- หน้าแรก
- ปลุกมังกรชั่วร้ายระดับ เอส เอส เอส ออกจากคุก
- บทที่ 9 พี่ใหญ่แห่งวงการสังคม
บทที่ 9 พี่ใหญ่แห่งวงการสังคม
บทที่ 9 พี่ใหญ่แห่งวงการสังคม
สวีอิงรีบไปเปิดประตู ผู้ที่ยืนอยู่คือหญิงสาวผมยาวสลวย แต่งกายเซ็กซี่เย้ายวน ดูจากอายุน่าจะประมาณยี่สิบสี่ยี่สิบห้าปี
"มีอะไรเหรอ? เสี่ยวโม่เกิดเรื่องอะไรขึ้น?"
"คุณป้าคะ เสี่ยวโม่เผลอทำแจกันในร้านแตก ผู้จัดการบอกว่าถ้าไม่ชดใช้เงินก็จะไม่ยอมปล่อยตัวค่ะ"
เฟยเฟยเอ่ยด้วยความร้อนรน
"แจกันใบเดียวจะสักกี่เงินกันเชียว ผู้จัดการของพวกเธอถึงกับต้องทำขนาดนี้เลยเหรอ?"
หลินเว่ยตงรู้สึกว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่
"น้าหลินคะ แจกันใบนั้นดูเหมือนจะเป็นของเก่า ได้ยินว่าราคาตั้งสามล้านหยวนค่ะ"
เฟยเฟยชูนิ้วขึ้นมาสามนิ้ว
"เท่าไหร่นะ? สามล้านหยวน?"
หลินเว่ยตงถึงกับอึ้งไปทันที
ที่บ้านจะไปมีเงินมากมายขนาดนั้นได้ยังไง นอกเสียจากว่าจะขายบ้านบรรพบุรุษ
"ลุงครับ ไม่ต้องกังวล เดี๋ยวผมไปดูเอง"
หลินชวน หันไปมองเฟยเฟย: "เงินน่ะผมมี คนอยู่ที่ไหน?"
"นายมีสามล้านเหรอ?"
เฟยเฟยสำรวจเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า เห็นสวมเสื้อผ้าตามตลาดนัด ดูปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นพวกชนชั้นล่างของสังคม "ผู้จัดการของเราไม่ใช่คนที่จะล่วงเกินได้ง่ายๆ นะ ถ้าเกิดนายไม่มีเงินจ่าย ผลที่ตามมามันร้ายแรงมาก"
"วางใจเถอะ ผมจ่ายไหว"
เขาเพิ่งจะได้เงินสามล้านหยวนมาจากเฉาต้าหัวพอดี เงินก้อนนี้คงได้ใช้งานแล้วสินะ
ครึ่งชั่วโมงต่อมา ณ วังมรกต
หลินชวนลงจากรถแล้วมองไปรอบๆ พลางขมวดคิ้วถาม: "โม่โม่ทำงานที่นี่เหรอ?"
"ใช่ค่ะ เธอเป็นแค่พนักงานเสิร์ฟ"
เฟยเฟยพยักหน้า
ที่นี่เป็นคลับสโมสรบันเทิงระดับหรู พนักงานเสิร์ฟแม้จะไม่ถึงขั้นขายเรือนร่าง แต่ทุกวันต้องเผชิญหน้ากับผู้ชายที่ประสงค์ร้ายและต้องปั้นหน้ายิ้มอย่างมืออาชีพ
อดีตคุณหนูผู้สูงศักดิ์ เมื่อถูกบีบคั้นด้วยการใช้ชีวิต ก็จำเป็นต้องก้มหัวให้แก่ความเป็นจริง
หลินชวนเดินตามเธอเข้าไปในคลับ มุ่งหน้าไปยังห้องทำงานชั้นสาม
ในห้องมีคนอยู่หกคน ชายสวมสูทคนหนึ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้ทำงานของเจ้าของร้าน ผมแสกกลางสวมแว่นตา ดูภายนอกเหมือนผู้ดีมีความรู้ แต่แววตากลับฉายแววเจ้าเล่ห์
หลินซูโม่นั่งอยู่บนโซฟา ท่าทางกระสับกระส่ายเหมือนเด็กที่ทำความผิด
ส่วนที่เหลืออีกสี่คนเป็นชายฉกรรจ์รูปร่างกำยำ ดูปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นฝ่ายรักษาความปลอดภัยของคลับ
"นี่คือผู้จัดการทังของเราค่ะ!"
เฟยเฟยแนะนำชายสวมสูทคนนั้น
"พี่ชวน?"
หลินซูโม่เงยหน้าขึ้นมอง ทั้งตกใจและดีใจ: "พี่กลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่คะ?"
"กลับมาได้สองสามวันแล้ว ไม่ต้องกลัวนะ มีพี่อยู่ทั้งคน"
หลินชวนลูบหัวเธอเบาๆ เพื่อปลอบโยน
"พี่คะ แจกันนั่นหนูไม่ได้ทำแตกนะคะ..."
"หุบปาก!"
ผู้จัดการทังตะคอกเสียงดัง: "ในห้องทำงานมีเธออยู่คนเดียว ถ้าไม่ใช่เธอแล้วจะเป็นใคร?"
"ผู้จัดการทัง คุณจะมาใส่ร้ายฉันไม่ได้นะ"
หลินซูโม่แทบจะร้องไห้ด้วยความอัดอั้น: "วันนี้คุณเรียกฉันมาที่ห้องทำงาน พอฉันก้าวเข้ามาก็เห็นแจกันแตกอยู่แล้ว"
"ความหมายของเธอคือ... ฉันใส่ความเธออย่างนั้นเหรอ?"
สีหน้าของผู้จัดการทังเย็นชาลง
"ฉันแค่พูดความจริง!"
หลินซูโม่เถียงอย่างไม่ยอมแพ้
หลินชวนฟังเพียงครู่เดียวก็เข้าใจทันทีว่าเรื่องนี้ไม่ธรรมดา
"ปากแข็งไปก็ไม่มีประโยชน์!"
ผู้จัดการทังโบกมือ: "ฉันดูตามข้อเท็จจริง นี่คือของเก่าสมัยราชวงศ์หมิงที่ฉันซื้อมาในราคาสามล้านหยวน เธอควรจะชดใช้เงินมาแต่โดยดี มิฉะนั้น... อย่าหาว่าฉันไม่เกรงใจ"
"อ้อ? แล้วคุณจะทำยังไงล่ะ?"
หลินชวนปรายตามองเขา
"ง่ายมาก ก็ขายตัวชดใช้หนี้สิ"
ผู้จัดการทังยิ้มชั่วร้าย: "เธอยังเด็กและสวยขนาดนี้ ต้องมีพวกคนแก่กระเป๋าหนักชอบแน่ๆ ขายแค่ไม่กี่ปีก็พอใช้หนี้แล้ว"
"ไม่เอา ไม่เอาเด็ดขาด..."
หลินซูโม่หวาดกลัวจนตัวสั่น
หลินชวนเหลือบไปเห็นเศษแจกันกองหนึ่งที่มุมห้อง
เขาเดินเข้าไปหยิบชิ้นส่วนขึ้นมาดูชิ้นหนึ่ง แล้วยิ้มออกมาอย่างดูแคลน: "ของเก่าสมัยราชวงศ์หมิงอะไรกัน แจกันใบนี้แม้แต่ของเลียนแบบยังเรียกได้ไม่เต็มปากเลย มันก็แค่ของเก๊ราคาถูก อย่างมากก็ไม่กี่ร้อยหยวน"
"แกพูดว่าอะไรนะ?"
สีหน้าของผู้จัดการทังแข็งค้าง
"อย่ามาทำไขสือ!"
หลินชวนจ้องมองเขาด้วยสายตาเย็นชา: "คุณเอาของโบราณเก๊มาคิดจะกรรโชกทรัพย์น้องสาวผมงั้นเหรอ? อีกอย่าง... แจกันใบนี้น่ะ คุณเป็นคนทำแตกเองใช่ไหม?"
"ไอ้หนู ฉันเตือนแกนะอย่าพูดจาส่งเดช"
หนังตาของผู้จัดการทังกระตุกอย่างบ้าคลั่ง: "ถ้าไม่มีปัญญาจ่ายก็ไสหัวไป ไม่มีเงินแล้วยังจะมาทำเป็นอวดเก่งอีก"
"ชดใช้เงินเหรอ?"
หลินชวนค่อยๆ เดินเข้าไปหาเขาอย่างช้าๆ: "ชดใช้ให้แม่แกสิ!"
'เพียะ!'
เขาตบหน้าอีกฝ่ายฉาดใหญ่จนแว่นตากระเด็น ผู้จัดการทังร่วงตกจากเก้าอี้ทันที
ทุกคนในที่นั้นต่างอึ้งกิมกี่ ไม่มีใครคาดคิดว่าเขาจะกล้าลงมือ
หลินซูโม่เองก็ตกใจเช่นกัน ในความทรงจำของเธอ หลินชวนคือคนซื่อๆ ที่ไม่เคยหาเรื่องใคร
"ไอ้เด็กเมื่อวานซืน แกกล้าตบฉันเหรอ?"
ผู้จัดการทังโวยวายเสียงหลง: "พวกแกยืนบื้ออยู่ทำไม? จัดการมันสิ!"
"หยุดนะ!"
ชายฉกรรจ์ทั้งสี่กำลังจะลงมือ ทว่าหญิงสาวร่างสูงโปร่งสวมชุดกระโปรงยาวสีดำคนหนึ่งเดินเข้ามา
เธอสวมรองเท้าส้นสูง กลิ่นอายความน่าเกรงขามแผ่ซ่าน ดูสง่าและสวยงามราวกับมีแสงสปอตไลท์ส่องสว่างในตัวเอง
"ไอ้หนู ใครให้ความกล้าแกมาสร้างความวุ่นวายที่ตึกมรกตแห่งนี้?"
"คุณเป็นใคร?"
หลินชวนเงยหน้าขึ้นถาม
"ตาบอดหรือไง นี่คือพี่ลี่ เจ้าของร้านของเรา"
ผู้จัดการทังรีบตะเกียกตะกายลุกขึ้นฟ้องทันที: "พี่ลี่ครับ ในที่สุดพี่ก็มา หลินซูโม่ทำของโบราณของผมแตก นอกจากจะไม่ชดใช้เงินแล้ว ยังให้นพี่ชายมาหาเรื่องทำร้ายคนอีก"
"ฉันไม่ได้ทำนะคะ!"
หลินซูโม่รีบอธิบาย: "พี่ลี่คะ แจกันใบนี้ฉันไม่ได้ทำแต..."
"หุบปาก! ยังกล้าบอกว่าไม่ได้ทำอีกเหรอ?"
ผู้จัดการทังคำราม
"แกนั่นแหละหุบปาก!"
'เพียะ!'
หลินชวนตบสวนไปอีกฉาดใหญ่ จนผู้จัดการทังหมุนคว้างอยู่กับที่แล้วล้มโครมลงไป คางเบี้ยวไปข้างหนึ่งทันที
"บังอาจ!"
หม่าลี่ทำสีหน้าเย็นชา: "ไอ้หนู กล้ามาป่าเถื่อนต่อหน้าฉันเหรอ? ฉันว่าแกคงไม่อยากเดินออกไปจากที่นี่แบบมีชีวิตแล้วล่ะ"
"ขอโทษค่ะคุณหม่า หนูผิดไปแล้วค่ะ"
หลินซูโม่รีบเอ่ยขอความเมตตา
หม่าลี่คือพี่ใหญ่ผู้กว้างขวางในสังคม มีลูกน้องในมือหลายสิบคน ตระกูลหลินในตอนนี้จะไปกล้าล่วงเกินได้อย่างไร?
"ไม่ต้องกลัว!"
หลินชวนดึงเธอมาไว้ข้างหลัง แล้วเอ่ยด้วยท่าทีไม่สะทกสะท้าน: "ผู้จัดการทังวางแผนทำร้ายน้องสาวผม จะไม่ให้โดนตบบ้างได้ยังไง..."
เขาเล่าเรื่องราวคร่าวๆ ออกมา สรุปได้ว่าผู้จัดการทังวางแผนกรรโชกทรัพย์เพื่อที่จะบีบบังคับหลินซูโม่
"แกพูดจาเพ้อเจ้อ!"
ผู้จัดการทังอุดคางตัวเองไว้: "พี่ลี่ครับ มันใส่ร้ายผม แจกันใบนั้นหลินซูโม่เป็นคนทำแตกจริงๆ"
ในเมื่อที่เกิดเหตุไม่มีพยานบุคคล กูจะยืนกรานไปจนตาย มึงจะทำอะไรกูได้?
"ผู้จัดการทัง แจกันใบนี้เป็นของเก่าของจริงหรือเปล่า?"
หม่าลี่จ้องมองเขาแล้วถาม
"จริงสิครับ ผม... ผมซื้อมาตั้งสามล้านหยวนแน่ะ"
ผู้จัดการทังตอบตะกุกตะกัก
ต่อให้พิสูจน์ได้ว่าเป็นของเก๊เขาก็ไม่กลัว อย่างมากก็แค่บอกว่าตัวเองตาถั่วดูผิดไป หลินซูโม่ก็ยังต้องชดใช้ตามราคาอยู่ดี
"เหอะ แกนี่ใจกล้าไม่เบานะ?"
หม่าลี่หัวเราะเย็น: "ดูเหมือนปกติฉันจะตามใจแกมากเกินไปหน่อยสินะ คนอยู่ข้างนอก เข้ามาหักขามันซะ"
"อะไรนะครับ?"
ผู้จัดการทังอึ้งกิมกี่
ชายฉกรรจ์สองคนเดินเข้ามา กดตัวเขาลงกับพื้นทั้งซ้ายและขวา
"อย่าครับพี่ลี่ ผมรู้ตัวว่าผิดแล้ว ผมแค่หน้ามืดตามัวไปชั่วขณะ..."
ไอ้สารเลวคนนี้เห็นหลินซูโม่สวยใสไร้เดียงสา แถมเบื้องหลังก็ไม่มีใครหนุนหลัง จึงคิดจะใช้อำนาจในมือล่วงละเมิดเธอ
เขาพยายามส่งสัญญาณหลายครั้งแต่ไม่สำเร็จ จึงเกิดความคิดชั่ววูบจงใจขุดหลุมพรางให้เธอ ถ้าไม่ยอมเล่นด้วยก็ต้องถูกกรรโชกเงิน แผนนี้นับว่าชั่วร้ายจริงๆ
ช่วงหลังๆ มานี้หม่าลี่ไม่ค่อยได้มาที่นี่ วันนี้เป็นเรื่องประจวบเหมาะ เธอโลดแล่นในสังคมมานานหลายปี ย่อมเป็นคนที่ฉลาดหลักแหลม วิเคราะห์เพียงนิดเดียวก็เข้าใจเรื่องราวทั้งหมดแล้ว
"ไสหัวไป! แกถูกไล่ออกแล้ว ไอ้เศษสวะ"
"ขอบคุณครับพี่ลี่"
ผู้จัดการทังเดินกะโผลกกะเผลกมาข้างกายหลินชวนแล้วข่มขู่: "ไอ้เด็กเปรต แกทำฉันตกงาน ฉันจะทำให้แกต้องตายอย่างอนาถ"
เขาทิ้งคำพูดอาฆาตไว้แล้วเดินจากไปด้วยความแค้นสุมอก
เมื่อเรื่องราวคลี่คลายลง หม่าลี่เอ่ยอย่างขออภัย: "ขอโทษทุกท่านด้วยนะคะ เรื่องแบบนี้จะไม่มีวันเกิดขึ้นอีกแน่นอน"
"เถ้าแก่เนี้ยครับ ช่วงนี้คุณกำลังกินยาบำรุงอยู่หรือเปล่า?"
ทันใดนั้น หลินชวนก็ถามขึ้นมาอย่างไร้ปี่ไม่มีขลุ่ย
"ใครบอกคุณ?"
หม่าลี่ชะงักไป เรื่องนี้มีเพียงเธอกับสามีเท่านั้นที่รู้
"ยานั่นรีบหยุดกินซะเถอะครับ มันไม่ให้ผลดีกับคุณหรอก อีกอย่าง..."
"ไอ้หนู อย่ามาเล่นแง่กับฉัน"
หม่าลี่หัวเราะอย่างดูแคลน: "น้องสาวคุณทำงานที่นี่ คุณเลยแอบสืบเรื่องของฉันมาใช่ไหม คิดจะอาศัยจังหวะนี้ตีสนิทกับฉัน เพื่อที่จะหาตำแหน่งบริหารให้น้องสาวงั้นเหรอ?"
"เอ๊ะ?"
หลินซูโม่ทำหน้าเหลอหลา นี่มันเรื่องอะไรกันเนี่ย?
"คุณไม่เชื่อก็ช่างเถอะ!"
หลินชวนส่ายหน้าเบาๆ: "พอคุณพบว่ามีปัญหาขึ้นมาจริงๆ ต่อให้พยายามจะรักษาก็คงไม่ทันแล้ว"
ใบหน้าของผู้หญิงคนนี้มีเงาสีเทาหม่นที่ล้างไม่ออกแฝงอยู่ และระหว่างหัวคิ้วยิ่งมีความมืดดำปกคลุม นี่คือการไปสัมผัสกับสิ่งที่ไม่สะอาดเข้าเสียแล้ว
"แกมันสามหาว..."
"พี่ลี่แย่แล้วครับ คุณชายหลิวเขาหัวใจวายตายกะทันหันครับ"
ขณะที่หม่าลี่กำลังจะอาละวาด พนักงานคนหนึ่งก็วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามา
"ใครตายกะทันหันนะ?"
หม่าลี่ยังไม่ทันตั้งตัว
"หลิวหมิงเซิน ลูกชายท่านพ่อเมืองหลิวครับ หัวใจวายตายในห้องรับรองครับ"
"อะไรนะ?"
หัวของหม่าลี่อื้ออึงไปหมด เธอรีบสับเท้าวิ่งออกไปทันที