- หน้าแรก
- เซียนกระบี่พิชิตหล้าย่างก้าวเหนือสวรรค์
- ตอนที่ 345 หนึ่งก้อนหินก่อคลื่นนับพัน (ฟรี)
ตอนที่ 345 หนึ่งก้อนหินก่อคลื่นนับพัน (ฟรี)
ตอนที่ 345 หนึ่งก้อนหินก่อคลื่นนับพัน (ฟรี)
ตอนที่ 345 หนึ่งก้อนหินก่อคลื่นนับพัน
สิ่งแรกที่อวิ๋นซูทำหลังออกจากห้องพัก คือใช้เงินซื้อใจขอทานตัวเล็กๆ จำนวนหนึ่ง
จากนั้นก็ให้พวกเขาไปเดินเตร่รอบๆ โรงน้ำชา และโรงสุรา เพื่อแพร่ข่าวบางอย่างออกไป
ตัวเขาเองก็ไม่รู้ว่าช่องทางการปล่อยข่าวเช่นนี้จะมีปัญหาหรือเปล่า หรือจะได้ผลแค่ไหน แต่เขาไม่ใส่ใจนัก เพราะนี่เป็นเพียงฟันเฟืองเล็กๆ ชิ้นหนึ่งในแผนการใหญ่เท่านั้น
จะเป็นการแหวกหญ้าให้งูตื่นหรือไม่ เขาก็ไม่ได้คิด เพราะสิ่งที่ใหญ่กว่ายังอยู่ข้างหน้า
ส่วนเนื้อหาของข่าวนั้น เรียบง่ายมาก
คุณชายรองที่เคยไปยังสำนักหมื่นกระบี่ถูกฝ่ายสายบุตรชายคนโตลงมือสังหารระหว่างทาง
เพียงประโยคเดียวนี้ เมื่อแพร่กระจายออกไป ก็ถูกเล่าขานแตกต่างกันไปหลายรูปแบบ เขาใช้คนจำนวนมาก ไม่ใช่แค่หนึ่งสองคน แน่นอนว่าทุกคนล้วนถูกปิดบังตัวตน
อวิ๋นซูไม่คิดว่าเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้ จะก่อความปั่นป่วนคลื่นลมในตระกูลฉินได้
แต่เรื่องนี้ก็มีน้ำหนักในตัวมันเอง เพราะคุณชายรองตายจริง
และยังสามารถทำให้พวกเขาหันไปสงสัยเรื่องของฉินหลิงอวี่ในอดีตได้อีกด้วย เรื่องในตอนนั้นไม่อาจตรวจสอบได้แล้ว เหลือเพียงภาพฉินหลิงอวี่ถูกสังหาร
ฉากนั้นเพียงพอจะทำให้เชื่อมโยงไปถึงเรื่องอื่นๆ ได้มากมาย
อวิ๋นซูทำเช่นนั้นไปเพื่ออะไร?
เพียงเพราะความขัดแย้งเล็กน้อยจริงหรือ?
พวกเขาอาจไม่คิดเช่นนั้น เบื้องหลังอาจมีใครบางคนวางหมากอยู่
เหล่าอสูรเฒ่าระดับนั้น ล้วนเป็นคนระแวดระวังเกินเหตุ เรื่องเล็กน้อยก็สามารถคิดไปได้ไกล
เพราะมีชีวิตมานาน ใจคดเคี้ยวก็ยิ่งมาก
ยิ่งไปกว่านั้น ความจริงแท้ยิ่งไม่อาจสืบค้นได้ แม้แต่เหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น ประทีปชะตาของคุณชายรองแตกสลาย พวกเขาก็ยังตรวจสอบไม่ได้ เพราะภาพที่เห็นมีเพียงหมอกโกลาหลบดบังเอาไว้
ราวกับมีบางสิ่งปิดบังซ่อนเร้น สิ่งที่สามารถคาดเดาได้จึงมีมากมายขึ้นไปอีก
ยิ่งไปกว่านั้น สำนักหมื่นกระบี่ก็ขึ้นชื่อว่าแปลกประหลาด ใครจะรู้ว่าสำนักเซียนที่เคยเป็นถึงมหาสำนักจะไม่เหลือวิธีการบางอย่างเอาไว้บ้าง
เมื่อมีการปล่อยข่าวออกไป ผลลัพธ์ย่อมไม่เหมือนเดิม
…
วันที่สอง
ชายวัยกลางคนคนหนึ่งของตระกูลฉิน กำข่าวในมือแน่น เส้นเลือดบนหน้าผากปูดนูน
เขาคือฉินเซียว บุตรชายคนที่สี่ของประมุขตระกูลฉิน
บุตรชายเพียงคนเดียวของเขาเพิ่งออกไปได้ไม่นาน ประทีปชะตาก็แตกสลาย
เดิมทีเขาตั้งใจจะไปยังสำนักหมื่นกระบี่ทันที ต่อให้ชะตาฟ้าพร่าเลือน ถูกบางสิ่งกดทับ หรือถูกเคล็ดวิชาลับปิดกั้น อย่างไรก็ต้องไปดูให้เห็นกับตา
เพราะเป้าหมายก่อนหน้านี้ก็คือที่นั่น หากเกิดเรื่องไม่คาดฝันจริง ก็น่าจะเกิดขึ้นในสำนักหมื่นกระบี่
“พี่รอง ท่านได้ยินข่าวช่วงนี้หรือไม่ ก่อนหน้านี้ข้าติดธุระ เลยยังไม่ได้ไปสำนักหมื่นกระบี่ แต่ดูตอนนี้คงไม่จำเป็นแล้ว น่าจะเป็นฝีมือของฝ่ายพี่ใหญ่มากกว่า ข้ารู้อยู่แล้วว่าพวกเขาไม่ใช่คนดีอะไร แต่ไม่คิดว่าจะไร้ยางอายถึงเพียงนี้”
ฉินหมาง บุตรชายคนรองของประมุขตระกูลฉินนั่งอยู่บนที่นั่งหลัก ใบหน้าสง่างาม มีเค้าคล้ายฉินหลิงอวี่อยู่หลายส่วน แต่บารมีกลับแข็งแกร่งกว่ามาก อีกทั้งยังครองตำแหน่งสูงมานาน จึงแผ่กลิ่นอายผู้มีอำนาจออกมาโดยธรรมชาติ
“เจ้าจะร้อนรนอะไรนัก พวกพี่ใหญ่ไม่ทำเช่นนี้หรอก ต่อให้มีความคิด ก็ไม่ใช้วิธีเช่นนี้ อาจเกิดอุบัติเหตุที่ใดที่หนึ่งก็เป็นได้”
แม้เขาจะขมวดคิ้วเช่นกัน ข่าวภายนอกเขาก็ได้ยินมาบ้าง แต่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ปกติก็มีเรื่องให้จัดการมากมาย ไม่มีเวลามาสนใจเรื่องจุกจิกเช่นนี้
ยิ่งไปกว่านั้น ช่องโหว่มันชัดเจนเกินไป
ข่าวไม่ได้ออกมาจากภายในตระกูล แต่เล็ดลอดเข้ามาผ่านโรงน้ำชา และโรงสุราภายนอก
อาจเป็นเพียงคำพูดลอยๆ ที่ถูกบางคนฉวยโอกาสใช้ เพื่อบ่อนทำลายความสามัคคีภายในตระกูล
“พี่รอง ท่านคิดเช่นนั้นจริงหรือ? หากท่านคิดเช่นนั้น เหตุใดตอนนั้นจึงส่งฉินหลิงอวี่ไปสำนักหมื่นกระบี่เล่า?” ฉินเซียวจ้องเขาไม่วางตา
ตัวเขาเองก็รู้สึกว่าทุกอย่างผิดปกติเกินไป แต่ก็ยังอดคิดมากไม่ได้อยู่ดี
พี่ใหญ่เป็นคนสายประนีประนอม แต่พี่สามและน้องห้าของเขา กลับเป็นพวกไม่เกรงกลัวฟ้าดิน เคยขัดแย้งกับพวกเขามาไม่น้อย แม้จะยังไม่ถึงขั้นลงมือฆ่าลูกหลาน แต่ก็ใกล้เคียงแล้ว
รากวิญญาณสวรรค์หนึ่งคน สถานะในตระกูลย่อมสูงล้ำ ขนาดลูกหลานของอีกฝ่ายยังไม่มีรากวิญญาณเช่นนี้ ยากจะไม่ให้เกิดความอิจฉาเคืองแค้น
บวกกับความขัดแย้งเดิมที่ยากจะประนีประนอม โอกาสลงมือก็มีสูง ยิ่งบุตรชายเขาออกไปข้างนอกเพียงลำพัง ยิ่งเป็นโอกาสอันหาได้ยากยิ่ง
ฉินหมางเงียบไปชั่วขณะ
ตัวเขาเองก็ไม่รู้จะอธิบายอย่างไร ความขัดแย้งในตอนนั้นถึงจุดนั้นจริง เพียงแต่ภายหลังก็ผ่อนคลายลงบ้าง อีกทั้งต่อให้ต้องการควบคุมตระกูล ก็ไม่จำเป็นต้องใช้วิธีการเช่นนี้
เพราะวิธีนี้ นอกจากจะทำให้พวกเขาขยะแขยง ก็ไม่ได้ทำให้เกิดแรงกระเพื่อมในใจมากนัก
การบำเพ็ญเซียนล้วนเห็นแก่ตัว
ต่อให้เป็นลูกหลาน ก็ไม่ได้สลักสำคัญถึงเพียงนั้น ต่อพวกเขาแล้วไม่ได้กระทบอะไรมากนัก แน่นอน หากเป็นผู้ที่ทุ่มเทบ่มเพาะมาอย่างหนักก็ย่อมต่างออกไป
ในตระกูลเช่นนี้ ลูกหลานดูจะสำคัญขึ้นเล็กน้อย
เพราะหมายถึงสายสืบทอด และการจัดสรรทรัพยากร เมื่อมีลูกหลาน ก็สามารถขอทรัพยากรจากตระกูลได้มากขึ้น เพราะรากวิญญาณสวรรค์นั้นหายากยิ่ง
ไม่มีใครรู้ว่า สายเลือดใดจะให้กำเนิดรากวิญญาณสวรรค์ระดับสูงขึ้นมาได้ในวันหนึ่ง และค้ำจุนอนาคตของตระกูลในวันหน้า
ดังนั้น การจัดสรรทรัพยากรจึงไม่เคยเท่าเทียม
ลูกมาก ก็ได้มาก
แต่จะบอกว่าไม่เจ็บปวดเลยก็เป็นไปไม่ได้ แม้จะเป็นตระกูลเซียนที่เหนือกว่าพวกเขา แต่ผู้ที่มีรากวิญญาณสวรรค์จริงๆ ก็มีไม่กี่คนเท่านั้น
ยิ่งไปกว่านั้น นั่นคือบุตรชายของตนเอง ชั่วชีวิตหนึ่งจะมีได้กี่คนกัน?
ผู้บำเพ็ญเซียนอย่างพวกเขา ความสามารถในการมีทายาทค่อนข้างต่ำ เพราะแก่นพลังมั่นคงแล้ว การมีลูกสักคนจึงยากยิ่ง
บัดนี้ กลับหายไปในพริบตา และเขามีเพียงบุตรชายเพียงคนเดียว ใครอยู่ในสถานการณ์นี้ก็ยากจะรับไหว
แต่สิ่งสำคัญเร่งด่วนในตอนนี้ ไม่ใช่การสืบหาความจริงเรื่องนี้
ภายในตระกูลยังมีเรื่องอีกมากต้องจัดการ ตั้งแต่เหล่าผู้อาวุโสถอยห่าง พวกเขาก็ต้องแบกรับแรงกดดัน เดินหน้าต่อไป
และแน่นอน… ไม่ใช่ทุกคนจะรวมใจเป็นหนึ่งเดียว
ดังนั้น เรื่องราวภายในนี้ย่อมต้องผ่านความผันผวนอีกมาก แม้แต่บุตรชายของตนตาย เขายังไม่อาจแบ่งกำลังออกมาจัดการได้ ทั้งที่เพียงส่งคนไปสักคนเดียวก็เพียงพอจะสืบให้กระจ่าง แต่เวลาผ่านมาหลายปี เรื่องราวก็อาจไม่สำคัญเท่าเดิมแล้ว
บัดนี้กลับส่งคนออกไปอีกหนึ่ง กลับตายอยู่ภายนอกเสียอีก
เขาจะมีความคิดเช่นนี้ก็ถือว่าเป็นเรื่องสมควร เพียงแต่เพื่อไม่ให้ผู้มีเจตนาร้ายฉวยโอกาส เขาจึงเห็นว่าควรไตร่ตรองให้รอบคอบ ไม่ควรเหมารวมด่วนตัดสิน
ท้ายที่สุด อีกฝ่ายก็ไม่มีเหตุผลใดต้องทำเช่นนั้น หากทำจริง กลับจะกลายเป็นข้ออ้างให้ฝ่ายตรงข้ามใช้เป็นเหตุเปิดศึกเสียเอง
“เช่นนั้นพี่รอง ท่านคิดว่าควรทำอย่างไรต่อ?” ฉินเซียวเห็นเขาเงียบไป จึงเอ่ยถาม
“อันดับแรก ต้องสืบหาที่มาของข่าวนี้ให้ได้ ว่าใครเป็นผู้เริ่มแพร่ข่าวนี้ออกมา ชัดเจนว่านี่มุ่งเป้ามาที่ตระกูลฉินของเรา แต่ตระกูลฉินก็ไม่ได้อ่อนแอ หากพวกเขาคิดจะเล่นงานเรา ก็ให้ดูสิว่าจะมีปัญญาจริงหรือเปล่า” ฉินหมางกล่าวด้วยแววตาเย็นชา
ฉินเซียวจึงเอนกายกลับนั่ง แม้สีหน้าจะยังไม่สงบ หากเรื่องนี้เป็นฝีมือของพี่สามกับน้องห้าของเขาจริง ทุกอย่างก็ดูจะอธิบายได้ ทั้งความตายของบุตรชาย และแม้แต่เรื่องของฉินหลิงอวี่ในอดีต
แต่พี่รองกลับไม่มีท่าทีอยากสืบสาว แต่หากไม่สืบ เรื่องก็ย่อมไร้คำตอบ เขาจึงตั้งใจจะสืบอย่างลับๆ หากไม่พบสิ่งใดก็ช่าง แต่หากมีส่วนเกี่ยวข้องกับทั้งสองจริง ผลสะเทือนย่อมใหญ่หลวงต่อทั้งตระกูล
เรื่องภายในตระกูลไม่เคยเรียบง่าย อำนาจและกลุ่มต่างๆ ต่างมีแนวโน้มของตนเอง ทุกคนล้วนมีความคิด และจุดยืนต่างกัน คนเช่นนี้ยากจะหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว
แน่นอน นั่นไม่ใช่ข้ออ้าง
“ดี เช่นนั้นข้าจะไปสืบตามนี้ก่อน” ฉินเซียวพยักหน้ารับ
ส่วนในใจคิดสิ่งใด ฉินหมางเองก็ไม่อาจล่วงรู้ เพียงรู้ว่าน้องชายผู้นี้ไม่ใช่คนหุนหัน ต่อให้ในใจมีโทสะ ก็ยังจะค่อยๆ ตรวจสอบไปทีละขั้น
เรื่องนี้ยิ่งไม่อาจเร่งร้อน ต้องมีคนก่อกวนอยู่เบื้องหลังแน่นอน ตัวอีกฝ่ายเองก็ย่อมมองออก แต่ก็ไม่ใช่เรื่องเลื่อนลอยไร้ที่มา ต้องมีเค้าลางบางอย่าง จึงแพร่สะพัดจนมีคนหลงเชื่อมากมาย
อีกด้าน เรือนของฉินติ่ง บุตรชายคนโตของประมุขตระกูลฉิน
เขาเรียกฉินเหยียน และฉินหย่ง น้องสาม และน้องห้าของตนมาพบพร้อมๆ กัน
“พูดมาเถิด เรื่องนี้เกิดอะไรขึ้น เป็นพวกเจ้าตัดสินใจเอง หรือมีผู้ใดกำลังเล็งเป้าตระกูลเราอยู่?” สายตาของฉินติ่งเย็นเฉียบ จนทั้งสองแทบหายใจไม่ออก
แม้พวกเขาทั้งสองจะกล้าได้กล้าเสีย แต่ก็ไม่ถึงกับทำเรื่องโหดร้ายเช่นนี้
ฉินเหยียนเป็นฝ่ายเอ่ยก่อน “พี่ใหญ่ พวกเราก็ไม่มีเหตุผลจะทำเช่นนั้น แม้ความขัดแย้งจะถึงทางตัน ฝ่ายนั้นก็วุ่นวายอยู่แล้ว แค่ฆ่าลูกหลานคนหนึ่งจะมีประโยชน์อะไร หากฆ่าควรฆ่าเจ้าสี่มากกว่า มันจึงจะได้ผลเป็นรูปธรรมจริงๆ”
ฉินหย่งมองเขาแวบหนึ่ง “ข้าก็คิดเช่นนั้น หากฆ่าเจ้าสี่ได้ นั่นต่างหากจะเกิดผลจริง ฆ่าบุตรชายเขาเพียงคนเดียว ไม่ช่วยอะไรเลย แถมยังเปิดโอกาสให้พวกเขามาหาเรื่องอีก”
แววตาฉินติ่งหม่นลงทันที
เขาไม่เข้าใจว่าสองคนนี้คิดสิ่งใด ถึงกับเอ่ยว่าจะฆ่าน้องสี่ ทั้งที่มือซ้ายมือขวาล้วนเป็นเลือดเนื้อเดียวกัน ต่อให้ผู้อาวุโสในตระกูลก็ไม่มีทางปล่อยให้ทำเรื่องเช่นนั้น
ยิ่งไปกว่านั้น หากลงมืออย่างลับๆ ก็ย่อมถูกผู้อาวุโสในตระกูลขัดขวางอยู่ดี อีกทั้งพรสวรรค์ของน้องสี่ก็ประจักษ์ชัด มิใช่จะจัดการได้ง่ายดายนัก ต้องอาศัยการลอบสังหารต่อเนื่องจึงอาจสำเร็จ
เขาส่ายหน้า ปัดความคิดนี้ทิ้งไป
ใครกันจะคิดฆ่าน้องสี่ นั่นยิ่งเป็นการเพิ่มความวุ่นวายเข้ามาอีก
น้องสี่ของเขาคือกำลังสำคัญของตระกูล ไม่ว่ากรณีใดก็ไม่ควรให้เกิดการเข่นฆ่าพี่น้องด้วยกันเอง ยิ่งยามชิงอำนาจ ยิ่งตกเป็นขี้ปากผู้อื่น สู้ค่อยๆ รวบรวมอำนาจทีละน้อยยังจะดีซะกว่า
ยิ่งกว่านั้น ตอนนี้ก็ไม่จำเป็นต้องใช้วิธีการสกปรกเช่นนั้น ฝ่ายเขายึดกุมความได้เปรียบในตระกูลไว้แล้ว ก็ยิ่งไม่ควรลงมือลับๆ
ผู้อาวุโสในตระกูลก็สนับสนุนพวกเขา ส่วนทางสำนักหลิวหลี แม้จะหนุนฝ่ายน้องรอง ก็ยังไม่อาจสั่นคลอนฐานะภายในตระกูลได้
กล่าวได้ว่าพวกเขามั่นคงบนแท่นตกปลา
ไม่มีเหตุให้ทำเรื่องลับลมคมใน ที่จะย้อนศรทำให้ตนเองตกอยู่ในฝ่ายเสียเปรียบ
แม้กระนั้น เขาก็ไม่อาจตัดความเป็นไปได้นี้ทิ้งทั้งหมด จึงมองน้องชายทั้งสองอย่างจริงจัง ครั้นแน่ใจว่าทั้งสองมิได้โกหก จึงกล่าวว่า “เช่นนั้นก็ไปสืบเถิด ว่าใครเป็นผู้เผยแพร่ข่าวนี้ การสืบย่อมยากอยู่แล้ว ระยะนี้ตระกูลเราต้องระวังตัวให้มาก อย่าเปิดช่องให้พวกจอมปลิ้นปล้อนเล่นงานเอาได้”
ทั้งสองขมวดคิ้ว ได้ยินเช่นนี้ก็รู้สึกคล้ายว่าพี่ใหญ่ไม่คิดจะไล่บี้ต่อ ทั้งสองเป็นคนตรงไปตรงมา ถึงกับพูดเรื่องฆ่าพี่น้องออกมา แต่ก็เป็นเพียงคำพูดยามโมโห หาได้คิดทำจริงไม่ อีกทั้งก็อาจทำไม่สำเร็จด้วยซ้ำ
ความขัดแย้งระหว่างสองฝ่ายฝังรากลึกมานานแล้ว ตั้งแต่ก่อนบิดาจะหายตัวไปเสียอีก
บัดนี้บิดาจากไป ยิ่งไร้ผู้ถ่วงดุล สองขั้วอำนาจจึงเหมือนน้ำกับไฟ เพียงมีชนวนเล็กน้อยก็พร้อมระเบิด บิดาของพวกเขาคงไม่หวนกลับมาแล้ว หายไปถึงสิบปี ต่อให้กลับมาก็อาจกดไม่อยู่
กลับมาแล้วจะอย่างไร กดได้ชั่วคราว แล้วจะกดได้ตลอดไปหรือ?
จากการปะทะกันต่อเนื่อง บัดนี้กลายเป็นการลงมือในเงามืด บางเรื่องถึงขั้นใช้วิธีการสุดโต่ง
นี่ก็เป็นเรื่องหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะหากตนไม่ลงมือก่อน อีกฝ่ายย่อมกำลังเล่นงานตนอยู่
ทุกคนล้วนคิดเช่นนี้ มิฉะนั้นความขัดแย้งคงไม่สั่งสมถึงเพียงนี้ ส่วนจะถูกผู้ใดชักใยหรือไม่ พวกเขาไม่สนใจ ต่างเพียงทำตามใจตัวเอง
แน่นอน ตอนนี้ยังไม่ถึงคราวกระบี่ปะทะหอก
“เช่นนั้นตอนนี้เราควรทำอย่างไร เจ้าสี่จะมีความคิดอื่นหรือไม่ หากถึงคราวเราเป็นฝ่ายเสียเปรียบจะรับมืออย่างไร?”
“เรื่องนี้ไม่ต้องกังวล ข้าจะไปพูดกับน้องรองเอง หากเป็นฝีมือเรา ก็จะยอมรับอย่างเปิดเผย ไม่หลบซ่อน หากเป็นการประกาศศึก ก็ต้องมีท่าทีองอาจ”
“แต่หากไม่ใช่เรา ผู้ใดก็อย่าหวังใส่ร้ายเราได้”
“คิดจะทำให้ตระกูลฉินเกิดความวุ่นวาย ก็ต้องดูว่าพวกเขามีความสามารถพอหรือไม่”
อวิ๋นซูย่อมไม่รู้แผนการภายในของตระกูลฉินทั้งหมด แต่ก็พอคาดเดาได้เจ็ดแปดส่วน หากถูกหลอกได้ง่ายดายนัก ก็คงไม่ใช่ตระกูลเซียนที่ยืนหยัดมานานนับแสนปีแล้ว