- หน้าแรก
- แชทกลุ่มสะท้านมิติ
- บทที่ 135 ท้าทายจักรพรรดิสวรรค์
บทที่ 135 ท้าทายจักรพรรดิสวรรค์
บทที่ 135 ท้าทายจักรพรรดิสวรรค์
คนเถื่อนนิ่งงัน ส่วนกายศักดิ์สิทธิ์ผู้สำเร็จธรรมก็ไม่รู้จะกล่าวสิ่งใดดี
ทำราวกับท่านเคยพบเซียนอย่างนั้นแหละ...
"ที่ข้ามาครานี้ก็เพื่อบอกมหาจักรพรรดิว่า ข้าได้ทำความเข้าใจและคิดค้นวิชาเบิกโลกแห่งกลไกเทพจำลองขึ้นมาได้แล้ว!"
คนเถื่อนดวงตาสว่างวาบ สิ่งนี้นางเองก็จดจ่ออยู่ในใจมาโดยตลอด เพราะมันเป็นประโยชน์ต่อนางอย่างยิ่งเช่นกัน
"ถึงเวลาแล้วมาหาข้า" คนเถื่อนหมายความว่ายามที่เมิ่งชวนลงมือก็อย่าลืมเรียกนางด้วย
"ที่หน้าประตูอาณาจักรเทพของเจ้า มีความผิดปกติบางอย่าง" คนเถื่อนครุ่นคิดแล้วกล่าวเตือน เมื่อครั้งอดีตเทียนหวงผู้เป็นอมตะสามารถรับรู้ถึงการบิดเบี้ยวของกาลอวกาศจนนำครรภ์ศิลาไปทิ้งไว้ที่นั่นได้ คนเถื่อนย่อมต้องสัมผัสได้เช่นกัน
"ข้ารู้ เป็นช่องว่างกาลอวกาศอีกแห่งหนึ่ง" เมิ่งชวนพยักหน้ายืนยัน กายศักดิ์สิทธิ์ผู้สำเร็จธรรมถึงกับพูดไม่ออก เหตุใดหลังจากท่านบรรลุเป็นจักรพรรดิสวรรค์ จักรวาลแห่งนี้ถึงได้มีเรื่องราววุ่นวายมากมายนัก!
เมื่อก่อนก็แค่ต่อสู้กับผู้สูงสุดแห่งเขตหวงห้าม ทว่าหลังจากจักรพรรดิสวรรค์บรรลุมรรคาแล้ว กลับต้องมาสู้กับคนเมื่อหลายล้านปีก่อน แถมยังต้องรับมือกับคนจากโลกอื่นอีก!
"จะมีผู้แข็งแกร่งจากนอกอาณาเขตออกมาอีกหรือไม่?" กายศักดิ์สิทธิ์ผู้สำเร็จธรรมอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม เขาข้องใจยิ่งนัก นอกอาณาเขตเหตุใดถึงมีผู้แข็งแกร่งมากกว่าจักรวาลของพวกตนนัก ครั้งที่แล้วก็โผล่มาเป็นระดับผู้สูงสุดถึงสี่คนรวด!
"ไม่แน่ ฝั่งตรงข้ามอาจเป็นโลกใบหนึ่งก็ได้ ยังคงต้องรอให้ช่องว่างกาลอวกาศก่อตัวเสร็จสิ้นเสียก่อนถึงจะยืนยันได้" เมิ่งชวนตอบคำถามของกายศักดิ์สิทธิ์ผู้สำเร็จธรรม และถือเป็นการอธิบายให้คนเถื่อนฟังไปในตัว
"มหาจักรพรรดิ การเก็บตัวฝึกฝนของข้าในครั้งนี้ มีการเก็บเกี่ยวที่ยิ่งใหญ่มาก" เมิ่งชวนเตรียมจะบอกเล่าความเข้าใจของตนให้มหาจักรพรรดิคนเถื่อนฟัง แน่นอนว่าวิธีการฝึกฝนเฉพาะเจาะจงนั้นไม่อาจเอ่ยได้ หากปราศจากกลุ่มแชท เมิ่งชวนก็ไม่แน่ใจว่าวิชาแห่งโลกหนึ่งคัมภีร์แห่งเกียรติยศจะสามารถฝึกฝนที่นี่ได้หรือไม่
ทว่าบางครา เพียงทิศทางเดียว แรงบันดาลใจเดียว หรือความเข้าใจเพียงช่วงหนึ่ง สำหรับระดับอย่างคนเถื่อนก็เพียงพอแล้ว!
เมิ่งชวนจะไม่ปิดบังซ่อนเร้นเพียงเพราะกลัวว่าคนเถื่อนจะแซงหน้า ตนหวังว่าจะมีผู้สามารถก้าวตามรอยเท้าของตนได้ บนเส้นทางมรรคาอันยาวไกล การเดินไปเพียงลำพังเป็นเรื่องที่เดียวดายยิ่งนัก
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภายภาคหน้า เมื่อออกไปจากเก้าสวรรค์สิบพิภพ ทุกคนต่างมาจากบ้านเกิดเดียวกัน เผชิญหน้ากับศัตรูคนเดียวกัน ย่อมไม่มีผู้ใดรังเกียจที่สหายข้างกายจะแข็งแกร่ง
หากจักรพรรดิสวรรค์ฮวงปรากฏกายและได้พบกับเมิ่งชวน เชื่อว่าเขาก็คงจะช่วยเหลือเมิ่งชวนเหมือนที่เมิ่งชวนกำลังช่วยคนเถื่อนในยามนี้เช่นกัน
ส่วนพวกอู๋สื่อหรือเย่ฝานในอนาคต หากได้พบเจอกับเมิ่งชวน เขาก็จะไม่ตระหนี่ที่จะยื่นมือเข้าช่วย แน่นอนว่าสิ่งสำคัญคือหากคนเหล่านี้คุ้นเคยกันแล้ว พวกเขาก็จะเป็นสหายร่วมรบที่เชื่อถือได้ และพรสวรรค์ของพวกเขาก็คู่ควรแก่การสนับสนุน
ทว่าเวลานั้นคงเป็นการที่ผู้อาวุโสชี้แนะรุ่นน้องเสียมากกว่า...
แต่หากเจ้าเป็นดั่งเทียนหวงผู้เป็นอมตะล่ะก็ ขออภัยด้วย การทุบเจ้าให้ตายคือทางเลือกเดียวของข้า!
คนเถื่อนรับฟังสิ่งที่เมิ่งชวนถ่ายทอดและยอมรับอย่างเปิดเผย สำหรับนางแล้วขอเพียงก้าวหน้าได้ นางย่อมไม่มีความรู้สึกประหม่าหรือกระดากอายใดใด แน่นอนว่านางเองก็มีเส้นตายของตนเองเช่นกัน
กายศักดิ์สิทธิ์ผู้สำเร็จธรรมก็ตั้งอกตั้งใจฟังอยู่ข้างกาย นี่คือความเข้าใจส่วนตัวของจักรพรรดิสวรรค์เชียวนะ พลาดไปคงเสียดายแย่!
ความจริงแล้วความแข็งแกร่งของกายศักดิ์สิทธิ์ผู้สำเร็จธรรมเพิ่มพูนขึ้นจากตอนที่หนีเข้ามาในเขตหวงห้ามช่วงแรกเริ่มมาก ทุกครั้งที่เมิ่งชวนมาเยือนเขตหวงห้ามรกร้างและมีการแลกเปลี่ยนมรรคากับคนเถื่อน เขาก็ไม่ได้ปิดบังต่อกายศักดิ์สิทธิ์ผู้สำเร็จธรรม ทำให้การเก็บเกี่ยวของอีกฝ่ายมหาศาลยิ่ง!
ครานี้ไม่มีปรากฏการณ์วิเศษใดปรากฏขึ้น เป็นเพียงการถ่ายทอดธรรมแบบเรียบง่าย ท้ายที่สุดเมิ่งชวนก็หยุดนิ่ง ส่วนคนเถื่อนหลับตาลง เนิ่นนานจึงค่อยลืมตาขึ้น
"ตัวตนดั้งเดิมสูญสิ้นแล้ว 'ตัวข้า' ผู้นั้น... ยังคงเป็นเขาอยู่หรือไม่?"
คนเถื่อนจ้องมองเมิ่งชวนพลางเอ่ยถามอย่างจริงจัง น้ำเสียงไพเราะดุจเสียงสวรรค์
เมิ่งชวนส่ายหน้า โชคดีที่ฝั่งตรงข้ามคือคนเถื่อน หากเป็นผู้อื่นเขาคงตอกกลับไปแล้วว่าเจ้าคงฝันกลางวันอยู่ล่ะสิ!
เมิ่งชวนครุ่นคิดแล้วกล่าวกับคนเถื่อนว่า "เจ้าคงเคยทำนายลิขิตสวรรค์บางอย่างมาแล้ว" เขาหมายถึงเรื่องที่นางทำนายถึงดอกไม้ที่คล้ายคลึงกันดอกนั้น
"แต่ข้าไม่แน่ใจ" เสียงของคนเถื่อนแผ่วเบายิ่ง ราวกับเกรงว่าจะไปทำให้สิ่งใดตื่นตระหนก
"ถึงเวลาเจ้าก็จะรู้เอง" เมิ่งชวนลุกขึ้นเตรียมจากไป กายศักดิ์สิทธิ์ผู้สำเร็จธรรมก็ลุกขึ้นเตรียมไปส่งเช่นกัน
ช่วยไม่ได้ คนเถื่อนไม่เคยไปส่งแขก แต่จะปล่อยให้จักรพรรดิสวรรค์เดินออกไปผู้เดียวก็ดูไม่สมควร จึงต้องลำบากกายศักดิ์สิทธิ์ผู้สำเร็จธรรมแทน
ทว่าสิ่งที่กายศักดิ์สิทธิ์ผู้สำเร็จธรรมคาดไม่ถึงคือ เมิ่งชวนเพิ่งจะหยัดยืนก็กลับทรุดนั่งลงไปอีกครา ทำให้อารมณ์ของกายศักดิ์สิทธิ์ผู้สำเร็จธรรมเริ่มขุ่นมัว
"พี่ขนแดง ท่านเป็นอะไรไป เหน็บชาหรือ?" เมิ่งชวนปรายตามองอย่างแปลกใจ ไม่ได้นะน้องชาย ว่างงานนานเกินไป ร่างกายเลยไม่คล่องแคล่วแล้วหรือนี่!
"ขยับร่างกายสักหน่อย ขยับร่างกายสักหน่อย" กายศักดิ์สิทธิ์ผู้สำเร็จธรรมฝืนยิ้ม พยายามย้ำเตือนตนเองในใจว่านี่คือจักรพรรดิสวรรค์ จักรพรรดิสวรรค์ประเภทที่ชกตนตายได้ในหมัดเดียว
"มหาจักรพรรดิ ไม่ทราบว่าท่านพอจะมีเบาะแสของวัตถุดิบเซียนอย่างต้นกำเนิดปราณมารดาสรรพสิ่งหรือแก่นหินโกลาหลบ้างหรือไม่?"
เมิ่งชวนเอ่ยถาม เพราะเขานึกขึ้นได้ว่าอาณาจักรเทพจำเป็นต้องหลอมรวมความลี้ลับของทองคำเซียนมากมาย แม้การเบิกโลกกลไกเทพจำลองใบใหม่จะทำให้สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งจำเป็นเร่งด่วนสำหรับอาณาจักรเทพอีกต่อไป ทว่ามีไว้ก็ย่อมดีกว่าขาด
"ไม่รู้" คนเถื่อนส่ายหน้า ดวงตาใสกระจ่าง นางไม่เคยพูดปด
"บางทีในดินแดนเซียนโกลาหลอาจมีสิ่งเหล่านี้หลงเหลืออยู่" พูดมาถึงตรงนี้ คนเถื่อนก็จ้องมองเมิ่งชวนแวบหนึ่ง นึกถึงตอนที่เขาเคยไปเสาะหาดินแดนเซียนโกลาหล เมื่อประกอบกับเรื่องยามนี้ ก็นางรู้ทันทีว่าตอนนั้นเมิ่งชวนไปเพื่อค้นหาวัตถุดิบเซียน
เมิ่งชวนรู้สึกเสียดายไม่น้อย เดิมทีหวังว่าจะได้แบ่งต้นกำเนิดปราณมารดาสรรพสิ่งจากมหาจักรพรรดินีมาบ้าง เพื่อรอให้มันฟื้นฟูเองในอีกนับแสนปีข้างหน้า ซึ่งจะไม่กระทบต่อโชคชะตาของเย่ฝาน และตนก็จะบรรลุเป้าหมายได้เช่นกัน
"เช่นนั้นมหาจักรพรรดิ ข้าขอตัวก่อน ไว้พบกันใหม่!" เมิ่งชวนลุกขึ้นอำลาอย่างรวดเร็วและหันหลังเดินจากไป กายศักดิ์สิทธิ์ผู้สำเร็จธรรมจึงลุกขึ้นยืนอีกครั้งเพื่อไปส่ง
คนเถื่อนมองตามแผ่นหลังของเมิ่งชวน ภายในดวงตามีประกายวูบผ่านก่อนจะหลับตาลง ทำให้ตำหนักเซียนจมดิ่งสู่ความเงียบงันอีกครั้ง
เมิ่งชวนเดินออกจากเขตหวงห้ามรกร้างด้วยอารมณ์ที่ค่อนข้างดี แม้จะไม่ได้ต้นกำเนิดปราณมารดาสรรพสิ่ง ทว่าการได้พบเจอหญิงงามก็นับเป็นเรื่องที่น่าอภิรมย์เสมอ
"นั่นจักรพรรดิสวรรค์!" ทันใดนั้นก็มีผู้เห็นเมิ่งชวนและร้องอุทานออกมา
นับแต่เมิ่งชวนเก็บตัวฝึกฝนและจักรวาลเหลือเพียงเขตหวงห้ามชีวิตแห่งเดียว เขตหวงห้ามรกร้างโบราณก็มีผู้คนพลุกพล่านขึ้นมาก คนรุ่นเก่าไม่เท่าไหร่ ทว่าคนรุ่นหลังกลับกระตือรือร้นอยากลองดี เพราะอย่างไรเสียที่นี่ก็คือเขตหวงห้ามชีวิตในตำนาน!
เห็นได้ชัดว่าเมื่อคนเราสุขสบายเกินไป ก็มักจะหาเรื่องใส่ตัวได้เสมอ
"จักรพรรดิสวรรค์เพิ่งออกจากที่เก็บตัวก็มุ่งมาเยือนเขตหวงห้ามรกร้างทันที หรือในเขตหวงห้ามชีวิตแห่งนี้จะมีความลับสวรรค์ซ่อนอยู่?" มีผู้ที่นึกถึงการมาเยือนของเมิ่งชวนในคราวก่อนหน้า ทำให้อดไม่ได้ที่จะจินตนาการไปต่างต่างนานา
"นี่คือจักรพรรดิสวรรค์!" ว่าที่จักรพรรดิที่มีชีวิตชีวาและพลังชีวิตเต็มเปี่ยมสองสามคนจ้องมองเมิ่งชวนด้วยหัวใจที่ร้อนรุ่ม นี่คือตำนานที่พวกเขาเติบโตมาพร้อมกับการรับฟัง!
เมิ่งชวนแย้มยิ้มตอบผู้คนที่อยู่เบื้องไกล ในเมื่อจำตนได้และดูเหมือนจะเป็นแฟนคลับตัวน้อยของตน เช่นนั้นก็ต้องแสดงความเมตตาหน่อยสิ...
"จักรพรรดิสวรรค์ ข้าขอท้าประลองกับท่าน!" เสียงตะโกนกึกก้องดังไปทั่วดาวโบราณเป่ยโต่ว ปลุกคนนับไม่ถ้วนให้ตื่นตระหนกและขัดจังหวะความคิดของเมิ่งชวนโดยสิ้นเชิง
"ช่างเป็นคนหนุ่มที่ห้าวหาญจริงจริง!" กายศักดิ์สิทธิ์ผู้สำเร็จธรรมในเขตหวงห้ามรกร้างก็ได้ยินประโยคนี้ เมื่อตรวจสอบแน่ชัดแล้วก็อดขำไม่ได้ ว่าที่จักรพรรดิชั้นฟ้าที่เก้าธรรมดาผู้หนึ่ง ถึงกับกล้าท้าทายจักรพรรดิสวรรค์
หากไม่มีจักรพรรดิสวรรค์บีบให้เหล่าผู้สูงสุดซ่อนตัวอยู่ในเขตหวงห้าม เกรงว่าว่าที่จักรพรรดิผู้นี้คงถูกผู้สูงสุดเหล่านั้นจับไปสังเวยตั้งแต่ตอนที่เขาก้าวข้ามเคราะห์กรรมใหญ่ช่วงหลังแล้ว!
เมิ่งชวนมองไปยังว่าที่จักรพรรดิผู้นั้นและดูออกทันทีว่าเป็นคนหนุ่ม อายุราวสองพันปีก็ก้าวถึงชั้นฟ้าที่เก้า พรสวรรค์นับว่าพอใช้ได้
"เจ้าต้องการท้าทายข้างั้นหรือ?" เมิ่งชวนเอ่ยถาม เนตรเทพของเขาค้นหาเหตุและผล พบว่าคนผู้นี้แม้เส้นทางการฝึกฝนจะมีการเข่นฆ่า ทว่าก็ไม่ใช่คนชั่วร้าย จึงตัดสินใจจะชี้แนะเขาสักหน่อย
"เช่นนั้นก็เข้ามา"
กล่าวจบ เมิ่งชวนก็ไพล่มือไว้ด้านหลัง จ้องมองอีกฝ่ายเพื่อรอให้ออกกระบวนท่า
ว่าที่จักรพรรดิผู้นั้นดีใจยิ่ง ไม่คาดฝันว่าจักรพรรดิสวรรค์จะตอบตกลง! เขาจ้องมองเมิ่งชวนและเตรียมใช้กระบวนท่าที่แข็งแกร่งที่สุดทันที คู่ต่อสู้คือจักรพรรดิสวรรค์เชียวนะ ใครจะกล้าแค่เพียงหยั่งเชิงกันเล่า!
ทว่าว่าที่จักรพรรดิผู้นี้กลับจ้องมองเมิ่งชวนอยู่นานโดยไม่ขยับเขยื้อน ใบหน้าของเขาเริ่มซีดเผือด เหงื่อเม็ดเล็กผุดขึ้นทั่วร่าง
เขาดิ้นรนอย่างหนัก อยากจะลงมือแต่กลับทำไม่ได้ ท้ายที่สุดจึงถอนหายใจยาว
"เสียแรงที่ข้าโอ้อวดว่าเป็นยอดอัจฉริยะ ทว่าเมื่อต้องเผชิญหน้ากับจักรพรรดิสวรรค์ ข้ากลับไม่แม้แต่จะออกกระบวนท่าได้!" น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความเศร้าสลด จู่จู่เขาก็รู้สึกว่าคนรุ่นหลังที่คิดจะท้าทายจักรพรรดิสวรรค์ช่างน่าขันยิ่งนัก
"เจ้าทำได้ดีมากแล้ว" เมิ่งชวนเดินเข้ามาตบไหล่เขาเบาเบา ตนดูออกว่าคนหนุ่มผู้นี้ไม่ได้มีเจตนาร้ายอันใด
"เพียงเจ้ากล้าท้าประลองกับข้า ก็นับว่ายอดเยี่ยมแล้ว" เมิ่งชวนกล่าวให้กำลังใจ "วันหน้าเจ้าสามารถพูดได้ว่า ข้าเคยประลองกับจักรพรรดิสวรรค์ โดยไม่มีกระบวนท่าใดที่ตกเป็นรองเลยแม้แต่นิดเดียว สูสีกันยิ่งนัก!"
คนรอบข้างเดิมทีก็อึ้งที่เห็นจักรพรรดิสวรรค์เมตตาถึงเพียงนี้อยู่แล้ว พอได้ยินประโยคหลังของเมิ่งชวน ยิ่งรู้สึกเหมือนถูกอัสนีสวรรค์ผ่าฟาดห้าสาย
"มหาจักรพรรดิ จักรพรรดิสวรรค์ท่านนี้ช่าง..." กายศักดิ์สิทธิ์ผู้สำเร็จธรรมทั้งขำทั้งร้องไห้ไม่ออก ไม่ตกเป็นรองอันใดกันเล่า เห็นได้ชัดว่าว่าที่จักรพรรดิผู้นั้นยังไม่ได้ขยับแม้แต่ปลายนิ้วเลยนะ!
บนใบหน้าของคนเถื่อนเริ่มมีความไหวติง จักรพรรดิสวรรค์ผู้นี้ช่างเปิดหูเปิดตาให้นางได้ทุกเรื่องและทุกด้านจริงจริง!
"ตั้งใจฝึกฝนล่ะ!" เมิ่งชวนมองไปรอบรอบและกล่าวให้กำลังใจผู้คน ก่อนจะเลือนหายไปจากที่นั่น
เมื่อเห็นเมิ่งชวนจากไป ผู้คนต่างก็รุมล้อมเข้ามาถามกันเซ็งแซ่
"เจ้าเป็นอะไรไป? เหตุใดจึงไม่ลงมือ?"
"เอาแต่ยืนจ้องหน้าจักรพรรดิสวรรค์อยู่นั่นแหละ? แม้ท่านจะเป็นบุรุษรูปงามที่หาพบได้ยาก แต่ก็ไม่เห็นต้องทำถึงเพียงนี้เลยนี่?"
"หรือเป็นเพราะแรงกดดันของจักรพรรดิสวรรค์สยบเจ้าไว้?"
ว่าที่จักรพรรดิผู้นั้นยิ้มอย่างขมขื่น ก่อนจะเรียบเรียงคำพูดแล้วกล่าวว่า:
"จักรพรรดิสวรรค์ไม่ได้ปล่อยแรงกดดันใดเลย ท่านเพียงแค่ยืนอยู่ตรงนั้นเฉยเฉย"
"ทว่ายามที่ข้าจ้องมองและยืนอยู่ต่อหน้าท่าน ข้ากลับคล้ายจะเห็น..."
เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อเห็นสายตาที่คาดคั้นจากคนรอบข้าง จึงเอ่ยออกมาประโยคหนึ่ง
"เห็นจักรวาลอันไร้ที่สิ้นสุดกำลังก่อกำเนิด! กำลังดำเนินไป! และกำลังดับสูญ!"
"ร่างกายและจิตวิญญาณของข้า... ไม่อนุญาตให้ข้าลงมือ!"