- หน้าแรก
- บันทึกอสูรบรรพกาล: ปั้นกวางพิการสู่เทพอสูร
- บทที่ 110 - วัฏสงสาร ร้อยหลอม!
บทที่ 110 - วัฏสงสาร ร้อยหลอม!
บทที่ 110 - วัฏสงสาร ร้อยหลอม!
บทที่ 110 - วัฏสงสาร ร้อยหลอม!
สี่สิบนาที... ห้าสิบนาที...
ลู่หลีเริ่มนั่งไม่ติดแล้ว เวลาผ่านไปนานเกินไปแล้ว ทุกครั้งที่ตายในมิติเร้นลับปฐมภูมิก็จะสูบพลังจิตของสัตว์อสูรไปด้วย ถึงแม้เขาจะไม่รู้ว่าทำไมพลังจิตของซิวถึงสามารถรองรับการฟื้นคืนชีพได้มากมายขนาดนี้ก็ตาม
แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าซิวจะไม่มีขีดจำกัด เพียงแต่ขีดจำกัดของซิวนั้นมาถึงช้ากว่าสัตว์อสูรตัวอื่นเท่านั้น หากทะลุขีดจำกัดไปได้ก็มีความเป็นไปได้สูงมากที่จะเกิดความเสียหายต่อพลังจิตอย่างถาวร
ระหว่างที่ลู่หลีกำลังจะเปิดมุมมองพระเจ้าเพื่อย้ายร่างของซิวออกมา เสวี่ยอิงกลับคาบเสื้อของเขาเอาไว้พร้อมกับส่ายหน้า
"อิง?" ลู่หลีคิดจะดึงซิวออกมาเลยใช่ไหม?
ก่อนที่ลู่หลีจะมา เสวี่ยอิงกับซิวได้ทำข้อตกลงกันไว้แล้ว วันนี้เป็นวันที่ซิวรู้สึกว่าเข้าใกล้ขอบเขตการทะลวงระดับมากที่สุด และมันก็รู้ด้วยว่าลู่หลีมีพลังที่สามารถเคลื่อนย้ายทุกสรรพสิ่งในมิติเร้นลับปฐมภูมิได้ มันจึงขอร้องให้เสวี่ยอิงคอยห้ามลู่หลีในจังหวะที่เขาคิดจะดึงมันออกมา
แน่นอนว่าเพื่อให้เสวี่ยอิงยอมช่วย ซิวได้กำหนดเวลาไว้เป็นข้อตกลงร่วมกัน โดยลิมิตสูงสุดคือหนึ่งชั่วโมง หากผ่านไปหนึ่งชั่วโมงแล้วมันยังไม่สามารถทะลวงระดับได้สำเร็จ ก็ยอมให้ลู่หลีดึงตัวมันออกมาได้เลย
ลู่หลีก้มมองเสวี่ยอิงด้วยสีหน้าร้อนรน "เสวี่ยอิง มีอะไรไว้ค่อยคุยกันทีหลัง ฉันต้องรีบไปช่วยซิวออกมาก่อน!"
"อิง!" ขอเวลาให้ซิวอีกสิบนาทีนะ!
"นี่มัน..." ลู่หลีมองสบตากับเสวี่ยอิงที่ดูแน่วแน่สุดๆ เขาค่อยๆ พ่นลมหายใจออกมาก่อนจะเบนสายตาที่เต็มไปด้วยความกังวลไปทางเขตพายุอัสนี แล้วพยักหน้าช้าๆ
พอเห็นลู่หลีตกลง เสวี่ยอิงก็หันไปมองทางเขตพายุอัสนีเช่นกัน ซิว นายต้องทำให้สำเร็จนะ... เสวี่ยอิงรู้ดีตั้งแต่ตอนที่คุยกับซิววันนั้นแล้วว่า นี่คงเป็นครั้งสุดท้ายที่ซิวจะรวบรวมความกล้าเพื่อพึ่งพาร่างกายเนื้อในการทะลวงระดับเหนือธรรมชาติ หากครั้งนี้ล้มเหลว มันก็คงจะยอมเลือกเส้นทางการวิวัฒนาการเพื่อทะลวงระดับแทน
9996... 9997... 9998...
สติของซิวในตอนนี้เลือนรางจนแทบไม่เหลือชิ้นดี สิ่งเดียวที่เหนี่ยวรั้งมันไว้คือความมุ่งมั่นเฮือกสุดท้ายที่บอกให้ยืนหยัดไว้ ยืนหยัดจนกว่าจะทะลวงระดับเหนือธรรมชาติให้ได้ และตอนนี้ความมุ่งมั่นนั้นก็ริบหรี่ราวกับแสงเทียนกลางพายุ
เมื่อความมุ่งมั่นมอดดับลง สภาวะของสกิลเนรมิตฝันก็จะคลายออก เมื่อถึงตอนนั้นสิ่งที่รอซิวอยู่ก็คือการตีกลับของพลังจิตอันน่าสะพรึงกลัว คราวก่อนลู่หลียังพอช่วยแบ่งเบาภาระไปได้บ้าง แต่ครั้งนี้ พลังจิตที่ตีกลับมันรุนแรงเสียจนแม้แต่ลู่หลีก็ไม่อาจแบกรับไหว!
เสวี่ยอิงเดาถูกครึ่งหนึ่ง นี่เป็นครั้งสุดท้ายที่ซิวจะรวบรวมความกล้ามาทดลองทะลวงระดับจริงๆ แต่สิ่งที่เสวี่ยอิงเดาผิดก็คือ ซิวไม่เคยคิดจะเลือกทางเดินอื่นเลย มันมีแค่ทางเดินเส้นนี้เส้นเดียวมาตั้งแต่ต้น และสาเหตุที่บอกว่านี่คือครั้งสุดท้าย ก็เพราะราคาของความล้มเหลวในครั้งนี้คือความตาย!
การทำแบบนี้อาจจะดูสุดโต่งเกินไป แต่อนาคตที่ไร้ซึ่งจุดหมาย ไม่ใช่อนาคตที่ซิวต้องการ! หากมันทะลวงระดับล้มเหลว มันจะใช้ชีวิตที่เหลืออยู่เพื่อตัดขาดพันธสัญญา มันจะไม่ยอมให้ความตายของตัวเองสร้างบาดแผลให้กับลู่หลีแม้แต่นิดเดียว
ตายครั้งที่ 9999... ตายครั้งที่ 10000!
ในวินาทีที่ซิวตายครบ 10,000 ครั้ง สกิลร้อยหลอมก็เกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่แบบที่ไม่เคยมีมาก่อน แม้แต่ผู้คิดค้นสกิลนี้ขึ้นมาก็คงคาดไม่ถึงว่า วันหนึ่งจะมีสัตว์อสูรที่ฝึกฝนสกิลร้อยหลอมจนยอมตายถึง 10,000 ครั้ง
ในฐานะสกิลระดับสูง มันย่อมไม่มีดีแค่การดูดซับความเสียหายบางส่วนมาเสริมสร้างร่างกายเท่านั้น พูดให้ถูกคือ มันเป็นสกิลระดับสูงที่สามารถเติบโตได้
แต่ข้อเสียที่ทำให้มันดูไร้ประโยชน์ก็คือ การเติบโตของมันแลกมาด้วยการต้องแบกรับความเสียหายในระดับที่ใกล้เคียงกับความตาย และทุกครั้งที่จำนวนครั้งเพิ่มขึ้นหนึ่งหลัก มันก็จะเติบโตขึ้นหนึ่งขั้น
ในอดีต ผู้คิดค้นสกิลนี้สามารถทำให้สกิลวิวัฒนาการได้เพียงแค่สองครั้ง แต่ด้วยสกิลร้อยหลอมที่วิวัฒนาการสองครั้งนั้น สัตว์อสูรของเขากลับมีร่างกายที่แข็งแกร่งทัดเทียมกับเผ่าพันธุ์มังกรแท้จริง
ทว่าซิวกลับตายไปถึง 10,000 ครั้งหลังจากได้รับสกิลร้อยหลอมมา ในระหว่างกระบวนการนี้ สกิลร้อยหลอมไม่เพียงแต่ดูดซับความเสียหายจากสายฟ้า แต่ยังดูดซับพลังงานลึกลับที่ช่วยให้ซิวฟื้นคืนชีพครั้งแล้วครั้งเล่าเข้าไปด้วย
ตอนนี้ผลลัพธ์การดูดซับของสกิลร้อยหลอม ไม่เพียงแต่จะพุ่งสูงถึงระดับสิบเปอร์เซ็นต์อันน่าสะพรึงกลัวเท่านั้น แต่มันยังเพิ่มคุณสมบัติใหม่เข้ามาอีก นั่นคือสามารถเพิ่มความต้านทานต่อความเสียหายทางธาตุได้ ซึ่งขีดจำกัดสูงสุดในตอนนี้ก็คือสิบเปอร์เซ็นต์เช่นกัน
แต่อย่าได้ดูถูกตัวเลขสิบเปอร์เซ็นต์นี้เด็ดขาด ค่าความต้านทานเป็นค่าสถานะที่เพิ่มยากมาก เพราะมันจะไปลดทอนความเสียหายตามเปอร์เซ็นต์ของธาตุนั้นๆ
สมมติว่าซิวมีความต้านทานสายฟ้าสิบเปอร์เซ็นต์ ไม่ว่าจะเป็นสกิลสายฟ้าระดับต่ำหรือสกิลสายฟ้าระดับสุดยอด เมื่อโจมตีโดนตัวมัน ความเสียหายจะเหลือเพียงแค่เก้าส่วนเท่านั้น ประสิทธิภาพของค่าความต้านทานนี้มันช่างทรงพลังต่างกันราวฟ้ากับเหว
ลู่หลีจ้องมองเครื่องมือสื่อสารในมือ เวลาสิบนาทีที่เสวี่ยอิงขอไว้ ตอนนี้เหลือเวลาอีกไม่ถึงหนึ่งนาที ทว่าในขณะที่ลู่หลีเตรียมตัวจะเคลื่อนย้ายร่างของซิวออกมา เขากลับสัมผัสได้ถึงพลังงานมหาศาลสายหนึ่งที่พุ่งทะลักเข้าสู่ร่างกาย มันเริ่มหล่อเลี้ยงร่างกายและจิตวิญญาณของเขา
ความรู้สึกนี้เหมือนกับตอนที่เสวี่ยอิงทะลวงระดับไม่มีผิดเพี้ยน แต่ลู่หลีไม่ได้หลงระเริงไปกับความรู้สึกสบายตัวนี้แม้แต่น้อย เขารีบเคลื่อนย้ายร่างของซิวออกมาทันที
ทันทีที่ซิวถูกดึงตัวออกมา มันก็หมดสติไปทันที สภาวะเนรมิตฝันคลายออก ขนเส้นเล็กบนหัวงอกกลับคืนมาอย่างรวดเร็ว แถมยังสั่นดุ๊กดิ๊กไปมา ราวกับกำลังโห่ร้องยินดีให้กับการทะลวงระดับเหนือธรรมชาติของซิว
เนื่องจากในร่างกายของซิวไม่มีพลังงานธาตุไหลเวียนอยู่เลย เสวี่ยอิงจึงไม่สามารถแยกแยะได้ในทันทีว่าซิวทะลวงระดับได้สำเร็จหรือไม่ มันทำได้เพียงค่อยๆ ช้อนตามองลู่หลีอย่างระมัดระวัง แล้วถามด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
"อิง?" ซิว... ทะลวงระดับแล้วใช่ไหม?
ลู่หลีระบายยิ้มกว้างบนใบหน้า เขาพยักหน้ารับ "ทะลวงแล้วล่ะ!"
"อิง!" ดีใจจังเลย! เย้! (^o^)/~
เสวี่ยอิงกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ แต่พอเหลือบไปเห็นซิวที่นอนสลบไสลไม่ได้สติอยู่ข้างๆ มันก็ค่อยๆ วางเท้าลงอย่างแผ่วเบา "อิง" ลู่หลี พวกเราพาซิวออกไปพักผ่อนข้างนอกกันเถอะ
"ไม่ต้องรีบหรอก พาไปแช่ในหยาดทิพย์จิตวิญญาณก่อนดีกว่า ถึงแม้ว่าพอขึ้นระดับเหนือธรรมชาติแล้วประสิทธิภาพมันจะลดลงไปเยอะ แต่ก็น่าจะยังพอช่วยได้บ้าง"
คราวนี้มีแค่เจ้าตัวเล็กซิวตัวเดียวที่ได้ลงไปแช่ในสระ ลู่หลีกับเสวี่ยอิงยืนเฝ้าอยู่ข้างๆ ไม่ห่าง จนกระทั่งพลังจิตของลู่หลีถูกสูบไปจนเกือบหมด เขาถึงได้พาซิวออกมาและวางมันลงบนหมอนของเขาเอง
ซิวเหมือนจะได้กลิ่นคุ้นเคยของลู่หลี ร่างกายที่เคยกดเกร็งก็ค่อยๆ ผ่อนคลายลง มันนอนหงายแผ่หลาหลับสนิทอยู่บนนั้น แถมยังแอบกระตุกขาเตะอากาศเป็นพักๆ...
เช้าวันรุ่งขึ้น เหยียนเหล่ยรีบมาหาลู่หลีแต่เช้า วันนี้เป็นวันที่พวกเขานัดกันมาตรวจเช็คบัญชี และวางแผนจำนวนภารกิจเพาะพันธุ์อสูรในสัปดาห์ถัดไป
"สัปดาห์นี้เรารับงานเพาะพันธุ์มาทั้งหมด 7 งาน เป็นระดับต่ำสามงาน ระดับสูงสี่งาน รวมเป็น 230 คะแนน ฉันได้ส่วนแบ่ง 69 คะแนน ส่วนนายได้ 161 คะแนน ลองดูสิว่ามีตรงไหนผิดพลาดหรือเปล่า?" เหยียนเหล่ยยื่นสมุดจดเล่มเล็กให้ลู่หลี
ลู่หลีรับมาดูผ่านๆ ตาก็ปิดสมุดลงพร้อมกับยิ้มบางๆ "ไม่มีปัญหาครับ สัปดาห์หน้ารุ่นพี่รับงานมาได้เลยสิบงาน พอดีผมมีเรียนไม่ค่อยเยอะ"
ด้วยความจำระดับลู่หลีในตอนนี้ เขาไม่จำเป็นต้องเปิดดูด้วยซ้ำ ตอนที่เหยียนเหล่ยพูดตัวเลขออกมา ลู่หลีก็รู้แล้วว่าไม่มีอะไรผิดพลาด
"สุดยอดไปเลย!" เหยียนเหล่ยยิ้มหน้าบาน เริ่มคำนวณคะแนนที่ตัวเองจะได้ในใจอย่างมีความสุข
ลู่หลีเห็นแบบนั้นก็หัวเราะเบาๆ สัปดาห์นี้เขาร่วมงานกับเหยียนเหล่ยได้อย่างราบรื่นมาก นอกจากเรื่องเพาะพันธุ์อสูรแล้ว เรื่องจุกจิกอื่นๆ เหยียนเหล่ยจัดการให้เบ็ดเสร็จอย่างไร้ที่ติ ลู่หลีไม่ต้องมานั่งปวดหัวเลยสักนิด
ประกอบกับตอนนี้เขาก็ไม่ได้เดือดร้อนเรื่องคะแนนแล้ว เขาจึงตั้งใจจะปรับสัดส่วนแบ่งรายได้ใหม่
"รุ่นพี่เหยียนเหล่ย ผมว่าพวกเราน่าจะปรับสัดส่วนการแบ่งรายได้ใหม่กันสักหน่อยนะครับ"
พอได้ยินคำพูดนั้น รอยยิ้มของเหยียนเหล่ยก็แข็งค้างไปทันที แม้ว่าการร่วมงานกับลู่หลีจะทำให้เขาหาคะแนนได้เร็วกว่าและสบายกว่าตอนรับงานเองตั้งเยอะ แต่มันก็ยังห่างไกลจากเป้าหมายที่เขาต้องการจะแลกทรัพยากรอยู่ดี
แก่นศิลานั่นราคาตั้ง 3,000 คะแนนเชียวนะ! เขาเก็บหอมรอมริบมาตั้งนานเพิ่งจะมีแค่ 1,989 คะแนน ถ้ารวมกับส่วนแบ่งคราวนี้อีก 69 คะแนน ก็เพิ่งจะได้ 2,058 คะแนน ต่อให้หลังจากนี้เขาหาได้สัปดาห์ละ 70 คะแนน เขาก็ยังต้องใช้เวลาอีกตั้งสามเดือนกว่าจะเก็บคะแนนได้ครบ
หากสัดส่วนแบ่งรายได้ลดลงไปอีก ระยะเวลาที่ต้องรอก็จะยิ่งถูกยืดออกไป แต่เหยียนเหล่ยก็พอจะเข้าใจเหตุผลอยู่ ในเมื่อลู่หลีเป็นคนมีฝีมือของจริง แถมตอนนี้ก็เริ่มมีชื่อเสียงในหมู่คนรู้จักแล้ว สัปดาห์ที่ผ่านมายังมีคนมาดักรอขอใช้บริการลู่หลีผ่านเขาเลยด้วยซ้ำ พูดกันตามตรง ถ้าลู่หลีคิดจะเขี่ยเขาทิ้งแล้วไปทำเองคนเดียวก็ทำได้สบายๆ
การที่ลู่หลียังยอมร่วมงานกับเขาอยู่ก็ถือว่าให้เกียรติมากแล้ว เหยียนเหล่ยได้แต่ก้มหน้ารับชะตากรรม ฝืนยิ้มแห้งๆ แล้วถามออกไป "งั้น... น้องลู่หลีคิดว่าจะปรับเป็นเท่าไหร่ดีล่ะ? แปดต่อสอง? หรือว่าเก้าต่อหนึ่ง?"
[จบแล้ว]