- หน้าแรก
- เพื่อการเอาชีวิตรอดฉันจำเป็นต้องแอ็กระบบเทพหลัก
- บทที่ 136.ค่ายกลถูกทำลาย!
บทที่ 136.ค่ายกลถูกทำลาย!
บทที่ 136.ค่ายกลถูกทำลาย!
ซูมู่เฉินก้าวพรวดเข้าไปหยิบจดหมายบนแผ่นศิลาขึ้นมา
ในใจเกิดลางสังหรณ์รุนแรงขึ้นมาทันทีว่าเขาถูกใครบางคนวางแผนใส่อีกแล้ว!
ใบหน้ามืดครึ้มมือสั่นเล็กน้อยขณะคลี่กระดาษออกดู
ตัวอักษรไม่กี่คำที่เขียนอย่างพลิ้วไหวปรากฏเข้าสู่สายตา
ไม่ต้องขอบคุณฉันปู่ของนายฉันพาไปแล้ว!
———เพื่อนเก่าของนาย (* ̄︶ ̄))
“ฉินชวน!”
มือที่สั่นของซูมู่เฉินค่อยๆกำแน่นกระดาษในมือยับยู่ยี่เกิดเสียงเสียดสีแสบหู
เขาแทบไม่ต้องคิดก็รู้ว่าจดหมายนี้ต้องเป็นฉินชวนทิ้งไว้ให้และยังสามารถจินตนาการได้ถึงน้ำเสียงเย้ยหยันและสายตาดูแคลนของอีกฝ่ายในตอนเขียนจดหมาย!
ฟึ่บ!
กระดาษแผ่นนั้นกลายเป็นเถ้าถ่านในพริบตา
ดวงตาของซูมู่เฉินแดงก่ำตะโกนอย่างคลุ้มคลั่ง
“ฉินชวนฉันจะฆ่าแก!”
พลังระดับราชายุทธ์ขั้นสูงสุดระเบิดออกในทันทีโดยมีเขาเป็นศูนย์กลางลมพายุรุนแรงระดับเทียบเท่าพายุระดับสิบสองพัดกระหน่ำออกไปทุกทิศทาง
กำปั้นบีบแน่นอากาศรอบตัวราวกับจะแตกสลายแผ่นดินสั่นสะเทือน
ตอนนี้ซูมู่เฉินโกรธจนแทบระเบิดต้องการระบายความแค้นจึงใช้แรงทั้งหมดซัดหมัดใส่แผ่นศิลา
ตูม!
แผ่นศิลาสูงร้อยเมตรในสายตาเขาเปราะบางราวกับเต้าหู้ถูกหมัดเดียวทุบจนแหลกเป็นผุยผง
แต่เขายังรู้สึกว่าระบายไม่พอกระโดดขึ้นสูงแล้วชกลงบนพื้นหินอ่อนอีกครั้ง
พื้นดินเกิดหลุมลึกสองเมตรในทันที
แต่สิ่งที่เขาไม่ทันสังเกตก็คือในวินาทีที่พื้นแตกแสงสีน้ำเงินจางๆบนหินอ่อนวาบผ่านไปอย่างรวดเร็ว
“ระบบบอกฉันมาว่าฉินชวนอยู่ที่ไหน!”
ซูมู่เฉินรู้สึกเลือดลมพลุ่งพล่านอยากฆ่าคนอย่างมาก
ปู่คือครอบครัวคนเดียวของเขาเป็นคนที่เชื่อในตัวเขาและสามารถช่วยล้างมลทินให้เขาได้
ตอนนี้กลับถูกฉินชวนจับตัวไป!
ไอ้คนสารเลวอย่างฉินชวนคงคิดจะใช้ปู่มาข่มขู่เขา!
เรื่องนี้เขาทนไม่ได้!
ติ้ง! ฉินชวนตัวจริงอยู่ที่ซีชวน!
ดวงตาอันมืดหม่นของซูมู่เฉินสั่นไหวเขากระโจนขึ้นแล้วพุ่งตรงไปยังทิศทางของซีชวนทันที
เขาจะต้องช่วยปู่กลับมาไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม!
.
ซีชวน!
คฤหาสน์ตระกูลเสิ่น!
ซูคังอัน เฟิงเทียน ผู้นำตระกูลทั้งห้าและสมาชิกหน่วยลึกลับสองหน่วยและเสาหลักของมนุษย์สองคนรวมตัวกันอยู่ที่นี่เพื่อหารือเรื่องการตามล่าซูมู่เฉิน
ทันใดนั้นทุกคนก็ถูกรบกวนด้วยคลื่นพลังประหลาดสีหน้าทุกคนเปลี่ยนไปทันที
ทุกคนลุกขึ้นพร้อมกันเดินออกไปด้านนอกมองไปยังทิศทางของค่ายกลไร้ขอบเขต
“แย่แล้ว!! ค่ายกลไร้ขอบเขตถูกทำลาย!”
ซูคังอันเคยอยู่ในค่ายกลนั้นมาหลายปีจึงไวต่อพลังของค่ายกลมากและรับรู้ได้ทันทีว่ามีบางอย่างผิดปกติ
นี่ไม่ใช่ลางดีเลยอาจจะมีเหตุการณ์ใหญ่เกิดขึ้น
ในขณะนั้นเองทหารของตระกูลเสิ่นคนหนึ่งวิ่งเข้ามาอย่างลนลาน
“ท่านผู้นำ ทุกท่าน แย่แล้ว! เพิ่งได้รับข่าวมาว่าซูมู่เฉินบุกเข้าไปในค่ายกลไร้ขอบเขตและทำลายเสาหลักของค่ายกลตอนนี้ค่ายกลถูกเขาทำลายแล้ว!”
“ซูมู่เฉิน?”
คำพูดนี้ทำให้ทุกคนตกตะลึง
พวกเขารู้ว่าซูมู่เฉินเคยไปที่ค่ายกลนั้นและคิดว่าไปเพื่อช่วยซูคังอัน
แต่ตอนนี้ซูคังอันถูกคุณชายฉินช่วยออกมาแล้วเขากลับไปอีกครั้ง
หรือว่าเป้าหมายตั้งแต่แรกของซูมู่เฉินไม่ใช่การช่วยคนแต่คือการทำลายค่ายกล?
ทุกคนมีความคิดแตกต่างกันแต่สายตากลับมองไปที่ซูคังอันพร้อมกัน
ซูคังอันโกรธจนแทบมีควันลอยออกจากหัวกัดฟันด่าออกมาคำหนึ่งว่า “สัตว์เดรัจฉาน” แล้วสั่งทันที
“แจ้งทุกกำลังเตรียมรบ!”
“รับทราบ!”
ทุกคนที่อยู่ในที่นั้นยกเว้นฉินชวนต่างหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาออกคำสั่ง
พวกเขารู้ดีว่าการที่ค่ายกลไร้ขอบเขตถูกทำลายหมายความว่าต่างเผ่าจะบุกเข้ามาอย่างเต็มกำลังและมนุษย์กำลังตกอยู่ในอันตราย
สิบกว่านาทีต่อมา
ทุกคนเตรียมพร้อมเรียบร้อย
“ทุกคนตามฉันเข้าภูเขาก่อนที่กองทัพต่างเผ่าจะมาถึงต้องฆ่าซูมู่เฉินให้ได้ก่อน!”
เดิมทีซูคังอันตั้งใจจะไปคนเดียวแต่แม้พักฟื้นมาแล้วสามวันร่างกายก็ยังไม่ฟื้นเต็มที่
อีกทั้งเขายังรู้จากผู้อื่นว่าซูมู่เฉินไปถึงระดับราชายุทธ์ขั้นกลางแล้ว
เขาต้องการฆ่าซูมู่เฉินด้วยตัวเองแต่จำเป็นต้องมีคนช่วยนั่นคือฉินชวน
เพราะในหมู่มนุษย์มีเพียงฉินชวนเท่านั้นที่สามารถเอาชนะซูมู่เฉินได้
ทุกคนไม่ลังเลได้จัดการมอบหมายหน้าที่เรียบร้อยแล้วฝ่ายตระกูลเสิ่นให้เสิ่นเสวี่ยรับผิดชอบส่วนตระกูลหานให้หานเส้าฟงดูแล
ผู้นำตระกูลคนอื่นๆก็สั่งการเรียบร้อยไม่มีใครกล้าประมาท
เพราะศัตรูที่ต้องเผชิญไม่ใช่แค่ซูมู่เฉินแต่คือทั้งต่างเผ่า
เมื่อไม่มีค่ายกลพวกเขาสามารถเหาะกลางอากาศได้
คนหลายสิบพุ่งตรงเข้าสู่ใจกลางภูเขามุ่งหน้าไปยังจุดศูนย์กลางค่ายกลอย่างรวดเร็ว
“ท่านซูดูที่พื้นนั่นคนคนนั้นใช่ซูมู่เฉินหรือเปล่า?”
บินไปได้สองชั่วยามเสิ่นฉงซินมองเห็นคนคนหนึ่งกำลังวิ่งอยู่บนพื้นไกลๆและจำได้ทันทีว่าเป็นซูมู่เฉิน
“สกัดเขา!”
ซูคังอันสีหน้าเย็นชานำทุกคนร่อนลงจากอากาศขวางทางซูมู่เฉิน
ซูมู่เฉินเห็นคนจำนวนมากลงมาขวางทางก็หยุดกะทันหันกำลังจะลงมือแต่สายตากลับไปสะดุดกับคนคนหนึ่งในฝูงชน
คนคนนั้นทำให้เขารู้สึกคุ้นเคยและใกล้ชิดอย่างประหลาด
เขามองไปยังชายชราผมขาวที่ยืนอยู่ด้านหน้าแล้วตื่นเต้นขึ้นมาทันที
“ปู่…ในที่สุดผมก็หา—”
ยังไม่ทันพูดจบก็ถูกตัดบทด้วยเสียงเย็นชา
“หุบปาก! ตระกูลซูไม่มีคนชั่วอย่างแกวันนี้ฉันจะจัดการคนในตระกูลเอง!”
ซูคังอันผิดหวังกับซูมู่เฉินถึงที่สุดไม่ต้องการฟังคำแก้ตัวใดๆ
ทันทีที่พูดจบเขากลายเป็นแสงพุ่งออกไปยกมือขึ้นจนเกิดเงาพยัคฆ์ขนาดใหญ่ปรากฏขึ้น
พยัคฆ์ตัวนั้นเหมือนมีชีวิตจริงปล่อยแรงกดดันระดับราชายุทธ์เพียงปรากฏตัวก็ทำให้พื้นที่โดยรอบสิบลี้ราบเป็นหน้ากลอง
มันอ้าปากเผยเขี้ยวยักษ์งับใส่ซูมู่เฉิน!
ซูมู่เฉินตกใจและงงงันปู่ไม่ให้โอกาสอธิบายเลยแต่กลับลงมือทันที!
เขายกมือขึ้นปล่อยพลังปราณออกมาป้องกันตัว
ตูม!
พยัคฆ์พุ่งชนพลังปราณแล้วถูกฉีกเป็นชิ้นๆเหลือเพียงกระแสลมกรรโชก
“ปู่ ฟังผมอธิบายก่อนผมถูกใส่ร้าย!”
ซูมู่เฉินรู้ว่าต้องเป็นฉินชวนที่พูดใส่ร้ายเขา
น่าชิงชังจริงๆ!
ซูคังอันเห็นว่าการโจมตีที่แทบจะรุนแรงที่สุดของเขาถูกอีกฝ่ายสลายได้ด้วยมือเปล่าความรู้สึกในใจนอกจากตกใจแล้วยังเต็มไปด้วยความโกรธ
เขามั่นใจแล้วว่าซูมู่เฉินถึงระดับราชายุทธ์ขั้นสูงสุดซึ่งเป็นสิ่งที่คนธรรมดาไม่มีทางทำได้
การฝึกตนของมนุษย์ต้องค่อยเป็นค่อยไปแม้เป็นอัจฉริยะก็ไม่มีทางไปถึงระดับนี้ในเวลาไม่กี่เดือน
เขาจึงมั่นใจว่าซูมู่เฉินต้องฝึกวิชามารและเผ่าจิ้งจอกก็มีวิชามารชนิดหนึ่งที่เรียกว่าวิชาทะยานสวรรค์
เป็นวิธีที่โหดร้ายต้องกินเลือดมนุษย์ กินหัวใจ ยิ่งกินมาก พลังยิ่งเพิ่มโดยเฉพาะคนที่มีพลัง
เขาตัดสินแล้วว่าซูมู่เฉินต้องฝึกวิชานี้เพราะกลิ่นอายจิ้งจอกบนตัวอีกฝ่ายชัดเจนมาก
ยิ่งไปกว่านั้นซูมู่เฉินไม่มีความสดใสแม้แต่น้อยมีแต่ความหม่นหมองและสายตาอันมืดมน
คนแบบนี้จะปล่อยไว้ไม่ได้!
ซูคังอันดวงตาเย็นชาชักดาบจ่านหม่าออกมาพูดทีละคำ
“ไปอธิบายกับคนที่แกฆ่าเถอะ!”
สิ้นเสียงดาบก็ถูกฟันลงมาแล้ว
เงาดาบอันเย็นเยียบจำนวนมหาศาลพุ่งออกมาทุกเงาแฝงไปด้วยพลังระดับราชายุทธ์พุ่งเข้าหาซูมู่เฉินราวกับพายุ
“ปู่!”
ซูมู่เฉินอัดอั้นจนแทบระเบิดเรื่องทั้งหมดนี้มันอะไรกัน
เขาหันไปเห็นฉินชวนที่ยืนดูอยู่ในฝูงชนจึงตัดสินใจจับตัวฉินชวนก่อนแล้วค่อยอธิบายกับปู่
เขาปล่อยพลังปราณสร้างเป็นเกราะป้องกันการโจมตีทั้งหมด
กำลังจะพุ่งไปจับฉินชวนทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงยั่วยวนจากด้านหลัง
“หัวหน้าจะจับใครให้พวกเราจัดการให้ไหม?”