เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 921 - ของประทานจากจักรพรรดิ

บทที่ 921 - ของประทานจากจักรพรรดิ

บทที่ 921 - ของประทานจากจักรพรรดิ


บทที่ 921 - ของประทานจากจักรพรรดิ

ฮ่องเต้หงจื้อดูเหมือนจะเริ่มสนพระทัยขึ้นมาบ้างแล้ว

พระองค์อดไม่ได้ที่จะก้มพระพักตร์ลงทอดพระเนตรวารสารอีกครั้ง

ความน่ากลัวของวารสารฉบับนี้อยู่ที่ทุกช่วงเวลาหนึ่ง จะมีทฤษฎีทางวิชาการสาขาต่างๆ ถูกผลักดันออกมามากมาย

และทฤษฎีที่ดูประหลาดล้ำลึกเหล่านั้น ส่วนใหญ่กลับเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เฉกเช่นเดียวกับทฤษฎีแมลงตัวจิ๋ว

ลำพังเพียงทฤษฎีแมลงตัวจิ๋วยังเป็นได้ถึงเพียงนี้ แล้วเรื่องอื่นเล่าจะเป็นอย่างไร?

หากวันนี้พระราชทานตำแหน่งขุนนางหรือบรรดาศักดิ์ให้แก่จางเซิน แล้วในวันหน้าหากมีผู้คนเช่นนี้ออกมาอีกมากมาย จะต้องพระราชทานให้ทุกคนเลยหรือไม่?

แต่หากจะเพิกเฉยต่อพวกเขา ทว่าบทความเพียงบทความเดียวกลับสามารถเปลี่ยนชะตากรรมของผู้คนนับไม่ถ้วน ช่วยเหลือราษฎรใต้หล้าได้มากมายมหาศาล คุณงามความดีใหญ่หลวงเช่นนี้ ต่อให้เป็นราชบัณฑิตในสำนักฮันหลินก็ยังเทียบไม่ติด หากราชสำนักยังนิ่งดูดาย ย่อมต้องทำให้ผู้คนผิดหวังและเสียกำลังใจเป็นแน่

และตำแหน่งวิชาการนี้ถือเป็นทางออกที่ดียิ่ง เพราะเป็นระบบที่สร้างขึ้นมาโดยเฉพาะ ไม่ก้าวก่ายกับระบบขุนนางในปัจจุบัน ขณะเดียวกันฮ่องเต้ยังสามารถแสดงพระเมตตาได้ ต่อให้พระราชทานเงินทองเสบียงกรังหรือเบี้ยหวัดรายปีให้พวกเขาก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย เพราะเบี้ยหวัดเพียงเล็กน้อยจะสิ้นเปลืองสักเท่าใดกัน?

ฮ่องเต้หงจื้อทรงพยักพระพักตร์พลางตรัสว่า "เช่นนั้นก็ย่อมได้ เราอนุมัติแล้ว เรื่องตำแหน่งวิชาการนี้ เจ้าจงส่งร่างนโยบายมาให้เราดู... อ้อ แล้วในตำแหน่งวิชาการนี้ ตำแหน่งใดใหญ่ที่สุด?"

"

ฟางจี้ฟานกราบทูลตอบว่า "วุฒิเมธีอาวุโสพ่ะยี่ห้อ"

ฮ่องเต้หงจื้อทรงแย้มพระสรวลพลางทอดพระเนตรจางเซินที่กำลังตื่นเต้นจนตัวสั่น "ท่านจางตรากตรำทำงานหนักและมีผลงานโดดเด่น เช่นนั้นก็จงรับตำแหน่งวุฒิเมธีอาวุโสไปเถิด"

ฟางจี้ฟานหน้าถอดสีทันที ฝ่าบาททรงเคยชินกับการเป็นฮ่องเต้เสียจริง นอกจากเรื่องให้เขาจ่ายเงินแล้ว เรื่องอื่นฝ่าบาทล้วนกล้าตรัสออกมาได้ทุกอย่าง ฟางจี้ฟานจึงกราบทูลด้วยสีหน้าจริงจัง "ฝ่าบาท ในเมื่อเป็นตำแหน่งวิชาการ ย่อมต้องพิจารณาตามผลงานที่สร้างประโยชน์ให้แก่วงการวิชาการ ทฤษฎีแมลงตัวจิ๋วและนโยบายป้องกันแมลงตัวจิ๋วของจางเซินแม้จะยอดเยี่ยมเพียงใด แต่หากพิจารณาในปัจจุบัน เขามีคุณสมบัติเพียงตำแหน่งราชบัณฑิตเท่านั้น อีกทั้งกระหม่อมมีบางอย่างไม่แน่ใจว่าควรจะกราบทูลดีหรือไม่..."

ฮ่องเต้หงจื้อทรงอดรนทนไม่ไหว "พูดมาเถิด ไม่ต้องอ้อมค้อม"

"

ฟางจี้ฟานทูลต่อ "การเลื่อนตำแหน่งวิชาการนั้น กระหม่อมได้ตั้งกฎเกณฑ์ไว้แล้ว กระหม่อมเพียงคนเดียวไม่อาจตัดสินได้ จะต้องมีคณะกรรมการประเมินเฉพาะทางที่พิจารณาจากผลงานและคุณูปการของแต่ละคน สิ่งที่กระหม่อมทำได้คือการถวายรายชื่อให้ฝ่าบาททรงพิจารณาและคัดเลือกพ่ะย่ะค่ะ"

ฮ่องเต้หงจื้อทรงเข้าใจความหมายในทันที สิ่งที่ฟางจี้ฟานสื่ออย่างมีนัยสำคัญก็คือ ใครจะเป็นผู้ได้รับคัดเลือกนั้น ฮ่องเต้เองก็ไม่อาจตัดสินได้ตามใจชอบ อำนาจที่พระองค์ทรงมีเป็นเพียงการอนุมัติรายชื่อที่ถูกเสนอมาเท่านั้น

เจ้านี่ช่างบังอาจนัก

แต่เมื่อลองตรองดูอย่างละเอียด ฮ่องเต้หงจื้อก็ยอมรับว่าพระองค์ไม่ทรงมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องของคนอย่างจางเซินเลยแม้แต่น้อย ฮ่องเต้หงจื้อจึงถอนพระทัย "เช่นนั้นก็ได้ ดำเนินการตามกฎเกณฑ์เถิด หากไม่มีระเบียบแบบแผนย่อมไม่อาจสร้างความสำเร็จได้ เรารู้ความหมายของเจ้าแล้ว"

ฟางจี้ฟานลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก เขานึกว่าฉากต่อไปจะเป็นตอนสั่งประหารราชบุตรเขยเสียแล้ว หากเป็นเช่นนั้นคงวุ่นวายน่าดู

ฮ่องเต้หงจื้อทรงแย้มสรวล "พวกเจ้าจงส่งรายชื่อตำแหน่งวิชาการของเขามา ราชบัณฑิตใช่หรือไม่? เราจะลงพู่กันแดงอนุมัติทันที ตำแหน่งวิชาการจะเป็นอะไรนั้นเราตัดสินไม่ได้ แต่เราสามารถสั่งให้ตีพิมพ์ประกาศลงในตี่เป้า และออกราชโองการประทานของรางวัลได้ใช่หรือไม่? อีกทั้งยังสั่งให้ที่ว่าการท้องถิ่นในบ้านเกิดของเขาจัดขบวนแห่ฆ้องกลองไปแจ้งข่าวดี และสร้างซุ้มประตูหินเพื่อประกาศเกียรติคุณในความดีความชอบของเขา"

ฟางจี้ฟานรีบทูล "ย่อมได้แน่นอนพ่ะย่ะค่ะ"

จางเซินที่ยืนอยู่ด้านข้างยังคงประหม่าจนทำอะไรไม่ถูก สมองของเขาขาวโพลนไปหมด

ฮ่องเต้หงจื้อทรงเอามือไพล่หลัง "ในเมื่อเป็นเช่นนั้น เราจะร่างราชโองการเดี๋ยวนี้ ท่านจาง"

"พ่ะ... พ่ะย่ะค่ะ" จางเซินเงยหน้าขึ้นด้วยความตกใจ

ฮ่องเต้หงจื้อทรงอยากจะตรัสอะไรบางอย่าง แต่กลับพบว่าพระองค์ไม่รู้จะตรัสสิ่งใดกับจางเซินดี ผู้คนในสำนักศึกษาซีซานเหล่านี้ ช่างรับมือได้ยากเสียจริง

ในเมืองหลวง ทั่วทุกหนแห่งเต็มไปด้วยเสียงฆ้องกลองของจวนซุ่นเทียนที่ออกไปแจ้งข่าวดี

ชั่วพริบตาเดียว ทุกคนต่างพากันตกตะลึง

ในโลกใบนี้ สิ่งที่ไม่อาจโต้แย้งได้มากที่สุดคือความจริงอันประจักษ์ชัดแจ้ง ต่อให้เจ้าจะมีวาทศิลป์ดีเพียงใด แต่ทฤษฎีแมลงตัวจิ๋วนี้ได้ช่วยชีวิตผู้คนไปมากมายมหาศาล ใครเล่าจะกล้ามาพูดจาเลอะเทอะอีก ไม่กลัวโดนรุมประชาทัณฑ์หรืออย่างไร?

ยิ่งไปกว่านั้น ความก้าวหน้าทางการแพทย์ยังสอดคล้องกับความคาดหวังของทุกคน ตั้งแต่ขุนนางชั้นสูงไปจนถึงพ่อค้าแม่ขายและราษฎรทั่วไป

ต่อให้เป็นคนที่จิตใจคับแคบเพียงใด หรือจะเคยดูแคลนทฤษฎีแมลงตัวจิ๋วสักแค่ไหน แต่เมื่อพวกเขารู้ว่าเพราะทฤษฎีนี้ทำให้อัตราการติดโรคในโลกใบนี้ลดน้อยลง พวกเขาก็ต้องหุบปากไปโดยปริยาย

เพราะทุกคนล้วนเป็นผู้ได้รับประโยชน์

วันนั้นเอง วารสารฉิวสั่วตามร้านหนังสือต่าง ๆ เริ่มขาดตลาด

วารสารเกือบทุกฉบับถูกจำหน่ายจนหมดเกลี้ยง

บรรดาพ่อค้าหนังสือต่างพากันแห่ไปยังโรงพิมพ์ที่ซีซานอย่างบ้าคลั่ง เพื่อขอให้พิมพ์เพิ่ม หรือแม้แต่เรียกร้องให้รวบรวมวารสารฉบับเก่า ๆ มาจัดทำเป็นเล่มรวม

เพราะมันโด่งดังเป็นพลุแตกเสียแล้ว

ตอนนี้ไม่ใช่แค่เหล่าบัณฑิตที่จะเข้าสอบเท่านั้นที่ซื้อหา แต่คนในเมืองหลวงนับไม่ถ้วนต่างก็อยากเห็นว่าวารสารนี้มีหน้าตาเป็นอย่างไร

เมื่อผู้คนตระหนักว่าทฤษฎีที่ดูแปลกประหลาดอย่างเรื่องแมลงตัวจิ๋วมีหลักฐานยืนยันชัดเจน พวกเขาก็อดไม่ได้ที่จะเกิดความสงสัย... แล้วทฤษฎีประหลาดเรื่องอื่นเล่า?

หรือว่า... ดวงจันทร์จะเป็นเพียงทรงกลมจริง ๆ และแผ่นดินที่เหยียบอยู่นี้ก็กลมด้วย หรือว่า...

อันที่จริง ไม่ว่าคนอื่นจะเชื่อหรือไม่นั้นไม่ใช่เรื่องสำคัญ สิ่งสำคัญคือยอดขายวารสารฉิวสั่วพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ตราบใดที่มีคนยอมซื้อ มีคนยอมอ่าน และเหล่าผู้เขียนได้รับผลตอบแทนที่เพียงพอ ต่อให้ยังมีคนไม่ยอมรับทฤษฎีเหล่านี้ ฟางจี้ฟานจะใส่ใจไปทำไม?

เขาไม่สนหรอก

ประชากรของต้าหมิงหากรวมพวกที่แอบซ่อนอยู่อีกจะมีจำนวนมหาศาลเพียงใด แม้จะมีเพียงสองหรือสามส่วนที่อ่านออกเขียนได้และได้รับอิทธิพลจากวารสารฉิวสั่ว ฟางจี้ฟานก็นับว่าประสบความสำเร็จแล้ว

ยอดขายหน้ากากอนามัยเองก็เริ่มพุ่งสูงขึ้นเช่นกัน

หน้ากากอนามัยที่ทางการแจกจ่ายให้ถูกใช้จนหมดไปนานแล้ว แต่ราษฎรจำนวนมากยังคงหาทางหาซื้อมาใช้ให้ได้

กระทั่งพ่อค้าหลายคนเริ่มมองเห็นโอกาสทางธุรกิจ ต่างพากันสั่งซื้อสินค้าเพื่อนำหน้ากากอนามัยไปขายยังพื้นที่นอกเมืองหลวง

เพราะเรื่องราวเหล่านี้จะแพร่กระจายไปทั่วหล้าในไม่ช้า ราคาของหน้ากากอนามัยจะว่าแพงก็แพง จะว่าไม่แพงก็ไม่แพง แต่หากมันสามารถป้องกันโรคร้ายได้ สำหรับคนจำนวนมากแล้วย่อมถือว่าคุ้มค่ากับราคาที่จ่ายไป

โรงปั่นฝ้ายที่ผลิตหน้ากากอนามัยต่างพากันขยายกิจการอย่างบ้าคลั่ง เพื่อกอบโกยผลประโยชน์ก่อนที่พ่อค้าคนอื่นจะเริ่มสร้างโรงงานแบบเดียวกันออกมา

ด้วยจำนวนประชากรที่มหาศาลเช่นนี้ ผู้คนย่อมมีความหวาดกลัวต่อโรคระบาดเป็นทุนเดิม ในอนาคตยอดขายหน้ากากอนามัยอาจจะพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องไปอีกสามถึงห้าปีเลยทีเดียว

การใช้แรงงานชายในโรงปั่นฝ้ายนั้นไม่เหมาะสมนัก

มีเพียงแรงงานหญิงเท่านั้นที่เชี่ยวชาญในงานด้านนี้

"

ในเมืองใหม่มีผู้ลี้ภัยจำนวนมากที่พาครอบครัวมาอาศัยอยู่ พวกผู้ชายต่างกลายเป็นช่างฝีมือ ลูกมือ หรือคนรับจ้างขนส่ง ส่วนพวกผู้หญิงนั้นส่วนใหญ่ยังไม่ชินกับการใช้ชีวิตที่ไม่ได้ทำนาทำไร่ สิ่งเดียวที่พวกนางทำได้คือการหุงหาอาหาร แต่ตอนนี้โรงปั่นฝ้ายกลับเปิดรับสมัครคนจำนวนมาก อีกทั้งค่าจ้างยังสูงถึงเจ็ดหรือแปดส่วนของแรงงานชาย ทำให้หญิงสาวหลายคนที่เพิ่งมาลงหลักปักฐานและฐานะทางบ้านยังขัดสน ไม่อาจทนต่อสิ่งล่อใจนี้ได้

โครงสร้างครอบครัวเดิมที่ผู้ชายทำงานนอกบ้านและผู้หญิงดูแลงานในบ้าน กำลังถูกทำลายลงอย่างเงียบๆ

และในเมืองใหม่ ธุรกิจแขนงใหม่ก็ได้ถือกำเนิดขึ้น

มีพ่อค้าเริ่มจ้างวานสตรีที่อ่านออกเขียนได้มาเรียนรู้งานที่สถานดูแลเด็กแห่งราชวงศ์ เพื่อสร้างสถานดูแลเด็กสำหรับชาวเมืองใหม่และราษฎรทั่วไป

เมื่อก่อนเด็กๆ มักจะอยู่กับมารดา แต่เมื่อเหล่ามารดาพากันเข้าโรงปั่นฝ้าย แล้วเด็กๆ เล่าจะทำอย่างไร?

ย่อมต้องมีคนมองเห็นโอกาสทางธุรกิจอันยิ่งใหญ่นี้ ในเมื่อทั้งพ่อและแม่ต่างต้องออกไปทำงาน สถานรับเลี้ยงเด็กจึงกลายเป็นสถานที่สำหรับรับฝากลูกหลานไปโดยปริยาย

ชางผิง

รถม้าคันหนึ่งกำลังวิ่งห่อตะบึงไปด้วยความเร็ว

นี่คือรถม้าสี่ล้อรุ่นล่าสุดจากโรงงานผลิตยานพาหนะซีซาน

เพียงแต่รถม้าคันนี้มีตัวถังที่กว้างมาก ทว่าภายนอกกลับดูธรรมดาสามัญ ไม่มีการตกแต่งให้สวยงาม ภายในรถกลับอัดแน่นไปด้วยผู้คนนับสิบราวกับปลากระป๋อง

จางจิ้ง บิดาของจางเซินก็อยู่ในรถม้าคันนี้ด้วย

ภายในตัวถังรถนั้นร้อนอบอ้าวและคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นกายที่น่าประหลาด ร่างกายของเขาผอมบาง ใบหน้าแทบจะถูกเบียดจนแนบติดกับผนังรถ

รถม้าแล่นไปตามถนนหลวงอย่างเร่งรีบ

นี่เป็นเส้นทางที่เปิดขึ้นโดยสำนักขนส่งตงเซิงในเมืองหลวง

เนื่องจากในเมืองใหม่มีผู้คนจากพื้นที่รอบเมืองหลวงเข้าไปทำงานเป็นจำนวนมาก คนเหล่านี้มักจะทำงานห้าวันและพักผ่อนหนึ่งวัน และในช่วงเวลานี้เองที่ผู้คนจำนวนมากจำเป็นต้องเดินทางกลับหมู่บ้านของตน

รถคันหนึ่งสามารถบรรจุคนได้มากมาย จึงไม่มีความสะดวกสบายใดๆ ทั้งสิ้น ค่าโดยสารในแต่ละรอบจึงถูกเฉลี่ยออกไปตามจำนวนผู้โดยสาร

ดังนั้น ราคาค่ารถจึงอยู่ในระดับที่คนธรรมดาสามัญสามารถรับได้

ต่อให้จางจิ้งจะเสียดายเงินเพียงใด แต่เขาก็รู้ดีว่าหากเดินเท้ากลับบ้านย่อมไกลเกินไป เขาจึงยอมควักเงินสามสิบเหวินเพื่อเลือกนั่งรถม้าแทน

แม้รถม้าจะรวดเร็ว แต่ก็ช่างลำบากเหลือเกิน

คนขับรถม้าแทบอยากจะยัดทุกคนลงไปในรถให้หมด

โชคดีที่ในยุคนี้ คนส่วนใหญ่ที่มานั่งรถม้าเช่นนี้มักจะมีร่างกายผอมแห้ง ส่วนคนอ้วนท้วนนั้นมักจะเป็นผู้ร่ำรวยและมีอำนาจ ซึ่งย่อมไม่มานั่งรถม้าเช่นนี้แน่นอน

ดังนั้น บางคันที่เห็นแก่เงินอย่างบ้าคลั่ง ถึงกับยัดคนลงไปได้ถึงสามสิบหรือสี่สิบคนเลยทีเดียว

จางจิ้งรู้สึกราวกับจะหายใจไม่ออก ในรถมีทั้งเสียงเด็กร้องไห้และเสียงคนด่าทอ

แต่แน่นอนว่าผู้คนส่วนใหญ่ต่างก็มีท่าทีสงบ เพราะสำหรับการกลับบ้านเกิดแล้ว ย่อมเป็นเรื่องที่น่ายินดีสำหรับทุกคน

ทว่าในใจของจางจิ้งกลับหนักอึ้ง

หากไม่ใช่เพื่อหาเงินส่งเสียให้บุตรชายได้เรียนหนังสือ เขาคงไม่มีวันทิ้งศักดิ์ศรีไปทำงานในเมืองใหม่แน่นอน ถึงแม้ต่อมาบุตรชายจะหาเงินมาได้มากมาย แต่จางจิ้งก็ยังวางใจไม่ได้ เขามักจะรู้สึกว่าเงินเหล่านั้นได้มาง่ายเกินไป ไม่เหมือนเส้นทางที่ถูกต้อง

เขาไม่กล้าลาออกจากงานง่ายๆ เพราะเกรงว่าทุกสิ่งที่บุตรชายหามาได้จะมลายหายไปในที่สุด

เพียงแต่... การที่คนระดับถงเซิงอย่างเขาต้องไปทำงานรับจ้างในเมืองใหม่ กลับทำให้ในสำนักศึกษาของอำเภอมีการหัวเราะเยาะมากมาย... นี่เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เพราะบัณฑิตที่ไปทำงานรับจ้างถือเป็นเรื่องน่าอัปยศและถูกมองว่าไม่เอาถ่าน

ดังนั้น สำหรับคนอื่น การกลับบ้านเป็นเรื่องน่ายินดี แต่สำหรับเขา มันกลับเต็มไปด้วยความกดดันจนแทบหายใจไม่ออก หากต้องไปพบเจอเพื่อนฝูงที่สอบได้ถงเซิงพร้อมกัน แล้วถูกถามถึงความเป็นอยู่ เขาคงไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไรดี

"ถึงหมู่บ้านเถาฮวาในชางผิงแล้ว!"

คนขับรถม้าตะโกนเสียงดัง

แต่ทันใดนั้น ด้านนอกกลับมีเสียงฆ้องกลองดังแว่วมา

คนขับรถม้าอดไม่ได้ที่จะพูดด้วยความประหลาดใจ "ช่วงนี้มีการสอบขุนนางหรืออย่างไร? เหตุใดจึงมีเจ้าหน้าที่มากันมากมายเพียงนี้ ทั้งยังตีฆ้องร้องป่าว ราวกับมีคนสอบได้จ้วงหยวนอย่างนั้นแหละ"

(จบแล้ว)

จบบทที่ บทที่ 921 - ของประทานจากจักรพรรดิ

คัดลอกลิงก์แล้ว