- หน้าแรก
- ทนายสายดาร์กกับระบบพิพากษา
- บทที่ 630 - คลื่นใต้น้ำในงานสังคม ที่ปรึกษาจากตี้ตูปรากฏตัว
บทที่ 630 - คลื่นใต้น้ำในงานสังคม ที่ปรึกษาจากตี้ตูปรากฏตัว
บทที่ 630 - คลื่นใต้น้ำในงานสังคม ที่ปรึกษาจากตี้ตูปรากฏตัว
บทที่ 630 - คลื่นใต้น้ำในงานสังคม ที่ปรึกษาจากตี้ตูปรากฏตัว
พวกเขารีบวิ่งเข้ามาโค้งคำนับเจียงเฟิงอย่างนอบน้อม "ทนายความเจียง ต้องขอประทานอภัยเป็นอย่างยิ่งครับ ที่พวกเราไม่ได้ไปต้อนรับท่านตั้งแต่แรก
เชิญทางนี้เลยครับ"
"ผมขอพาคนเข้าไปด้วยอีกคนได้ไหมครับ?"
"ได้แน่นอนครับ"
ด้วยเหตุนี้ เจียงเฟิงจึงพาจิ่งจื้อเกาขึ้นไปนั่งบนรถต้อนรับด้วยกัน
สำหรับเจียงเฟิงแล้ว เรื่องพรรค์นี้มันเป็นเรื่องปกติธรรมดามาก เขาชินกับมันจนรู้สึกเฉยๆ ไปแล้ว
แถมเขายังรู้สึกขยะแขยงกับรูปแบบการโชว์พาวเวอร์แบบตื้นๆ ประหนึ่งฮีโร่กลับมาทวงความยิ่งใหญ่แบบนี้อีกต่างหาก
ถ้าจะอวดบารมีทั้งที มันก็ต้องอวดให้มันดูมีระดับและมีคลาสหน่อยสิ!
แต่สำหรับคนหนุ่มอย่างจิ่งจื้อเกา การได้เสพสายตาแห่งความอิจฉาริษยาจากพวกที่ถือบัตรเชิญสีเขียวนั้น มันช่างเป็นอะไรที่ฟินสุดๆ ไปเลยล่ะ
เขาได้เติมเต็มความตื่นเต้นและกิเลสในใจอย่างเต็มเปี่ยม!
และนั่นก็ทำให้เขารู้สึกเลื่อมใสศรัทธาในตัวเจียงเฟิงมากยิ่งขึ้นไปอีก
รถต้อนรับแล่นไปตามถนนที่ทอดยาวเป็นเส้นตรง และในที่สุดก็มาถึงอาคารสไตล์คลาสสิกของคฤหาสน์ ซึ่งก็คือสถานที่จัดงานเลี้ยงนั่นเอง
หลังจากลงจากรถ เจียงเฟิงก็สัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
บุคลิกและท่าทางของคนรอบๆ ตัว ดูสุขุมและเยือกเย็นมาก
แตกต่างจากพวกที่เรียกตัวเองว่าคนดัง ที่อออยู่หน้าประตูคฤหาสน์ลิบลับ
คนพวกนี้ คือแขก VIP ที่ถือบัตรเชิญสีแดงของจริง
เมื่อเจียงเฟิงก้าวลงจากรถ เขาก็กวาดสายตามองไปรอบๆ
ภาพเบื้องหน้าของเขาคือสวนน้ำพุที่ตั้งอยู่บริเวณหน้าอาคารหลักของคฤหาสน์
แขก VIP ที่เดินทางมาถึงก่อนหน้า ยังไม่ได้เดินเข้าไปในตัวอาคาร
พวกเขาจับกลุ่มคุยกันเป็นวงเล็กๆ พร้อมกับส่งยิ้มบางๆ ให้กันอย่างมีมารยาท
การแต่งกายของพวกเขาดูพิถีพิถันและประณีตมาก มองเผินๆ อาจจะดูไม่หวือหวาหรือหรูหราอะไรนัก แต่ถ้าลองพิจารณาดูดีๆ ก็จะพบว่ามันแฝงไว้ด้วยความไม่ธรรมดา
แขกในงานส่วนใหญ่ค่อนข้างมีอายุ
คนที่ดูอายุน้อยที่สุด ก็ดูเหมือนจะอายุสามสิบกว่าปีเข้าไปแล้ว
เจียงเฟิงหัวเราะเบาๆ
เขารู้จักคนประเภทนี้ดี
ในฐานะที่พวกเขาเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จและอยู่บนจุดสูงสุดในสายอาชีพของตัวเอง พวกเขาจึงเบื่อหน่ายกับการประโคมแต่งตัวด้วยของหรูหราราคาแพงแบบคนทั่วไปแล้ว
ดีไม่ดี พวกเขาอาจจะดูถูกการโอ้อวดบารมีแบบโจ่งแจ้งแบบนั้นด้วยซ้ำ
สิ่งที่พวกเขาสนใจ คือ "การอวดรวยแบบแนบเนียน" ต่างหาก
ตัวอย่างเช่น กระดุมเม็ดแรกบนเสื้อสูทของฉันสั่งทำพิเศษมาโดยเฉพาะนะ
มูลค่าของมันน่ะ ประเมินค่าไม่ได้หรอก
ถ้าคุณดูไม่ออกว่ามันคืออะไร คุณก็ไม่มีค่าพอที่จะมาสนทนากับฉันหรอก
แต่ถ้าบังเอิญมีใครตาดีสังเกตเห็น และเอ่ยปากชมขึ้นมาล่ะก็
พวกเขาก็จะรู้สึกฟินและพึงพอใจอย่างที่สุด
พฤติกรรมแบบนี้ จุดประสงค์หลักก็เพื่อต้องการจะสื่อให้คนอื่นรับรู้ว่า พวกเขาได้ก้าวขึ้นไปอยู่อีกระดับหนึ่งของสังคมแล้ว
ยกตัวอย่างเช่น รถสปอร์ต คนรวยทั่วไปก็ซื้อขับกันได้
แล้วมหาเศรษฐีที่รวยล้นฟ้า เขาจะแสดงฐานะที่เหนือกว่าออกมาได้ยังไงล่ะ?
ก็ง่ายนิดเดียว
ซื้อรถสปอร์ตมันจะไปเจ๋งอะไร?
ฉันสร้างสนามแข่งรถส่วนตัวขึ้นมาเลยดีกว่า
หรือไม่งั้น ก็กว้านซื้อสุดยอดม้าสายพันธุ์ดีที่สุดในโลก แล้วสร้างฟาร์มม้าขนาดใหญ่ พร้อมกับจ้างทีมผู้เชี่ยวชาญมาดูแลม้าตัวนี้โดยเฉพาะไปเลย
ความรวย มันก็มีหลายระดับเหมือนกันนะ
และบรรดา "รุ่นเดอะ" แห่งวงการกฎหมายที่แต่งกายดูดีมีระดับเหล่านี้ ก็กำลังใช้มุกเดียวกันนี่แหละ
"เห็นไหมล่ะ แค่กระดุมเม็ดเดียวของฉัน ก็แพงกว่าเสื้อผ้าทั้งชุดของนายรวมกันซะอีก นายรับว่าความไปอีกสิบปี ก็ยังไม่มีปัญญาซื้อหรอก!"
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อมีคนสังเกตเห็นรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ และแอบทึ่งอยู่เงียบๆ
ความรู้สึกพึงพอใจของพวกเขาก็จะพุ่งทะลุเพดาน ราวกับว่าตัวเองได้ยืนอยู่เหนือผู้คนทั้งปวง
เจียงเฟิงกวาดสายตามองไปรอบๆ อีกครั้ง
ภาพเหตุการณ์ทำนองนี้ กำลังเกิดขึ้นในทุกๆ มุมของงาน
บางคนก็ถกแขนเสื้อขึ้นอย่างจงใจ เพื่อโชว์นาฬิกาข้อมือสั่งทำพิเศษที่ไม่มีใครรู้จักแบรนด์
บางคนก็ถือเอกสารไว้ในมือ พอมีคนถามถึง ก็จะแกล้งทำเป็นบอกว่าเป็นสำเนาสัญญาของบริษัทระดับท็อปเท็นของประเทศที่กำลังร่วมงานด้วย
ภายใต้รอยยิ้มอันอบอุ่น การสนทนาที่ดูเป็นกันเอง และบรรยากาศที่ดูปรองดองนี้
ทุกคนต่างก็กำลังฟาดฟันและช่วงชิงความโดดเด่นกันอยู่เงียบๆ
พวกเขาพยายามแสดงออกถึงศักยภาพอันยอดเยี่ยมของตัวเองอย่างสง่างามที่สุด
แน่นอนว่า นี่ก็ถือเป็นกลยุทธ์อย่างหนึ่งเหมือนกัน
เพราะงานสังคมแบบนี้ มันก็คือแหล่งแลกเปลี่ยนผลประโยชน์และคอนเนกชันชั้นดีนี่เอง
ถ้ามีคนยอมรับในความสามารถของคุณ บางทีคุณอาจจะได้โปรเจกต์ใหญ่ติดไม้ติดมือกลับไปโดยไม่รู้ตัวก็ได้
"ทนายความเจียง มีผู้หลักผู้ใหญ่ในวงการกฎหมายมาร่วมงานเยอะแยะเลยนะครับเนี่ย!"
จิ่งจื้อเกาที่มาถึงสถานที่จัดงานก่อน มองดูรอบๆ ด้วยความตื่นตาตื่นใจ
"โอ้? ในเมื่อคุณรู้จักพวกเขาทั้งหมด งั้นก็ช่วยอะไรผมหน่อยสิ"
"ช่วยแนะนำคนดังระดับไฮโซพวกนี้ให้ผมรู้จักหน่อย"
จิ่งจื้อเกาพยักหน้า ก่อนจะชี้ไปที่กลุ่มคนสี่คนที่อยู่ใกล้ที่สุดทางขวามือ
"ผู้ชายที่ยืนอยู่ตรงกลาง หวีผมเรียบแปล้ สวมแหวนทองแดงที่นิ้วกลาง เขาชื่อ หลัวโยวเว่ย ครับ"
"เขามีทีมงานเป็นของตัวเอง รับทำคดีเกี่ยวกับการควบรวมกิจการและตลาดทุนเป็นหลัก"
"เขาเป็นถึงด็อกเตอร์ด้านการเงินและนิติศาสตร์เลยนะครับ คดีการควบรวมกิจการและการนำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ของบริษัทยักษ์ใหญ่ในมณฑลเจียงตง ล้วนผ่านมือทีมงานของเขาทั้งนั้นแหละครับ"
"ความสามารถของพวกเขา เหนือกว่าสำนักงานทนายความทั่วไปหลายขุมเลย แถมยังเคยเป็นตัวแทนจัดการคดีควบรวมกิจการข้ามชาติมาแล้วด้วย"
"ได้ยินมาว่า รายได้ต่อปีของทีมงานเขา ติดอันดับท็อปเท็นของมณฑลเจียงตงเลยนะครับ!"
การควบรวมกิจการ พูดง่ายๆ ก็คือ การที่บริษัทหลายๆ แห่งร่วมมือกัน หรือไม่ก็บริษัทใหญ่เข้าซื้อกิจการของบริษัทเล็ก
ซึ่งมันจะต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับกฎหมายหลายแขนง ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายบริษัท กฎหมายหลักทรัพย์ กฎหมายภาษี และอื่นๆ อีกมากมาย ขั้นตอนการดำเนินการก็ซับซ้อนยุ่งยากสุดๆ
เจียงเฟิงรู้ดีว่า คดีประเภทนี้ให้ผลตอบแทนสูงลิบลิ่ว
คำกล่าวที่ว่า "รับงานเดียว กินสบายไปสามปี" ไม่ใช่คำพูดที่เกินจริงเลยแม้แต่น้อย
และทีมระดับท็อปที่ผูกขาดตลาดอย่างหลัวโยวเว่ย ก็คงกอบโกยเงินเข้ากระเป๋าไปได้มหาศาลแล้วล่ะ
เรียกได้ว่า เขาคือขาใหญ่แห่งวงการกฎหมายการเงินของมณฑลเจียงตงเลยก็ว่าได้
งานด้านนี้ สำนักงานทนายความซ่างผิ่นได้มอบหมายให้จางเม่าไฉเป็นคนดูแล
แต่บริษัทที่พวกเขาเคยจัดการควบรวมให้ อย่างมากก็มีมูลค่าแค่สิบกว่าล้านเท่านั้น
ในขณะที่หลัวโยวเว่ย รับผิดชอบแต่บริษัทระดับยักษ์ใหญ่ ที่มีมูลค่าหลายพันล้าน หรือบางทีอาจจะทะลุหมื่นล้านด้วยซ้ำ
ลองคิดดูสิ ว่าเขาจะได้ส่วนแบ่งกำไรจากงานพวกนี้มากมายมหาศาลขนาดไหน
จากนั้น จิ่งจื้อเกาก็ชี้ไปที่กลุ่มคนสามคนที่ยืนอยู่ใกล้ๆ กับลานน้ำพุ
จุดศูนย์กลางของกลุ่มคือผู้หญิงคนหนึ่งที่แต่งตัวเรียบร้อย เกล้าผมขึ้นอย่างเป็นระเบียบ และสวมชุดกี่เพ้าเรียบๆ
เธอยิ้มโดยไม่เห็นฟัน บุคลิกโดยรวมดูน่าคบหาและเป็นมิตรมาก
ปิ่นปักผมของเธอ ดูเหมือนจะมีความพิเศษบางอย่างซ่อนอยู่
"เธอคือทนายความมือหนึ่งของสำนักงานทนายความอู๋จี๋ ประจำมณฑลเจียงตงครับ เชี่ยวชาญด้านหุ้นนอกตลาดและธุรกิจร่วมลงทุนเป็นพิเศษ"
"สำนักงานทนายความอู๋จี๋ ก็อาศัยเธอนี่แหละครับ ถึงได้ก้าวขึ้นมาเป็นเบอร์หนึ่งในสายงานนี้ได้"
หลังจากนั้น จิ่งจื้อเกาก็ชี้ไปที่กลุ่มคนอีกสี่คนที่อยู่ทางขวามือ
"ส่วนพวกเขาก็คือ..."
จิ่งจื้อเกายังพูดไม่ทันจบ เจียงเฟิงก็แทรกขึ้นมาว่า "คนของสำนักงานทนายความเสียงเหอสินะ"
"ทนายความเจียง คุณรู้ได้ยังไงครับ?"
"เปล่าหรอก ผมก็ไม่ได้รู้จักสำนักงานทนายความแห่งนี้ดีอะไรนักหรอก"
"แต่ผมรู้จักคนหนึ่งในกลุ่มนั้นต่างหากล่ะ"
ในบรรดาคนทั้งสี่คนนั้น มีคนหนึ่งที่เจียงเฟิงรู้จักมักคุ้นเป็นอย่างดี
เขาคือ จางเหยียน ผู้รับผิดชอบสูงสุดของสำนักงานทนายความเสียงเหอ สาขาเมืองเทียนไห่ นั่นเอง
ตั้งแต่หมอนี่ถูกย้ายออกจากเมืองเทียนไห่ไป เจียงเฟิงก็ไม่ได้ข่าวคราวของเขาอีกเลย
ดูจากทรงแล้ว น่าจะได้เลื่อนตำแหน่งล่ะมั้ง
พอเห็นหน้าเขา เจียงเฟิงก็นึกถึงลูกน้องของเขาขึ้นมาทันที นั่นก็คือ หลี่เสวี่ย
ทนายความตัวการหลักในคดีหลอกลวงเพื่อแต่งงาน
และยังเป็นทนายความคนแรก ที่ถูกเจียงเฟิงลากเข้าคุกกลางศาลอีกด้วย
เวลาผ่านไปนานขนาดนี้ ไม่รู้ป่านนี้หลี่เสวี่ยจะใช้ชีวิตอยู่ในคุกเป็นยังไงบ้างนะ
เจียงเฟิงแอบคิดในใจ ชักจะคิดถึงซะแล้วสิ
"ไหนลองพูดถึงคนที่อยู่ตรงกลางกลุ่มนั้นให้ฟังหน่อยสิ"
จางเหยียนกำลังพูดจาประจบสอพลอชายวัยกลางคนคนหนึ่งอย่างออกรส
ชายวัยกลางคนคนนั้นแต่งตัวเรียบง่ายมาก
เขาสวมชุดสูทที่ดูไม่ออกว่าเป็นแบรนด์อะไร แต่ลวดลายบนเนื้อผ้านั้นกลับดูประณีตบรรจงสุดๆ
ถ้าเดาไม่ผิด น่าจะเป็นชุดสูทสั่งตัดพิเศษจากช่างฝีมือระดับปรมาจารย์ ที่มีแค่ชุดเดียวในโลกแน่ๆ
ถ้าไม่ใช่คนที่ตาถึงจริงๆ ก็คงมองไม่ออกถึงความพิเศษที่ซ่อนอยู่หรอก
ทุกท่วงท่าและอากัปกิริยาของเขา ล้วนแฝงไปด้วยรัศมีของความเป็นผู้นำ
"เขาชื่อ กู้อิงเสี่ยง ครับ เป็นผู้รับผิดชอบหลักของสำนักงานทนายความเสียงเหอ ประจำมณฑลเจียงตง"
"เขาเริ่มสร้างชื่อเสียงมาจากสายงานกฎหมายพาณิชยนาวีและการเดินเรือ เขาจัดการคดีพิพาทเกี่ยวกับการขนส่งทางทะเลมาแล้วกว่าพันคดี ได้ผลลัพธ์ที่สมบูรณ์แบบทุกคดี จนได้รับความไว้วางใจจากสำนักงานทนายความเสียงเหอให้มารับตำแหน่งนี้ครับ"
"พูดง่ายๆ ก็คือ เขาเป็น 'ผู้มีอำนาจสูงสุด' ของสำนักงานทนายความเสียงเหอ ในเขตนี้เลยล่ะครับ"
เจียงเฟิงรู้ดีว่า มณฑลเจียงตงตั้งอยู่ติดกับชายทะเล และมีท่าเรือน้ำลึกที่ยอดเยี่ยมอยู่มากมาย
และที่นี่ ก็ยังเป็นมณฑลที่มีการค้าขายทางเรือคึกคักที่สุดในประเทศอีกด้วย
คดีความทางทะเลจึงมีเยอะแยะมากมายนับไม่ถ้วน ส่วนใหญ่ก็เป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับการค้าระหว่างประเทศทั้งนั้น
บางคดี ก็อาจจะเกี่ยวพันไปถึงห้าหกประเทศเลยก็มี
การที่กู้อิงเสี่ยงสามารถจัดการคดีพวกนี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบกว่าพันคดี ก็เป็นเครื่องพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเขาเก่งกาจขนาดไหน
ถ้าเรื่องนี้เป็นความจริง การที่สำนักงานทนายความเสียงเหอ ซึ่งเป็นสำนักงานทนายความอันดับสามของประเทศ จะแต่งตั้งให้เขาเป็น 'ผู้มีอำนาจสูงสุด' ประจำมณฑลเจียงตง ก็ถือว่าเหมาะสมด้วยประการทั้งปวง
จากนั้น จิ่งจื้อเกาก็แนะนำบรรดาทนายความที่มีชื่อเสียงและทรงอิทธิพลในงานให้เจียงเฟิงรู้จักทีละคน
ในวงการทนายความ คนที่จะก้าวขึ้นมาอยู่บนจุดสูงสุดของสายอาชีพได้ ย่อมต้องมีฝีมือที่ร้ายกาจกันทุกคน
(จบแล้ว)