- หน้าแรก
- บันทึกอสูรบรรพกาล: ปั้นกวางพิการสู่เทพอสูร
- บทที่ 200 - มุ่งสู่จื่อจิน
บทที่ 200 - มุ่งสู่จื่อจิน
บทที่ 200 - มุ่งสู่จื่อจิน
บทที่ 200 - มุ่งสู่จื่อจิน
ภายในมิติเร้นลับปฐมภูมิ ร่างท่อนบนของลู่หลีโผล่พ้นผิวน้ำของสระหยาง บนศีรษะมีผ้าขนหนูสีขาวโปะอยู่ เขานั่งเอนหลังอย่างผ่อนคลาย ดื่มด่ำไปกับช่วงเวลาอันแสนสุขในบ่อน้ำพุร้อน
เสวี่ยอิงและเลี่ยนเองก็ทำท่าเลียนแบบลู่หลี พวกมันนอนหงายแช่น้ำขนาบซ้ายขวาของเขา มีเพียงซิวตัวเดียวที่กำลังว่ายเข้าไปฝึกฝนอย่างหนักหน่วงอยู่ก้นสระหยาง
ซิวคุ้นชินกับภาพแบบนี้มาตั้งนานแล้ว สำหรับมัน ขอแค่มีพวกเขาร่วมเดินทางไปด้วยก็เพียงพอแล้ว
หลังจากผ่านการฝึกฝนมาหนึ่งวันเต็ม ตอนนี้ซิวสามารถว่ายลงไปถึงจุดที่ลึกที่สุดของสระหยางได้แล้ว ส่วนทางฝั่งสระหยินนั้น เนื่องจากมันเคยผ่านการฝึกฝนในสระเหมันต์ลึกสุดขั้วมาก่อน ความคืบหน้าจึงไปได้ไวกว่าสระหยางมาก ตอนนี้มันสามารถแหวกว่ายในสระหยินได้อย่างอิสระแล้ว
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน ลู่หลีที่ขึ้นมานั่งทำสมาธิบนฝั่งตั้งนานแล้ว จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงร้องอย่างตื่นเต้นของซิว พอลืมตาขึ้นมาก็เห็นว่าตอนนี้ซิวได้ว่ายไปถึงใจกลางของสระหยินหยางแล้ว ลู่หลีเห็นภาพนั้นก็เผยรอยยิ้มออกมา
ลู่หลีหยิบ [หินแห่งกระบี่] ที่เก็บไว้นานออกมา เขามองไปที่ซิวพร้อมกับหัวเราะ "ไปกันเถอะ ได้เวลาออกไปฝึกฝนของจริงข้างนอกแล้ว!"
สระหยินหยางบนยอดเขาจื่อจิน ร่ายรำกระบี่ยามย่ำรุ่ง หากถามว่าเมื่อใดจะหลอมรวมเป็นหนึ่ง กระบี่ตัดผ่านรุ่งสางและยามค่ำคืน เสียงกระบี่กู่ร้องกังวาน
เขาไม่มีทางลืมหรอกว่า เป้าหมายที่แท้จริงของการมาที่สระหยินหยาง ไม่ใช่แค่การว่ายน้ำเล่นอย่างอิสระ แต่มันคือการฝึกเพลงกระบี่ต่างหาก!
ซิวได้ยินดังนั้น ดวงตากลมโตก็เบิกกว้างสาดประกายวาบ มันพยักหน้ารับอย่างตื่นเต้น
ทันทีที่ออกจากมิติเร้นลับปฐมภูมิ ซิวก็แทบจะอดใจรอไม่ไหว มันหอบเอา [หินแห่งกระบี่] บินตรงไปยังใจกลางสระหยินหยางทันที ลู่หลียืนอยู่บนฝั่งพลางก้มมองพื้นใต้เท้าด้วยความงุนงง
"ทำไมพื้นตรงนี้... มันดูเตี้ยลงไปหน่อยนึงนะ"
ถึงจะไม่รู้ว่าสาเหตุคืออะไร แต่ลู่หลีก็ไม่ได้ใส่ใจนัก เขาหันไปมองซิวที่กำลังหอบ [หินแห่งกระบี่] บินตรงไปยังใจกลางสระหยินหยางอย่างทุลักทุเล สระหยินหยางที่นี่มีขนาดใหญ่กว่าในมิติเร้นลับปฐมภูมิมาก แถม [หินแห่งกระบี่] ก็ก้อนเบ้อเริ่ม ซิวต้องใช้สกิล [ขยายร่าง] ถึงจะพอหอบมันบินไปได้
ตู้ม!
เสียงน้ำแตกกระจาย ซิวและ [หินแห่งกระบี่] ร่วงหล่นลงไปในใจกลางสระหยินหยางพร้อมกัน ฟองอากาศผุดพรายขึ้นมา ก่อนที่ผิวน้ำจะกลับมาสงบนิ่งเหมือนเดิม หนึ่งวินาที... สองวินาที... สิบวินาที...
พรวด!
เงาร่างเล็กจ้อยที่กำลังถือกระบี่ขนาดเท่าตัวมันเอง โผล่พรวดขึ้นมาจากผิวน้ำ
เมื่อลู่หลีเห็นว่าในที่สุดซิวก็โผล่ขึ้นมาเหนือน้ำได้ เขาก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ดูท่าทางแล้วคงไม่มีปัญหาอะไร
ซิวในตอนนี้กำลังออกแรงอย่างหนัก ถึงแม้ว่ามันจะวิวัฒนาการเป็นวิหคกระบี่แล้ว และในทางทฤษฎี [หินแห่งกระบี่] ยิ่งใหญ่ก็ยิ่งดี แต่ตอนนี้ซิวเพิ่งจะค้นพบว่า การที่ก้อนหินมันใหญ่เกินไปก็มีข้อเสียเหมือนกัน เพราะมันใช้ปีกข้างเดียวจับไม่ถนัด ต้องใช้ปีกทั้งสองข้างช่วยกันประคอง พอเป็นแบบนี้ ทักษะการว่ายน้ำที่มันเพิ่งจะฝึกฝนมาก็ไร้ประโยชน์ไปโดยปริยาย
ถ้าตอนนี้มีใครดำน้ำลงไปดู ก็คงจะได้เห็นว่าขาสั้นๆ สองข้างของซิวพยายามถีบน้ำอย่างสุดชีวิต จุ๊ๆ... ความถี่ในการสับขาเร็วขนาดนี้ ไม่ไปปั่นสามล้อนี่ถือว่าพลาดมาก
โชคดีที่ซิวผ่านการขัดเกลาร่างกายมานับครั้งไม่ถ้วน มันถึงพอจะรับมือกับความถี่ระดับนี้ไหว ถ้าเปลี่ยนเป็นสัตว์อสูรตัวอื่น สับขาได้ไม่กี่วินาทีก็คงตะคริวกินไปแล้ว
เพราะงั้นถึงบอกไงว่าต้องหมั่นฝึกฝนให้มากๆ!
แต่ไม่รู้ว่าเป็นเพราะซิวคิดไปเองหรือเปล่า ตอนที่ดำน้ำลงไป มันสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายที่คุ้นเคยมากๆ ราวกับเพิ่งจะได้เจอกันมาเมื่อไม่นานนี้เอง
ถึงจะรู้สึกสงสัย แต่เวลาที่ซิวฝึกฝน จิตใจของมันจะใสกระจ่างราวกับแก้วหลากสี มันสะบัดความคิดฟุ้งซ่านทิ้งไปอย่างรวดเร็ว ก่อนจะตั้งหน้าตั้งตากวัดแกว่ง [หินแห่งกระบี่] เหนือผิวน้ำอย่างสุดกำลัง
ทุกกระบวนท่า ทุกท่วงทำนอง ทุกการตวัดแกว่ง ซิวทุ่มเทเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มี มันร่ายรำสกิล [ระบำดาบ] หมายมั่นที่จะปลุกพลังที่หลับใหลอยู่ใน [หินแห่งกระบี่] ให้ตื่นขึ้นมา
สิบกระบี่... ร้อยกระบี่... พันกระบี่... จากพระอาทิตย์ขึ้นจรดพระจันทร์ตก ซิวไม่ยอมหยุดพักการร่ายรำกระบี่ในสระหยินหยางเลยแม้แต่วินาทีเดียว พอเหนื่อยก็ว่ายขึ้นฝั่งมากินอาหารเติมพลัง พักแป๊บเดียวก็กลับลงไปฝึกต่อ แต่ [หินแห่งกระบี่] ก็ยังคงเงียบกริบไร้การตอบสนองราวกับก้อนหินธรรมดาๆ
ลู่หลีแหงนหน้ามองดวงจันทร์กลมโตบนท้องฟ้า ก่อนจะหาวหวอดด้วยความง่วงงุน เขามองเงาร่างที่กำลังฝึกกระบี่อยู่กลางสระน้ำ ดวงตาของเขาเปิดแล้วก็ปิด... เปิดแล้วก็ปิด... ปิด...
พอเขาลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง ท้องฟ้าก็สว่างโร่แล้ว แม้จะนอนค้างอ้างแรมกลางแจ้ง แต่โชคดีที่อยู่ใกล้กับสระหยาง ก็เลยไม่รู้สึกหนาวเลยสักนิด ลู่หลีบิดขี้เกียจยืดเส้นยืดสาย ก่อนจะเพ่งสายตามองไปทางซิว
คิ้วของเขาขมวดเข้าหากันทันที!
ไม่รู้ว่าเขาตาฝาดไปเอง หรือเป็นเพราะแสงแดดสะท้อนผิวน้ำ [หินแห่งกระบี่] ก้อนนั้นกำลังเปล่งแสงสีขาวออกมาจางๆ แถมซิวเองก็ดูเหมือนจะเข้าสู่สภาวะพิเศษบางอย่างไปแล้ว ลู่หลีไม่อยากเข้าไปรบกวน เขาจึงทำแค่เตรียมอาหารเอาไว้ให้พร้อม และเรียกเสวี่ยอิงออกมาสแตนด์บาย เพื่อเตรียมพุ่งเข้าไปรับตัวซิวกลับมาได้ทุกเมื่อ
ณ สนามบินเมืองหลวงเก่า ชายหนุ่มและหญิงสาวคู่หนึ่งเดินเคียงคู่กันลงมาจากเครื่องบิน
จ้าวคงอิงขยับสายกระเป๋าเป้ให้เข้าที่ ก่อนจะกระซิบถามเสียงเบา "หัวหน้าคะ หัวหน้าคิดว่าพวกจากดินแดนคนบาปจะไปที่ภูเขาจื่อจินจริงๆ เหรอคะ"
เหลิ่งเฟิงปรายตามองจ้าวคงอิง กวาดสายตามองไปรอบๆ แล้วตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "ถ้าพวกมันมาที่เมืองหลวงเก่าจริงๆ ไม่ไปที่ภูเขาจื่อจินก็ต้องไปที่สุสานจักรพรรดิ ถึงพวกดินแดนคนบาปมันจะบ้าบิ่นแค่ไหน แต่สุสานจักรพรรดิก็ไม่ใช่สถานที่ที่พวกมันจะกล้าย่างกรายเข้าไปได้ง่ายๆ"
"ถ้าพวกมันกล้าไป ก็มีคนรอเชือดพวกมันอยู่แล้ว หน้าที่ของเราก็แค่ไปตรวจสอบให้แน่ใจ ว่าตอนนี้ที่ภูเขาจื่อจินมีคนอยู่หรือเปล่า"
จ้าวคงอิงครุ่นคิดพลางขยับหมวกแก๊ปให้เข้าทรง "เพราะงั้นพวกเราถึงต้องใส่ชุดไปรเวตมา เพื่อไม่ให้แหวกหญ้าให้งูตื่น และกลมกลืนไปกับพวกนักท่องเที่ยวสินะคะ"
เหลิ่งเฟิงมองจ้าวคงอิงด้วยสายตาแปลกๆ "คงอิง งานนี้พวกเราต้องปีนเขานะ ใส่ชุดเครื่องแบบไปเดี๋ยวก็ร้อนตายพอดี"
จ้าวคงอิง "..."
ไม่นานนัก ภายใต้การนำทางของเจ้าหน้าที่หน่วยควบคุมอสูรประจำท้องถิ่น ทั้งสองคนก็เดินทางมาถึงเชิงเขาจื่อจิน เหลิ่งเฟิงหันไปสั่งการเจ้าหน้าที่หน่วยควบคุมอสูร
"ตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป ให้ปิดล้อมที่นี่ขั้นสูงสุด ไม่ว่าใครหน้าไหนก็ห้ามเข้าออกทั้งนั้น"
"รับทราบ!" เจ้าหน้าที่หน่วยควบคุมอสูรขานรับ ก่อนจะกระจายกำลังกันออกปฏิบัติหน้าที่อย่างรวดเร็ว เพียงไม่นานภูเขาจื่อจินก็ถูกปิดล้อมอย่างแน่นหนา มีหมาป่าวายุคอยเดินลาดตระเวนรอบๆ เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีใครเล็ดลอดเข้าออกไปได้
เหลิ่งเฟิงเห็นดังนั้นก็พยักหน้ารับ "ไปกันเถอะ คงอิง"
จ้าวคงอิงพยักหน้า เธอหยิบเครื่องตรวจจับมารออกมา จัดกระเป๋าเป้ให้กระชับ แล้ววิ่งเหยาะๆ ตามหลังไป
เมื่อเหลิ่งเฟิงเห็นจ้าวคงอิงเอาแต่ก้มหน้าก้มตาดูเครื่องตรวจจับมาร เขาก็ส่ายหน้าเบาๆ "คงอิง ถึงจะบอกว่าที่ไหนมีปราณมาร ที่นั่นก็มักจะมีพวกดินแดนคนบาปอยู่ แต่การที่พวกมันอยู่ที่ไหน ก็ไม่ได้แปลว่าจะต้องมีปราณมารแผ่ออกมาเสมอไปนะ เครื่องตรวจจับมารน่ะมีประโยชน์ก็จริง แต่อย่าพึ่งพามันมากเกินไป ส่วนใหญ่แล้ว เธอต้องใช้สายตา ใช้ประสบการณ์ และใช้สมองของตัวเองวิเคราะห์สถานการณ์ให้ดี"
จ้าวคงอิงเงยหน้าขึ้นมาตอบรับอย่างแข็งขัน "เข้าใจแล้วค่ะหัวหน้า!" เธอสอดส่ายสายตามองไปรอบๆ อย่างขอไปที แต่ผ่านไปได้ไม่นาน เธอก็ก้มหน้าลงไปจ้องเครื่องตรวจจับมารในมืออีกครั้ง
เหลิ่งเฟิงเห็นดังนั้นก็ไม่อยากจะพูดอะไรต่อ เขาเริ่มกวาดสายตาสำรวจสภาพแวดล้อมรอบตัวอย่างละเอียด หลายครั้งเบาะแสสำคัญก็ไม่ใช่สิ่งที่เครื่องจักรจะตรวจจับได้ หรือกว่าเครื่องจักรจะตรวจเจอ มันก็สายเกินไปเสียแล้ว
สำหรับจ้าวคงอิงที่เป็นเด็กใหม่ และเติบโตมาในยุคที่วิทยาการเครื่องจักรเฟื่องฟู บางทีเธอคงต้องเผชิญกับ 'ความล้มเหลว' ด้วยตัวเองสักสองสามครั้ง ถึงจะเข้าใจสัจธรรมข้อนี้
ยามเย็นแสงตะวันสาดส่องแดงฉานราวกับหยาดเลือด แสงสีส้มแดงอาบไล้ไปทั่วหน้าผาของภูเขาจื่อจิน ราวกับกำลังห่มคลุมมันด้วยแผ่นทองคำ
เหลิ่งเฟิงทอดสายตามองขอบฟ้าที่ถูกย้อมไปด้วยสีแดงเพลิง ความรู้สึกอึดอัดในใจค่อยๆ คลายลง ธรรมชาติอันงดงามและโลกที่สงบสุขแบบนี้ กลับมีพวกหนอนแมลงโสโครกคอยจะโผล่หัวออกมาก่อกวนสร้างความวุ่นวายอยู่เรื่อย ช่างน่ารังเกียจเสียจริงๆ
"คงอิง เลิกจ้องไอ้เครื่องมือนั่นได้แล้วน่า ถ้ามีปราณมารอยู่แถวนี้ เธอยังเด็กนะ หันมามองดูความยิ่งใหญ่ของแผ่นดินตงหวงบ้างสิ ดูพระอาทิตย์ตกดินที่ภูเขาจื่อจินนี่สิ สวยจะตาย" เหลิ่งเฟิงหันไปส่งยิ้มให้จ้าวคงอิง
จ้าวคงอิงทำหน้ามึนงงเล็กน้อย เธอเงยหน้าขึ้นมองเมฆสีเพลิงที่ลอยเด่นอยู่ตรงขอบฟ้า ก่อนจะเผลอตกอยู่ในภวังค์ความงามไปชั่วขณะ
หลังจากดื่มด่ำกับทิวทัศน์จนอารมณ์ดีแล้ว เหลิ่งเฟิงก็ก้าวเดินต่อไปได้เพียงไม่กี่ก้าว ทันใดนั้นร่างของเขาก็หยุดชะงักกึก วงเวทอัญเชิญปรากฏขึ้นมาในพริบตา
ภายในเงามืดตรงทางแยกลงเขาที่ดูเหมือนจะว่างเปล่า จู่ๆ ก็มีดวงตาคู่หนึ่งเบิกโพลงขึ้น นัยน์ตาคู่นั้นอัดแน่นไปด้วยความโหดเหี้ยมและรังสีอำมหิตอันเข้มข้น
[จบแล้ว]