- หน้าแรก
- บันทึกอสูรบรรพกาล: ปั้นกวางพิการสู่เทพอสูร
- บทที่ 100 - บั๊ก บั๊ก แล้วก็บั๊ก
บทที่ 100 - บั๊ก บั๊ก แล้วก็บั๊ก
บทที่ 100 - บั๊ก บั๊ก แล้วก็บั๊ก
บทที่ 100 - บั๊ก บั๊ก แล้วก็บั๊ก
ซิวในครั้งนี้ดูว่านอนสอนง่ายขึ้นเยอะ มันเริ่มปรับตัวตั้งแต่ชั้นที่เก้า ค่อยๆ เดินไปข้างหน้าทีละก้าว แถมพอเดินไปได้สองสามก้าวก็ต้องหันกลับมามองลู่หลีทีหนึ่ง เหมือนจะบอกว่า 'ข้าแค่เดินมานิดเดียวเองนะ เห็นไหมว่าข้ายังไหวสบายมาก' ท่าทางเหมือนกลัวว่าลู่หลีจะให้เสวี่ยอิงลากมันกลับไปอีก
ลู่หลีเห็นแบบนั้นก็หัวเราะส่ายหน้า บางทีเจ้านกตัวนี้มันก็ซื่อบื้อได้น่ารักดีเหมือนกัน จากนั้นลู่หลีก็หันไปสนใจเสวี่ยอิงแทน
ยัยกวางนี่อู้ชัดๆ! ขนาดซิวที่เพิ่งอยู่ระดับปลุกพลังขั้นแปดยังไปนั่งฝึกอยู่ชั้นที่แปดได้อย่างปลอดภัย แต่เสวี่ยอิงกลับเดินเตาะแตะไปมาอยู่แค่ชั้นที่เก้า ความสนใจของมันพุ่งเป้าไปที่สัตว์อสูรตัวอื่นๆ ซะหมด
มันวิ่งไปด้อมๆ มองๆ สัตว์อสูรตัวนั้นทีตัวนี้ที จ้องมองด้วยความอยากรู้อยากเห็นอยู่พักหนึ่ง แล้วก็เดินเตาะแตะจากไปเงียบๆ ทำเอาสัตว์อสูรหลายตัวเสียสมาธิไปกับความน่ารักของมัน จนเผลอคลายสกิลป้องกันและโดนกลิ่นอายความคมกริบบาดเอา
ก็แหงล่ะ จู่ๆ มีลูกกวางน้อยสีขาวหน้าตาน่ารักน่าชังมายืนจ้องอยู่ข้างๆ สัตว์อสูรตัวไหนจะห้ามใจไม่ให้หันไปมองได้ล่ะ
บรรดาผู้ควบคุมอสูรต่างพากันหน้าดำคร่ำเครียด แต่ก็พูดอะไรไม่ออก จะด่ากวางน้อยก็ไม่ได้เพราะมันก็แค่เดินมาดู ไม่ได้ส่งเสียงรบกวนอะไร จะด่าสัตว์อสูรตัวเองที่ไม่มีสมาธิก็พูดไม่ออกเต็มปาก เพราะพวกเขานี่แหละที่เป็นคนหันไปมองมันเป็นคนแรก! และในเมื่อไม่มีใครกล้าโทษลูกกวางน้อยแสนน่ารัก งั้นความผิดทั้งหมดนี้ก็ต้องตกไปอยู่ที่ผู้ควบคุมอสูรของมันนั่นแหละ!
ลู่หลีขนลุกซู่ สัมผัสได้ถึงสายตาอาฆาตมาดร้ายที่ส่งตรงมาจากคนรอบข้าง เขาชักจะสงสัยแล้วว่าเสวี่ยอิงมันแอบไปมีสกิลดูดซับอารมณ์ด้านลบเพื่อเพิ่มพลังตั้งแต่เมื่อไหร่ ไม่งั้นมันจะวิ่งวุ่นไปทั่วทำไม? คงไม่ได้กำลังแอบก๊อบปี้สกิลของสัตว์อสูรตัวอื่นอยู่หรอกนะ?
ไม่นานนัก สัตว์อสูรในโซนทดสอบธาตุทองก็โดนเสวี่ยอิงป่วนจนครบทุกตัว มันวิ่งกลับมาหาลู่หลีด้วยใบหน้าอิ่มเอมใจ ชูคอขึ้นมองลู่หลีอย่างภาคภูมิใจ
"อิง!" ลู่หลีๆ เสวี่ยอิงเจอความลับอะไรบางอย่างล่ะ!
ลู่หลีได้ยินแบบนั้นก็เลิกคิ้วขึ้นด้วยความสนใจ แต่พอได้ฟังเสวี่ยอิงอธิบายจบ ลู่หลีก็ถึงกับอ้าปากค้าง! เสวี่ยอิงแค่อาศัยการสังเกตสัตว์อสูรตัวอื่นตอนใช้สกิลธาตุทองต้านทานกับกลิ่นอายความคมกริบ แล้วมันก็ดันไปค้นพบบั๊กของบททดสอบนี้เข้าให้!
ปกติเวลาอยู่ในมิติเร้นลับปฐมภูมิ เสวี่ยอิงก็มักจะชอบไปเดินจับผิดหาบั๊กในด่านทดสอบที่ลู่หลีเป็นคนสร้างอยู่แล้ว ถึงจะไม่ค่อยเจอบั๊กจริงๆ แต่การฝึกแบบนั้นก็ทำให้เสวี่ยอิงมีทักษะการสังเกตที่เฉียบขาดระดับเทพ แค่เดินดูรอบเดียว มันก็มองออกว่ากลิ่นอายความคมกริบพวกนี้คือธาตุที่บริสุทธิ์มากๆ และยิ่งสัตว์อสูรใช้สกิลธาตุทองที่มีความถี่เข้าใกล้กับกลิ่นอายความคมกริบมากเท่าไหร่ แรงกดดันที่ได้รับก็จะยิ่งน้อยลงเท่านั้น
พูดง่ายๆ ก็คือ บททดสอบนี้มันเป็นการบังคับให้สัตว์อสูร 'ปรับตัวแบบรับแรงกระแทก' และถ้าสัตว์อสูรตัวไหนเดินเข้าไปถึงจุดศูนย์กลางได้ ก็แปลว่าอย่างน้อยๆ สัตว์อสูรตัวนั้นจะมีสกิลที่ถูกขัดเกลาจนพัฒนาไปถึงระดับ 'เชี่ยวชาญ' ได้แน่นอน!
แต่บั๊กที่เสวี่ยอิงค้นพบก็คือ มันสามารถใช้พลังงานธรรมชาติดึงดูดธาตุทอง แล้วสร้างธาตุทองที่ 'จำลอง' ความถี่ให้เหมือนกับกลิ่นอายความคมกริบเป๊ะๆ ได้! ถึงมันจะเป็นแค่การเลียนแบบเปลือกนอกและไม่มีพลังโจมตีอะไรเลย แต่นี่คือการ 'ปรับตัวแบบลัดขั้นตอน' ชัดๆ!
เปรียบเทียบง่ายๆ ก็เหมือนการไขกุญแจ สัตว์อสูรตัวอื่นเป็นแค่เศษเหล็กที่ต้องทนเจ็บปวดโดนตะไบถูไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเป็นรูปดอกกุญแจ แต่เสวี่ยอิงใช้วิธีแปลงร่างตัวเองให้เป็นดอกกุญแจที่ไขแม่กุญแจดอกนี้ได้ตั้งแต่แรกเลย!
ถึงจะไม่รู้ว่าเสวี่ยอิงจะสคิปด่านไปได้ไกลแค่ไหน หรือจะเนียนรับของรางวัลได้ไหม แต่ที่แน่ๆ ยัยกวางนี่มันค้นพบ 'สูตรโกงสคิปด่าน' เข้าให้แล้ว! เขาล่ะเชื่อเลยที่โบราณว่าไว้ ความขี้เกียจคือบ่อเกิดของนวัตกรรม ไม่คิดเลยว่าความขี้เกียจของเสวี่ยอิงจะอัปเกรดไปถึงขั้นนี้แล้ว เล่นแหกกฎบททดสอบตั้งแต่เริ่มเกม เอาความรู้และสกิลที่มีมาประยุกต์ใช้แบบพลิกแพลงสุดๆ
ลู่หลีปรายตามองสัตว์อสูรตัวอื่นๆ ที่กำลังทนรับความทรมานอย่างยากลำบาก เพื่อไม่ให้เป็นที่แตกตื่นจนเกินไป ลู่หลีลูบหัวเสวี่ยอิงเบาๆ แล้วกระซิบ
"เดี๋ยวเรารอให้ตกดึกไม่มีคนก่อน แล้วค่อยแอบมาลองดูกันนะ"
พอลู่หลีพูดแบบนั้น เสวี่ยอิงก็ยิ้มแป้น เริงร่าสุดๆ ดีใจจัง! จะได้อู้งานอีกแล้ว!
ตกดึก
หลังจากนักศึกษาคนอื่นๆ พาสัตว์อสูรที่เหนื่อยล้ากลับไปพักผ่อนที่หอพักกันหมด ลู่หลีก็ทำตัวลับๆ ล่อๆ พาเสวี่ยอิงและซิวแอบกลับมาที่สนามทดสอบธาตุทองอีกครั้ง
"เอาล่ะ เสวี่ยอิง เริ่มโชว์ได้เลย"
"อิง!" เสวี่ยอิงพยักหน้ารับคำอย่างจริงจัง พริบตาเดียวกลิ่นอายรอบตัวมันก็เปลี่ยนไป สัมผัสได้ถึงความคมกริบแผ่ซ่านออกมา อย่างน้อยในมุมมองของลู่หลี กลิ่นอายของเสวี่ยอิงในตอนนี้ก็กลมกลืนไปกับกลิ่นอายความคมกริบของอาวุธรอบๆ ตัวได้อย่างแนบเนียน
เสวี่ยอิงก้าวเท้าเดินไปข้างหน้าอย่างช้าๆ หัวใจของลู่หลีเต้นตึกตักลุ้นระทึกตามจังหวะการก้าวเดินของมัน ผ่านชั้นที่แปด... เจ็ด... หก... ฝีเท้าของเสวี่ยอิงไม่มีสะดุดเลยสักนิด สีหน้าก็ดูชิลสุดๆ ไม่มีวี่แววของความเจ็บปวดทรมานใดๆ มันเดินฉลุยทะลุเข้าไปราวกับหยดน้ำที่หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับมหาสมุทร
จนกระทั่งมันเดินผ่านชั้นที่สี่ และกำลังจะก้าวเข้าสู่ชั้นที่สาม จู่ๆ เสวี่ยอิงก็เบิกตากว้างด้วยความตกใจ ขาที่กำลังจะก้าวออกไปถูกดึงกลับมาอยู่ที่เดิมราวกับโดนสปริงดีด มันรู้สึกเหมือนมีกำแพงที่มองไม่เห็นขวางกั้นไม่ให้เดินต่อ
ความรู้สึกนี้ก็เหมือนตอนที่คุณยอมจ่ายเงินสมัครแพ็กเกจพรีเมียม กะจะนอนดูซีรีส์ฟินๆ ยันเช้า แต่พอดูไปได้ครึ่งเรื่อง จู่ๆ ระบบก็เด้งเตือนว่า 'กรุณาอัปเกรดเป็นแพ็กเกจวีวีไอพีเพื่อรับชมตอนต่อไป' อะไรทำนองนั้นแหละ
เสวี่ยอิงลองก้าวเข้าชั้นที่สามอยู่หลายรอบ แต่ก็ก้าวข้ามไปไม่ได้แม้แต่ก้าวเดียว มันหันกลับมาทำหน้ามุ่ยเบะปากใส่ลู่หลีอย่างน่าสงสาร
ลู่หลีกวักมือเรียกพลางยิ้มขำๆ "โซนข้างหน้านั้น เอาไว้พรุ่งนี้ค่อยมาสำรวจต่อเถอะ วันนี้แกจำกลิ่นอายความคมกริบตรงรอยต่อนี้ไว้ก็พอแล้ว" ลู่หลีไม่รีบร้อนเลยสักนิด การฝึกรด. ครั้งนี้มีเวลาให้ตั้งสามสิบวัน ถือว่าเหลือเฟือสุดๆ แถมตอนนี้พวกเขาก็สคิปนำหน้าชาวบ้านเขาไปไกลลิบแล้วด้วย
เสวี่ยอิงพยักหน้าอย่างเสียไม่ได้ มันตั้งใจจดจำคลื่นความถี่ของกลิ่นอายความคมกริบในชั้นที่สามเอาไว้ กะว่าพอกลับไปถึงมิติเร้นลับปฐมภูมิ จะลองสร้างมันขึ้นมาแล้ววิจัยหาวิธีแหกบั๊กต่อ
ลู่หลีไม่ได้กะจะกลับไปนอนที่หอพัก เขาพาสองก้อนขนวาร์ปกลับเข้าไปในมิติเร้นลับปฐมภูมิ แล้วโยนพวกมันลงไปแช่ในสระหยาดทิพย์จิตวิญญาณเพื่อฟื้นฟูร่างกายที่เหนื่อยล้าทันที
เอาจริงๆ คงไม่มีสัตว์อสูรตัวไหนในโลกนี้ที่จะโชคดีได้นอนแช่หยาดทิพย์จิตวิญญาณเป็นว่าเล่นเหมือนเสวี่ยอิงกับซิวอีกแล้ว ถึงแม้ตอนนี้จะยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพอะไรที่ชัดเจน แต่ลู่หลีเชื่อมั่นว่า ถ้าตำนานนั่นเป็นเรื่องจริง เสวี่ยอิงกับซิวจะต้องทำให้ตำนานนั่นประจักษ์แก่สายตาชาวโลกได้แน่นอน
เช้าวันต่อมา ลู่หลีเดินออกมาจากมิติเร้นลับปฐมภูมิด้วยสภาพหน้าตายับเยิน คิดไปคิดมาเขาก็รู้สึกว่าไม่ควรปล่อยให้เวลาหนึ่งเดือนนี้เสียไปเปล่าๆ การส่งสำรวจแดนลับยังไงก็ต้องทำอย่างต่อเนื่อง และผลลัพธ์ที่ตามมาก็คือพลังจิตของเขาถูกสูบไปจนแทบเกลี้ยงหลอด
ตอนนี้เขาโคตรจะคิดถึงค่ายฝึกสีแดงสุดๆ แว่วเสียงของอาจารย์จี้ดังขึ้นมาในหัวเลยว่า 'อ้อใช่ ฉันเป็นคนเลือกค่ายสีแดงให้พวกนายเอง เชื่อฉันเถอะ ต่อไปพวกนายจะต้องหลงรักมัน'
ตอนนี้เขาอยากเห็นอะไรแดงๆ ขึ้นมาจับใจเลยจริงๆ "จำได้ว่าฉันมีเสื้อลายดอกไม้สีแดงอยู่นี่หว่า พรุ่งนี้ใส่ตัวนั้นดีกว่า เผื่อพลังจิตจะฟื้นเร็วขึ้นบ้าง"
พอเดินมาถึงลานกว้าง ลู่หลีก็พบว่าเพื่อนคนอื่นๆ ก็มีสภาพไม่ต่างกัน หน้าตาแต่ละคนห่อเหี่ยวเหมือนมะเขือม่วงโดนน้ำค้างแข็งไม่มีผิด
"ทำไงดีวะเนี่ย ลิงไฟของฉันเดินแช่อยู่แค่ชั้นนอกสุดยังหอบแดกเลย มีเวลาแค่เดือนเดียว ชาตินี้จะเดินไปถึงตรงกลางเพื่อรับรางวัลได้ไหมเนี่ย"
"เออ ของฉันก็เหมือนกัน เต่าวารีของฉันยืนสู้คลื่นได้แป๊บเดียวก็โดนซัดกระเด็นตกลงมาละ อย่าว่าแต่เดินไปข้างหน้าเลย แค่ยืนให้อยู่ยังยาก..."
"เฮ้อ... ตอนแรกนึกว่าเป็นสวัสดิการแจกฟรี ที่ไหนได้ นี่มันนรกชัดๆ! ถ้าพวกเราปั้นสัตว์อสูรให้ขึ้นระดับเหนือธรรมชาติไม่ได้ อาจารย์ชวีจิ้งเหลียงคงไม่ขังพวกเราไว้ในนี้ตลอดไปจริงๆ หรอกนะ?"
"ไม่น่าจะหรอกมั้ง อย่าเพิ่งถอดใจดิ ในเมื่อทางมหาลัยให้เวลาตั้งเดือนนึง มันก็ต้องทำได้สิวะ แค่พวกเราอาจจะยังหาวิธีที่ถูกต้องไม่เจอแค่นั้นเอง"
ลู่หลีมองดูเฟรชชี่ที่เริ่มจับกลุ่มคุยกันอย่างออกรส ก็เข้าใจจุดประสงค์ที่แท้จริงของการฝึกรด. ครั้งนี้ทะลุปรุโปร่ง นี่มันคือการจับเด็กใหม่มาโยนลงหม้อต้ม ให้เผชิญหน้ากับความล้มเหลว แล้วบีบให้พวกเขาต้องพูดคุย ปรึกษาหารือ และช่วยกันหาทางออก เพื่อละลายพฤติกรรมและสร้างความสามัคคีในรุ่นนี่เอง
ต้องยอมรับเลยว่าเป็นกุศโลบายที่แยบยลมาก... แต่บังเอิญว่าเขาคงไม่ได้ใช้ประโยชน์จากระบบนี้สักเท่าไหร่
ช่วงกลางวัน ลู่หลีปล่อยให้ซิวฝึกฝนไปสักพัก จากนั้นก็พาทั้งสองตัวกลับไปนอนตีพุงพักผ่อน
พอตกดึก ลู่หลีก็แอบกลับมาที่สนามทดสอบอีกครั้ง คราวนี้เสวี่ยอิงก้าวเดินฉับๆ ด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม! เพราะเมื่อคืนมันแอบไปจำลองกลิ่นอายความคมกริบของสนามทดสอบนี้ไว้ในมิติเร้นลับ แล้วก็ทดลองปรับแต่งกลิ่นอายจำลองของตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนสมบูรณ์แบบ
และในครั้งนี้ เสวี่ยอิงก็สามารถเดินทะลุกำแพงที่มองไม่เห็นของชั้นที่สามเข้าไปได้อย่างสบายๆ ตามด้วยชั้นที่สอง และชั้นที่หนึ่ง แม้จะเริ่มรู้สึกหนักอึ้งเหมือนมีใครมาดันหลังให้เดินออกไป แต่เสวี่ยอิงก็ฝืนเดินเข้าไปจนถึงจุดศูนย์กลางได้สำเร็จ!
ทันทีที่เหยียบลงบนจุดศูนย์กลาง มวลธาตุทองที่เข้มข้นมหาศาลก็เริ่มปั่นป่วนและพุ่งทะลักเข้าสู่ร่างกายของเสวี่ยอิง นี่คือกลไกการแจกรางวัลของมิติโบราณสถานแห่งนี้ ธาตุทองเหล่านี้บริสุทธิ์และอ่อนโยนมาก ทำให้สัตว์อสูรดูดซับมันได้อย่างง่ายดาย
เสวี่ยอิงหลับตาพริ้ม ดูดซับมวลธาตุทองที่หลั่งไหลเข้ามาอย่างตะกละตะกลาม มันส่งเสียงครางฮือในคอด้วยความฟิน ระหว่างกระบวนการนี้ เสวี่ยอิงรู้สึกได้เลยว่าความสามารถในการควบคุมธาตุทองของมันกำลังเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ
ซิวที่ยืนรออยู่ตรงชั้นที่หก มองดูเสวี่ยอิงดูดซับธาตุทองด้วยสายตาอิจฉาตาร้อน ถ้าได้ไปนั่งฝึกอยู่ตรงนั้น มันต้องพัฒนาแบบก้าวกระโดดแน่ๆ!
ครึ่งชั่วโมงผ่านไปไวเหมือนโกหก การหลั่งไหลของธาตุทองหยุดลงกะทันหัน เสวี่ยอิงลืมตาขึ้นมาทำหน้าเสียดาย มันยังรับไหวอยู่นะ ทำไมถึงหยุดแจกซะล่ะ? เพิ่งจะผ่านไปแค่ครึ่งชั่วโมงเอง!
"จี้!" ซิวเห็นเสวี่ยอิงฝึกเสร็จ ก็รีบส่งเสียงร้องประท้วง มันจะขอเกาะขาเสวี่ยอิงไปด้วย! มันเล็งที่นั่งตรงกลางลานนั่นมาตั้งนานแล้ว! ส่วนเรื่องการขัดเกลาร่างกายน่ะเหรอ... โธ่เอ๊ย! ขึ้นรถก่อนค่อยจ่ายตั๋วทีหลังก็ได้ ไว้ค่อยกลับมาฝึกทีหลังก็ยังไม่สาย!
ลู่หลีเห็นภาพนั้นก็หัวเราะออกมา
"เสวี่ยอิง แกให้ซิวขี่หลัง แล้วลองใช้กลิ่นอายความคมกริบห่อหุ้มตัวพวกแกสองคนไว้ดูสิ เผื่อจะพามันเข้าไปได้ด้วย"
เสวี่ยอิงพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย มันวิ่งเตาะแตะกลับมาหาซิวที่ชั้นหก รอจนซิวบินขึ้นมาเกาะบนหลัง มันก็แผ่กลิ่นอายความคมกริบที่จำลองขึ้นมาคลุมร่างของซิวเอาไว้ด้วย และเพราะมันเคยเดินเข้าไปถึงข้างในสุดมาแล้วครั้งหนึ่ง มันเลยถือโอกาสปรับแต่งกลิ่นอายสำหรับชั้นที่หนึ่งและสองให้เนียนขึ้นไปอีก การแบกซิวเข้าไปด้วยในครั้งนี้เลยเดินชิลกว่ารอบแรกซะอีก!
และเมื่อทั้งสองก้อนขนเหยียบลงบนจุดศูนย์กลาง มวลธาตุทองก็เริ่มปั่นป่วนอีกครั้ง! คราวนี้มันแจกธาตุทองแบบเบิ้ลสองสาย พุ่งทะลักเข้าสู่ร่างกายของสองสัตว์อสูรอย่างเท่าเทียมกัน!
ลู่หลีเห็นฉากนี้ก็เลิกคิ้วขึ้น มุมปากกระตุกเป็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์
"นี่ผู้สร้างกฎของมิติโบราณสถานแห่งนี้ทำงานประสาอะไรเนี่ย นอกจากจะมีบั๊กให้มุดแล้ว ยังปล่อยให้ฟาร์มของรางวัลซ้ำได้อีก งั้นฉันก็ขอรับไว้ด้วยความเต็มใจเลยแล้วกัน"
[จบแล้ว]