เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 200 - มุ่งสู่จื่อจิน

บทที่ 200 - มุ่งสู่จื่อจิน

บทที่ 200 - มุ่งสู่จื่อจิน


บทที่ 200 - มุ่งสู่จื่อจิน

ภายในมิติเร้นลับปฐมภูมิ ร่างท่อนบนของลู่หลีโผล่พ้นผิวน้ำของสระหยาง บนศีรษะมีผ้าขนหนูสีขาวโปะอยู่ เขานั่งเอนหลังอย่างผ่อนคลาย ดื่มด่ำไปกับช่วงเวลาอันแสนสุขในบ่อน้ำพุร้อน

เสวี่ยอิงและเลี่ยนเองก็ทำท่าเลียนแบบลู่หลี พวกมันนอนหงายแช่น้ำขนาบซ้ายขวาของเขา มีเพียงซิวตัวเดียวที่กำลังว่ายเข้าไปฝึกฝนอย่างหนักหน่วงอยู่ก้นสระหยาง

ซิวคุ้นชินกับภาพแบบนี้มาตั้งนานแล้ว สำหรับมัน ขอแค่มีพวกเขาร่วมเดินทางไปด้วยก็เพียงพอแล้ว

หลังจากผ่านการฝึกฝนมาหนึ่งวันเต็ม ตอนนี้ซิวสามารถว่ายลงไปถึงจุดที่ลึกที่สุดของสระหยางได้แล้ว ส่วนทางฝั่งสระหยินนั้น เนื่องจากมันเคยผ่านการฝึกฝนในสระเหมันต์ลึกสุดขั้วมาก่อน ความคืบหน้าจึงไปได้ไวกว่าสระหยางมาก ตอนนี้มันสามารถแหวกว่ายในสระหยินได้อย่างอิสระแล้ว

ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน ลู่หลีที่ขึ้นมานั่งทำสมาธิบนฝั่งตั้งนานแล้ว จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงร้องอย่างตื่นเต้นของซิว พอลืมตาขึ้นมาก็เห็นว่าตอนนี้ซิวได้ว่ายไปถึงใจกลางของสระหยินหยางแล้ว ลู่หลีเห็นภาพนั้นก็เผยรอยยิ้มออกมา

ลู่หลีหยิบ [หินแห่งกระบี่] ที่เก็บไว้นานออกมา เขามองไปที่ซิวพร้อมกับหัวเราะ "ไปกันเถอะ ได้เวลาออกไปฝึกฝนของจริงข้างนอกแล้ว!"

สระหยินหยางบนยอดเขาจื่อจิน ร่ายรำกระบี่ยามย่ำรุ่ง หากถามว่าเมื่อใดจะหลอมรวมเป็นหนึ่ง กระบี่ตัดผ่านรุ่งสางและยามค่ำคืน เสียงกระบี่กู่ร้องกังวาน

เขาไม่มีทางลืมหรอกว่า เป้าหมายที่แท้จริงของการมาที่สระหยินหยาง ไม่ใช่แค่การว่ายน้ำเล่นอย่างอิสระ แต่มันคือการฝึกเพลงกระบี่ต่างหาก!

ซิวได้ยินดังนั้น ดวงตากลมโตก็เบิกกว้างสาดประกายวาบ มันพยักหน้ารับอย่างตื่นเต้น

ทันทีที่ออกจากมิติเร้นลับปฐมภูมิ ซิวก็แทบจะอดใจรอไม่ไหว มันหอบเอา [หินแห่งกระบี่] บินตรงไปยังใจกลางสระหยินหยางทันที ลู่หลียืนอยู่บนฝั่งพลางก้มมองพื้นใต้เท้าด้วยความงุนงง

"ทำไมพื้นตรงนี้... มันดูเตี้ยลงไปหน่อยนึงนะ"

ถึงจะไม่รู้ว่าสาเหตุคืออะไร แต่ลู่หลีก็ไม่ได้ใส่ใจนัก เขาหันไปมองซิวที่กำลังหอบ [หินแห่งกระบี่] บินตรงไปยังใจกลางสระหยินหยางอย่างทุลักทุเล สระหยินหยางที่นี่มีขนาดใหญ่กว่าในมิติเร้นลับปฐมภูมิมาก แถม [หินแห่งกระบี่] ก็ก้อนเบ้อเริ่ม ซิวต้องใช้สกิล [ขยายร่าง] ถึงจะพอหอบมันบินไปได้

ตู้ม!

เสียงน้ำแตกกระจาย ซิวและ [หินแห่งกระบี่] ร่วงหล่นลงไปในใจกลางสระหยินหยางพร้อมกัน ฟองอากาศผุดพรายขึ้นมา ก่อนที่ผิวน้ำจะกลับมาสงบนิ่งเหมือนเดิม หนึ่งวินาที... สองวินาที... สิบวินาที...

พรวด!

เงาร่างเล็กจ้อยที่กำลังถือกระบี่ขนาดเท่าตัวมันเอง โผล่พรวดขึ้นมาจากผิวน้ำ

เมื่อลู่หลีเห็นว่าในที่สุดซิวก็โผล่ขึ้นมาเหนือน้ำได้ เขาก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ดูท่าทางแล้วคงไม่มีปัญหาอะไร

ซิวในตอนนี้กำลังออกแรงอย่างหนัก ถึงแม้ว่ามันจะวิวัฒนาการเป็นวิหคกระบี่แล้ว และในทางทฤษฎี [หินแห่งกระบี่] ยิ่งใหญ่ก็ยิ่งดี แต่ตอนนี้ซิวเพิ่งจะค้นพบว่า การที่ก้อนหินมันใหญ่เกินไปก็มีข้อเสียเหมือนกัน เพราะมันใช้ปีกข้างเดียวจับไม่ถนัด ต้องใช้ปีกทั้งสองข้างช่วยกันประคอง พอเป็นแบบนี้ ทักษะการว่ายน้ำที่มันเพิ่งจะฝึกฝนมาก็ไร้ประโยชน์ไปโดยปริยาย

ถ้าตอนนี้มีใครดำน้ำลงไปดู ก็คงจะได้เห็นว่าขาสั้นๆ สองข้างของซิวพยายามถีบน้ำอย่างสุดชีวิต จุ๊ๆ... ความถี่ในการสับขาเร็วขนาดนี้ ไม่ไปปั่นสามล้อนี่ถือว่าพลาดมาก

โชคดีที่ซิวผ่านการขัดเกลาร่างกายมานับครั้งไม่ถ้วน มันถึงพอจะรับมือกับความถี่ระดับนี้ไหว ถ้าเปลี่ยนเป็นสัตว์อสูรตัวอื่น สับขาได้ไม่กี่วินาทีก็คงตะคริวกินไปแล้ว

เพราะงั้นถึงบอกไงว่าต้องหมั่นฝึกฝนให้มากๆ!

แต่ไม่รู้ว่าเป็นเพราะซิวคิดไปเองหรือเปล่า ตอนที่ดำน้ำลงไป มันสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายที่คุ้นเคยมากๆ ราวกับเพิ่งจะได้เจอกันมาเมื่อไม่นานนี้เอง

ถึงจะรู้สึกสงสัย แต่เวลาที่ซิวฝึกฝน จิตใจของมันจะใสกระจ่างราวกับแก้วหลากสี มันสะบัดความคิดฟุ้งซ่านทิ้งไปอย่างรวดเร็ว ก่อนจะตั้งหน้าตั้งตากวัดแกว่ง [หินแห่งกระบี่] เหนือผิวน้ำอย่างสุดกำลัง

ทุกกระบวนท่า ทุกท่วงทำนอง ทุกการตวัดแกว่ง ซิวทุ่มเทเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มี มันร่ายรำสกิล [ระบำดาบ] หมายมั่นที่จะปลุกพลังที่หลับใหลอยู่ใน [หินแห่งกระบี่] ให้ตื่นขึ้นมา

สิบกระบี่... ร้อยกระบี่... พันกระบี่... จากพระอาทิตย์ขึ้นจรดพระจันทร์ตก ซิวไม่ยอมหยุดพักการร่ายรำกระบี่ในสระหยินหยางเลยแม้แต่วินาทีเดียว พอเหนื่อยก็ว่ายขึ้นฝั่งมากินอาหารเติมพลัง พักแป๊บเดียวก็กลับลงไปฝึกต่อ แต่ [หินแห่งกระบี่] ก็ยังคงเงียบกริบไร้การตอบสนองราวกับก้อนหินธรรมดาๆ

ลู่หลีแหงนหน้ามองดวงจันทร์กลมโตบนท้องฟ้า ก่อนจะหาวหวอดด้วยความง่วงงุน เขามองเงาร่างที่กำลังฝึกกระบี่อยู่กลางสระน้ำ ดวงตาของเขาเปิดแล้วก็ปิด... เปิดแล้วก็ปิด... ปิด...

พอเขาลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง ท้องฟ้าก็สว่างโร่แล้ว แม้จะนอนค้างอ้างแรมกลางแจ้ง แต่โชคดีที่อยู่ใกล้กับสระหยาง ก็เลยไม่รู้สึกหนาวเลยสักนิด ลู่หลีบิดขี้เกียจยืดเส้นยืดสาย ก่อนจะเพ่งสายตามองไปทางซิว

คิ้วของเขาขมวดเข้าหากันทันที!

ไม่รู้ว่าเขาตาฝาดไปเอง หรือเป็นเพราะแสงแดดสะท้อนผิวน้ำ [หินแห่งกระบี่] ก้อนนั้นกำลังเปล่งแสงสีขาวออกมาจางๆ แถมซิวเองก็ดูเหมือนจะเข้าสู่สภาวะพิเศษบางอย่างไปแล้ว ลู่หลีไม่อยากเข้าไปรบกวน เขาจึงทำแค่เตรียมอาหารเอาไว้ให้พร้อม และเรียกเสวี่ยอิงออกมาสแตนด์บาย เพื่อเตรียมพุ่งเข้าไปรับตัวซิวกลับมาได้ทุกเมื่อ

ณ สนามบินเมืองหลวงเก่า ชายหนุ่มและหญิงสาวคู่หนึ่งเดินเคียงคู่กันลงมาจากเครื่องบิน

จ้าวคงอิงขยับสายกระเป๋าเป้ให้เข้าที่ ก่อนจะกระซิบถามเสียงเบา "หัวหน้าคะ หัวหน้าคิดว่าพวกจากดินแดนคนบาปจะไปที่ภูเขาจื่อจินจริงๆ เหรอคะ"

เหลิ่งเฟิงปรายตามองจ้าวคงอิง กวาดสายตามองไปรอบๆ แล้วตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "ถ้าพวกมันมาที่เมืองหลวงเก่าจริงๆ ไม่ไปที่ภูเขาจื่อจินก็ต้องไปที่สุสานจักรพรรดิ ถึงพวกดินแดนคนบาปมันจะบ้าบิ่นแค่ไหน แต่สุสานจักรพรรดิก็ไม่ใช่สถานที่ที่พวกมันจะกล้าย่างกรายเข้าไปได้ง่ายๆ"

"ถ้าพวกมันกล้าไป ก็มีคนรอเชือดพวกมันอยู่แล้ว หน้าที่ของเราก็แค่ไปตรวจสอบให้แน่ใจ ว่าตอนนี้ที่ภูเขาจื่อจินมีคนอยู่หรือเปล่า"

จ้าวคงอิงครุ่นคิดพลางขยับหมวกแก๊ปให้เข้าทรง "เพราะงั้นพวกเราถึงต้องใส่ชุดไปรเวตมา เพื่อไม่ให้แหวกหญ้าให้งูตื่น และกลมกลืนไปกับพวกนักท่องเที่ยวสินะคะ"

เหลิ่งเฟิงมองจ้าวคงอิงด้วยสายตาแปลกๆ "คงอิง งานนี้พวกเราต้องปีนเขานะ ใส่ชุดเครื่องแบบไปเดี๋ยวก็ร้อนตายพอดี"

จ้าวคงอิง "..."

ไม่นานนัก ภายใต้การนำทางของเจ้าหน้าที่หน่วยควบคุมอสูรประจำท้องถิ่น ทั้งสองคนก็เดินทางมาถึงเชิงเขาจื่อจิน เหลิ่งเฟิงหันไปสั่งการเจ้าหน้าที่หน่วยควบคุมอสูร

"ตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป ให้ปิดล้อมที่นี่ขั้นสูงสุด ไม่ว่าใครหน้าไหนก็ห้ามเข้าออกทั้งนั้น"

"รับทราบ!" เจ้าหน้าที่หน่วยควบคุมอสูรขานรับ ก่อนจะกระจายกำลังกันออกปฏิบัติหน้าที่อย่างรวดเร็ว เพียงไม่นานภูเขาจื่อจินก็ถูกปิดล้อมอย่างแน่นหนา มีหมาป่าวายุคอยเดินลาดตระเวนรอบๆ เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีใครเล็ดลอดเข้าออกไปได้

เหลิ่งเฟิงเห็นดังนั้นก็พยักหน้ารับ "ไปกันเถอะ คงอิง"

จ้าวคงอิงพยักหน้า เธอหยิบเครื่องตรวจจับมารออกมา จัดกระเป๋าเป้ให้กระชับ แล้ววิ่งเหยาะๆ ตามหลังไป

เมื่อเหลิ่งเฟิงเห็นจ้าวคงอิงเอาแต่ก้มหน้าก้มตาดูเครื่องตรวจจับมาร เขาก็ส่ายหน้าเบาๆ "คงอิง ถึงจะบอกว่าที่ไหนมีปราณมาร ที่นั่นก็มักจะมีพวกดินแดนคนบาปอยู่ แต่การที่พวกมันอยู่ที่ไหน ก็ไม่ได้แปลว่าจะต้องมีปราณมารแผ่ออกมาเสมอไปนะ เครื่องตรวจจับมารน่ะมีประโยชน์ก็จริง แต่อย่าพึ่งพามันมากเกินไป ส่วนใหญ่แล้ว เธอต้องใช้สายตา ใช้ประสบการณ์ และใช้สมองของตัวเองวิเคราะห์สถานการณ์ให้ดี"

จ้าวคงอิงเงยหน้าขึ้นมาตอบรับอย่างแข็งขัน "เข้าใจแล้วค่ะหัวหน้า!" เธอสอดส่ายสายตามองไปรอบๆ อย่างขอไปที แต่ผ่านไปได้ไม่นาน เธอก็ก้มหน้าลงไปจ้องเครื่องตรวจจับมารในมืออีกครั้ง

เหลิ่งเฟิงเห็นดังนั้นก็ไม่อยากจะพูดอะไรต่อ เขาเริ่มกวาดสายตาสำรวจสภาพแวดล้อมรอบตัวอย่างละเอียด หลายครั้งเบาะแสสำคัญก็ไม่ใช่สิ่งที่เครื่องจักรจะตรวจจับได้ หรือกว่าเครื่องจักรจะตรวจเจอ มันก็สายเกินไปเสียแล้ว

สำหรับจ้าวคงอิงที่เป็นเด็กใหม่ และเติบโตมาในยุคที่วิทยาการเครื่องจักรเฟื่องฟู บางทีเธอคงต้องเผชิญกับ 'ความล้มเหลว' ด้วยตัวเองสักสองสามครั้ง ถึงจะเข้าใจสัจธรรมข้อนี้

ยามเย็นแสงตะวันสาดส่องแดงฉานราวกับหยาดเลือด แสงสีส้มแดงอาบไล้ไปทั่วหน้าผาของภูเขาจื่อจิน ราวกับกำลังห่มคลุมมันด้วยแผ่นทองคำ

เหลิ่งเฟิงทอดสายตามองขอบฟ้าที่ถูกย้อมไปด้วยสีแดงเพลิง ความรู้สึกอึดอัดในใจค่อยๆ คลายลง ธรรมชาติอันงดงามและโลกที่สงบสุขแบบนี้ กลับมีพวกหนอนแมลงโสโครกคอยจะโผล่หัวออกมาก่อกวนสร้างความวุ่นวายอยู่เรื่อย ช่างน่ารังเกียจเสียจริงๆ

"คงอิง เลิกจ้องไอ้เครื่องมือนั่นได้แล้วน่า ถ้ามีปราณมารอยู่แถวนี้ เธอยังเด็กนะ หันมามองดูความยิ่งใหญ่ของแผ่นดินตงหวงบ้างสิ ดูพระอาทิตย์ตกดินที่ภูเขาจื่อจินนี่สิ สวยจะตาย" เหลิ่งเฟิงหันไปส่งยิ้มให้จ้าวคงอิง

จ้าวคงอิงทำหน้ามึนงงเล็กน้อย เธอเงยหน้าขึ้นมองเมฆสีเพลิงที่ลอยเด่นอยู่ตรงขอบฟ้า ก่อนจะเผลอตกอยู่ในภวังค์ความงามไปชั่วขณะ

หลังจากดื่มด่ำกับทิวทัศน์จนอารมณ์ดีแล้ว เหลิ่งเฟิงก็ก้าวเดินต่อไปได้เพียงไม่กี่ก้าว ทันใดนั้นร่างของเขาก็หยุดชะงักกึก วงเวทอัญเชิญปรากฏขึ้นมาในพริบตา

ภายในเงามืดตรงทางแยกลงเขาที่ดูเหมือนจะว่างเปล่า จู่ๆ ก็มีดวงตาคู่หนึ่งเบิกโพลงขึ้น นัยน์ตาคู่นั้นอัดแน่นไปด้วยความโหดเหี้ยมและรังสีอำมหิตอันเข้มข้น

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 200 - มุ่งสู่จื่อจิน

คัดลอกลิงก์แล้ว