เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 451 ถูกทิ้ง

บทที่ 451 ถูกทิ้ง

บทที่ 451 ถูกทิ้ง


บทที่ 451 ถูกทิ้ง

ชุยไห่เยี่ยนอายุน้อยกว่าเจียงหังสองปี เธอเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยเดียวกันและเป็นรุ่นน้องของเขา

ทั้งคู่รู้จักกันผ่านกิจกรรมชมรม และเริ่มมีความรู้สึกดี ๆ ให้กันระหว่างที่ได้ใกล้ชิดกัน ทว่าต่างฝ่ายต่างก็ยังไม่ได้พังทลายกำแพงความสัมพันธ์นั้นลง จนกระทั่งก่อนวันที่ชุยไห่เยี่ยนจะเรียนจบ เจียงหังจึงรวบรวมความกล้าสารภาพรักกับเธอ แต่กลับถูกชุยไห่เยี่ยนปฏิเสธ

เหตุผลของเธอคือ เธอได้รับทุนการศึกษาเต็มจำนวนจากมหาวิทยาลัยในประเทศ M และกำลังจะเดินทางไปต่อโทและเอกที่นั่น

อย่างเร็วที่สุดต้องใช้เวลาถึงห้าปีกว่าจะกลับมาประเทศจีน ชุยไห่เยี่ยนถามเจียงหังว่าเขาเต็มใจจะรอเธอไหม และเจียงหังก็ตอบตกลง

ตลอดห้าปีที่ผ่านมา เจียงหังทุ่มเทชีวิตให้กับการทำงานอย่างเต็มที่ตามที่พูดไว้จริง ๆ เขาไม่เคยชายตามองหญิงสาวคนไหนเลยนอกจากชุยไห่เยี่ยน เขาเขียนจดหมายหาเธอมากมายหลายฉบับ แต่จดหมายตอบกลับที่ได้รับมานั้นกลับมีเพียงน้อยนิด

เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้ คิ้วของเจียงชิ่นก็เริ่มขมวดเข้าหากันเล็กน้อย

ก่อนที่เธอจะรีบกวาดสายตาอ่านเนื้อหาถัดไป ซึ่งแนวโน้มของเรื่องราวก็พลิกผันไปตามที่เธอคาดการณ์ไว้ไม่มีผิด ชุยไห่เยี่ยนกำลังจะจบการศึกษาระดับปริญญาเอก แต่ก่อนจะจบเธอได้เซ็นสัญญาเข้าทำงานกับบริษัทต่างชาติล่วงหน้าไว้แล้ว แถมยังมีแฟนเป็นชาวอเมริกัน และได้กรีนการ์ดผ่านทางแฟนนั่นเอง

ร่องรอยหลักฐานทั้งหมดบ่งชี้ชัดเจนว่า... เธอจะไม่กลับมาที่ประเทศจีนอีกแล้ว

เจียงชิ่นส่งต่อเอกสารการตรวจสอบนี้ให้เจียงเต๋อเว่ยทันที ส่วนทางด้านอวี๋เฟิ่งเจียนั้น เจียงชิ่นตั้งใจว่าจะยังไม่บอกเธอในตอนนี้ เพราะขืนพี่สะใภ้ใหญ่รู้เรื่องนี้เข้า เจียงหังคงไม่พ้นถูกเธอกระหน่ำด่าทอจนไม่มีวันได้อยู่อย่างสงบสุขแน่ ๆ

พี่ชายใหญ่นั้นยืนอยู่ข้างเจียงหังมาโดยตลอด ต่อให้เห็นข้อมูลแบบนี้ เขาก็คงจะไม่โกรธเป็นฟืนเป็นไฟจนเกินไป

และก็เป็นไปตามที่เจียงชิ่นคิด เมื่อเจียงเต๋อเว่ยเห็นรายงานการตรวจสอบ ความรู้สึกแรกของเขาก็คือความสงสารลูกชาย

รอคอยด้วยความหวังมาตลอดห้าปี แต่ตอนนี้ความหวังกลับพังทลายลง เขาจะยอมรับความจริงนี้ได้อย่างไร

"เรื่องนี้อย่าเพิ่งไปบอกเสี่ยวหังนะ เดี๋ยวพี่หาโอกาสบอกเขาเอง"

"ค่ะพี่ใหญ่ แต่พี่ต้องใช้คำพูดที่นุ่มนวลหน่อยนะ เสี่ยวหังเป็นคนรักศักดิ์ศรีมาแต่ไหนแต่ไร ถ้าพูดแรงไปกลัวว่าเขาจะรับไม่ไหว"

"วางใจเถอะ พี่รู้ว่าต้องทำยังไง" พูดจบ เจียงเต๋อเว่ยก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ "ตอนช่วงปีใหม่ ที่พี่สะใภ้เธอเร่งรัดเรื่องแต่งงานของเขา เธอคิดว่าพี่ไม่ร้อนใจเหรอ พี่ก็ร้อนใจเหมือนกันนั่นแหละ แต่จะทำยังไงได้ล่ะ เสี่ยวหังเป็นคนมีความคิดเป็นของตัวเอง จะไปบังคับให้เขาไปนัดบอร์ดก็ไม่ได้ ผลสุดท้ายดันกลายเป็นแบบนี้ไปได้ ไอ้ลูกชายโง่เอ๊ย ปล่อยให้ตัวเองเสียเวลาเปล่าไปตั้งห้าปี เฮ้อ"

ตั้งแต่เจียงเต๋อเว่ยขึ้นมาเป็นเบอร์หนึ่งของโรงงานเหล็กกล้าปักกิ่ง หน้าที่การงานก็รุ่งเรืองจนบุคลิกดูภูมิฐานสง่างาม เจียงชิ่นไม่ได้เห็นเขาทำท่าทางผิดหวังขนาดนี้มานานมากแล้ว ราวกับว่าเขาแก่ลงไปหลายปีในชั่วพริบตา

เจียงชิ่นเอ่ยด้วยความเห็นอกเห็นใจ "พี่ใหญ่คะ อย่าไปคิดมากเลยค่ะ ใครบ้างที่ตอนวัยรุ่นไม่เคยเจอคนแย่ๆ บ้างล่ะคะ เสี่ยวหังยังหนุ่ม ต่อไปเขาต้องได้เจอคนที่คู่ควรแน่นอนค่ะ"

"มันจะง่ายขนาดนั้นที่ไหนล่ะ" เจียงเต๋อเว่ยส่ายหน้า

เจียงชิ่นบอก "เรื่องแต่งงานของเสี่ยวหังยกให้เป็นหน้าที่ฉันเองค่ะ ฉันมีวิธี"

เจียงเต๋อเว่ยเงยหน้าขึ้นทันที "เธอมีวิธีอะไร ? "

เจียงชิ่นยกยิ้มมุมปาก "ก็แนะนำคู่ครองให้เขาไงคะ ขอแค่เขาเริ่มชอบคนอื่น เรื่องชุยไห่เยี่ยนอะไรนั่นก็จะไม่สำคัญอีกต่อไป และทำร้ายเขาไม่ได้อีก พี่ใหญ่คะ เรื่องนี้ไม่ต้องรีบร้อน เสี่ยวหังเพิ่งจะรู้ว่าทางนั้นไม่กลับมาประเทศจีน ก็เหมือนคนเพิ่งอกหัก จะให้เขาไปนัดบอดทันทีเขาก็คงไม่มีกะจิตกะใจหรอกค่ะ"

"พี่ใหญ่คะ มันไม่ใช่การนัดบอดหรอกค่ะ การที่คนสองคนจะมารู้จักกัน มันไม่ได้มีแค่การนัดบอร์ดวิธีเดียวเสียหน่อย เอาเป็นว่าเรื่องนี้ปล่อยให้เป็นหน้าที่ฉันเอง พี่ก็แค่ลองคิดหาวิธีบอกเสี่ยวหังให้กระทบจิตใจเขาน้อยที่สุดก็พอ ช่วงนี้ฉันจะพาพวกเด็ก ๆ ไปเที่ยวที่กว่างโจวสักหน่อย ประมาณสิบวันก็น่าจะกลับมา ถึงตอนนั้นฉันจะเริ่มจัดการเรื่องของเสี่ยวหังเองค่ะ"

เมื่อตกลงกันเรียบร้อย เจียงชิ่นและฟู่เส้าตั๋วก็พาลูก ๆ ขึ้นเครื่องบินมุ่งหน้าสู่กว่างโจว

เครื่องบินที่พวกเขานั่งคือเครื่องบินโดยสารรุ่น C199 ซึ่งเป็นเครื่องบินที่นักวิจัยชาวประเทศจีนร่วมกันวิจัยและผลิตขึ้นเอง ปัจจุบันสายการบินยักษ์ใหญ่ในประเทศจีนต่างก็เลือกใช้เครื่องบินรุ่น C199 นี้ทั้งหมด

นี่เป็นครั้งแรกที่เด็ก ๆ ทั้งสี่คนได้ขึ้นเครื่องบิน ตั้งแต่เริ่มเข้าสนามบินแต่ละคนก็ตื่นเต้นกันยกใหญ่ มองไปทางไหนก็ดูแปลกตาไปหมด

พอได้ขึ้นมานั่งบนเครื่องบิน ดวงตาแต่ละคู่ยิ่งทำหน้าที่ไม่หยุด

เจียงชิ่นซื้อที่นั่งชั้นหนึ่งทั้งหมดหกที่นั่ง โดยเที่ยวบินนี้มีที่นั่งชั้นหนึ่งทั้งหมดสิบที่นั่ง ซึ่งเจียงชิ่นก็เหมาไปเกินครึ่งแล้ว หลังจากพวกเขานั่งประจำที่ ผู้โดยสารชั้นหนึ่งอีกสี่คนที่เหลือก็ทยอยขึ้นเครื่องและหาที่นั่งของตัวเอง

ในจำนวนที่นั่งที่เหลือนั้น มีผู้โดยสารคู่หนึ่งเป็นผู้หญิงที่งดงามมากกับเด็กหนุ่มหน้าตาดีคนหนึ่ง ดูท่าทางจะเป็นแม่ลูกกัน ผู้หญิงคนนั้นอายุรุ่นราวคราวเดียวกับเจียงชิ่น แต่งกายดูดีมีระดับและแต่งหน้าอย่างประณีตบรรจง

ส่วนเด็กหนุ่มคนนั้นสวมชุดกีฬาที่เจียงชิ่นเหลือบมองเพียงแวบเดียวก็จำได้ว่าเป็นคอลเลกชันใหม่ล่าสุดจากแบรนด์กีฬาในเครือหรงหน่วน

คนที่สามารถนั่งชั้นหนึ่งได้ย่อมเป็นคนที่มีฐานะ เจียงชิ่นจึงไม่ได้ให้ความสนใจกับพวกเขามากนัก

เธอหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาจากกระเป๋า อาศัยช่วงที่เครื่องบินยังไม่ขึ้นบินและยังไม่ต้องเปิดโหมดเครื่องบิน เพื่อตอบข้อความอีกสองสามข้อความ ข้อความเหล่านั้นล้วนส่งมาจากคนในทีมวิจัย ซึ่งมีปัญหาบางอย่างที่ต้องการให้เจียงชิ่นช่วยแก้ไข

เจียงชิ่นตอบข้อความที่เร่งด่วนไปสองสามเรื่อง ขณะที่กำลังจะปิดโทรศัพท์ เธอก็ได้ยินเสียงฟู่ซินหน่วนและเฮ่อหนิงหยอกล้อกันพร้อมกับเสียงหัวเราะคิกคัก

เจียงชิ่นไม่ได้ใส่ใจอะไร นึกว่าเด็กสาวสองคนแค่แกล้งกันเล่นตามประสา

"แม่ครับ ดูพี่ซินหน่วนกับพี่เฮ่อหนิงสิ สายตาแทบจะไปแปะอยู่บนตัวคนอื่นถอนไม่ออกแล้วเนี่ย" ฟู่ซงเหนียน พุ่งตัวเข้ามากระซิบฟ้องแม่

"หมายความว่าไงจ๊ะ ? " เจียงชิ่นส่งสัญญาณให้เขาขยายความ

ฟู่ซงเหนียนลดเสียงให้เบาลง "ก็เด็กผู้ชายคนนั้นไงครับ พี่สาวพวกผมเอาแต่แอบมองเขาจนเขาหน้าแดงไปหมดแล้วเนี่ย"

เจียงชิ่นได้ยินดังนั้นจึงเอี้ยวตัวหันไปมองทางเด็กสาวทั้งสองคน และก็เห็นจริง ๆ ว่าพวกเธอกำลังแอบเหล่เด็กหนุ่มที่นั่งอยู่ข้างหน้าคนนั้น

เด็กหนุ่มคนนั้นหน้าตาหล่อเหลาจริง ๆ ถึงอายุจะยังน้อยแต่กลับมีท่าทางที่สุขุมเกินวัย

การที่เขานั่งนิ่ง ๆ อย่างภูมิฐานแบบนั้น ก็ไม่แปลกใจเลยที่จะดึงดูดความสนใจจากฟู่ซินหน่วนและเฮ่อหนิง

เจียงชิ่นยิ้มบาง ๆ พลางเอื้อมมือไปจิ้มหน้าผากฟู่ซงเหนียนเบา ๆ

"ช่างสอดรู้สอดเห็นจริงนะเราน่ะ แม่ไม่เห็นว่าเขาจะหน้าแดงตรงไหนเลย แต่ลูกน่ะสิ ควรจะดูเขาเป็นตัวอย่างนะ ทำยังไงถึงจะทำตัวให้สุขุมแบบเขาได้บ้าง"

ฟู่ซงเหนียนเอามือกุมหน้าผาก "ผมเพิ่งจะสิบสามเองนะครับแม่ แม่ตั้งความหวังสูงไปหรือเปล่าเนี่ย อีกอย่างพี่ชายผมยังไม่เห็นจะสุขุมเลย แม่ไปจัดการเขาก่อนเถอะครับ"

พูดจบเขาก็รีบหมุนตัวหนีไปทันที เพราะกลัวจะโดนเจียงชิ่นบ่นต่อ

เจียงชิ่นเมื่อบ่นลูกชายคนเล็กไม่ได้ผล จึงหันไปมองหน้าฟู่เส้าตั๋วแทน

"คุณดูสิคะ ลูกชายคุณน่ะ ฉันพูดแค่คำเดียว เขาก็มีคำเถียงกลับมาตั้งหลายคำ"

ฟู่เส้าตั๋วกำลังนั่งดูแม่ลูกคู่นี้ต่อปากต่อคำกันอย่างอารมณ์ดี แต่ไม่นึกว่าในเวลาเพียงไม่กี่นาที ไฟสงครามจะลามมาถึงตัวเขาเสียอย่างนั้น ทั้งที่เขาอยู่เฉย ๆ แท้ ๆ

จังหวะนั้นพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินเดินเข้ามาแจ้งให้ทุกคนรัดเข็มขัดนิรภัยและปรับโทรศัพท์มือถือให้เป็นโหมดเครื่องบิน ไม่นานนักเครื่องบินก็เริ่มเคลื่อนตัวและทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า

ระหว่างทาง ผู้หญิงที่นั่งข้างหน้าคนนั้นได้หันมาสนทนากับเจียงชิ่นอยู่สองสามครั้ง

จากการสนทนา เจียงชิ่นจึงทราบว่าสองแม่ลูกคู่นี้กำลังจะไปเยี่ยมญาติที่กว่างโจว บ้านเดิมของผู้หญิงคนนั้นอยู่ที่นั่น และเธอแต่งงานมาอยู่ที่ปักกิ่งเพียงลำพัง

ประจวบเหมาะกับที่ลูกชายปิดเทอมฤดูหนาวพอดี เธอจึงตั้งใจจะพาเขาไปพักอยู่ที่บ้านคุณยายที่กว่างโจวสักพักหนึ่ง

จบบทที่ บทที่ 451 ถูกทิ้ง

คัดลอกลิงก์แล้ว