายงานตัว ทั้งสองคนแค่พยักหน้าทักทายกันสั้นๆ แล้วก็เดินสวนกันไป
ด้านหลัง เหยียนเผิงเฟยเคาะประตูเบาๆ
"เข้ามา!"
เมื่อได้ยินเสียงของหลีเว่ยปิน เหยียนเผิงเฟยก็ผลักประตูเข้าไปทันที
ประมาณสิบนาทีต่อมา รถยนต์ป้ายทะเบียนราชการของคณะกรรมการพรรคและเทศบาลเมืองฉินซี 3 คัน โดยมีรถเก๋งสีดำนำขบวน ก็แล่นออกจากที่ทำการคณะกรรมการพรรค มุ่งหน้าตรงไปยังโครงการหัวหยางเฉิงในเขตตงเฉิง
การลงพื้นที่ตรวจสอบหัวหยางเฉิงในครั้งนี้ หลีเว่ยปินไม่ได้พาคนไปเยอะแยะ นอกจากเหยียนเผิงเฟย เลขาธิการคณะกรรมการพรรคเมืองแล้ว ก็มีเพียง จางชิงชิง รองนายกเทศมนตรีที่ไม่ได้เป็นสมาชิกคณะกรรมการประจำพรรค เท่านั้น
ช่วงสองวันนี้ หลีเว่ยปินได้ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับคณะผู้บริหารของคณะกรรมการพรรคและเทศบาลเมืองฉินซีอย่างละเอียดแล้ว และจางชิงชิงก็ถือเป็นบุคคลที่เขาจับตามองเป็นพิเศษ
เหตุผลก็ง่ายมาก
ข้อแรก จางชิงชิงอายุยังน้อย เป็นข้าราชการรุ่นปี 75 ปัจจุบันอายุ 43 ปี แต่ก้าวขึ้นมาเป็นรองนายกเทศมนตรีแล้ว แม้จะไม่ได้อยู่ในคณะกรรมการประจำพรรค แต่ก็พิสูจน์ให้เห็นถึงความสามารถที่ไม่ธรรมดาของเธอ
ข้อสอง ท่านรองนายกเทศมนตรีจางผู้นี้ ก็คืออดีตรองนายกเทศมนตรีเขตฝ่ายบริหาร ของเขตตงเฉิงนั่นเอง
ตอนที่เกิดเรื่องหัวหยางเฉิง ผู้บริหารเขตตงเฉิงแทบจะโดนกวาดล้างกันหมด แต่คณะกรรมการตรวจสอบวินัยกลับไม่พบรอยด่างพร้อยใดๆ ในตัวจางชิงชิงเลยแม้แต่น้อย
คนแบบนี้ หลีเว่ยปินย่อมต้องอยากเห็นกับตาว่า เธอคือผู้มีความสามารถที่คู่ควรแก่การใช้งานหรือเป็นแค่พวกมีชื่อเสียงจอมปลอมกันแน่
อีกด้านหนึ่ง
หลังจากกลับมาถึงห้องทำงาน
จ้าวจวิ้นครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจยกหูโทรศัพท์กดเบอร์หาเหอเสี่ยวฮุย อดีตเลขาธิการพรรคเมืองฉินซีเป็นคนแรก