เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 50 - คำขอร้องของหยางหย่วน!

บทที่ 50 - คำขอร้องของหยางหย่วน!

บทที่ 50 - คำขอร้องของหยางหย่วน!


บทที่ 50 - คำขอร้องของหยางหย่วน!

ผู้เฒ่าทัณฑ์สวรรค์ปรายตามองหยางหลิงเอ๋อร์ด้วยความกังวลแล้วถอนหายใจแผ่วเบา เขาไม่อยากรอช้าแม้แต่วินาทีเดียว หวังเพียงพาหยางหลิงเอ๋อร์กลับเมืองหลวงให้เร็วที่สุด มือชราตวัดขึ้นวูบเดียว ขลุ่ยยาวที่ทำจากหยกนิลทั้งเลาก็ปรากฏขึ้นในมือ

"นั่นมันขลุ่ยเร้นลับคุนเผิงของหอหมื่นสมบัติไม่ใช่หรือ!" มู่หรงเยวี่ยกวนชะงักงันไปชั่วขณะ สายตาจับจ้องไปยังขลุ่ยเร้นลับในมือของผู้เฒ่าทัณฑ์สวรรค์ ใบหน้าเต็มไปด้วยความประหลาดใจ

หอหมื่นสมบัติคือหนึ่งในหอการค้าหลักแห่งสมาพันธ์การค้าแดนใต้ มีสาขาย่อยมากมายกระจายอยู่ทั่วภูมิภาค นับเป็นหอการค้าระดับแนวหน้าที่มีอิทธิพลกว้างขวางที่สุดในแดนใต้ หากนำมาเทียบในดินแดนตงโจวแห่งนี้ ย่อมถือเป็นขุมกำลังขนาดยักษ์อย่างแท้จริง แม้แต่สำนักวิถียุทธ์อื่นๆ ภายนอกตงโจวก็ยังต้องยำเกรง

ส่วนขลุ่ยเร้นลับคุนเผิงเลานี้คือหนึ่งในอาวุธวิเศษอันเป็นเอกลักษณ์ของหอหมื่นสมบัติ มีไว้สำหรับอัญเชิญสัตว์อสูรบินระยะไกลที่เรียกว่า "วิหคสัญจร" โดยเฉพาะ!

เล่าลือกันว่าวิหคสัญจรชนิดนี้มีสายเลือดของสัตว์อสูรบรรพกาล "คุนเผิง" แฝงอยู่สายหนึ่ง จึงสามารถบินข้ามระยะทางนับหมื่นลี้ได้ ถือเป็นพาหนะสำหรับการเดินทางระยะไกลที่ดีที่สุดรองจากเรือรบเหินเวหา

ทว่าวิหคสัญจรมีจำนวนน้อยนิด ขุมกำลังยักษ์ใหญ่อย่างหอหมื่นสมบัติจึงทำเพียงเปิดให้เช่าเท่านั้น ไม่มีการขายขาด และขลุ่ยเร้นลับคุนเผิงก็คือของวิเศษที่ใช้สำหรับอัญเชิญมันมา

มู่หรงเยวี่ยกวนกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ขนาดตระกูลมู่หรงของนางยอมทุ่มหินวิญญาณถึงสามแสนก้อน ยังได้สิทธิ์ในการอัญเชิญเพียงสิบครั้งเท่านั้น นั่นหมายความว่าการอัญเชิญแต่ละครั้ง ไม่ว่าจะบินใกล้ไกลแค่ไหนก็ต้องสูญเสียหินวิญญาณอย่างน้อยสามหมื่นก้อน! เห็นได้ชัดว่าเพื่อหยางหลิงเอ๋อร์แล้ว ผู้เฒ่าทัณฑ์สวรรค์ยอมทุ่มเทจนหมดหน้าตักจริงๆ

"ปรี๊ด!"

เสียงขลุ่ยดังกังวานขึ้น ท้องฟ้าเหนือเมืองโบราณอวิ๋นลั่วพลันมีเสียงกรีดร้องอันเป็นเอกลักษณ์ของวิหคสัญจรดังก้อง ตามมาด้วยเสียงสยายปีกแหวกอากาศดังกระหึ่ม ร่างมหึมาระดับขุนเขากำลังค่อยๆ บินทะยานมาจากบนฟากฟ้า

มันคือวิหคยักษ์ที่มีขนห้าสีสันงดงาม บนหลังแบกศาลาเรือนยอดอันประณีตเอาไว้ ขนาดตัวของมันใหญ่โตถึงร้อยจ้าง ใหญ่กว่าเรือรบระดับหมาป่าทั่วไปเสียอีก ก้าวข้ามขอบเขตความเข้าใจเรื่องขนาดตัวของสัตว์อสูรที่ผู้คนเคยรู้จักไปไกลลิบ

เมื่อแหงนหน้ามองจากพื้นดิน มันก็ดูราวกับภูเขาลูกย่อมๆ บดบังแสงอาทิตย์จนมืดมิดขณะค่อยๆ บินวนเวียนอยู่เหนือคฤหาสน์ตระกูลหยาง

ผู้คนนับไม่ถ้วนแหงนมองท้องฟ้าเหนือเมืองโบราณอวิ๋นลั่วด้วยความสนใจ พวกเขาไม่เคยเห็นสัตว์อสูรขนาดยักษ์เช่นนี้มาก่อนจึงพากันแสดงสีหน้าหวาดกลัวออกมา แม้แต่คนของตระกูลหยางก็ยังยืนอึ้งตะลึงงันกับภาพเหตุการณ์กะทันหันนี้

"ไปกันเถอะ" ผู้เฒ่าทัณฑ์สวรรค์ส่งสายตาให้หยางซิวและหันไปมองมู่หรงเยวี่ยกวน ทั้งสองพยักหน้าให้กันก่อนที่ชายชราจะอุ้มร่างของหลิงเอ๋อร์พุ่งทะยานขึ้นไปบนหลังวิหคสัญจรเป็นคนแรก

"สหายตัวน้อยหยางซิว ผู้เฒ่าทัณฑ์สวรรค์เป็นถึงยอดฝีมือวิถียุทธ์ระดับแนวหน้าของราชวงศ์ ทั้งยังเป็นผู้อาวุโสแห่งสำนักมังกรฟ้า การที่คนระดับเขาออกหน้าช่วยเหลือเจ้านับเป็นเรื่องที่หาได้ยากยิ่งนัก" มู่หรงเยวี่ยกวนหันมายิ้มให้หยางซิว "มีเขาอยู่ด้วย น้องสาวของเจ้าจะต้องปลอดภัยอย่างแน่นอน"

"วันนี้ต้องขอบพระคุณผู้อาวุโสเยวี่ยกวนมาก ผู้น้อยขอคารวะอีกครั้ง" หยางซิวประสานมือโค้งคำนับพร้อมกับส่งยิ้มตอบกลับไป จากนั้นเขาก็เดินตรงไปยังแท่นสูงที่กองของขวัญของตระกูลหยางเอาไว้แล้วตวาดเสียงดังก้อง "ของพวกนี้ ถือเสียว่าเป็นดอกเบี้ยเล็กๆ น้อยๆ ที่ข้าทุ่มเททำเพื่อตระกูลหยางมาตลอดหลายปีก็แล้วกัน!"

เขาสะบัดมือคว้าอากาศวูบเดียว แหวนมิติบนนิ้วก็ทอประกายวาบ กองของขวัญมหาศาลรวมถึงป้ายหยกถูกดูดเข้าไปเก็บไว้จนเกลี้ยง

"หยาง... หยางซิว!" จังหวะนั้นเอง น้ำเสียงสั่นเทาและยากลำบากก็ดังก้องเข้าหู มันคือเสียงของหยางหย่วนนั่นเอง

เห็นเพียงชายชรารีบพุ่งลงมาจากแท่นสูง ใบหน้ายับย่นพยายามปั้นยิ้มอย่างสุดความสามารถ ทว่ากลับกลายเป็นรอยยิ้มที่แฝงไปด้วยความโศกเศร้า ดูบิดเบี้ยวพิกลพิกาลราวกับลูกพลับแห้ง เขาเดินหน้าซีดเผือดเข้ามาหาโดยไม่แม้แต่จะปรายตามองศพของหยางเทียนเจียว หยางเทียนหมิง และคนของตระกูลหยางคนอื่นๆ เลยแม้แต่น้อย "หึหึ หยางซิวเอ๋ย เป็นเพราะบรรพบุรุษอย่างข้าตาบอดเอง ดันไปหลงเชื่อคำพูดไร้สาระของสองพ่อลูกนั่น ทำให้เจ้าต้องทนรับความอยุติธรรมถึงเพียงนี้!"

"ฮึ่ม! สองพ่อลูกหยางเทียนหมิงมันเลวทรามต่ำช้าจริงๆ ถึงกล้าทำเรื่องโหดร้ายทารุณกับเจ้าได้ลงคอ ตระกูลหยางสาขาเมืองโบราณต้องมาพังพินาศก็เพราะพวกมันแท้ๆ! ต่อให้เจ้าไม่ลงมือฆ่า บรรพบุรุษอย่างข้าก็จะลงมือเอง!" หยางหย่วนฉีกยิ้มประจบสอพลอ "หึหึ เจ้าดูสิ ตอนนี้สองพ่อลูกนั่นก็ตายไปแล้ว ความแค้นของเจ้าก็ได้รับการชำระแล้ว ข้าในฐานะบรรพบุรุษของตระกูลหยางสาขาเมืองโบราณ หวังว่าเจ้าจะยอมกลับคืนสู่ตระกูลจะได้หรือไม่"

ไม่รอให้หยางซิวเอ่ยปาก เขาก็รีบพูดต่อทันที "เจ้าวางใจเถอะ หากเจ้ากลับคืนสู่ตระกูล ข้าไม่มีทางปล่อยให้เจ้าต้องทนลำบากแน่ ไม่เพียงแต่จะทุ่มเททรัพยากรทั้งหมดของตระกูลให้เจ้า แต่ข้าจะประกาศแต่งตั้งให้เจ้าเป็นนายน้อยคนใหม่ของตระกูลหยางแห่งเมืองโบราณด้วย!"

พูดจบไม่ใช่แค่เขาเท่านั้น ทว่าคนของตระกูลหยางแห่งเมืองโบราณทั้งหมดต่างก็มองมาที่หยางซิวด้วยความลุ้นระทึก คนโง่ยังดูออกเลยว่าต่อให้หยางเทียนเจียวไม่ตาย แต่ด้วยความแข็งแกร่งและพรสวรรค์ที่หยางซิวแสดงออกมานั้นก็เหนือล้ำกว่าอีกฝ่ายไปไกลลิบ หากหยางซิวกลับคืนสู่ตระกูลได้ ความสูญเสียในครั้งนี้ย่อมไม่นับเป็นกระไร และในอนาคตตระกูลหยางสาขาเมืองโบราณจะต้องผงาดขึ้นกลายเป็นตระกูลชั้นนำของราชวงศ์ได้อย่างแน่นอน! แต่ถ้าหากหยางซิวปฏิเสธล่ะก็...

คนตระกูลหยางต่างรู้สึกหดหู่ใจอย่างหนัก ผลลัพธ์ที่จะตามมาคงเลวร้ายจนพวกเขานึกไม่ถึง บางทีตระกูลหยางอาจจะตกต่ำลงนับตั้งแต่วันนี้ จนเทียบไม่ได้แม้กระทั่งกับตระกูลเล็กๆ ระดับห้าระดับหกทั่วไปเสียด้วยซ้ำ

"ให้ข้ากลับคืนตระกูลหยางงั้นหรือ ฮ่าฮ่าฮ่า น่าขำสิ้นดี!" พอได้ฟัง หยางซิวก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะหยัน เขากวาดสายตามองคนของตระกูลหยางด้วยแววตาเย็นชา นัยน์ตาปราศจากความรู้สึกใดๆ "ที่ข้ามาตระกูลหยางในวันนี้ ก็เพื่อช่วยน้องสาวและชำระแค้นกับสองพ่อลูกนั่นเท่านั้น!"

"ส่วนเรื่องจะให้ข้ากลับคืนสู่ตระกูลน่ะหรือ หึหึ ตอนที่ข้าถูกกลั่นแกล้งรังแกอยู่ในตระกูลหยาง พวกเจ้ามัวไปมุดหัวอยู่ที่ไหน"

"ตอนที่แม่ของข้าถูกหยางเทียนหมิงฆ่าตาย พวกเจ้าไปอยู่ที่ไหนกัน"

"ตอนที่ข้าถูกควักรากฐานและชิงชีพจรยุทธ์ไป พวกเจ้าไปอยู่ที่ไหน"

"มาตอนนี้กลับกล้าพูดให้ข้ากลับไปเป็นคนของตระกูลเนี่ยนะ"

"ขอโทษด้วย พวกเจ้าฝันเฟื่องไปเองแล้ว!"

"นับจากนี้ไป ข้ากับตระกูลหยางไม่มีความเกี่ยวข้องกันอีกแม้แต่นิดเดียว!"

หยางซิวตวาดกร้าว กลิ่นอายเย็นเยียบขุมหนึ่งระเบิดออกกวาดผ่านผืนฟ้าและกระจายไปทั่วสารทิศ ทำเอาคนตระกูลหยางทุกคนหนาวเหน็บไปถึงขั้วหัวใจ ก่อนที่ความรู้สึกเสียใจและโศกเศร้าอย่างสุดซึ้งจะถาโถมเข้าใส่ โดยเฉพาะหยางหย่วน ใบหน้าชราภาพย่นเข้าหากัน เขาถอนหายใจครั้งแล้วครั้งเล่า เรียกได้ว่าเสียใจจนไส้เขียวไปหมดแล้ว

เขาตั้งตารอให้ตระกูลหยางผงาดขึ้นมาทัดเทียมกับตระกูลหยางแห่งเมืองหลวงมาตลอด เขาฝากความหวังทั้งหมดไว้ที่หยางเทียนเจียว ใครจะคาดคิดว่าแท้จริงแล้วโอกาสนั้นอยู่ตรงหน้าเขามาตลอด เพียงแต่เขาเป็นคนโยนมันทิ้งไปกับมือ หยางซิวแค่นเสียงฮึดฮัด ผู้อาวุโสทั้งเจ็ด คนตระกูลหยางที่ปากมาก รวมไปถึงสองพ่อลูกก็ตายตกไปหมดแล้ว เวลานี้ตระกูลหยางนอกจากหยางหย่วนก็เหลือเพียงคนแก่ ผู้หญิง และเด็กเล็ก ไม่มีโอกาสผงาดขึ้นมาได้อีก คนเหล่านี้ย่อมไม่เป็นภัยคุกคามต่อเขาอีกต่อไป

หยางซิวไม่ใช่คนโหดเหี้ยมถึงขั้นต้องฆ่าล้างโคตร เขากวาดสายตามองพวกนั้นอย่างเย็นชาก่อนจะพุ่งทะยานขึ้นไปยังวิหคสัญจร

"ก๊าซ!" ท้องฟ้าเบื้องบน วิหคสัญจรตัวใหญ่เท่าภูเขาขนาดย่อมส่งเสียงร้องก้องกังวาน มันกางปีกสยายกว้างแล้วพุ่งทะยานขึ้นสู่ชั้นฟ้าเบื้องบน ร่างอันใหญ่โตมโหฬารกลายเป็นเพียงจุดเล็กๆ และหายลับไปจากสายตาของผู้คนอย่างรวดเร็ว!

ณ คฤหาสน์ตระกูลหยางแห่งเมืองโบราณอวิ๋นลั่ว ทุกคนต่างทอดสายตามองจุดสีดำที่ห่างไกลออกไป พากันถอนหายใจยาวด้วยความโศกเศร้าอย่างถึงที่สุด เฉกเช่นเดียวกับโอกาสผงาดของตระกูลหยางที่สูญสลายหายไปพร้อมกับจุดสีดำนั้นอย่างสมบูรณ์

"ท่านเยวี่ยกวน ไม่ทราบว่าตระกูลมู่หรงพอจะยื่นมือเข้าช่วยเหลือพวกเราสักหน่อยได้หรือไม่ ตระกูลหยางยินดี..."

หยางหย่วนยังพูดไม่ทันจบ มู่หรงเยวี่ยกวนก็แค่นเสียงฮึดฮัดด้วยความรำคาญใจ นางหันหลังกลับมาด้วยใบหน้าเย็นชาแล้วเอ่ยเสียงเรียบ "ท่านเยวี่ยกวนอะไรกัน หญิงชราอย่างข้าสนิทสนมกับเจ้าตั้งแต่เมื่อไหร่ ด้วยเหตุอันใดข้าถึงต้องช่วยพวกเจ้า ตระกูลมู่หรงของพวกเราสนิทกับพวกเจ้านักหรือ นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ตระกูลมู่หรงและตระกูลหยางสาขาเมืองโบราณขาดสะบั้น ไม่มีความเกี่ยวข้องกันอีกต่อไป"

"อ้อ ข้าขอเตือนพวกเจ้าไว้อีกประการหนึ่ง ไม่ว่าคุณหนูของข้ากับหยางซิวจะมีความสัมพันธ์เช่นไร ตระกูลมู่หรงก็จะเป็นสหายของสหายตัวน้อยหยางซิวตลอดไป"

"หากข้ารู้ว่าตระกูลหยางสาขาเมืองโบราณคิดเล่นตุกติกกับสหายของพวกเราล่ะก็ หึหึ ถึงตอนนั้นก็อย่าหาว่าข้าไม่เกรงใจก็แล้วกัน!" มู่หรงเยวี่ยกวนแสยะยิ้มข่มขู่ นางมองดูใบหน้าของคนตระกูลหยางที่บิดเบี้ยวไปด้วยความเสียใจอย่างหนักก่อนจะแค่นเสียงฮึดฮัดและก้าวยาวๆ จากไป!

"จบสิ้นแล้ว คราวนี้ตระกูลเราจบสิ้นแล้วจริงๆ!"

"โอกาสอันดีงามเช่นนี้ กลับถูกปล่อยให้หลุดมือไปอย่างสูญเปล่า!"

"นับจากนี้ไปตระกูลหยางแห่งเมืองโบราณของพวกเราคงไม่มีวันลืมตาอ้าปากได้อีกแล้ว!"

เมื่อมองดูซากปรักหักพังที่เกลื่อนกลาดไปทั่ว คนตระกูลหยางต่างก็ร้องห่มร้องไห้กอดคอกันกลม ชั่วข้ามคืนตระกูลต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ทุกสิ่งทุกอย่างราวกับความฝัน ให้ความรู้สึกที่ไม่เป็นความจริงเอาเสียเลย

"บรรพบุรุษ พวกเราจะทำอย่างไรกันดีขอรับ" คนตระกูลหยางคนหนึ่งร้องไห้คร่ำครวญ

"จะทำอย่างไรได้ เจ้าบอกข้ามาสิว่าพวกเรายังทำอะไรได้อีก!"

"หยางซิวเอ๋ย ความหวังที่จะทำให้ตระกูลหยางผงาดขึ้น โอกาสที่แท้จริงอยู่ตรงหน้า! แต่พวกเรากลับปล่อยให้มันหลุดลอยไป!"

หยางหย่วนเสียใจจนไส้แทบขาด ร่างกายค่อมงุ้มลงราวกับแก่ชราลงไปอีกหลายสิบปี เขาโบกมืออย่างหมดเรี่ยวแรงแล้วสั่งการ "สั่งคนให้ขายทรัพย์สินทิ้ง แล้วเก็บข้าวของซะ"

"เก็บข้าวของหรือขอรับ" ทุกคนชะงักไป

หยางหย่วนถอนหายใจยาวด้วยความขมขื่น "ใช่ รีบไปเก็บข้าวของเดี๋ยวนี้ ขายกิจการทั้งหมดในราคาถูกไปซะ หากพวกเรายังอยากมีชีวิตรอด ก็ต้องรีบหนีออกจากเมืองโบราณอวิ๋นลั่วให้เร็วที่สุด เฮ้อ!"

ตระกูลหยางในยามนี้ถือว่าพังทลายลงอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว หลายปีมานี้ตระกูลหยางอาศัยบารมีของหยางซิวที่มีความสัมพันธ์อันดีกับตระกูลมู่หรง ไปคอยกดขี่ข่มเหงขุมกำลังตระกูลอื่นๆ ในเมืองโบราณไว้ไม่น้อย บัดนี้ตระกูลหยางตกต่ำลงแล้ว หากขุมกำลังเหล่านั้นตั้งสติได้จะต้องกลับมาแก้แค้นอย่างแน่นอน หากไม่อยากตายก็มีเพียงต้องรีบหนีไปให้เร็วที่สุด ด้วยเหตุนี้ ตระกูลหยางสาขาเมืองโบราณที่เคยเป็นอันดับหนึ่งและรุ่งโรจน์ถึงขีดสุด กลับต้องร่วงหล่นจากสรวงสวรรค์ลงสู่พื้นดินเพราะเด็กหนุ่มเพียงคนเดียว พวกเขาจำต้องหนีตายออกจากเมืองโบราณในยามวิกาล

...

ฟ้าดินกว้างใหญ่ไพศาล ไร้ขอบเขตราวกับม่านหมอก ในที่สุดข้าหยางซิวก็มีวันที่ได้ก้าวเท้าออกจากเมืองโบราณอวิ๋นลั่วเสียที

ยามราตรีมาเยือน ท่ามกลางท้องฟ้ามืดมิด ร่างมหึมาที่แบกศาลาเรือนยอดแหวกว่ายผ่านหมู่เมฆด้วยความเร็วคงที่ หยางซิวยืนเอามือไพล่หลังอยู่อย่างโดดเดี่ยวบนระเบียงศาลา เขาทอดสายตามองแผ่นฟ้ากว้างใหญ่ไพศาลเบื้องหน้า จ้องมองทางช้างเผือกที่มีดวงดาวนับร้อยล้านดวงส่องแสงระยิบระยับ ภาพอันกว้างใหญ่ไร้ขอบเขตราวกับม่านหมอกนี้ ทำให้หวนนึกถึงอดีตที่ตนเป็นเพียงหมากที่ถูกทอดทิ้งอย่างต่ำต้อยของตระกูลหยาง ผ่านพ้นเคราะห์กรรมแห่งการเกิดใหม่ มาบัดนี้ก็ถือว่าได้ก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งการเดินทางที่แท้จริงแล้ว เมื่อคิดได้เช่นนี้ หยางซิวก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มบางออกมาพร้อมกับทอดถอนใจ

"สหายตัวน้อยหยางซิว"

เสียงของผู้เฒ่าทัณฑ์สวรรค์ดังขึ้นจากด้านหลัง หยางซิฟรีบหันกลับไปประสานมือคารวะ "ผู้อาวุโสทัณฑ์สวรรค์"

ใบหน้าของผู้เฒ่าทัณฑ์สวรรค์เผยให้เห็นรอยยิ้มที่หาดูได้ยากยิ่งนัก เขากล่าวด้วยรอยยิ้ม "หึหึ ไม่ต้องมากพิธีไปหรอก"

หยางซิวเอ่ยถาม "ผู้อาวุโส น้องสาวของข้าเป็นอย่างไรบ้างขอรับ"

ผู้เฒ่าทัณฑ์สวรรค์ตอบกลับ "วางใจเถอะ โอสถเพลิงวิญญาณที่ตาเฒ่าเยวี่ยกวนให้มานั้นได้ผลดีทีเดียว อย่างน้อยภายในครึ่งปีนี้น้องสาวของเจ้าจะไม่มีอันตรายถึงชีวิต"

"ภายในครึ่งปี..." หยางซิวพึมพำกับตัวเอง สองมือหมัดแน่น ภายในครึ่งปีนี้ เขาจะต้องหาวิธีทำให้หลิงเอ๋อร์ฟื้นขึ้นมาให้ได้

"สภาพร่างกายของน้องสาวเจ้ามีความพิเศษอย่างยิ่ง แม้แต่ชายชราอย่างข้าก็ยังมองไม่ออก แต่เจ้าวางใจได้ อย่างน้อยในช่วงครึ่งปีนี้ ข้ารับรองความปลอดภัยของนางเอง" ผู้เฒ่าทัณฑ์สวรรค์ถอนหายใจยาว เขารู้สึกเสียใจที่ไม่ได้ลงมือช่วยเหลือหยางหลิงเอ๋อร์ตั้งแต่แรก ทว่าตอนนี้จะพูดอะไรไปก็สายเกินแก้แล้ว ทำได้เพียงพยายามอย่างเต็มที่เพื่อรับประกันความปลอดภัยของนางให้ได้เท่านั้น

หยางซิวเม้มริมฝีปากแน่น ประสานมือคารวะ "ขอบพระคุณมากขอรับ"

ผู้เฒ่าทัณฑ์สวรรค์มองลึกเข้าไปในดวงตาของหยางซิวแล้วเอ่ยเข้าประเด็นทันที "ชายชราอย่างข้ามีคำถามบางอย่างอยากจะถามเจ้า ข้อแรก วิถีกระบี่ของเจ้ารุดหน้าไปอย่างรวดเร็วจนน่าเหลือเชื่อ หรือว่าเบื้องหลังของเจ้าจะมีอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญวิถีกระบี่คอยชี้แนะอยู่อย่างนั้นหรือ"

ต้องรู้ก่อนว่าตอนที่พบกับหยางซิวครั้งแรก เด็กหนุ่มก็ใช้เจตจำนงกระบี่สะกดข่มผู้อาวุโสทั้งเจ็ดของตระกูลหยางได้แล้ว พอมาพบกันครั้งนี้ วิถีกระบี่ของเขากลับก้าวเข้าสู่ระดับเก้าทัณฑ์หลอมกระบี่ทัณฑ์ที่เก้า! ความเร็วระดับนี้ อย่าว่าแต่เคยได้ยินเลย แม้แต่จะคิดก็ยังไม่กล้าคิด!

ทว่าหยางซิวกลับทำได้

หากเบื้องหลังของเด็กคนนี้มีอาจารย์สอนวิถีกระบี่อยู่จริง คนผู้นั้นจะต้องเป็นปรมาจารย์วิถีกระบี่ระดับสูงสุดในใต้หล้าอย่างแน่นอน ความสำเร็จในวิถีกระบี่ย่อมไม่ใช่สิ่งที่ตัวเขาจะเทียบเคียงได้เลย! หากได้พบกับผู้อาวุโสระดับนั้นสักครั้ง ได้รับฟังคำสั่งสอนสักประโยค บางทีอาจจะช่วยให้เขาก้าวข้ามคอขวดวิถีกระบี่ที่ติดขัดมานานนับสิบปีได้สำเร็จ!

ขณะที่ผู้เฒ่าทัณฑ์สวรรค์กำลังหายใจหอบถี่ด้วยความตื่นเต้น คำตอบของหยางซิวกลับทำให้เขาต้องผิดหวังอย่างแรง

"ไม่มีขอรับ"

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 50 - คำขอร้องของหยางหย่วน!

คัดลอกลิงก์แล้ว