- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นดาบ ใครถือข้าถ้าไม่เทพก็ต้องตายโหง
- บทที่ 810 - ศิษย์พี่รั่วเหยียน
บทที่ 810 - ศิษย์พี่รั่วเหยียน
บทที่ 810 - ศิษย์พี่รั่วเหยียน
บทที่ 810 - ศิษย์พี่รั่วเหยียน
ดาบศักดิ์สิทธิ์แจ้งเตือน
เติ้งอี้เฟยกระชับดาบโลหิตชาดในมือแน่นทันที สายตากวาดมองความเคลื่อนไหวรอบด้านอย่างระแวดระวัง
ไม่นานนัก ทางฝั่งขวามือของเขาก็ปรากฏร่างของผู้ฝึกยุทธ์ระดับทลายเวหาเจ็ดคน ผู้ฝึกยุทธ์ที่เป็นผู้นำมีกลิ่นอายพลังที่แข็งแกร่งดุดันอย่างยิ่ง แทบจะไม่ได้ปกปิดปิดบังอำพรางเลยแม้แต่น้อย พลังฝีมือสูสีกับปรมาจารย์เฒ่าแห่งตระกูลเสิ่นอย่างเสิ่นหมิงคุนไม่มีผิด
"เป็นเจ้าเองหรือที่ทำลายตระกูลเสิ่นจนมีสภาพเช่นนี้"
น้ำเสียงของผู้ฝึกยุทธ์ผู้นั้น แฝงไว้ด้วยท่าทีของการมาเอาเรื่องอย่างชัดเจน
"ถูกต้อง เป็นข้าเอง เจ้าเป็นใคร"
"ตระกูลจาง ข้าคือจางว่านซาน ปรมาจารย์เฒ่าแห่งตระกูลจาง" ชายชราถามด้วยความโกรธแค้น "ข้าแค่อยากจะถามเจ้าหน่อยเถอะ ตระกูลเสิ่นไปล่วงเกินเจ้าตรงไหน ถึงทำให้เจ้าต้องลงมือโหดเหี้ยมถึงเพียงนี้"
เติ้งอี้เฟยฟังจากน้ำเสียง ก็รู้ได้ทันทีว่าความสัมพันธ์ระหว่างตระกูลจางกับตระกูลเสิ่นต้องไม่ธรรมดาเป็นแน่
ความสัมพันธ์ดีแล้วจะทำไมล่ะ
เติ้งอี้เฟยเป็นคนมีเหตุผล นิยมใช้เหตุผลเข้าสยบ ใช้คุณธรรมเข้ากล่อมเกลา ดังนั้นเขาจึงเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ฟังอย่างคร่าวๆ
"ดังนั้น เพียงเพราะคนธรรมดาแค่คนเดียว เจ้าถึงกับฆ่าล้างยอดฝีมือของตระกูลเสิ่นจนหมดสิ้นเลยงั้นหรือ"
"หากเจ้าต้องการจะคิดเช่นนั้น ก็สามารถเข้าใจแบบนั้นได้"
"เจ้านี่มันบ้าไปแล้วจริงๆ มีผู้ฝึกยุทธ์ที่ไหนเขาแยกแยะความสูงต่ำของชีวิตคนไม่ออกแบบเจ้าบ้าง แค่คนธรรมดาคนเดียว ชีวิตของเขาจะไปเทียบเท่ากับผู้ฝึกยุทธ์ระดับก่อกำเนิดได้อย่างไร" จางว่านซานตวาดอย่างเกรี้ยวกราด "หากใช้มาตรฐานของเจ้าเป็นเกณฑ์ พวกตระกูลใหญ่ สำนักต่างๆ หรือแม้แต่แคว้นต่างๆ ก็สมควรถูกกวาดล้างให้สิ้นซากทั้งนั้นแหละ ผู้ฝึกยุทธ์บนโลกใบนี้ คงมีคนบริสุทธิ์เหลือนับหัวได้เลยกระมัง"
"ตัวข้านั้น ไม่เคยบังคับให้ใครมาศรัทธาในความคิดของข้าอยู่แล้ว... ส่วนพวกคนชั่วเหล่านั้น ข้าจะพยายามอย่างเต็มที่ เพื่อสังหารคนที่สมควรตายที่สุด เพื่อกวาดล้างคนที่สมควรถูกกวาดล้างที่สุดให้สิ้นซาก"
เติ้งอี้เฟยไม่เคยบังคับขู่เข็ญให้ใครมาศรัทธาในแนวคิดของเขาจริงๆ แต่หากมีใครมาล่วงละเมิดอุดมการณ์ของเขา เขาจะลงมือสังหารคนเหล่านั้นให้สิ้นซากโดยไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย
"สามารถทำลายตระกูลเสิ่นลงได้ อย่างน้อยเจ้าก็ต้องมีพลังฝีมือระดับทลายเวหาขั้นสูงสุดแล้วใช่หรือไม่ ตกลงเจ้าเป็นใครกันแน่"
"คนอื่นต่างก็เรียกขานข้าว่านักดาบแสงเจิดจรัส"
นักดาบแสงเจิดจรัส เติ้งอี้เฟยไม่รู้หรอกว่าตัวเองนับว่าเป็นนักดาบหรือไม่ แต่เขาค่อนข้างพึงพอใจกับฉายานี้เลยทีเดียว
ดูมีระดับกว่าฉายา ตัวอันตราย อะไรนั่นตั้งเยอะ
จางว่านซานร้องอ้อ "ที่แท้เจ้าก็คือไอ้บ้าตัวอันตรายเติ้งอี้เฟยนั่นเองงั้นหรือ แต่เจ้าอายุแค่เท่าไหร่เอง ถึงได้ครอบครองพลังฝีมือระดับทลายเวหาขั้นสูงสุดได้แล้ว"
สำหรับคำถามนี้ เติ้งอี้เฟยไม่ได้ตอบกลับแต่อย่างใด
เขาสัมผัสได้ถึงความเป็นปรปักษ์จากจางว่านซาน
ดูเหมือนจางว่านซานกำลังถ่วงเวลา ราวกับกำลังรอคอยอะไรบางอย่างอยู่
ยังไม่ทันที่เติ้งอี้เฟยจะคาดเดาออก ด้านหลังของเขาก็ปรากฏขุมกำลังอีกกลุ่มหนึ่งขึ้น
"พวกเจ้าเป็นใคร"
"ตระกูลเกอ เกออวิ๋น" ผู้ฝึกยุทธ์วัยกลางคนของตระกูลเกอประสานมือคารวะเติ้งอี้เฟยพลางกล่าว "เรื่องที่เจ้าทำลายตระกูลเสิ่น ข้าได้ยินมาหมดแล้ว ข้าเคยได้ยินข่าวลือเกี่ยวกับใต้เท้ามาก่อน ตอนนั้นข้ายังคิดว่าข่าวลือคงจะเกินจริงไปบ้าง แต่พอมาเห็นด้วยตาตัวเองในวันนี้ ที่แท้ใต้เท้าก็คือคนบ้าคนหนึ่งนี่เอง"
"เกออวิ๋น เราสองตระกูลร่วมมือกันจัดการเขากันดีไหม" ยังไม่ทันที่เติ้งอี้เฟยจะได้โต้ตอบคำพูดของเกออวิ๋น จางว่านซานก็ชิงทักทายเกออวิ๋นก่อนแล้ว "เกออวิ๋น เจ้าคงจะได้ยินสาเหตุที่เติ้งอี้เฟยทำลายตระกูลเสิ่นแล้วกระมัง เพียงเพราะคนธรรมดาแค่คนเดียว หากใช้มาตรฐานนี้เป็นเกณฑ์ ตระกูลจางและตระกูลเกอของเราก็สมควรถูกกวาดล้างให้สิ้นซากทั้งนั้น ดังนั้นข้าจึงคิดว่า เราจำเป็นต้องร่วมมือกันเพื่อกำจัดหอกข้างแคร่นี้ทิ้งเสีย เจ้าคิดเห็นประการใด"
"ตกลง" เกออวิ๋นพยักหน้า "ข้าเคยได้ยินมาว่า เติ้งอี้เฟยคือไอ้บ้าที่กระหายการเข่นฆ่าอย่างไร้ขีดจำกัด สิ่งที่เขาพร่ำบอกว่าเป็นความยุติธรรม ก็เป็นแค่ข้ออ้างในการฆ่าคนเท่านั้น ตอนนี้ขั้วอำนาจมากมายในแคว้นช่ายกำลังตามหาเบาะแสของเติ้งอี้เฟยให้ควั่ก หากพวกเราสามารถสังหารเขาได้ที่นี่ เชื่อว่าทั่วทั้งแคว้นช่ายคงจะปรบมือโห่ร้องด้วยความยินดีเป็นแน่"
"ถูกต้อง พวกเรากับตระกูลเสิ่นดองเกี่ยวดองเป็นญาติกันมาหลายชั่วอายุคน หลายปีมานี้ สามตระกูลใหญ่ของเราได้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกันแล้ว ความแค้นของตระกูลเสิ่น ก็คือความแค้นของพวกเราเช่นกัน"
เติ้งอี้เฟยถึงได้เข้าใจถึงสาเหตุบางส่วนที่ตระกูลจางและตระกูลเกอต้องการจะแก้แค้นแทนตระกูลเสิ่น
ที่แท้สามตระกูลใหญ่ในเมืองเล็กๆ แห่งนี้ก็ไม่ได้แก่งแย่งชิงดีกัน ทว่ากลับจับมือเป็นพันธมิตรกันนี่เอง
"ลุย"
"ฆ่ามัน"
ผู้ฝึกยุทธ์ระดับทลายเวหากว่ายี่สิบคนของตระกูลจางและตระกูลเกอพุ่งเข้าใส่เติ้งอี้เฟยอย่างพร้อมเพรียง
"วิถีเท้าอัสนีบาต"
ท่ามกลางเสียงสายฟ้าฟาด เติ้งอี้เฟยทุ่มสุดกำลังหลบหนีออกจากอาณาเขตของเมือง ขณะที่เบื้องหลังของเขา เหล่าผู้ฝึกยุทธ์ระดับทลายเวหาก็ยังคงไล่ล่าตามมาอย่างไม่ลดละ
เมื่อเห็นว่าระยะทางได้ที่แล้ว เติ้งอี้เฟยก็หยุดฝีเท้าลง จากนั้นเขาก็ถูกผู้ฝึกยุทธ์ระดับทลายเวหากว่ายี่สิบคนตีวงล้อมเอาไว้
จางว่านซานหัวเราะเยาะ "เติ้งอี้เฟย ทำไมไม่หนีต่อล่ะ"
"ข้าไม่ได้คิดจะหนีตั้งแต่แรกแล้ว ข้าก็แค่ไม่อยากจะต่อสู้กันในเมือง ผู้ฝึกยุทธ์ระดับทลายเวหาตั้งมากมายมารวมตัวกันต่อสู้ในเมือง ทั้งเมืองอาจจะพังพินาศย่อยยับไปในพริบตาก็ได้"
"ไม่ว่าจะพูดอย่างไร วันนี้เจ้าก็ต้องตายอยู่ดี"
"ตายแน่งั้นหรือ" เติ้งอี้เฟยฉีกยิ้มกว้าง "บนโลกใบนี้ มีคนที่สามารถฆ่าข้าได้อยู่มากมาย แต่เห็นได้ชัดว่าไม่ได้รวมถึงพวกผู้ฝึกยุทธ์ระดับทลายเวหาอย่างพวกเจ้าหรอกนะ"
เกออวิ๋นแค่นเสียงเย็นชา "ช่างโอหังนัก ประเดี๋ยวข้าจะสังหารเจ้า แล้วค่อยตัดลิ้นของเจ้ามาแกล้มเหล้าก็แล้วกัน"
"พูดมากไปก็ไร้ประโยชน์ ลงมือเถอะ"
ผู้ฝึกยุทธ์ระดับทลายเวหาของทั้งสองฝ่ายเกือบจะลงมือพร้อมกันในชั่วพริบตา
และในเวลานี้ เติ้งอี้เฟยก็ลงมือแล้วเช่นกัน
"อาณาเขตดาบศักดิ์สิทธิ์เปิดใช้งานระดับที่สี่"
แสงสีขาวเจิดจ้าบาดตา ครั้งนี้ได้ย้อมรัตติกาลอันมืดมิดให้สว่างไสวไปทั่วสารทิศ
แสงสว่างแห่งความถูกต้อง สาดส่องลงบนซากศพของยอดฝีมือตระกูลจางและตระกูลเกอทั้งหมด
เมื่อแสงสีขาวจางหายไป เติ้งอี้เฟยก็ร่วงหล่นจากกลางอากาศลงมากองกับพื้น เขานอนหมอบอยู่บนพื้นเช่นนั้นจนกระทั่งฟ้าสาง รอจนกระทั่งยอดฝีมือคนอื่นๆ ของตระกูลจางและตระกูลเกอตามมาพบ เขาถึงได้ค่อยๆ ยันกายลุกขึ้นจากพื้น และชักดาบโลหิตชาดออกมาอีกครั้ง
หลังจากสังหารยอดฝีมือของตระกูลจางและตระกูลเกอจนหมดสิ้น เติ้งอี้เฟยก็พักผ่อนอยู่ครึ่งค่อนวัน ก่อนจะบุกไปที่ตระกูลจางและตระกูลเกอ และลงมือสังหารยอดฝีมือของทั้งสองตระกูลจนสิ้นซากเช่นเดียวกับที่ทำกับตระกูลเสิ่น
หลังจากออกจากเมืองเล็กๆ แห่งนั้น ข่าวคราวการหวนคืนสู่ยุทธภพของตัวอันตรายอย่างเติ้งอี้เฟยก็แพร่สะพัดออกไปอย่างรวดเร็ว
เรื่องราวที่เกิดขึ้นภายในเมืองเล็กๆ แห่งนั้น ก็แพร่กระจายไปทั่วทั้งแคว้นช่ายอย่างรวดเร็วเช่นกัน
หลายปีมานี้ คดีฆ่าล้างตระกูลก็มีให้เห็นอยู่ไม่น้อย
แต่คดีที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวเช่นนี้ กลับมีให้เห็นน้อยมาก
ประการแรกคือสาเหตุของการเกิดเรื่อง ซึ่งทำให้ขั้วอำนาจนับไม่ถ้วนถึงกับต้องขนหัวลุก... เพียงเพราะความตายของคนธรรมดาแค่คนเดียว
ประการต่อมาก็คือวิธีการจัดการของเติ้งอี้เฟยที่ไม่ได้ฆ่าล้างโคตรแบบถอนรากถอนโคน ซึ่งทำให้ผู้ฝึกยุทธ์หลายคนไม่เห็นด้วยนัก
เพราะใครๆ ต่างก็รู้ดีว่า ตัดหญ้าไม่ถอนราก เมื่อลมวสันต์พัดมามันก็จะงอกเงยขึ้นมาอีก
แต่เติ้งอี้เฟยกลับกล้าปล่อยให้ลูกเมียของศัตรูหนีรอดไปได้
สามเดือนผ่านไป ฤดูหนาวก็มาเยือนโดยไม่รู้ตัว พลังฝีมือของเติ้งอี้เฟยก็ได้รับการยกระดับขึ้นเป็นระดับทลายเวหาขั้นสูงสุด ขอเพียงก้าวหน้าไปอีกเพียงก้าวเดียว พลังฝีมือของเขาก็จะสามารถทะลวงเข้าสู่ระดับขอบเขตเทวะได้แล้ว
ในแดนใต้ หรือแม้แต่ในระดับทวีป ผู้ฝึกยุทธ์ระดับขอบเขตเทวะ จึงจะนับว่าเป็นยอดฝีมือผู้สะกดข่มขั้วอำนาจได้อย่างแท้จริง
ในช่วงเวลาที่ยอดฝีมือระดับอาณาเขตแทบจะไม่เผยตัวให้เห็น ยอดฝีมือระดับขอบเขตเทวะก็คือเสาหลักของขั้วอำนาจชั้นนำและขั้วอำนาจระดับเฟิร์สคลาสทุกแห่ง
ภายในโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งในตำบลเสี่ยวหลี่ นอกเมืองเทียนจงแห่งแคว้นช่าย เติ้งอี้เฟยได้พบกับผู้ฝึกยุทธ์คนหนึ่งที่สวมชุดคลุมยาวสีแดงเลือด
ผู้ฝึกยุทธ์ผู้นั้นมีรูปลักษณ์เหมือนชายวัยกลางคน กำลังก้มหน้าก้มตาดื่มสุรากินอาหารอยู่
ทว่าเติ้งอี้เฟยกลับรู้ดีว่า อายุอานามของอีกฝ่ายไม่ใช่แค่สี่สิบหรือห้าสิบปี แต่เป็นสองร้อยกว่าปีแล้วต่างหาก
"เจ้าคือคนทรยศของสำนักโลหิตพิฆาต ถานจื้อเฉิงใช่หรือไม่ เมื่อเจ็ดวันก่อน ตำบลเสี่ยวหลี่แห่งนั้น ก็ถูกเจ้าฆ่าล้างจนหมดสิ้นใช่ไหม"