- หน้าแรก
- ยุคแห่งลอร์ด
- บทที่ 564 หลิงหยุน: บัลลังก์เทพต้องเป็นของฉัน ฉันเป็นคนพูดเอง
บทที่ 564 หลิงหยุน: บัลลังก์เทพต้องเป็นของฉัน ฉันเป็นคนพูดเอง
บทที่ 564 หลิงหยุน: บัลลังก์เทพต้องเป็นของฉัน ฉันเป็นคนพูดเอง
บทที่ 564 หลิงหยุน: บัลลังก์เทพต้องเป็นของฉัน ฉันเป็นคนพูดเอง
พูดจบ หลิงหยุนก็สะบัดมือใหญ่ เรียกประตูแห่งความว่างเปล่าออกมา
ไม่กี่วินาทีต่อมา ประตูแห่งความว่างเปล่าก็ก่อตัวขึ้น คนกลุ่มหนึ่งเดินเข้าไปในประตูเทเลพอร์ต แล้วหายตัวไป
ในขณะเดียวกัน ทางฝั่งบัลลังก์เทพสูงสุด บรรยากาศที่นี่ค่อนข้างตึงเครียด เทียนหงนั่งสง่าอยู่บนบัลลังก์เทพสูงสุด ดูเผินๆ เหมือนว่าเขาได้ยึดครองบัลลังก์เทพสูงสุดเสร็จสมบูรณ์แล้ว
แต่ในความเป็นจริง เขากลับรู้สึกกระวนกระวายใจอยู่บ้าง เพราะลอร์ดจากทั้งสองเผ่าพันธุ์อย่างเผ่ามนุษย์มังกรและเผ่าอันเดด กำลังจ้องมองเขาตาเป็นมัน พูดได้โดยไม่เกินจริงเลยว่า พวกเขาสามารถลงมือแย่งชิงบัลลังก์เทพได้ทุกเมื่อ และเหตุผลที่พวกเขายังไม่ลงมือ ก็เป็นเพราะกำลังรอคอยโอกาสอยู่
นอกเหนือจากนี้ ยังมีหลิงหยุนอีกคนที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืดและยังไม่ปรากฏตัว
ตราบใดที่เขายังไม่ปรากฏตัว เขาก็ยังคงเป็นตัวแปรสำคัญอยู่เสมอ ดังนั้น ในใจของเทียนหงจึงรู้สึกกระสับกระส่าย ก้นที่นั่งอยู่บนบัลลังก์เทพสูงสุด ก็เริ่มรู้สึกไม่ค่อยมั่นคงนัก
ในขณะที่เทียนหงกำลังมองลงมาจากที่สูง เพื่อประเมินปฏิกิริยาของลอร์ดเผ่ามนุษย์มังกรและเผ่าอันเดดอยู่นั้น
ที่กลางอากาศตรงหน้าของเขากะทันหัน มิติก็เกิดการบิดเบี้ยวขึ้นมา ประตูเทเลพอร์ตสีดำบานหนึ่ง กำลังเบ่งบานและก่อตัวขึ้น ถึงแม้เทียนหงจะยังไม่เคยเห็นหน้าหลิงหยุนตัวเป็นๆ แต่เขาก็ได้รับรู้ความสามารถบางอย่างของหลิงหยุนผ่านเครือข่ายข้อมูลอันกว้างขวางมาตั้งนานแล้ว ซึ่งหนึ่งในนั้นก็รวมถึงประตูเทเลพอร์ตสีดำตรงหน้านี้ด้วย ที่สามารถมองข้ามกฎเกณฑ์การห้ามเทเลพอร์ตของสมรภูมิหมื่นเผ่าพันธุ์ แล้วใช้งานได้ตามปกติ
ตอนนี้ การที่ประตูเทเลพอร์ตสีดำปรากฏขึ้น ก็หมายความว่าหลิงหยุนได้ปรากฏตัวแล้ว
"หลิงหยุน ในที่สุดก็ปรากฏตัวออกมาแล้วงั้นสิ?"
เทียนหงกำหมัดแน่น ภายในดวงตาอันลึกล้ำ มีประกายจิตสังหารวาบผ่าน
ในมุมมองของเทียนหง เกรงว่าหลิงหยุนคงจะรับมือยากยิ่งกว่าเผ่ามนุษย์มังกรและเผ่าอันเดดเสียอีก
ทำไมถึงพูดแบบนี้น่ะหรือ?
เพราะเผ่ามนุษย์มังกรและเผ่าอันเดด ล้วนเป็นเผ่าพันธุ์ระดับสูงเหมือนกัน
ตั้งแต่ก่อนที่จะเข้าสู่สมรภูมิหมื่นเผ่าพันธุ์ เทียนหงได้ใช้เครือข่ายข่าวกรองของเผ่าเทพสวรรค์ที่อยู่เบื้องหลังเขา รับรู้ข้อมูลพื้นฐานของลอร์ดเผ่ามนุษย์มังกรและเผ่าอันเดดที่เข้าสู่สมรภูมิหมื่นเผ่าพันธุ์ในครั้งนี้มาหมดแล้ว
ดังนั้น ลอร์ดที่เป็นผู้นำของเผ่ามนุษย์มังกรและเผ่าอันเดดกลุ่มนั้น มีความแข็งแกร่งมากน้อยแค่ไหน มีไพ่ตายอะไรบ้าง เทียนหงก็พอจะรู้คร่าวๆ
ดังคำกล่าวที่ว่า รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง ในเมื่อรู้ถึงความแข็งแกร่งและไพ่ตายของอีกฝ่ายแล้ว เทียนหงก็ย่อมไม่หวาดกลัว แต่ทว่า! หลิงหยุนไม่เหมือนกัน เทียนหงยังไม่เคยพบหลิงหยุน และยิ่งไม่เคยประมือกับหลิงหยุนมาก่อน ทุกสิ่งทุกอย่างของหลิงหยุน ในสายตาของเทียนหงล้วนเป็นปริศนา
มีเพียงจุดเดียวเท่านั้นที่สามารถยืนยันได้
ความแข็งแกร่งของหลิงหยุน จะต้องไม่ธรรมดา อย่างน้อยก็ไม่ด้อยไปกว่าตัวเขาเอง
มิฉะนั้น เขาคงไม่สามารถล่าสังหารลอร์ดต่างเผ่าพันธุ์ไปได้มากมายขนาดนั้นหลังจากเข้าสู่วงที่หก
แล้วฟาร์มคะแนนของตัวเองจนทะลุ 50,000 ล้านล้านคะแนนไปได้
แต่เขากลับทำได้จริงๆ
นั่นไม่ได้หมายความว่า ความแข็งแกร่งของหลิงหยุนนั้นลึกล้ำสุดหยั่งคาดหรอกหรือ?
ในตอนนี้ เมื่อเทียนหงเห็นหลิงหยุนปรากฏตัว ก็รีบตั้งสติและตื่นตัวอย่างเต็มที่ทันที
ในขณะเดียวกันก็ออกคำสั่งกับลอร์ดเผ่าเทพสวรรค์รอบๆ "ระวังตัวเต็มพิกัด หลิงหยุนปรากฏตัวแล้ว"
ลอร์ดเผ่าเทพสวรรค์ได้ยินดังนั้น ก็ไม่มีใครกล้าชักช้า ต่างเบิกตากว้างจ้องเขม็งไปทางประตูแห่งความว่างเปล่า
ไม่เพียงแต่เผ่าเทพสวรรค์เท่านั้น
ลอร์ดเผ่ามนุษย์มังกรและเผ่าอันเดดที่ตั้งมั่นอยู่ด้านล่าง ต่างก็หันไปมองบนท้องฟ้าเช่นกัน
จากนั้นก็แสดงท่าทีราวกับกำลังเผชิญหน้ากับศัตรูตัวฉกาจ
สำหรับพวกเขาแล้ว หลิงหยุนคือชิ้นเนื้อติดมันก้อนโต แต่ก็เป็นหนามยอกอกเช่นกัน
หลังจากเข้าสู่วงที่หก ไอ้หมอนี่ได้เข่นฆ่าลอร์ดจากเผ่าพันธุ์ต่างๆ ไปตั้งเท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้
สัญญาณต่างๆ นานา ล้วนสามารถพิสูจน์ให้เห็นได้ว่า ความแข็งแกร่งของหลิงหยุนนั้น ไม่ได้อ่อนแอเลยสักนิด
ถึงแม้ระดับของหลิงหยุนจะมีแค่ระดับหกก็ตาม แต่นี่ก็ไม่ใช่เหตุผลที่พวกเขาจะดูถูกหลิงหยุน
เมื่อต้องรับมือกับหลิงหยุน ก็ยังต้องระมัดระวังตัวขั้นสูงสุด
ภายใต้การจับจ้องของลอร์ดนับร้อยชีวิต ประตูแห่งความว่างเปล่าก็ก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว
ร่างเงาหลายสายเดินออกมาจากข้างใน คนที่เป็นผู้นำ ก็คือหลิงหยุนนั่นเอง
ทันทีที่เขาเดินออกมา สายตาก็สบเข้ากับเทียนหงที่นั่งสง่าอยู่บนบัลลังก์เทพสูงสุดเบื้องหน้า
ทั้งสองคนไม่ได้พูดอะไร ไม่ได้ขยับเขยื้อน แต่สายตากลับเริ่มเข้าปะทะฟาดฟันกันแล้ว
รอจนกระทั่งทุกคนเดินออกมาจากประตูแห่งความว่างเปล่า เทียนหงที่อยู่บนบัลลังก์เทพสูงสุด ก็เอ่ยปากขึ้น
"หลิงหยุน ฉันรอแกมาตั้งนานแล้ว"
หลิงหยุนได้ยินดังนั้น มุมปากก็ยกขึ้น "รอฉัน? รอฉันทำไมล่ะ หรือว่าทนรอไม่ไหวที่จะยกบัลลังก์เทพให้ฉันแล้ว?"
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ สีหน้าของเทียนหงก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย
หลิงหยุนสนใจบัลลังก์เทพสูงสุดที่เขายึดครองอยู่จริงๆ ด้วย
ถ้างั้นมันก็ชักจะจัดการยากซะแล้วสิ!
ของสิ่งนี้ ตัวเขาเองก็อยากได้ หลิงหยุนก็อยากได้ ชือเลี่ยจากเผ่ามนุษย์มังกรก็อยากได้ เจียเอ้อซือจากเผ่าอันเดดก็อยากได้ แต่ปัญหาก็คือ บัลลังก์เทพสูงสุดมีเพียงแค่อันเดียว
ซึ่งนี่ก็หมายความว่า ท้ายที่สุดแล้วจะมีเพียงคนเดียวเท่านั้น ที่ได้ครอบครองบัลลังก์เทพสูงสุด
เทียนหงหวังว่าคนๆ นั้นจะเป็นตัวเขาเอง
แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้เอ่ยปาก ลอร์ดเผ่าเทพสวรรค์หลายคนที่อยู่ข้างกาย ก็อดไม่ได้ที่จะพูดจาถากถางหลิงหยุนเสียก่อน
"โอหังไม่เจียมตัว แกมันก็แค่ระดับหกตัวกระจ้อยร่อย ยังเสือกคิดจะมาครอบครองบัลลังก์เทพสูงสุดนี้อีกงั้นเหรอ?"
"หลิงหยุนใช่ไหม ฉันยอมรับว่าแกน่ะแข็งแกร่ง แต่พวกเราคือเผ่าเทพสวรรค์เว้ย"
"แกคงไม่ได้คิดจริงๆ หรอกนะ ว่าตัวคนเดียวจะสามารถแย่งชิงบัลลังก์เทพสูงสุดไปจากมือของพวกเราได้น่ะ!"
หลิงหยุนได้ยินดังนั้น ก็แค่นเสียงหัวเราะเย็นชา "จะแย่งได้หรือไม่ได้ ลองดูเดี๋ยวก็รู้"
พูดจบ เขาก็เปิดแหวนแห่งความว่างเปล่า นำกองทหารทั้งหมดของตัวเองออกมา แล้วตั้งท่าเตรียมพร้อมรบ