เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 261 เลือกหนึ่งในสอง?

บทที่ 261 เลือกหนึ่งในสอง?

บทที่ 261 เลือกหนึ่งในสอง?


ภายในห้องทำงาน

ซูหมิงยืนอยู่หน้าแผนที่ทั่วทั้งเมือง

นิ้วที่หนากำยำกดลงไปหนักๆ ตรงตำแหน่งของซูเปอร์มาร์เก็ต ก่อนจะเลื่อนไปกดตรงทางขึ้นทางด่วนที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกล

“...เห็นได้ชัดว่า การที่โจรเลือกซูเปอร์มาร์เก็ตแห่งนี้ไม่ใช่เพราะอารมณ์ชั่ววูบ มีความเป็นไปได้สูงว่าหลังจากหนีออกมาจากจัตุรัสฉวินซิง พวกมันก็กบดานอยู่ในเมืองเจียงเป่ยมาตลอด”

“ผมจำได้ว่าช่วงไม่กี่วันก่อนหน้านั้นเพราะเหตุผลพิเศษ เมืองเจียงเป่ยได้ระดมกำลังตำรวจจำนวนมากไปตั้งด่านตรวจตามทางขึ้นทางด่วนและถนนสายหลักทุกสาย”

“และในวันที่ 19 ภารกิจการตรวจค้นสิ้นสุดลง โจรกลุ่มนี้ที่กำลังจะเดินทางออกจากเมือง จึงถือโอกาสลักพาตัวเหอเสวี่ยไประหว่างทาง”

“แต่การมีคนเป็นๆ ติดไปในรถด้วยย่อมเป็นภาระที่เสี่ยงมาก ดังนั้นโจรกลุ่มนี้ไม่มีทางพาเหอเสวี่ยหนีไปไกลนักหรอก”

เมื่อพูดถึงตรงนี้ ซูหมิงเลื่อนนิ้วไปตามเส้นทางทางด่วน

“ถ้าผมคาดการณ์ไม่ผิด พวกมันน่าจะกบดานอยู่ในอำเภอเหล่านี้! และเมื่อรวมกับพฤติกรรมที่ผิดปกติของโจรในวันนี้ มีความเป็นไปได้สูงมากที่พวกมันจะเดินทางออกจากเขตอำเภอไปแล้วในวันนี้”

เงื่อนไขการคัดกรอง 3 ข้อ:

วันที่ 19 วิ่งผ่านบริเวณใกล้เคียงห้างสรรพสินค้าที่เหอเสวี่ยหายตัวไป

ออกจากเมืองในวันเดียวกัน และเข้าสู่อำเภอหยาง, อำเภอเหอหลิน หรืออำเภออี้ ในวันเดียวกัน

รถที่เดินทางออกจากทั้งสามอำเภอนี้ภายในวันนี้

เพื่อป้องกันไม่ให้คนร้ายเปลี่ยนรถระหว่างทาง ซูหมิงจึงกำชับเป็นพิเศษว่า ในสามข้อนี้ขอแค่เข้าข่ายสองข้อ ก็ให้บันทึกไว้ในรายชื่อที่ต้องตรวจสอบได้เลย

และเมื่อซูหมิงอธิบายความต้องการในการคัดกรองของเขาให้หัวหน้าอู๋เหวินกวงและเหล่าตำรวจในห้องฟัง

ตำรวจหลายนายต่างพากันจ้องมองชายร่างยักษ์กำยำที่ดูเหนือมนุษย์คนนี้อย่างเหม่อลอย

สายตาของพวกเขาดูตกตะลึงยิ่งกว่าตอนที่เห็นซูหมิงครั้งแรกเสียอีก

หากบอกว่าเห็น 'ฮัลค์' ก็ยังพอจะฝืนยอมรับได้ เพราะแค่ร่างกายต่างจากคนทั่วไป

พวกเขายังพอปลอบใจตัวเองได้ว่า ก็แค่สูงกว่าคนปกติ แข็งแรงกว่า กล้ามใหญ่กว่าไม่ใช่เหรอ?

สู้เก่งงั้นเหรอ? สู้เก่งแล้วมันมีประโยชน์อะไร

ตำรวจทำคดีเขาใช้สมองกัน!

แต่ทว่าจากการได้เห็นด้วยตาตัวเองในวันนี้ ชายร่างยักษ์คนนี้ไม่ว่าจะเป็นสัญชาตญาณในการทำคดีหรือการใช้ตรรกะเหตุผล ล้วนอยู่ในระดับที่เหนือชั้นกว่า

เขากวาดล้างความคิดของทุกคนจนหมดสิ้น

ทำให้ตำรวจหลายนายอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมาด้วยความรู้สึกว่าตามไม่ทันจริงๆ

ผู้คนในห้องทำงานทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงัน ราวกับถูกกดปุ่มหยุดเวลาไว้

แบบนี้ก็ได้เหรอวะ?

ซูหมิงกวาดสายตามองทุกคนในห้อง เห็นความตกตะลึงและความทึ่งในแววตาของทุกคนอย่างชัดเจน

หากเป็นเมื่อก่อน เขาคงจะรู้สึกพึงพอใจมาก

หรือแม้แต่ดื่มด่ำไปกับความรู้สึกที่ถูกยกย่องบูชา

แต่ในเวลานี้ ในใจเขามีแต่เพลิงโทสะจากการเสียชีวิตของเหอเสวี่ย อารมณ์อื่นใดจึงไม่มีหลงเหลืออยู่เลย

เขาจึงตบฝ่ามืออันมหึมาเข้าหากันเสียงดังปัง

เพื่อเรียกทุกคนให้ตื่นจากภวังค์: “พี่น้องครับ! รีบลงมือกันเถอะ! อย่าปล่อยให้รถคันไหนหลุดรอดไปได้เด็ดขาด! ต้องตรวจสอบให้ทั่วถึง!”

“ถ้าเรื่องนี้จบลง! ผมจะเป็นคนขอความดีความชอบจากผู้กำกับจางให้ทุกคนเอง!”

น้ำเสียงที่ห้าวหาญของซูหมิงดังก้องไปทั่วห้องทำงานทีมสาม

และด้วยคำพูดนี้ ตำรวจและตำรวจผู้ช่วยกว่าสิบนายรวมถึงอู๋เหวินกวงด้วย จึงเริ่มภารกิจการตรวจสอบที่ตึงเครียดอีกครั้ง

แม้ว่าเงื่อนไขการคัดกรองของซูหมิงจะช่วยตัดภาระงานมหาศาลออกไปได้มากกว่าครึ่งแล้ว

แต่ก็ยังมีรถเกือบสองถึงสามร้อยคันที่เข้าข่ายเงื่อนไข

และรถเหล่านี้ ก็ต้องใช้ความมานะอุตสาหะตรวจสอบไปทีละคัน

เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหกจนถึงหนึ่งทุ่มตรง

หลี่จงและเหล่าตำรวจที่ถูกดึงตัวมาจากกองสืบสวนเพื่อทำคดีฆาตกรรมของไป๋เสี่ยวซง ต่างพากันถือกระเป๋าเดินทางใบเล็กๆ ก้าวเข้ามาในห้องทำงาน

“หัวหน้าชุดซู! ได้เวลาแล้วครับ พวกเราออกเดินทางกันเลยไหม?”

ตำรวจหนุ่มคนหนึ่งที่หน้าตาคล้าย อี้หยางเซียนสี่ (Jackson Yee) เอ่ยขัดจังหวะการตรวจสอบของซูหมิงอย่างระมัดระวัง

ขณะนี้ซูหมิงนั่งอยู่ที่โต๊ะราวกับภูเขาลูกย่อมๆ

เบื้องหน้ามีปึกกระดาษสองกองที่เพิ่งปรินต์ออกมาใหม่ๆ ยังส่งกลิ่นน้ำหมึกและมีความร้อนกรุ่นๆ อยู่

กองหนึ่งคือรูปถ่ายความละเอียดสูงจากกล้องหน้ารถขณะเข้าออกทางด่วนที่เข้าเงื่อนไข

อีกกองหนึ่งคือข้อมูลทะเบียนของรถที่เกี่ยวข้อง

ทว่าแม้จะได้ยินคนคุยด้วย แต่เห็นได้ชัดว่าซูหมิงยังจมดิ่งอยู่กับงาน

เขาจึงตอบกลับโดยไม่เงยหน้าขึ้นมาว่า: “ออกเดินทาง? ไปไหน! พวกคุณหาเบาะแสเจอแล้วเหรอ?”

พูดจบ เขาถึงได้เงยหน้าขึ้นด้วยความฉงน

แล้วก็ได้เห็นหลี่จงและลูกทีมที่ถือเป้สะพายหลัง ทำหน้าเซ็งๆ พูดไม่ออกอยู่ตรงหน้า

เขาถึงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่า ตัวเองจองตั๋วเครื่องบินไว้ตอนสี่ทุ่ม

คืนนี้ต้องบินไปเมืองหลวงรวดเดียวเพื่อไขคดีฆาตกรรมเมื่อแปดปีก่อนของไป๋เสี่ยวซง

ซูหมิงใช้มือทั้งสองข้างขยี้หัวตัวเองอย่างแรง

เรื่องมันประจวบเหมาะกันพอดีเลย!

ด้านหนึ่งคือกลุ่มโจรลักพาตัวที่ไร้ความเป็นมนุษย์และไร้ศีลธรรม

อีกด้านหนึ่ง คือคดีฆาตกรรมไป๋เสี่ยวซงที่กำลังเป็นที่จับตามองไปทั่วโลกออนไลน์

ทั้งสองคดีล้วนเร่งด่วนอย่างยิ่ง

ที่จริงเมื่อเทียบกับคดีเก่าที่ผ่านมานานหลายปีแล้ว

ไม่ต้องสงสัยเลยว่าคดีลักพาตัวเหอเสวี่ยที่เพิ่งเสียชีวิตไป คดีปัจจุบันแบบนี้ย่อมสำคัญกว่า

เพราะการที่โจรกลุ่มนี้ที่ฆ่าคนเป็นผักปลา ยอมสละเหอเสวี่ยที่อยู่ในกำมือไปแล้ว มันหมายความว่าพวกมันมีเป้าหมายใหม่แล้วหรือเปล่า?

หากไม่สามารถไขคดีได้ทันท่วงที มีความเป็นไปได้สูงว่าโจรกลุ่มนี้จะลงมือฆ่าผู้บริสุทธิ์อย่างบ้าคลั่งอีก

แต่ซูหมิงก็ยากที่จะเอ่ยปากพูดว่าขอรออีกสักสองสามวัน

ในเวลานี้กระแสของคดีไป๋เสี่ยวซงบนโลกออนไลน์ยังคงพุ่งทะยานไม่หยุด

ถึงขั้นที่คอมเมนต์ใต้เพจทางการของตำรวจเจียงเป่ยพุ่งเกินหลักหมื่นไปแล้ว

ภายใต้ความกดดันจากกระแสสังคมมหาศาลขนาดนี้

หากไม่รีบไขคดีให้เร็วที่สุด ซูหมิงจะสู้หน้าผู้กำกับจางเซี่ยงเฉียนที่เอาตำแหน่งหน้าที่มาเป็นเดิมพันเชื่อใจเขาอย่างไร้เงื่อนไขได้อย่างไร

คดีนี้หากไม่นำหลักฐานที่แน่นหนาดั่งเหล็กกล้าออกมา เส้นทางข้าราชการที่เดิมทีโชติช่วงของจางเซี่ยงเฉียน

จะต้องถูกปิดฉากลงอย่างน่าเศร้าแน่นอน

ในขณะเดียวกัน สถานการณ์ที่ได้เปรียบในการต่อสู้ระหว่างหัวหน้าชุดหม่ากับตระกูลหวัง ก็จะพลอยทรุดฮวบลงตามการย้ายตัวของจางเซี่ยงเฉียนไปด้วย

และผลลัพธ์แบบนี้ ซูหมิงเองก็ยอมรับไม่ได้เช่นกัน

อู๋เหวินกวงดูเหมือนจะมองเห็นความลำบากใจของซูหมิง เขาจึงยิ้มร่าลุกขึ้นจากโต๊ะทำงาน

ก้าวยาวๆ มาหยุดตรงหน้าซูหมิง แล้วพูดด้วยท่าทางนอบน้อมว่า: “ผู้ชี้แนะซูครับ ผมว่าท่านเดินทางไปเมืองหลวงก่อนเถอะครับ ทางคดีฝั่งนี้ท่านช่วยวางแนวทางการสืบสวนให้พวกเราจนลงตัวหมดแล้ว”

“งานที่เหลือ ก็แค่การไล่ตรวจสอบตามขั้นตอนเท่านั้น”

“ทันทีที่งานตรวจสอบมีผลออกมา ผมจะรีบแจ้งให้ท่านทราบทันทีครับ!”

น้ำเสียงของอู๋เหวินกวงนอบน้อมเป็นพิเศษ ถึงขั้นจะใช้คำว่าน้อมรับคำสั่งก็ไม่เกินเลยไปนัก

คำก็ท่าน สองคำก็ท่าน ดูเหมือนจะมองซูหมิงเป็นผู้บังคับบัญชาสายตรงของตัวเองไปแล้ว

เรื่องนี้ทำให้หลี่จงถึงกับมองค้อนด้วยความประหลาดใจ

เฮ้ย?

ไอ้อ้วนอู๋เป็นอะไรไปเนี่ย!

ทำไมจู่ๆ กลายเป็นติ่งตัวยงของซูหมิงไปซะได้?

หลี่จงเอียงคอมองอู๋เหวินกวงที่กำลังโน้มตัวลงเล็กน้อยอย่างสงสัย

แล้วเหลือบมองซูหมิงที่นั่งอยู่ที่โต๊ะแต่มีความสูงพอๆ กับอู๋เหวินกวงที่ยืนอยู่

ทำสีหน้าไม่เข้าใจสุดๆ

จบบทที่ บทที่ 261 เลือกหนึ่งในสอง?

คัดลอกลิงก์แล้ว