- หน้าแรก
- พิภพสัปยุทธ์
- ตอนที่ 112 หมัดแหลกเหลวอันน่าเหลือเชื่อ
ตอนที่ 112 หมัดแหลกเหลวอันน่าเหลือเชื่อ
ตอนที่ 112 หมัดแหลกเหลวอันน่าเหลือเชื่อ
ตอนที่ 112 หมัดแหลกเหลวอันน่าเหลือเชื่อ
"หลินหมิงผู้นี้ ถอยหลังเป็นครั้งแรก!"
"ไม่ใช่แค่ถอยหลัง ตั้งแต่ขึ้นเวทีมาจนถึงตอนนี้ นี่เป็นครั้งแรกที่เขาขยับฝีเท้า!"
ผู้คนย่อมสังเกตเห็นรายละเอียดข้อนี้ ก่อนหน้านี้หลินหมิงไม่เคยขยับแม้แต่ก้าวเดียว
"จะกล่าวเช่นนั้นก็ไม่ถูก กลิ่นอายสังหารของหลินหมิงคือมั่นคงดั่งขุนเขา การทำให้เขาขยับได้ ย่อมพิสูจน์ได้ว่าจูเอี๋ยนส่งผลกระทบต่อกลิ่นอายสังหารของเขาได้บ้าง" ในที่นั้นยังมีศิษย์เก่าบางส่วนที่ไม่ปรารถนาจะเห็นจูเอี๋ยนพ่ายแพ้ การที่ศิษย์รุ่นพี่ถูกศิษย์รุ่นใหม่เอาชนะ ทำให้พวกเขารู้สึกเหมือนชะตากรรมเดียวกัน
...
"พี่ใหญ่ ท่านรู้สึกหรือไม่ว่าการต่อสู้ระหว่างจูเอี๋ยนและหลินหมิงครั้งนี้ คล้ายคลึงกับการต่อสู้ระหว่างเขากับจางชางก่อนหน้านี้มาก ทั้งที่จูเอี๋ยนไม่ได้ถูกแทง แต่กลับได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง" ในเวลานี้ ที่มุมหนึ่งของลานประลอง ทัวกู่กล่าวกับหลิงเซินขณะที่เฝ้ามองการแข่งขัน
"อืม เพลงทวนของหลินหมิงมีความลี้ลับแฝงอยู่ ข้าเคยอ่านตำราโบราณมาบ้าง กล่าวกันว่านักรบที่บรรลุเพลงทวนขั้นสูง จะสามารถหยั่งถึงมหาอำนาจแห่งฟ้าดินและกฎเกณฑ์สรรพสิ่ง แล้วอัดฉีดเข้าสู่ทวนจนเกิดเป็น 'เจตจำนงทวน' กระบี่และดาบก็มีระดับจิตใจที่คล้ายคลึงกัน ยอดฝีมือเช่นนี้ยามเผชิญหน้าศัตรูไม่พักต้องใช้อาวุธ เพียงอาศัย 'เจตจำนง' ก็สามารถสังหารอีกฝ่ายได้! เพลงทวนของหลินหมิงทำให้ข้าหวนนึกถึงบันทึกเหล่านั้น"
"พี่ใหญ่ ท่านยิ่งกล่าวก็ยิ่งล้ำลึก หลินหมิงอายุเพียงเท่าใด จะสามารถหยั่งถึงเจตจำนงทวนได้อย่างไร"
"เขาย่อมทำไม่ได้ ไม่เช่นนั้นการรับมือจูเอี๋ยนคงไม่ต้องออกทวน เพียงแค่ความคิดเดียวก็สังหารอีกฝ่ายได้แล้ว ทว่าทวนของหลินหมิงไม่ได้สัมผัสถูกตัวจูเอี๋ยนเลย แต่ยังคงส่งผลต่อจูเอี๋ยนได้ จุดนี้กลับคล้ายคลึงกับเจตจำนงทวนยิ่งนัก!"
ในขณะที่หลิงเซินและทัวกู่กำลังสนทนากัน จูเอี๋ยนก็เข้าประทะกับหลินหมิงอีกครั้ง จูเอี๋ยนไม่ใช้เพลงยุทธ์และประกายกระบี่อันฉูดฉาดอีกต่อไป เพียงใช้กระบวนท่ากระบี่ที่เรียบง่ายและตรงไปตรงมาที่สุด ทว่าถึงจะเป็นเช่นนั้น เขาก็ยังรู้สึกว่ากระบี่ของตนคล้ายถูกพลังที่ไร้สภาพบางอย่างฉุดรั้งไว้จนเสียเปรียบไปทุกแห่งหน
ในทางตรงกันข้าม หลินหมิงกลับยิ่งสู้ยิ่งฮึกเหิมท่ามกลางการต่อสู้เช่นนี้!
นี่คือสิ่งสำคัญที่สุดที่หลินหมิงได้รับจากการฝึกทวนกับหงซีมาหลายวัน นั่นคือเมื่อกระบวนท่าหนึ่งสิ้นสุดลงแต่ไอสังหารยังไม่ได้ดับสูญ ในระหว่างการต่อสู้ เขาจะรวบรวมไอสังหารที่หลงเหลือจากแต่ละกระบวนท่าเอาไว้ แล้วปลดปล่อยออกมาในทวนสุดท้ายเพื่อกวาดล้างทุกสรรพสิ่ง!
ทวนของหลินหมิงดูเหมือนจะช้ากว่าจูเอี๋ยนมาก จูเอี๋ยนออกกระบี่สามคราว หลินหมิงออกทวนได้เพียงครั้งเดียว ทว่าสิ่งที่น่าเหลือเชื่อคือ เพียงทวนเดียวของหลินหมิง กลับสามารถต้านทานกระบี่ทั้งสามของจูเอี๋ยนได้!
นี่เป็นความรู้สึกที่ขัดแย้งกันอย่างยิ่ง ดังนั้นผู้ที่วรยุทธ์ไม่ลึกซึ้งจึงมองไม่เห็นความลี้ลับในการประมือของทั้งคู่ พวกเขาจะรู้สึกว่าจูเอี๋ยนคล้ายกำลังลงแรงโดยเปล่าประโยชน์ กระบวนท่ากระบี่ทั้งสามท่านั้นอาจไม่มีแม้ท่าเดียวที่ได้ผล
ที่ที่นั่งแขกผู้มีเกียรติ ขุนนางสืบตระกูลวัยสามสิบกว่าปีที่ดูแลตนเองเป็นอย่างดีคนหนึ่ง เมื่อเห็นการต่อสู้ของหลินหมิงและหลินหมิงก็ได้แต่ส่ายหน้า "จูเอี๋ยนผู้นี้ดูท่าจะเก่งกาจเพียงเท่านี้ เพลงกระบี่ฉูดฉาดเกินไป มีเพียงเปลือกนอกแต่หาแก่นสารไม่ได้ เพลงกระบี่เช่นนี้มองดูงดงาม แต่ยามต่อสู้กลับเป็นการเพิ่มช่องว่างให้อีกฝ่าย อาเวย เจ้าคิดว่าอย่างไร?"
ขุนนางผู้นี้มีพรสวรรค์เชิงยุทธ์ระดับสอง ปัจจุบันอายุสามสิบกว่าปี เพิ่งเข้าสู่ขั้นฝึกกายระดับที่สาม ถือดีว่าตนมีความรู้เรื่องวรยุทธ์อยู่บ้าง จึงกล่าวกับผู้คุ้มกันเช่นนั้น
"ท่านโหว กระบี่ของจูเอี๋ยนสูญเสียความรู้สึกเบาพริ้วไปจริงๆ ข้าน้อยเองก็แปลกใจนัก ทว่าประกายกระบี่ที่จูเอี๋ยนแสดงออกมาก่อนหน้านี้นั้นเฉียบคมยิ่ง หากข้าน้อยต้องเผชิญกับประกายกระบี้นั้นด้วยตนเอง ก็ไม่อาจรับประกันว่าจะรับมือได้"
ผู้คุ้มกันผู้นี้อายุสามสิบกว่าปีเช่นกัน มีวรยุทธ์ขั้นฝึกกายระดับที่ห้า ทว่าเมื่อเห็นกระบวนท่าที่จูเอี๋ยนแสดงออกมาก่อนหน้านี้ เขาจำต้องยอมรับว่าหากตนเองต้องประมือกับจูเอี๋ยน โอกาสชนะคงมีเพียงสามหรือสี่ส่วนเท่านั้น
"ประกายกระบี่เช่นนั้นเจ้าจะรับมือไม่ได้เชียวหรือ?" ขุนนางสืบตระกูลผู้นั้นยิ้มอย่างไม่ใส่ใจ ในใจไม่ได้เห็นคล้อยตาม "อาเวย เจ้าถ่อมตัวเกินไปแล้ว หลายปีมานี้ นอกจากหลิงเซิน ทัวกู่ และคนอื่นๆ อีกไม่กี่คน สำนักชีเสวียนก็เริ่มตกต่ำลงรุ่นต่อรุ่น เมื่อก่อนนักรบจากสำนักชีเสวียนต่อสู้ข้ามขั้นเป็นเรื่องปกติธรรมดา แต่เจ้าดูจูเอี๋ยนผู้นี้สิ หากข้าจำไม่ผิด เขาคือศิษย์อันดับสามสิบกว่าบนศิลาจัดอันดับใช่หรือไม่ กระบี่ในมือเขา..."
ในขณะที่ขุนนางผู้นี้เตรียมจะร่ายยาวเรื่อง "ความรู้แจ้ง" ในวรยุทธ์ของตน รอยยิ้มบนใบหน้าของเขากลับพลันแข็งค้าง
ในสนามประลอง จูเอี๋ยนและหลินหมิงต่อสู้กันจนถึงขอบเวที หลินหมิงแทงทวนออกไป จูเอี๋ยนเบี่ยงกายหลบ ทวนของหลินหมิงเนื่องจากแทงพลาด จึงไปถูกเสาที่หนาเท่าคนโอบตรงขอบเวทีประลอง
เขาแทงแล้วชักกลับทันที และในชั่วพริบตานั้น เหตุการณ์อันเหลือเชื่อก็บังเกิดขึ้น!
เสาหินขนาดใหญ่นั้น เมื่อถูกทวนของหลินหมิงแทงเข้าใส่ กลับแตกละเอียดพังทลายลงมาตั้งแต่หัวจรดท้ายอย่างกึกก้อง!
ตามมาด้วยเสียงโครมคราม เศษหินจำนวนนับไม่ถ้วนร่วงหล่นลงมาราวกับเทถั่ว สุดท้ายกลายเป็นกองเศษหินเล็กๆ แหลกสลายอย่างสิ้นซาก!
ประดุจดั่งเสาหินนั้นทำมาจากกากเต้าหู้ที่นำมาพอกไว้เท่านั้น!
"นี่... นี่มันเรื่องอะไรกัน?" ตาของขุนนางผู้นั้นเบิกโพลง แม้แต่เขาก็เห็นชัดแจ้งว่า ทวนนั้นของหลินหมิงเนื่องจากแทงไม่ถูกเป้าหมาย จึงเป็นการแตะเพียงผิวเผินแล้วชักกลับ
ทว่าเพียงทวนที่เก็บออมกำลังไว้ส่วนหนึ่งเช่นนี้ การแตะเพียงเบาบางราวจุดน้ำของแมลงปอ กลับทำให้เสาสูงสองจั้งระเบิดกลายเป็นกองเศษหิน ซึ่งในกองเศษหินนั้นก้อนที่ใหญ่ที่สุดก็มีขนาดไม่เกินกำปั้นเท่านั้น!
ไม่ใช่เพียงขุนนางผู้นี้เท่านั้น ทุกคนที่อยู่ในที่นั้น รวมถึงยอดฝีมืออย่างหลิงเซิน ทัวกู่ และมู่อี้ ต่างก็ตกตะลึงไปตามๆ กัน บางคนถึงกับขยี้ตาโดยสัญชาตญาณ คล้ายกับคิดว่าตนเองตาฝาดไป
นี่คือสิ่งที่เกิดจากทวนเมื่อครู่นี้จริงๆ หรือ?
การจะทำลายเสาหินนี้ให้แตกเป็นเรื่องง่าย ยอดฝีมือหลายคนในที่นี้มีความสามารถพอกัน ทว่าการแทงทวนไปที่เสาหินเพียงครั้งเดียว แล้วทำให้เสาหินแตกละเอียดเป็นก้อนหินเล็กๆ ขนาดเท่ากำปั้นได้ทั้งต้นนั้น ในที่นี้กลับไม่มีใครทำได้เลย!
แม้แต่มู่อี้ก็ยังทำไม่ได้ เขาอาจจะออกประกายกระบี่นับไม่ถ้วนในชั่วพริบตาเพื่อฟันเสาหินนี้ให้แหลกละเอียดซึ่งให้ผลลัพธ์ใกล้เคียงกันได้ ทว่าเขาไม่อาจทำได้ด้วยการออกกระบี่เพียงครั้งเดียว
แม้แต่รัชทายาทผู้สุขุมเยือกเย็น เมื่อเห็นภาพนี้ยังสูญเสียความสงบไปจากปกติ "ท่านอาจารย์ นี่คือ... เพลงทวนอะไร?"
รัชทายาทมีความเข้าใจในวรยุทธ์อยู่บ้าง แต่เขาไม่เคยเห็นเพลงยุทธ์เช่นนี้มาก่อน
มู่อี้ส่ายหน้าพลางกล่าวว่า "ข้าน้อยเองก็ไม่อาจทราบได้"
เมื่อเศษหินก้อนสุดท้ายหยุดกลิ้งลง ทั่วทั้งสนามประลองก็ตกอยู่ในความเงียบงัน ผู้คนต่างถูกภาพนี้สะกดไว้ด้วยความตกตะลึง
ทว่ายอดฝีมือของสำนักชีเสวียนไม่กี่คน เช่น หลิงเซิน ทัวกู่ และผู้อาวุโสบริหารบางท่าน เมื่อเห็นเศษหินที่กระจายเต็มพื้น ในใจกลับเริ่มมีการคาดเดาบางอย่างขึ้นเลือนราง เป็นการคาดเดาที่แม้จะสมเหตุสมผล แต่พวกเขากลับไม่กล้าเชื่อ!
กระบวนท่านี้ หรือว่าจะเป็น...
จูเอี๋ยนมองกองเศษหินนี้ มือขวากำด้ามกระบี่แน่นจนข้อนิ้วซีดขาวจากการออกแรงมากเกินไป!
"หมัดแหลกเหลว! เจ้าฝึกหมัดแหลกเหลวจนสำเร็จแล้ว!"
ในตอนนั้นหลินหมิงเคยไปที่หอตำราเพื่อดูเพลงยุทธ์ที่หลินหมิงเลือกไว้โดยเฉพาะ ดังนั้นเขาจึงเข้าใจได้ทันทีว่า เหตุใดหลินหมิงจึงสามารถสะกดเขาได้ทุกแห่งหน นั่นเป็นเพราะเขาฝึกหมัดแหลกเหลวจนสำเร็จแล้วนั่นเอง!!
ที่เขาเคยใช้มือเปล่ารับดาบของจางชาง และเพียงอาศัยลมหมัดก็ซัดจางชางให้ถอยไปได้ ก็เพราะอาศัยหมัดแหลกเหลวนี้!
จูเอี๋ยนพลันเข้าใจได้ว่า ก่อนหน้านี้คือการสั่นสะเทือนของพลังปราณตามที่อธิบายไว้ในแผ่นหยก "หมัดแหลกเหลว" ที่ฉุดรั้งให้อวัยวะภายในของเขาสูญเสียจังหวะปกติ และเลือดลมทั่วร่างคล้ายจะไหลย้อนกลับ!
หลินหมิงผู้นี้ เป็นไปได้อย่างไรที่จะฝึก "หมัดแหลกเหลว" จนสำเร็จ?
……….